หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

นิยายรักโรแมนติกเคล้าน้ำตา ที่จะทำให้คุณประทับใจจนมิอาจลืมเลือน

ชื่อตอน : บทที่ 9 ชอบ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.2k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ม.ค. 2561 14:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 9 ชอบ
แบบอักษร

            จูชิงชิงกลับรู้ว่าตนจำเป็นต้องมีเกียรติยศศักดิ์ศรี นางต้องพึ่งพาอาศัยท่านลุงใหญ่และท่านป้าใหญ่ในการใช้ชีวิต ส่วนท่านลุงใหญ่และท่านป้าใหญ่ก็จำต้องพึ่งพาตระกูลโจวในการมีชีวิตอยู่ต่อไปเช่นกัน ดังนั้นนางจึงต้องรู้จักรักษาเกียรติของตนเอง มิฉะนั้นจะถูกคนดูแคลนได้

            ในเรือนหลังนี้มีหญิงรับใช้อายุน้อยสองคน และหญิงรับใช้ชราหนึ่งคน ดูท่าทางล้วนเป็นคนรู้งาน พวกนางปรนนิบัติรับใช้จูชิงชิงอย่างรอบด้าน ไม่ประมาทเลินเล่อแม้สักเล็กน้อย จูชิงชิงอาบน้ำอย่างเงียบๆ จากนั้นทำตามคำแนะนำของลั่วเหมยสาวใช้ใหญ่ ขึ้นเตียงนอนหลับอย่างเงียบๆ นางเหนื่อยเหลือเกิน เพียงล้มตัวลงก็หลับไปทันที กระทั่งลั่วเหมยปลุกนางขึ้นมาทานข้าวถึงได้ตื่นขึ้นอีกครั้ง

            นางยังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ ไม่สามารถที่จะทานผักที่มีกลื่นแรงอย่างต้นหอมผักชีได้ แต่อาหารเย็นกลับปรุงออกมาได้พิถีพิถันนัก อาหารประเภทไข่ไก่และเต้าหู้ทำได้ดีมาก มีแม้กระทั่งนมแพะที่มารดามักให้นางดื่มอยู่เสมอเมื่อครั้งที่ยังอาศัยอยู่ที่บ้าน จูชิงชิงดื่มนมแพะจนหมดด้วยความดีใจก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่า “ของแบบนี้คงหาได้ยากกระมัง” เท่าที่นางทราบ ต่อให้เป็นครอบครัวคหบดี แต่ก็ไม่ค่อยมีคนดื่มนมแพะสักเท่าไร นอกเสียจากว่าในบ้านมีคนชรา คนป่วย หรือเด็กที่ร่างกายไม่แข็งแรง

            ลั่วเหมยตอบอย่างอ่อนโยนว่า “ไม่ยากหรอกเจ้าค่ะ ไท่ไท่ผู้เฒ่าของพวกเราดื่มนมแพะเป็นประจำอยู่แล้ว ในบ้านเลี้ยงแพะไว้ ทั้งสะอาดและสะดวกกว่าหาซื้อจากภายนอก ตั้งแต่ที่ทราบว่าพวกคุณหนูจะมา ไท่ไท่ก็ให้คนไปสืบเสาะรสนิยมของคุณหนูไว้ล่วงหน้า ทราบว่าท่านดื่มนมแพะเป็นประจำ จึงสั่งให้คนเตรียมไว้ให้โดยเฉพาะ จะวันนี้หรือวันหน้าก็จะมีนมแพะดื่มตลอด คุณหนูไม่ต้องเป็นกังวลเจ้าค่ะ”

            จูชิงชิงนิ่งเงียบไปไม่ตอบรับ หากตระกูลโจวปฏิบัติต่อท่านพี่ใหญ่เยี่ยงนี้ ก็สามารถเข้าใจว่าเป็นความเอ็นดูที่มีต่อหลานสาวร่วมสายเลือด แต่นางเป็นใครกันเล่า เหตุใดจึงได้รับความสำคัญมากมายเพียงนี้ นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกกังวล จึงให้ลั่วเหมยไปพบท่านป้าใหญ่ด้วยกันกับนาง อยากจะขอเครื่องทองสักชิ้นจากท่านป้าใหญ่มาแลกเป็นเงินย่อยเผื่อใช้ในยามจำเป็น

