หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

นิยายรักโรแมนติกเคล้าน้ำตา ที่จะทำให้คุณประทับใจจนมิอาจลืมเลือน

บทที่ 8 กุ้งน้อย

ชื่อตอน : บทที่ 8 กุ้งน้อย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.1k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ม.ค. 2561 14:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 8 กุ้งน้อย
แบบอักษร



            เรือยิ่งแล่นไกลออกไปเท่าไหร่ เสียงของเหลียงเฟิ่งเกอก็ยิ่งขาดห้วงแผ่วเบา จูชิงชิงบังคับน้ำตาให้ไหลกลับเข้าไป ซบพิงอยู่ในอ้อมอกของป้าเซียง พูดเสียงต่ำว่า “ข้าอยากนอนแล้ว”

            โจวเจียเซียนก้าวเข้ามาถามไถ่นางเป็นการเฉพาะ ”รู้สึกดีขึ้นบ้างหรือยัง”

            จูชิงชิงพูดไม่ออก คนทั้งหมดบนเรือลำนี้ล้วนยินดีที่หนีพ้นจากเมืองซินเฉิงอันวุ่นวายไปได้เสียที มีเพียงนางที่รู้สึกเสียใจ นางส่ายหน้าด้วยความสับสน ก่อนจะรู้สึกว่าตนไม่ควรทำลายบรรยากาศชื่นมื่นนี้ลง จึงรีบพยักหน้าเสียหลายที

            “เจ้าไม่ต้องกังวลไป ไม่มีใครรังแกเจ้าหรอก หากมีคนกล้ารังแกเจ้า ข้าจะเป็นคนแรกที่จะไม่ให้อภัยเขา” ตอนที่โจวเจียเซียนพูดคำพูดเหล่านี้ สีหน้าของเขาเคร่งขรึมมาก สายตาคล้ายกำลังมองจูชิงชิง แต่ก็คล้ายกำลังมองคนรอบด้าน

            จูชิงชิงพยักหน้าอีกครั้ง ถึงตอนนี้ ชะตาชีวิตของนางคงต้องเป็นเช่นนี้แล้วเท่านั้น นอกจากจะต้องแบกรับทั้งความหวังดีและความมุ่งร้ายของคนอื่นๆ นางยังต้องพยายามที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป จึงจะไม่ผิดต่อความปรารถนาสุดท้ายของมารดา

            โจวเจียเซียนถอนหายใจเบาแผ่วจนแทบไม่ได้ยิน “เจ้าป่วยอยู่ ไม่ควรพักอยู่ด้วยกันกับพี่ใหญ่ของเจ้า มิฉะนั้นนางอาจล้มป่วยไปอีกคน เรือลำนี้ยังนับว่ากว้างขวางไม่น้อย ข้าจะแบ่งห้องเดี่ยวให้เจ้า เจ้าจะได้พักสบายหน่อย ถ้ามีอะไรที่อยากทาน ก็บอกหญิงรับใช้เสีย”

            ป้าเซียงที่ดูแลนางยินดีนัก สำรวจโครงสร้างของห้องพักอยู่หลายรอบ ก่อนจะพูดกับจูชิงชิงว่า “คุณหนูสามเจ้าคะ ท่านอย่าเห็นว่าที่นี่คับแคบ แค่ได้มีห้องส่วนตัวในเรือสักห้องได้ก็ถือว่าไม่เลวมากแล้ว ต่อให้เป็นห้องของคุณหนูใหญ่ก็ยังเทียบที่นี่ไม่ได้ เห็นได้ว่าคุณชายรองโจวเป็นคนพูดจามีสัจจะ”

            จูชิงชิงดูไม่ออกว่าห้องห้องนี้มีอะไรดี สิ่งที่นางชอบมีเพียงหน้าต่างที่มีสายลมเหนือแม่น้ำพัดเข้ามา และดวงจันทร์กลมโตสว่างไสวที่อยู่นอกหน้าต่างดวงนั้น

            มีคนยกข้าวต้มหอมกรุ่นร้อนระอุและผักดองรสชาติสดใหม่เข้ามา จูชิงชิงไม่อยากอาหาร ทานเพียงไม่กี่คำก็ส่ายหน้าไม่ยอมทานแล้ว ป้าเซียงกล่อมอย่างไรก็ไม่ได้ผล ได้แต่ยกออกไปทานเอง ตอนที่กลับมาอีกครั้ง นางยกชามใบใหญ่เข้ามาด้วย ในชามมีกุ้งน้อยกึ่งโปร่งใสอยู่หลายตัว และใบหญ้าอีกหลายก้าน นางพูดด้วยรอยยิ้มตาหยีว่า “ลูกชายเจ้าของเรือเลี้ยงไว้ดูเล่น ลุงเยี่ยก็เลยขอมาให้คุณหนูเจ้าค่ะ”

