เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 24 คราปักษาเล่าขานผู้ถือตะเกียง

ชื่อตอน : ตอนที่ 24 คราปักษาเล่าขานผู้ถือตะเกียง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 319

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 มี.ค. 2561 21:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 24 คราปักษาเล่าขานผู้ถือตะเกียง
แบบอักษร

​ตอนที่ 24 คราปักษาเล่าขานผู้ถือตะเกียง

          ในช่วงเวลาผู้คนแยกย้ายหลังสิ้นสุดเสียงเพลง เมรัยวิ่งทะยานหาลีโอน่าอย่างร่าเริง แตกต่างจากเด็กอีกคนที่ยืนนิ่งอาศัยเงาตึกหลบซ่อนเร้น นางมีเรือนผมยาวสลวย ในอ้อมแขนกอดตุ๊กตาแมว ดวงตาเย็นชาจับจ้องแผ่นหลังเมรัยด้วยความรู้สึกอาฆาตแค้นจางๆ โซฟีไม่ถึงว่าจักได้พบเมรัยเร็วเช่นนี้ นางมิฝันว่าเสียงดนตรีของนักไวโอลินจักเรียกหาเมรัยเช่นกัน

          “…”

          ไม่นานนัก นารีและเรไรไล่ตามมาถึง ภาพพวกนางพูดคุยกับนักไวโอลินปรากฏเบื้องหน้าโซฟี มิตรภาพคราวแรกพบปะและเสียงหัวเราะดังแผ่วเบา มันลอยแตะหูนักเชิดหุ่นน้อย โซฟีหลุบตาซ่อนอารมณ์สั่นไหว กอดกระชับตุ๊กตาแมวพลันสะบัดร่างเดินเข้าตรอกดำมืด ในอุ้งมือนุ่มนิ่มถือรูปภาพใบหนึ่ง เนื่องจากความมืดสลัวทำให้มองเห็นภาพมิชัด กระนั้นบอกได้ว่ามันมีภาพสาวน้อยผมยาวดุจแพรไหม

          ‘เป้าหมายคราวนี้ของเจ้าคือ…’

          --

          รุ่งอรุณยามเช้ามีแสงอาทิตย์ส่องกระทบผิวน้ำทอประกายสว่างไสว ลีโอน่าตื่นแต่หัววัน นางยืนบิดขี้เกียจและนวดร่างกาย ออกกำลังกายง่ายๆเพื่อเรียกสติคืนจากห้วงแห่งความฝัน นางเหลียวมองเตียงด้านข้างมีสาวน้อยสามคนนอนกอดกันปานแม่ลูก นอกผ้าห่มผืนหนามีศีรษะเด็กน้อยทั้งสามแนบชิดกัน เส้นเรือนเกศาสีเงางามแผ่สยายพันกันยุ่งเหยิงทักทอเป็นสีส้ม เขียวและน้ำเงิน แลตลกขบขันและสวนงามราวหยดสีน้ำ  

          ลีโอน่าคลี่ยิ้มเอ็นดู ครั้นเดินผ่านเตียงเด็กๆไปห้องน้ำ

          เมื่อคืนพวกนางเข้าพักแรมที่โรงแรมออสการ์ โรงแรงอันเงียบเหงาทว่ามีเสียงวิหคดังร้องเพลงตลอดเพลา เสียงนกป่าอพยพกลางคืนร้องขับขานยามราตรีกาลฟังคล้ายเสียงภูตวิญญาณ เสียงนกปักษาอพยพยามทิวาส่งเสียงเจื้อยแจ้วพูดคุยกันอย่างรื่นเริง ภายนอกโรงแรมมีห้องพักสิบห้อง มีสามชั้น ชั้นแรกเป็นห้องรับแขกและลูกค้า ภายนอกโรงแรมติดกับสวนป่าสน ใกล้ๆมีคลองน้ำให้ชาวเมืองตกปลา ว่ายน้ำ กางกระโจม

          “ขอมอลค่าหนึ่งค่ะ”