            เรือนของจูไท่ไท่ใหญ่อยู่ไม่ไกลจากเรือนของนางนัก แต่ในเรือนไม่มีแม้แต่เสียงคน หญิงรับใช้เฝ้าประตูกล่าวว่าพวกนางยังไม่กลับมา จูชิงชิงเดาว่าพวกผู้ใหญ่คงยังหารือกันไม่เสร็จกระมัง จึงได้เดินกลับเรือนตามทางเดิมอย่างว่าง่าย

            เมื่อเดินมาได้สักพัก จู่ๆ ก็มีคนมาตามลั่วเหมย ลั่วเหมยรีบกล่าวขอโทษต่อจูชิงชิง จูชิงชิงเห็นนางรีบร้อน จึงพูดขึ้นว่า “ข้าจำทางได้ ข้าจะเดินกลับไปเอง”

            จวนตระกูลโจวมีการดูแลคุ้มกันอย่างแน่นหนา ไม่มีคนไม่ดีอะไรแฝงอยู่ในจวนได้ ยิ่งไม่มีคนกล้าล่วงเกินแขกอย่างจูชิงชิง ลั่วเหมยจึงไม่ได้กังวลอะไรนัก นางเพียงเน้นย้ำให้จูชิงชิงระวังตัวก่อนจะเดินจากไป จูชิงชิงเดินไปตามทางเล็กๆ ที่ปูด้วยหินกรวด ทันใดนั้นก็เห็นว่ามีใครคนหนึ่งยืนขวางอยู่ด้านหน้า นางชะงักฝีเท้ามองสำรวจ ไม่กล้าเดินต่อโดยพลการ

            คนผู้นั้นหัวเราะออกมากะทันหัน “ทำไมเวลาพบเจ้าทีไร เจ้าถึงไม่กล้าเข้ามาคุยกับข้าทุกที ข้าจำได้ว่าความจริงแล้วเจ้าเป็นคนใจกล้าที่สุดแท้ๆ”

            โจวเจียเซียนนั่นเอง เขากับนางค่อยๆ สนิทกันมากขึ้นทุกที ในที่สุดเขาก็กล้าพูดคุยหยอกล้อนางจนได้ จูชิงชิงเห็นเขาแล้วยินดีนัก ก้าวขึ้นไปด้วยรอยยิ้มตาหยี กล่าวขอบคุณเขาว่า “ขอบคุณท่านพี่รองโจว”

            โจวเจียเซียนเพิ่งอาบน้ำเสร็จ ยังมีกลิ่นหอมสดชื่นของสบู่โชยออกจากร่าง เส้นผมยิ่งเป็นสีดำเงางามกว่าเดิมเพราะความเปียกชื้น ช่างเป็นคนละเอียดลออโดยแท้ เขาหลุบตาลงมองจูชิงชิงด้วยรอยยิ้ม “ชอบหรือไม่”

            นางไม่ได้พูดว่าขอบคุณเขาเรื่องอะไร เขาไม่ได้ถามนางว่าชอบอะไร แต่ต่างฝ่ายต่างรู้ว่าอีกฝ่ายหมายถึงสิ่งใด จูชิงชิงยิ้ม “ชอบ แต่กังวลใจเจ้าค่ะ”

            โจวเจียเซียนชะงักเล็กน้อย เห็นดวงตาของจูชิงชิงเป็นประกายเจิดจรัส พวงแก้มแดงระเรื่อ สวมชุดไว้อาลัย เส้นผมสีดำสนิท ชั่วพริบตานั้นเขารู้สึกว่านางมีเสน่ห์ในแบบหญิงสาวเต็มวัย หัวใจของเขารู้ว่านางกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว พลันรู้สึกถึงความยินดีเสี้ยวหนึ่ง พูดขึ้นอย่างจริงจังว่า “รู้จักกังวลใจเป็นเรื่องดี แต่เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวล”