            จูชิงชิงรับชามมาโดยไม่พูดไม่จา นางเพียงจ้องมองกุ้งน้อยหลายตัวนั้นอยู่นานสองนาน แล้วหลับอย่างสงบไปในที่สุด เมื่อตื่นขึ้นมาในเช้าวันที่สอง สภาพร่างกายก็ดีขึ้นมากแล้ว นางทานข้าวต้มไปครึ่งถ้วย ซาลาเปาอีกครึ่งลูก จากนั้นให้ป้าเซียงพยุงนางไปเดินเล่นสูดอากาศ ชมทิวทัศน์แม่น้ำ

            พวกท่านป้าใหญ่คงเหนื่อยล้าอ่อนแรง พวกเขาทั้งหมดล้วนนอนหลับอยู่ในห้องพักมิได้ออกมา คนอื่นๆ ต่างทำหน้าที่ของตนเอง ไม่มีใครสนใจจูชิงชิง จูชิงชิงปูพรมผืนหนึ่งบนดาดฟ้าเรือแล้วนั่งลง ก่อนจะให้ป้าเซียงไปเอาชามใส่กุ้งออกมา ให้พวกมันได้อาบแดดเสียบ้าง

            “เห็นเจ้าชอบข้าก็ยินดี” โจวเจียเซียนเดินมานั่งลงข้างกายนาง มองดูนางหยอกกุ้งเล่นด้วยแววตาเจือรอยยิ้ม เอ่ยถามนางว่า “ข้านึกอยู่แล้วว่าเจ้าต้องชอบ”

            ต่อให้เป็นคนเกียจคร้านอย่างจูชิงชิง ก็ฟังออกว่าลุงเยี่ยไม่ได้เป็นคนหากุ้งเหล่านี้มาให้นาง แต่เป็นเขาที่เตรียมมาให้นาง ในใจพลันเปี่ยมด้วยความซาบซึ้งและยินดี นางจ้องมองโจวเจียเซียน ความนัยบางอย่างแสดงออกผ่านดวงตากลมโต

            โจวเจียเซียนเองก็ดูออก เขายิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน ยื่นมือออกมาตั้งใจจะเกี่ยวก้อยสัญญากับนาง “อย่าบอกพี่ใหญ่เจ้าเชียว นางอายุไม่น้อยแล้ว ไม่ชอบของเล่นแบบเด็กๆ เช่นนี้ แต่หากนางรู้จะต้องอิจฉาตาร้อนที่คนอื่นได้ นางไม่ได้ ข้าไม่อยากได้ยินคำตำหนิจากนาง”

            เขาเข้าใจลักษณะนิสัยของท่านพี่ใหญ่ไม่น้อยเลยจริงๆ จูชิงชิงเม้มปากอมยิ้ม ยื่นนิ้วก้อยขวาออกมาด้วยความระมัดระวัง เกี่ยวก้อยกับเขาอย่างร้อนรนเพียงชั่วครู่ก็รีบชักมือกลับ นานทีเดียวที่นางยังรู้สึกว่านิ้วก้อยขวาข้างนั้นร้อนเหลือเกิน

            โจวเจียเซียนจับจ้องเข้าไปยังดวงตาของนาง พูดเสียงเบาว่า “เอาล่ะ นี่เป็นความลับแรกของพวกเรา ห้ามบอกใครเด็ดขาด”

            เขามองนางเป็นเด็กน้อยแท้ๆ จูชิงชิงอดไม่ได้ที่จะยิ้มจนตาหยีเป็นทรงจันทร์เสี้ยว พูดจากใจจริงว่า “ข้าชอบกุ้งพวกนั้นมาก”

            โจวเจียเซียนยื่นมือมาทางนาง คล้ายว่าอยากลูบศีรษะของนาง แต่ก็กลับชักมือกลับกะทันหัน พูดด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้ายังชอบอะไรอีก กลับไปแล้วข้าจะหามาให้ เจ้าอยากเลี้ยงอะไรก็ได้ทั้งนั้น”

            จูชิงชิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง พูดเสียงเบาว่า “หากเลี้ยงสุนัข สุนัขจะวิ่งพล่านไปทั่ว ทั้งยังกัดคน ไม่ดีแน่ เลี้ยงแมวหรือ แมวไม่กลับบ้านในยามราตรี แล้วยังจะแอบกินกุ้งน้อยพวกนี้ด้วย ส่วนอย่างอื่น ไม่มีอะไรที่ข้าอยากเลี้ยงแล้ว”