          “รับขนมปังปิ้งด้วยหรือไม่”คนครัวฉีกยิ้มทักทาย หญิงสาววัยสามสิบตัวสูงเพรียวพึ่งมาถึงโรงแรมและกำลังเตรียมมื้อเช้าให้ลูกค้า นางพึ่งเตรียมวัตถุดิบและตรวจห้องครัวเรียบร้อย คนครัวแลเห็นลีโอน่าขณะใช้พลังมาโฮยกแก้วและจานเรียงใส่ชั้นวาง เงาลีโอน่าเดินลงจากบันได เรือนผมแกว่งสะบัดพลิ้ว ลูกค้าผู้ใบหน้าสะคราญและรอยยิ้มเรียบง่าย ใครเห็นใครก็ชื่นชม ยิ่งความรู้สึกรอบตัวลีโอน่าทำให้คนรอบข้างสบายใจ   

          หญิงสาวนิ่งคิดชั่วครู่ พลางพยักหน้า ถัดจากนั้นลีโอน่ามองหาโต๊ะวางในห้องรับแขก ในบรรดาโต๊ะไร้คนจับจอง บรรยากาศเงียบงัน กระนั้นช่างถูกอกถูกใจนาง เพราะนางมิปรารถนาให้มีใครในห้องอยู่แล้ว นางชอบความสงบ ความเงียบนั้นทำให้นางมีสมาธิใจจดจ่อกับงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลีโอน่าชอบมุมที่มีแสงสว่างจากแสงแดด นางมิชอบแสงไฟสีขาวแสบตาของหินแสง  

          แลเห็นโต๊ะวางติดขอบหน้าต่าง ลีโอน่าอมยิ้มพลางเลือกนั่งตรงนั้น นางปรายตามองนอกหน้าต่างแลเห็นลูกแมวดำหลายตัวกำลังหยอกล้อ ตวักอุ้งมือตบท้องกันสนุกสนาม ลีโอน่าหลุบตา แววเนตรทอประกายความรักใคร่ อยากลูบขนพวกมันยิ่งนัก กระนั้นมีกระจกใสกั้นระหว่างพวกมันและนาง นักไวโอลินสาวตัดใจด้วยความเสียดาย ความหดหู่จางหายไปทันทีที่ได้กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟที่สั่ง

          “ได้แล้วจ๊ะ”

          “ขอบคุณค่ะ”

          กาแฟร้อนและถาดขนมปังทาแยมผลไม้ร้อนๆ ลีโอน่าเลือนถาดขนมปังไว้ด้านข้าง และหยิบสมุดโน้ตส่วนตัวขึ้นวางแทนที่ ควันขาวลอยอบอวลเหนือแก้วกาแฟชวนให้ลีโอน่ายกแก้วจิบลิ้มลอง รสชาติเข้มข้น หวานละมุนหลั่งไหลสู่หัวใจ ทำให้รู้สึกอบอุ่นมีพลัง หญิงสาวประครองแก้วด้วยสองมือ พลางวางลงโต๊ะเบาๆ นางเหลียวมองฝูงลูกแมวอีกครั้ง พลางเปิดสมุดโน้ต เริ่มจรดปลายปากกาขีดเขียน

          เพราะนอกชอบเล่นดนตรี นางยังชอบเขียนเนื้อเพลงอีกด้วย นางมักสร้างเวลาว่างให้ตัวเอง ใช้ช่วงเวลานั้นเขียนสิ่งที่พบและนำมันมาแต่งเป็นเพลงที่ไม่เหมือนใคร นางมิเก่งเรื่องแต่งเพลงหรือจับจังหวะทำนองเช่นนักดนตรีคนอื่น ลีโอน่าอ่านหนังสือได้ แต่นางมิถนัดเรื่องศาสตร์วิชาดนตรีเท่าไหร่นัก ทุกสิ่งที่นางเชี่ยวชาญ นางแต่งและเขียนมันด้วยความเข้าใจของนาง ทั้งจังหวะและท่วงทำนอง ทุกอย่างล้วนพิเศษ เป็นสิ่งที่นางเข้าใจเพียงคนเดียว ลีโอน่าสร้างสรรค์บทเพลงต่างๆ บางครั้งเป็นเพลงเศร้า บางครั้งเป็นเพลงสนุก ลีโอน่ารู้สึกดีใจทุกครั้งที่ได้จับปากกาเขียนตัวอักษร ทุกครั้งที่ได้ลองเล่นเพลงที่ตนเองแต่ง นางมิใช่คนเรียนเก่ง กระนั้นนางสามารถเล่นเพลงได้ทันที หลังจากฟังเพลงนั้นเป็นครั้งแรก   