            คำพูดนี้สามารถอธิบายได้หลายอย่าง จูชิงชิงย่อมนำคำพูดนี้ไปเชื่อมเข้ากับสัญญาที่เขาเคยให้ไว้ก่อนหน้านี้ ใบหน้าก็แดงซ่านในพริบตา นางรู้ว่าเขายังมีคำพูดอีกประโยคที่ไม่ได้พูดออกมาคือ “ข้าเคยสัญญาไว้ว่าจะดูแลเจ้าเป็นอย่างดี”

            โจวเจียเซียนเห็นนางหลุบตาก้มหน้า เป็นท่าทีขวยเขินที่หาดูได้ยากนัก จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวั่นไหวขึ้นในใจ น้ำเสียงของเขาเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย “ชายหญิงมิควรชิดใกล้ ข้าไม่สามารถมาพบเจ้าได้บ่อยๆ แต่หากเจ้ามีเรื่องลำบากอะไร ก็ให้ลั่วเหมยมาบอกแก่ข้าเสีย หากช่วยได้ข้าย่อมช่วยเต็มที่”

            จูชิงชิงพยักหน้า พูดด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าเสียงยุงเพียงเล็กน้อย “ขอบคุณท่านพี่รองโจว”

            โจวเจียเซียนยิ้ม ก่อนจะพูดขึ้นเสียงเบาว่า “ท่านย่าของข้าชอบทานของหวานนัก ทั้งยังชอบนมแพะ น่าเสียดายที่ในบ้านไม่มีคนทำเป็น ได้ยินว่าน้องสามดื่มนมแพะเป็นประจำ เชื่อว่าคงมีตำรับอาหารหลายอย่างกระมัง”

            จูชิงชิงกำลังกลุ้มที่ตนไม่มีโอกาสตอบแทนการต้อนรับด้วยความอบอุ่นของตระกูลโจวอยู่พอดี นางจึงรีบตอบขึ้นว่า “มีเจ้าค่ะ ท่านแม่ข้ามีตำรับอร่อยอยู่หลายตำรับ ข้าจะรีบกลับไปเขียน แล้วให้คนนำมามอบให้ท่าน”

            โจวเจียเซียนเผลอยิ้มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ช่างเป็นเด็กสาวที่ไร้เดียงสาเหลือเกิน ชอบใครก็อยากจะดีกับคนคนนั้น ทั้งยังแสดงออกโดยไม่คิดปิดบัง มิน่านายท่านผู้เฒ่าจูถึงได้รักใคร่เอ็นดูนางนัก ก่อนจากยังอาลัยอาวรณ์ถึงแต่นาง เขาหวนนึกถึงเมื่อครั้งที่ยังไม่เกิดหายนะขึ้นกับตระกูลจู นางชะโงกหน้าออกจากกำแพงแอบดูเขาอย่างโจ่งแจ้ง จากนั้นคือท่าทีของนางตอนที่ยืนบิดผมเปียอยู่บนกำแพง เอะอะโวยวายด้วยความไม่พอใจ เขาพลันตัดสินใจว่าจะหยอกนางเล่น จึงแสร้งตีสีหน้าจริงจัง “เจ้าคิดว่าทำแบบนี้ดีแล้วจริงหรือ”

            จูชิงชิงถึงกับตะลึง “......ไม่ดีหรือเจ้าคะ ไม่ดีตรงไหนหรือเจ้าคะ” ทันใดนั้นนางรู้ตัวว่าพูดจาไม่มีมารยาท จึงรีบกล่าวในเชิงขอโทษว่า “ขอท่านพี่รองโจวโปรดชี้แนะข้า”