            ในดวงตาของโจวเจียเซียนฉายแววเข้าใจ พูดขึ้นด้วยความตั้งใจยิ่งว่า “ก็แค่สัตว์เลี้ยงไม่กี่ตัวเท่านั้น ข้าพูดว่าเจ้าสามารถเลี้ยง ก็คือเลี้ยงได้ ไม่ต้องคิดอะไรมากหรอก”

            จูชิงชิงรู้ว่าเขาเข้าใจ ผู้เป็นแขกไม่ควรสร้างความเดือดร้อนแก่เจ้าบ้าน ไม่ต้องพูดถึงคนที่เป็นเพียงญาติของญาติฝั่งมารดาของเขา ที่ยิ่งต้องเข้าใจหลักการนี้เป็นพิเศษ เพราะคำพูดแต่ละคำของโจวเจียเซียนนี่เอง ถึงทำให้นางชอบเขามากขึ้น เขาช่างเข้าใจนางเหลือเกิน ราวกับว่าเพียงสายตาเสี้ยวหนึ่งของนาง คำพูดประโยคเดียวของนาง เขาก็จะเข้าใจทันทีว่านางคิดอะไรอยู่ในใจ

            ไม่เหมือนเหลียงเฟิ่งเกอสักนิด เหลียงเฟิ่งเกอดีแต่หาสิ่งที่เขาคิดว่าดีมามอบให้นาง จากนั้นก็พูดอย่างโอหังว่า “สิ่งของที่ข้ามอบให้เจ้า ห้ามเจ้ายกให้คนอื่น สุนัขตัวนี้เจ้าต้องเลี้ยงดูให้ดี มิฉะนั้นเจ้าจะโชคร้ายแน่!” แน่นอนว่านางต้องปฏิเสธด้วยความเย่อหยิ่ง กระทั่งเขากึ่งข่มขู่กึ่งขอร้อง นางถึงจะยอมฝืนใจ เลือกรับไว้เพียงบางส่วน ในเวลาเยี่ยงนี้เหลียงเฟิ่งเกอมักจะโมโหเจียนตายอยู่เสมอ แต่สุดท้ายกลับยิ้มออกมาด้วยความภาคภูมิหลังจากที่นางรับของไปจากเขา “มีรสนิยมดีเหมือนข้าไม่มีผิด! ข้านึกอยู่แล้วว่าเจ้าต้องชอบของชิ้นนี้”

            เหตุใดนางจึงนึกถึงเหลียงเฟิ่งเกอขึ้นมาอีกเล่า จูชิงชิงก้มหน้าลงใช้ฟางข้าวแหย่กุ้งในชามสองที พูดขึ้นเสียงเบาว่า “ถึงเวลานั้นค่อยพูดเถอะ”

            เห็นนางไม่ได้ปฏิเสธตนเองเสียทีเดียว โจวเจียเซียนก็พอใจยิ่งนัก ดวงอาทิตย์อยู่สูงขึ้นทุกที จึงกล่าวกับจูชิงชิงว่า “กลับห้องเถอะ แดดร้อนลมแรงไม่ดีต่อร่างกายเจ้า”

            จูชิงชิงคำนับเขาอย่างเงียบๆ ไม่ต้องการให้คนรับใช้ช่วยเหลือ นางประคองชามใบใหญ่ด้วยความระมัดระวัง เดินกลับเข้าไปยังห้องพัก

            โจวเจียเซียนมองตามหลังของนางไป เป็นดังที่คนอื่นว่ากัน นางมิใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว นางเริ่มเติบโต รูปร่างเรือนกายเริ่มเป็นสาว อีกสามปี รอจนนางออกทุกข์ เวลานั้นก็เหมาะสมพอดี......หัวใจของเขาพลันเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าเองก็ร้อนฉ่า รีบเบือนหน้าหลบ ไม่กล้าให้คนอื่นรู้ว่าเขากำลังจับจ้องเด็กสาวคนหนึ่งที่ยังมิได้โตเป็นหญิงสาวเต็มวัย



            วันที่เจ็ด ในที่สุดพวกเขาก็เดินทางมาถึงตระกูลโจว

            คนตระกูลโจวต้อนรับแขกเหรื่อเป็นอย่างดีเหมือนดังคำร่ำลือที่เคยได้ยิน โจวไท่ไท่ผู้เฒ่าเป็นหญิงชราผู้มีเมตตา หลังจากที่โอบกอดบุตรสาวร่ำไห้กันยกใหญ่แล้ว ก็ให้จูเยวี่ยเยวี่ยและจูชิงชิงเดินเข้าไปให้นางดูหน้าชัดๆ