          บรรยากาศยามเช้ามีกลิ่นไอฝน นกพิราบกางปีกโบยบินจากรังใต้หลังคา ลีโอน่าเขียนและแต่งจนลืมเวลา ถาดขนมปังยามนี้เหลือเพียงเศษเล็กเศษน้อย

          “อรุณสวัสดิ์ยามเช้าพี่ลีโอน่า”

          เสียงเมรัยดังกังวานด้วยความแจ่มใสราวดอกไม้แรกแย้มรับตะวัน ลีโอน่าพลิ้วหน้ามองกลุ่มเด็กน้อยพลางยกยิ้มบาง “อรุณสวัสดิ์” นางตอบกลับ คราวเมรัย เรไร นารี ย้ายก้นมานั่งร่วมโต๊ะด้วย ลีโอน่ายกแก้วหวังจิบกาแฟ ทว่าพอแก้วแตะริมฝีปากจึงพบว่ากาแฟนั้นหมดเสียแล้ว หญิงสาวหลุบตาพลางวางแก้วลงด้วยความเศร้า นางรู้สึกดีใจขึ้นในไม่ช้า เมื่อเห็นพวกแม่นางน้อยเริ่มสั่งมื้อเช้าอย่างกระตือรือร้น

          แคว้นแมรี่อายุสิบห้าสิบหกถือเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่งงานมีลูกได้

“เมื่อคืนข้าเห็นผีตามหลังนารีด้วยนะ”

          “งั้นหรือ แล้วผีตนนั้นตามข้าทำไมรึ”

          “มันบอกอยากแกล้งนารี ดังนั้นข้าจึงไล่มันไปหาเรไรแล้วล่ะ”

          “ห๊ะ”เรไรที่นั่งฟังเงียบๆหน้าถอดสี เมรัยอ้าปากหัวเราะเสียงดังระงม คราวถูกนารีเขกหัวอย่างแรง

          “อิไต..”

          เรไรมิเชื่อใจเมรัย อย่างน้อยภายนอกก็ทำเหมือนไม่เชื่อ กระนั้นภายในเชื่อหมดใจ เมรัยเล่าอันใดล้วนสะกิดต่อมความอยากรู้อยากเห็นเรไรทุกเรื่อง บางเรื่องเหลือเชื่อนางก็เชื่อ มิรู้เรไรใสซื่อเกินไปหรือเพราะเมรัยบอกด้วยน้ำเสียงจริงจังกันแน่ ลีโอน่าส่ายหน้าจนใจ นึกอิจฉาพวกเมรัยที่เวลาไปไหนก็เดินไปเป็นกลุ่ม มีโอกาสและเรื่องให้พูดคุยกันมิรู้จบ แตกต่างกับนางที่ไปไหนเพียงลำพัก มีชีวิตได้ด้วยการเฝ้ามองและยิ้มอ่อนๆให้กับอิสระที่ตนได้รับ

          ไร้ซึ่งข้อผูกมัด กระนั้นก็ไร้ซึ่งเพื่อนฝูงคอยช่วยเหลือ

          “พวกเจ้าอยากเที่ยวในเมืองหรือไม่”

          “อยาก”เมรัยตอบเสียงดังฟังชัด นารีถอนหายใจ ในแววตาปรากฏความอยากมิต่างกัน ส่วนเรไรนั้นกำลังภาวนาให้ผีที่ตามตนอยู่เปลี่ยนไปเกาะหัวเมรัย

          “เช่นนั้นอีกสักเดี๋ยวไปด้วยกันเถอะ”

          ลีโอน่าบอกแผนการเดินทางกับพวกเมรัยเมื่อคืน นางไปเมืองไหนก็จะใช้เวลาสองสามวันท่องเที่ยวในเมืองนั้นแล้วค่อยเดินทางต่อ วันนี้เป็นวันแรกที่นางได้มีโอกาสทำตามเป้าหมายกิจวัติ เดินเล่นและซื้อขนม เสาะหาเรื่องราวและคลุกคลีวิถีชีวิตชาวเมืองนีออน

          นางอยากรู้มากกว่านี้ เรื่องภูตตะเกียง สิ่งมหัศจรรย์ของเมืองนีออน ลีโอน่าดีใจกว่าครั้งไหนๆเพราะคราวนี้นางมิได้เดินบนถนนเพียงลำพัก…