            โจวเจียเซียนตีหน้าขรึมสั่งสอนนางว่า “ท่านย่าข้าอายุใกล้เคียงกับท่านปู่ของเจ้า เจ้าเป็นแขกจากแดนไกลก็จริง แต่เจ้าดื่มนมแพะของนางไป ครั้นมีตำรับอาหารดีๆ กลับไม่ลงมือทำและยกไปให้นางเสียเอง คิดว่าแค่เขียนตำรับออกมาให้ก็จะเรื่องแล้วไปง่ายๆ น่ะหรือ เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าแม่ครัวในบ้านข้าจะสามารถปรุงรสชาติอร่อยล้ำแบบนั้นออกมาได้ เจ้าช่างขาดความละเอียดรอบคอบนัก”

            เหตุใดต้องซับซ้อนถึงเพียงนี้ด้วย หัวใจของจูชิงชิงสับสนนัก นางพูดขึ้นซื่อๆ ว่า “ข้ามิได้เกียจคร้าน เพียงแต่ว่าข้าทำอาหารไม่เป็น หากสิ้นเปลืองฟืนไฟน้ำมันวัตถุดิบของบ้านท่าน จะให้ข้ารับผิดชอบอย่างไรไหว”

            โจวเจียเซียนขมวดคิ้วย้อนถาม “ที่แท้ในใจของเจ้าเห็นว่าครอบครัวของพวกข้าตระหนี่ถี่เหนียวขนาดนั้นเชียวหรือ”

            จูชิงชิงรีบโบกมือปฏิเสธ “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น” ยิ่งอธิบายยิ่งร้อนรน ยิ่งร้อนรนยิ่งอธิบายไม่กระจ่าง ยิ่งทำให้รู้สึกกังวลขึ้นทุกที

            เห็นโจวเจียเซียนเพียงนิ่งมองนางเงียบๆ สายหมอกในดวงตาสีดำขลับดูเข้มข้นขึ้นทุกที มุมปากคล้ายยิ้มไม่เชิงยิ้ม หัวใจของนางก็เต้นแรงผิดปกติ มีความรู้สึกคล้ายว่ากำลังจะหมดสติไปเสียเดี๋ยวนี้ นางรีบกำชายแขนเสื้อของตนไว้แน่ เบิกตาโตเอ่ยขึ้นเสียงเบาว่า “ท่านพี่รองโจว ท่านอย่ามองข้าแบบนี้ ข้าจะหายใจไม่ออกแล้ว”

            สุดท้ายจูชิงชิงก็คือจูชิงชิง หลังจากที่ความโศกเศร้าผ่านพ้นนางยังคงซื่อตรงบริสุทธิ์ไม่แปรผัน โจวเจียเซียนสูดอากาศเย็นเฮือกหนึ่ง เมล็ดเม็ดหนึ่งที่ฝังอยู่ในใจไม่รู้ว่าแตกหน่องอกเงยขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใด มันงอกเงยขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง เขาไม่มีความคิดที่จะควบคุมมัน ทั้งยังต้องการให้มันงอกขึ้นมาด้วยความบ้าคลั่ง เขาได้ยินเสียงของตนเองถามนางโดยปราศจากความละอายใจว่า “เหตุใดเจ้าถึงต้องหายใจไม่ออกด้วยเล่า”

            จูชิงชิงไม่สามารถอธิบายความรู้สึกในยามนี้เป็นคำพูดได้ แต่นางเข้าใจดีว่าเขากำลังรังแกนาง ความรู้สึกหวาดกลัวมิได้ลดเลือนลงแม้สักนิด แต่ทว่าความตื่นเต้นจางหายไปแล้ว นางลอบเหลือบมองโจวเจียเซียนอยู่แวบหนึ่ง ก้มหน้าลงไม่ตอบว่ากระไร เท้าทั้งสองข้างเหยียบไปมาโดยไม่รู้ตัว รองเท้าสีเรียบที่นางสวมอยู่ถูกเหยียบจนสกปรกอย่างรวดเร็ว