            จูเยวี่ยเยวี่ยอยากแสดงออกต่อหน้าจูชิงชิงเหลือเกินว่า “นางเป็นท่านยายร่วมสายเลือดของข้า ข้าต่างกับเจ้า” แต่กลับต้องล้มเลิกความคิดเพราะโจวไท่ไท่ผู้เฒ่ามองเด็กสาวทั้งสองด้วยฐานะเท่าเทียม ได้แต่คว้าโจวเจียเหรินมายืนใกล้ๆ เพื่อแสดงความสนิทสนม

            โจวเจียเหรินมีดวงตาที่คล้ายกับโจวเจียเซียนมาก เวลาที่มองคนอื่นจะนิ่งสงบ คล้ายมีหมอกบางๆ อยู่ในดวงตา นางไม่สนใจท่าทีสนิทสนมที่จูเยวี่ยเยวี่ยญาติผู้พี่ของนางแสดงออก กลับจ้องไปยังจูชิงชิง พิจารณานางอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยื่นมือออกมาอย่างมีมารยาท “ข้าคือโจวเจียเหริน อายุมากกว่าเจ้า เจ้าควรเรียกข้าว่าพี่สาว”

            จูชิงชิงตกใจเล็กน้อย ก่อนจะคลี่ยิ้มและกุมมือโจวเจียเหรินด้วยความยินดี “ท่านพี่สามโจว”

            จูเยวี่ยเยวี่ยแค่นเสียงฮึออกจากรูจมูก เพียงถูกจูไท่ไท่ใหญ่ส่งสายตาตำหนิมาให้ นางก็สงบเสงี่ยมลงทันที

            โจวไท่ไท่ใหญ่ หรือก็คือมารดาของโจวเจียเซียน นางนั่งเงียบด้วยท่าทีสงบ สีหน้าของนางทำให้จูชิงชิงอ่านไม่ออกว่าตกลงแล้วนางยินดีหรือยินร้ายต่อการมาเยือนของคนตระกูลจู นางเพียงกล่าวแก่เด็กสาวทั้งหลายว่า “เป็นบุญวาสนาที่ได้มาพบพาน ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะได้มาเป็นพี่น้องกัน พวกเจ้าต้องรักใคร่ปรองดอง ช่วยเหลือกันและกันให้ดี” จากนั้นนางเน้นย้ำแก่ท่านพี่ใหญ่และจูชิงชิง “เจียเหรินถูกตามใจมาจนเสียนิสัย หากพวกเจ้ามีใครถูกรังแกให้รีบมาบอกข้า ข้าจะลงโทษนางให้หนักเอง”

            จูชิงชิงไม่ได้คิดเป็นจริงเป็นจัง นางเพียงรู้สึกว่าโจวไท่ไท่ใหญ่ช่างองอาจนัก มิน่าถึงเลี้ยงลูกชายในแบบโจวเจียเซียนออกมาได้

            จูไท่ไท่ใหญ่ไม่ได้กลับบ้านมารดามาหลายปีดีดัก ทั้งยังกลับมาเนื่องด้วยสถานการณ์เช่นนี้ ย่อมต้องมีเรื่องสำคัญมากมายที่จะพูดคุยกับคนในครอบครัว พวกเด็กๆ จึงถูกไล่ออกไปก่อน จูชิงชิงถูกพาไปยังเรือนหลังเล็กที่ตระกูลโจวยกให้นางพำนัก แม้เรือนหลังนี้จะเทียบไม่ได้กับหลังที่นางเคยอาศัยอยู่กับมารดา แต่เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ดูดีกว่าเรือนรับรองแขกที่บ้านของนางมากนัก โดยเฉพาะในสวนของเรือนหลังนี้ยังปลูกต้นหอมหมื่นลี้ไว้ต้นหนึ่ง ดอกไม้บานสะพรั่ง ส่งผลให้ทุกซอกมุมในสวนแห่งนี้ถูกอาบย้อมด้วยกลิ่นหอมหวานของดอกหอมหมื่นลี้