--

บนถนนมีชาวเมืองนีออนเดินขวักไขว่ กลิ่นชาหอมกรุ่นลอยประปราย ต้นหลิวริมรั้วกรงเหล็กพัดปลิวไสว ในเมืองไม่มีขอทานหรือผู้ยากไร้ เพราะเจ้าเมืองไม่อยากให้เมืองแลดูมัวหมองจึงจัดตั้งศูนย์รองรับคนไร้บ้านว่างงาน เจ้าหน้าที่จักเลือกหางานที่เหมาะสมให้พวกเขาทำแทนการนั่งเฉยๆ เจ้าเมืองนีออนเป็นผู้มีความสามารถล้ำเลิศในด้านการปกครอง ท่านมิได้ครองตำแหน่งด้วยเสียงชาวเมือง เพราะเมืองนีออนไม่มีการเลือกตั้ง ท่านสืบทอดตำแหน่งจากบิดา และบิดาท่านสืบทอดต่อจากปู่

          ตำแหน่งเจ้าเมืองส่งต่อผ่านสายเลือด ในเมืองจึงไม่ความขัดแย้งหรือปัญหาการเมือง ผู้คนสามัคคีกันอย่างเหนี่ยวแน่นด้วยมีผู้นำเป็นใหญ่เพียงผู้เดียว

          ผู้นำที่ชาญฉลาด และมีจิตใจอันเที่ยงธรรม เด็ดขาดในยามมีศึก และอ่อนโยนยามสงบสุข

          เมืองนีออนไม่นับถือชาวปักษาดั่งเช่นเมืองอื่น เพราะว่าสมัยก่อนเมืองมีภูตตะเกียงคอยช่วยเหลือทำให้ความเชื่อถือตกอยู่ในเรื่องราวภูตตะเกียงมากกว่าปักษา ภูตตะเกียงแม้เป็นนิทานกระนั้นพวกเขาเลือกเชื่อในเรื่องราวมหัศจรรย์นั้น มนุษย์สมควรเชื่อมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพื่อให้มีที่ยึดเหนี่ยวและพักพิง หากปราศจากความเชื่อใด ก็เหมือนหุ่นกลไร้ซึ่งหัวใจ หัวใจที่ไร้ซึ่งความเชื่อนั้นไร้พลังจะควบคุมโชคชะตา

          เรไรยืนแน่นนิ่งชะโงกหัวเพ่งพินิจภาพวาดภูตตะเกียง นางพึ่งเคยเที่ยวเมืองมนุษย์เป็นครั้งแรก ความรู้สึกตื้นเต้นมีมากกว่าความกลัว เรื่องต่างๆหลั่งไหลสู่เรไรดั่งพลังมาโฮของเมืองนีออนกำลังตอบรับความต้องการแสวงหาความรู้ใหม่ๆ นางมือกุมอก แม้เจ้าตัวมิได้เขียนไดอารี่ กระนั้นนางชอบเก็บงำทุกอย่างที่ผ่านลอยตาไว้ในความทรงจำ เสียงเต่าน้อย ภาพก้อนหินดินทราย และดอกมะลิ     

          ปักษาน้อยคิดว่าตนเองอยู่สูงกว่ามนุษย์ มิใช่เพราะมนุษย์นับถือชาวปักษา แต่เป็นเพราะนางอยู่สูงกว่าจริงๆ บ้านนางอยู่บนเกาะลอยฟ้า

          มันย่อมต้องสูงกว่าอยู่แล้ว

          “น่ากินจังนะ”

          เมรัยยืนเคียงบ่าเรไรพลางโพล่งขึ้นด้วยความชื่นชมฝีมือจิตรกร ชายหรือหญิงผู้นั้นต้องมีความเข้าใจในภาพลักษณ์ภูตตะเกียงอย่างลึกซึ้งถึงได้วาดออกมาได้สวยสดงดงาม สื่อความรู้สึกร้อนผ่าวเสมือนพลังมาโฮลี้ลับของภูตตะเกียงได้อย่างสมจริง ในกรอบรูปมีคุณภูตตัวจิ๋วขนาดเท่าเด็กประถม เขาสวมใส่ผ้าคลุมสีดำเทาพื้นถนน และถือไวโอลินสีแดงดั่งเม็ดทับทิม เมรัยมิเคยเห็นภูตตะเกียงตัวจริง กระนั้นนางรู้ว่าภาพนี้มันช่างน่าทานเหลือเกิน