            โจวเจียเซียนรู้สึกผิดขึ้นมาทันใด เขาอายุสิบแปดปี ออกเดินทางไปทั้งเหนือใต้กับบิดามาตั้งแต่เด็ก รู้เห็นมามากมาย ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็เคยเผชิญ แต่จูชิงชิงเป็นเพียงเด็กน้อยที่เพิ่งเคยออกจากบ้าน ยังไม่รู้ความ กระทั่งในยามนี้ นางก็ยังเป็นเพียงเด็กน้อยเยาว์วัยคนหนึ่งเท่านั้น เขาไร้ยางอายดั่งที่เหลียงเฟิ่งเกอเคยกล่าวไว้ไม่มีผิด แต่บุพเพสันนิวาสใต้หล้านี้ คู่สามีภรรยาที่สามีอายุมากกว่าภรรยาหลายปีมีให้เห็นอยู่โดยทั่ว หาใช่เรื่องแปลกไม่ โจวเจียเซียนถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง พูดเสียงเบาว่า “เลิกเหยียบเถอะ เจ้าเป็นสตรีแท้ๆ ไฉนถึงมีนิสัยติดตัวเช่นนี้ได้”

            จูชิงชิงตกใจจนรีบยืนนิ่ง ยอมรับความผิดด้วยใบหน้าแดงก่ำ “ข้าจะไม่ทำแบบนี้อีก ท่านแม่ข้าเคยต่อว่าข้าหลายครั้ง ท่านปู่เองก็เคยลงโทษหลายครั้ง ข้ากลับแก้ไขไม่ได้เสียที แต่จากนี้ไปข้าจะต้องแก้ไขให้ได้”

            โจวเจียเซียนรู้สึกเห็นใจนางยิ่งนัก แต่ต้องฝืนใจแข็งพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นจงจำไว้ให้ดี อย่าให้คนอื่นตำหนิเจ้าในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ได้อีก มันไม่คุ้มค่าหรอก”

            จูชิงชิงพยักหน้าสุดชีวิต แม้จะรู้ว่าเขาหวังดีต่อนาง น้ำเสียงและท่าทีของเขาเปี่ยมด้วยความจริงใจ แต่นางก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงเหลียงเฟิ่งเกออยู่ดี หากเป็นเหลียงเฟิ่งเกอ เขาจะต้องปรี่เข้ามาเหยียบเท้านางทันที ไม่ใช่ด้วยกำลังรุนแรงอะไร เพียงแค่ตั้งใจจะทำให้รองเท้านางสกปรกเท่านั้น ทำให้นางมีโอกาสเหยียบรองเท้าเขาคืน รองเท้าใครสกปรกที่สุดคนนั้นเป็นฝ่ายแพ้ และเขามักเป็นฝ่ายแพ้อยู่เสมอ เช่นนี้แล้ว นางก็จะสามารถวิ่งโร่ไปฟ้องท่านป้าตระกูลเหลียงว่า “เหลียงเฟิ่งเกอเล่นเหยียบรองเท้าอีกแล้วเจ้าค่ะ!” ท่านป้าตระกูลเหลียงจะต่อว่าเหลียงเฟิ่งเกออย่างดุร้าย เหลียงเฟิ่งเกอที่ถูกตำหนิอบรม จะแอบหาโอกาสถลึงตาใส่นางอยู่เสมอ เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน ข่มขู่นางด้วยแววตาดุดัน ส่วนนางก็จะตีหน้าเยาะเย้ยเขาอย่างไม่รู้สึกรู้สา หลังจากถูกตำหนิจบ เหลียงเฟิ่งเกอจะมาคิดบัญชีแค้นกับนางทุกครั้ง แต่ก็กลับถูกนางสยบอย่างง่ายดายอยู่ร่ำไป จนลืมความแค้นก่อนหน้าไปเสียสนิท