                        ชามใบโตที่บรรจุกุ้งน้อยเอาไว้ถูกเปลี่ยนเป็นอ่างเลี้ยงปลาลวดลายสวยงาม กุ้งเหล่านั้นดีดหนวดของมันเบาๆ ด้วยความพึงพอใจ ทั้งยังมีปลาน้อยแสนงามอีกสองตัวอยู่เป็นเพื่อนพวกมัน บนระเบียงมีกรงนกสีเงินอันงดงามแขวนไว้กรงหนึ่ง นกจาบฝนงดงามตัวหนึ่งเบิกดวงตาประดุจเมล็ดถั่วดำของมัน จดจ้องมองนางด้วยความสนอกสนใจ

            จูชิงชิงรู้สึกยินดีปรีดานัก ที่นี่ดีกว่าที่นางคิดไว้มาก นอกจากโจวเจียเซียนแล้ว ไม่มีใครที่จะมีความคิดละเอียดรอบคอบขนาดนี้ อ่างเลี้ยงปลาและกุ้งปลาที่อยู่ในนั้น รวมถึงนกจาบฝนบนระเบียง ทั้งหมดล้วนเป็นของขวัญที่เขามอบให้กับนาง และเป็นความลับเล็กๆ ระหว่างพวกเขาทั้งสอง ท่ามกลางความยินดี นางกลับรู้สึกกังวลขึ้นมา จึงเอ่ยถามหญิงรับใช้ที่เป็นคนนำทางให้นางว่า “ท่านพี่ใหญ่ของข้าพักที่ไหน นางมีปลากับนกเช่นเดียวกันหรือไม่”

            หญิงรับใช้ตอบนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “คุณหนูใหญ่จูกับคุณหนูของพวกข้าพักอยู่ในเรือนใกล้เคียงกับเรือนของท่าน ที่เรือนของคุณหนูใหญ่จูก็มีปลาและนกจาบฝนเช่นเดียวกันเจ้าค่ะ”

            ครานี้จูชิงชิงถึงค่อยเบาใจ ขอให้หญิงรับใช้ช่วยกล่าวขอบคุณไท่ไท่ผู้เฒ่าและจูไท่ไท่ใหญ่ตระกูลโจว ทันใดนั้นนางนึกขึ้นมาได้ว่าในเวลาเช่นนี้ต้องมอบเงินรางวัลแก่หญิงรับใช้ นางพลันกระอักกระอ่วนอยู่ในใจ นอกจากทรัพย์สินที่มารดาเหลือไว้ให้นางแล้ว นางไม่มีอะไรเลยสักอย่าง กระทั่งเสื้อผ้าอาภรณ์ของนางยังไหม้เป็นเถ้าถ่านไปกับเพลิงไหม้ครั้งนั้น นางใคร่ครวญดูแล้ว ตัดสินใจว่าจะนำเครื่องทองชิ้นหนึ่งไปแลกเป็นเงินแล้วค่อยตบรางวัล ตอนที่กำลังจะกล่าวขอบคุณหญิงรับใช้ผู้นี้และอธิบายสถานการณ์แก่นาง ป้าเซียงกลับล้วงเงินจำนวนหนึ่งออกมายื่นให้หญิงรับใช้ แล้วบอกนางให้จากไปเสีย

            จูชิงชิงหลีกเลี่ยงบ่าวไพร่คนอื่นของตระกูลโจว ก่อนจะเอ่ยถามป้าเซียงเสียงเบาว่า “เจ้าเอาเงินมาจากไหน ท่านป้าใหญ่เป็นคนให้มาหรือ นางช่างคิดรอบคอบเหลือเกิน” เมื่อก่อนนางคิดเพียงว่าท่านป้าใหญ่เป็นคนที่เฉลียวฉลาดและร้ายกาจเกินไป ทั้งยังไม่เอาใจใส่นาง ที่แท้นางก็เข้าใจท่านป้าใหญ่ผิดไปนี่เอง

            ป้าเซียงพูดด้วยท่าทีที่ลำบากใจไม่น้อย “ไม่ใช่จูไท่ไท่ใหญ่หรอกเจ้าค่ะ โจวไท่ไท่ใหญ่ให้คนนำมามอบให้ข้าเอง ท่านบอกว่านี่เป็นเบี้ยหวัดรายเดือนของพวกคุณหนูเจ้าค่ะ”

            จูชิงชิงรู้สึกเสียใจน้อยๆ แต่ก็ลอบยินดีอยู่หน่อยๆ นางรู้ว่าแท้จริงแล้วใครเป็นคนมอบเงินให้ นอกจากโจวเจียเซียน ไม่มีใครที่จะคิดละเอียดรอบคอบถึงเพียงนี้ ในสายตาของคนอื่นๆ นางยังเป็นเพียงเด็กน้อยไม่ประสีประสา ไม่จำเป็นต้องมีเกียรติยศศักดิ์ศรีใดๆ





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น