          “เฮ้อ..”เรไรคิ้วกระตุก เบือนหน้าหนีจากเมรัยที่ทำหน้าลึกล้ำดั่งนักปราชญ์ เอ่ยชมว่าผ้าคลุมภูตตะเกียงน่าจะเอามาทำเป็นหมอนได้ อือ  

          ด้านในหอพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มีสองสาวน้อยยืนสำรวจวัตถุโบราณ ขบวนนักเรียนเดินพูดคุยเสียงดังกึกก้อง ลีโอน่าและนารีมิชอบเสียงดังนักจึงย้ายตัวไปดูที่ห้องอื่นตั้งนานแล้ว เหลือเมรัยและเรไรยืนคุยเรื่องภาพภูตตะเกียงด้วยใจสงบ มิสนใจต่อเสียงรบกวน

          “แต่ว่า เรไรน่ากินกว่านะ”

          “คนบ้า..”

          ปักษาน้อยพึมพำหน้าแดงระเรื่อ เรไรเซพลิกตัวเดินหนีเมรัยด้วยความขัดเขิน หมอผีน้อยเหลียวมองภาพภูตะเกียงพลางยกมุมปากยิ้มบอกลา เรไรเดินหลับตามิสนใจใคร นางเดินออกนอกห้อง และพบว่าไม่มีใครอยู่บนทางเดิน บรรยากาศวังเวงมีแสงอาทิตย์ส่องลอดกระจกเพดาน เรไรหันมองซ้ายขวา นางคิดว่าตัวเองหลงทางเสียแล้ว ไม่นะ

          “รีบร้อนไปไหนหรือแม่นางน้อย”

          เสียงหนูดังใกล้ๆเรไรหันขวับพลันพบว่าในห้องเก็บงานศิลป์มีหนูตัวใหญ่ ไม่ใช่ เขามิใช่หนูตัวใหญ่ แต่เป็นมนุษย์ ไม่เชิง เขาเป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งหนู นางเรียกเขาว่ามนุษย์หนูคงได้กระมัง เขาสวมชุดสูทสีน้ำตาลเรียบร้อยเหมือนพ่อค้าเจ้าเล่ห์ ส่วนหัวเป็นหัวหนูมีปากเหยียดยาวและหนวดสีดำเขม่า ดวงตาสัตว์ใต้ดินหยียิ้มดั่งรอยยิ้มของเขา เขาเดินเข้าใกล้เรไร คำถามดังขึ้นอีกครั้งด้วยความบีบบังคับกดดันละมุนละมอน

          บรรยากาศอันตรายราวกำลังพูดคุยกับพ่อค้าทาศ ซึ่งจริงๆแล้วมนุษย์หนูคือพ่อค้าทาสตัวจริงไม่มีวัวผสม เป้าหมายของเขามิใช่เรื่องใด นั้นคือการไล่จับลักพา และนำตัวเหยื่อไปขาย สร้างกำไรและใช้ชีวิตสุขสำราญ

          “ถอยไป”

          เรไรหรี่ตาสาดไอเย็น มนุษย์หนูสัมผัสถึงพลังมาโฮเย็นเยียบ มันผงะพลางแสยะยิ้มกว้าง ยกสามนิ้วซ้ายขึ้นแตะคาง มือขวาเอื้อมไปด้านหน้าหมายท้าทายสาวน้อย   

          “ข้าว่าเจ้าอย่าแตะต้องนางดีกว่านะ..”

          ปราณมรณะคืบคลานผ่านสาวน้อยและมนุษย์หนูราวฝูงวิญญาณร้ายพุ่งผ่านทำให้ร่างกายสั่นเทิ้มแข็งทื่อ อีกมุมหนึ่งใต้ประตูช่องห้องไร้บานปิดเปิด เมรัยสีหน้าเรียบเฉย ดวงตาราบเรียบ นางยืนตรงนั้นทิ้งระยะห่างกับเรไรพอสงควร กระนั้นเรไรกลับรับรู้ความพิศวงราวว่าเมรัยอยู่ใกล้ๆ มนุษย์หนูชักมือกลับร้องชิ สีหน้าบิดเบี้ยวพลางก้มหัวฉีกยิ้มขออภัย เขาเดินผ่านเรไรไปถึงเมรัย และเดินจากห้องไป