            จูชิงชิงพลันรู้สึกเสียใจขึ้นมา นางไม่สามารถกลับไปได้อีกแล้ว หากเป็นไปได้ นางยินดีที่จะใช้นกจาบฝนแสนงามสิบตัว ไม่สิ ร้อยตัวก็ยังได้ รวมถึงอ่างเลี้ยงปลาแสนสวยที่มีปลาและกุ้งอยู่เต็มร้อยอ่าง เพื่อแลกกับชีวิตในอดีต

            เห็นหัวคิ้วของนางย่นขึ้น โจวเจียเซียนจึงเลิกคิดที่จะสั่งสอนนางต่อ ประเมินสีหน้าของนางด้วยความระมัดระวัง ก่อนจะถามเสียงเบาว่า “ข้าพูดแรงเกินไปใช่หรือไม่”

            จูชิงชิงสะกดกลั้นความทุกข์ระทมไว้ พูดเสียงต่ำว่า “ไม่หรอกเจ้าค่ะ ข้าเข้าใจว่าท่านพี่รองโจวหวังดีต่อข้า ข้าเพียงแต่ได้ฟังคำสอนของท่านแล้วคิดถึงท่านพ่อของข้าขึ้นมา” ไม่รู้ว่าตอนนี้ท่านพ่ออยู่ที่ไหนกันแน่ ท่านจะรู้หรือไม่ว่าที่บ้านเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว นางคิดถึงท่านพ่อเหลือเกิน

            โจวเจียเซียนเงียบไปครู่ใหญ่ จูชิงชิงเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความประหลาดใจ เห็นเพียงสีหน้าของโจวเจียเซียนแปลกประหลาดยิ่ง จึงถามขึ้นด้วยความหวังดีว่า “ท่านพี่รองโจวรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเจ้าคะ”

            โจวเจียเซียนส่ายหน้าด้วยความขุ่นเคือง พูดอย่างจริงจังว่า “เจ้าจงจำไว้ ข้าอายุมากกว่าเจ้าเพียงหกปี ระยะห่างเท่านี้ไม่ถือว่ามาก”

            เรื่องอายุเกี่ยวอะไรกับเหตุการณ์ในวันนี้ด้วยเล่า จูชิงชิงไม่เข้าใจ แต่นางรู้ว่าต้องประจบเอาใจอีกฝ่าย จึงพยักหน้าไปตามน้ำ “ท่านพี่รองโจวยังหนุ่มแน่นนัก”

            โจวเจียเซียนไม่สามารถบรรยายความรู้สึกของตนในยามนี้ ได้แต่สูดหายใจลึกสองที “จำคำพูดข้าวันนี้ไว้ให้ดี อย่าบอกคนอื่น และจำเรื่องที่เจ้าตกลงไว้กับข้าให้ดี มันจะเป็นประโยชน์ต่อเจ้า”

            จูชิงชิงพยักหน้าด้วยความตั้งใจ นางจะต้องหัดทำอาหารให้เป็น ตระกูลโจวรับนางที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดไว้ดูแล แค่ทำอาหารให้โจวไท่ไท่ผู้เฒ่าทานสักมื้อไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย เมื่อได้รับบุญคุณจากคนอื่นย่อมต้องตอบแทนให้สมน้ำสมเนื้อ หลักการนี้นางเข้าใจดีเป็นอย่างยิ่ง

            โจวเจียเซียนไม่มีเหตุผลที่จะอยู่ที่นี่ต่อ เขาจึงบอกลาเดินจากไป เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว พลันได้ยินเสียงจูชิงชิงตะโกนเรียก เขาหันกลับมา เห็นจูชิงชิงยืนอยู่ใต้แสงแดดยามอัสดง ดวงตากลมโตสีดำสว่างไสวสะท้อนแสงตะวันอัสดงอันงดงาม นางคลี่ยิ้มให้เขา “หากข้าทำออกมาได้ หวังว่าจะมีโอกาสให้ท่านลองชิม”

            โจวเจียเซียนพูดด้วยความหนักแน่นจริงใจ “เจ้าวางใจ จากนี้ไปมีโอกาสที่จะชิมอีกมาก”




แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น