          คิดหมายทำอันใดในเมืองนีออนช่างลำบาก ราวกับทุกหนแห่งมีภูตตะเกียงจับตามองและคอยขัดขวาง มนุษย์หนูหัวเสียยิ่งนัก

           “เจ้าชอบหลงทางจังนะ อยากให้ข้าล่ามปลอกคอเจ้ามากกระมัง”

          “เจ้าต่างหากที่หลง”

          มองเมรัยปิดปากหัวเราะ เรไรพลันรู้สึกเสียหน้าอับอาย นางต่อต้านด้วยการยืนนิ่งไม่เคลื่อนไหว ตาลอบดูงานศิลป์ในห้อง เมรัยยกมือนวดพวงแก้ม รู้สึกปากแข็งค้าง หมอผีน้อยเดินมาคว้ามือปักษาน้อยด้วยความเอาแต่ใจ อยากจับอยากปกป้องมัน เรไรสะดุ้งเบาๆแต่มิชักมือคืน นางปล่อยให้เมรัยดึงจูงไปจากห้อง ทั้งสองเดินมาข้างนอกหอพิพิธภัณฑ์ เรไรสูดหายใจรับอากาศบริสุทธิ์ เมรัยนั่งพักบนเก้าอี้ม้านั่งยาว ใกล้ต้นดอกแก้วสีขาวผ่อง

          เรไรมองเมรัยด้วยความแปลกใจ เมื่อครู่นี้นางรู้สึกถึงแรงกดดันจากน้ำเสียงเมรัย ยามขับไล่มนุษย์หนู อารมณ์บางอย่างที่แตกต่างจากยามปกติ ความรู้สึกน่ากลัวยิ่งนัก แต่ว่าเพราะช่วยเหลือเรไร ปักษาน้อยจึงคิดว่าแม้น่ากลัว แต่ความกลัวนั้นสร้างขึ้นเพื่อปกป้องนางมิใช่หรือ นางพลั่งชอบเมรัยในยามนั้น เมรัยที่แข็งกร้าวและมี วุฒิภาวะเหมือนผู้ใหญ่

          ผู้ใหญ่หรือยายเฒ่ามิรู้ เพราะตอนนี้เมรัยกำลังนั่งหอบหายใจโรยริน คล้ายเมื่อครู่ใช้แรงเก้าส่วนไปกับการแสดง ฝืนบังคับตัวเอง

          บางทีอาจเป็นการแสดงจริงๆเรไรถอนหายใจ

          “ทำเป็นเก่ง”

          “ข้ามิอยากให้พ่อค้าแตะตัวเจ้านี่น้า มิยอมให้โดนจับไปขายด้วย”

          “ใครว่าข้าจักยอมให้มันแตะรึ”

          “ข้ารู้แล้ว” เมรัยทิ้งศีรษะลงพิงไหล่เรไร ปักษาน้อยยิ้มอ่อนปล่อยให้อีกฝ่ายเอาเปรียบหน้าตาเฉย ทั้งคู่นั่งเล่นในส่วนพักนักท่องเที่ยวที่มีต้นไม้ตัดแต่งกิ่งให้มีรูปร่างเหมือนสัตว์ป่า สิงโต แมว กระทิง วัว นก ริมทางปูอิฐมีช่องระบายน้ำไหล ฝูงผีเสื้อโบยบินจับคู่ครอง เรไรปวดขาเช่นกัน นางพิงหัวแนบเรือนผมเมรัย พลันเมรัยส่ายผม ส่ายเบาๆ

          “แล้วดิ้นทำไม ฮึ”เรไรรำคาญสัมผัสเช่นนี้นิ่งนัก

          “ข้าให้เจ้านอนหนุนตักข้าดีกว่า”

          “ม ไม่มีทาง”เรไรหน้าไหม้ เมรัยว่าเช่นไรนะ นอนหนุนตัก ม มันไม่เหมาะสมกระมัง พวกนางมิใช่คนรักกันเสียหน่อย

          เรไรปฏิเสธเสียงแข็ง แต่สีหน้าแววตามีความใคร่อยากฟุบเจ็ดส่วน เรไรคิดสิ่งใดมักแสดงออกทางสีหน้าตลอดเวลา ยามใดที่ไม่มีหน้ากากน้ำแข็ง

          “นอนเถอะ”เมรัยจับเรไรพลิกหัวลงแนบตักตนทันทีทันใด มิว่าเรไรปฏิเสธเช่นไรก็มิอาจต่อต้านความโอหังของเมรัย ปักษาน้อยตัวเล็กเม้นปากโกรธแค้น คราวนี้นางยอมให้ก็ได้ ครั้งเดียวนะ แค่ครั้งเดียว

          “เจ้าเคยยินเรื่องราวภูตตะเกียงหรือไม่” เมรัยแผ่วถามเสียงค่อย เรไรหลับตาปริบมือจิ้มน่องขาเมรัยหวังให้อีกฝ่ายรู้สึกดี ปักษาน้อยส่ายหน้าคลอเคลียต้นขาใหญ่ที่แอบซ่อนไว้ใต้กระโปรงยาว เนื้อยุ่ยนุ่มนิ่มเหมือนก้นทารกทำให้เรไรรู้สึกหนุนสบาย ความง่วงถามหา นางจึงตอบ ไม่ เสียงเบาหวิว เรไรพบความจริงว่าน่องขาเมรัยใหญ่กว่าที่คิด  

          “ข้ามิรู้เช่นกัน แต่ข้ารู้จักเรื่องผู้ถือตะเกียงนะ เรื่องราวมันช่างเหมือนกันเหลือเกิน”

          เสียงเมรัยเหมือนเสียงครูอนุบาลกำลังเล่านิทานกล่อมเด็กให้หลับกลางวัน เรไรเงี่ยหูตั้งใจฟังและหวังว่าตนเองจะมิพลั่งหลับก่อนจบเรื่อง ครั้นเมรัยเริ่มเล่าเรื่องราวผู้ถือตะเกียง เรื่องราวมีส่วนคล้ายคลึงเรื่องภูตตะเกียงเจ็ดส่วน แตกต่างกันตรงนี้ เมืองในเรื่องมิใช่เมืองนีออน และตัวละครหลักมิใช่ภูตตะเกียง แต่คือบางสิ่งบางอย่างที่ใส่ผ้าคลุมยาวสีน้ำตาลหงส์ดิน และชอบถือตะเกียงไม้สีดำเขม่า มิมีใครเคยเห็นรอยยิ้มของมัน และมันเป็นเหมือนวิญญาณมากกว่ามนุษย์  

          ณ เมืองแห่งการค้า มีผู้ถือตะเกียงที่ชอบโลดแล่นบนหลังคาและทางเดินใต้ดิน เขาชอบช่วยเหลือผู้อื่น คอยจูงเด็กข้ามถนน และคอยจุดโคมไฟส่องทางในสถานที่ดำมืด แสงเปลวไฟในตะเกียงนั้นเปรียบประหนึ่งแสงนำทาง ความฝัน ความรัก ความแค้น และความหวังริบหรี่ เปลวไฟวิเศษที่ไม่มีวันมอดดับและจักลุกโชนตลอดกาล คอยเติบความหวังให้ผู้ไร้ซึ่งความหวัง และจักชี้นำทางผู้หลงในหมอกสลัว ตำนานผู้ถือตะเกียงอยู่คู่เมืองแห่งการค้าตลอดร้อยปี และมันจักคงอยู่ตลอดไป

           จิตวิญญาณผู้ครองเปลวไฟวิเศษ นามนั้นคือ… “เทียนไข”

          “น่าเสียดายนะ ทั้งสองเหมือนกันราวกับแกะ แต่ว่าเรื่องราวของผู้ถือตะเกียงนั้น..”

          ดับสูญไปพร้อมกับอดีตของเมรัยแล้ว จางหายไปจากปัจจุบัน

          “เขาอาจยังอยู่ก็ได้”

          “อาเร๊ะ”

          “…เปลวไฟที่ไม่มีวันดับ เขาอาจยังอยู่..ที่สักแห่ง”

          เรไรพึมพำ นางมิคิดว่าจักได้ยินเรื่องราวผู้ถือตะเกียงจากเมรัย เรื่องราวที่เล่าทำให้เรไรย้อนนึกถึงตอนที่นางยังเด็กหัดกลิ้ง นางชอบอ่านหนังสือทุกประเภท ในบรรดาหนังสือที่นางสะสมมีนิทานเล่มหนึ่งเล่าถึงบางสิ่งบางอย่างที่คอยช่วยเหลือผู้คนจากความสิ้นหวัง มันนั้นมีตะเกียงไฟสีดำเขม่าคู่กาย และเปลวไฟวิเศษที่สามารถทำได้ทุกอย่าง เรื่องราวของมันเกี่ยวกับนครเมืองแห่งการค้า เรื่องราวแห่งนิทานแห่งความหวัง

          ความหวังที่อยากช่วยเหลือใครสักคน  

          “เจ้า..รู้จักด้วยหรือ”

          “เคยอ่าน..”เรไรหงายหน้ามองเมรัย เห็นสีหน้าเพื่อนสาวตกตะลึงเหมือนคนเห็นผี เรไรพลันประหลาดใจ

          เมรัยตกใจอันใด..

          “ดีจัง…”

          เมรัยหลับตา แม้เจ้าตัวยกชายเสื้อปิดบังใบหน้ารวดเร็ว กระนั้นเรไรเห็นหยดน้ำตาที่หางตาชัดเจน

          เมรัยร้องไห้อีกแล้วหรือ…

          เรไรมิเข้าใจเพราะสาเหตุใด กระนั้นน้ำตานี้ไม่เหมือนครั้งไหน มันไม่มีความเจ็บปวดระทมแม้แต่น้อย มันกำเนิดจากความดีใจ ความสุขที่หลั่งรินเป็นหยาดน้ำตาบอกว่าผู้ร้องดีใจปานใด เรไรไม่เข้าใจว่าทำไม แต่ว่านางยินดีกับเพื่อนสาว ยินดีนะที่มีเมรัยมีความสุข เรไรไม่อยากนอนแล้ว นางเด้งตัวและนั่งเรียบร้อย มือตบหน้าตักเจตนาให้เมรัยนอนหนุนตักตนบ้าง “น นอนสิ”

          เสียงแข็งกระด้าง เย็นชา ไม่ตรงกับใจ ทำให้เมรัยหัวร่อคิกคัก

          “อืม!!”

          ทิ้งศีรษะลงอย่างมิลังเล เมรัยแตกต่างจากเรไรตรงที่นางรู้สึกง่วงมาก เหมือนครูอนุบาลที่ใคร่อยากหลับก่อนเล่านิทานจบอย่างไรอย่างนั้น เรไรเล่นผมเมรัยที่ตอนนี้หลับปุ๋ย ปักษาน้อยอยากแกล้งเมรัยคืนบ้าง กระนั้นนางมิกล้ารังแกคนป่วยใจ เรไรมิอยากทำร้ายจิตใจเมรัย นางหมั่นไส้ใช้นิ้วจิ้มแก้มเนื้อน่ากัด เรไรระบายลมหายใจมองริมฝีปากเมรัยนึกอยากจูบอีกครั้ง คราวล้มเลิกความคิดเรื่องนั้นโดยพลันด้วยหัวใจสับสน นางมองสีหน้าเมรัย          

พลางคลี่ยิ้มละไม ยามนี้เมรัยนอนหลับฝันดีแล้ว..ในที่สุดเมรัยก็ฝันดีอีกครั้ง

--

  ในวังวนแห่งความฝันกลางวันมีแสงสีส้มเปลวเพลิงแตกระยิบระยับ พวกมันแต่งแต้มโลกสีดำให้แลมีความหวัง กระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้นทีละนิด ราวกำลังเรียกหาใครสักคน ความหนาวเหน็บในคืนไร้แสงจันทร์ไสว เสียงเรียกนั้นทำให้รู้สึกเปียกแฉะคล้ายมีหยดน้ำหยดไหลอาบดวงตา มันเย็นชืด บริสุทธิ์ ดั่งเม็ดฝน ยากแยะว่ามันคือน้ำตาของนางหรือของผู้อื่น กระนั้นนางอยากบอกเหลือเกิน มิรู้บอกกับตนเองหรือเจ้าของน้ำตา

          ‘เธอยังมีฉันนะ

          ความปรารถนาและสิ่งที่หวังได้พบทักทอเป็นเรื่องราวเพื่อช่วยคนผู้หนึ่ง เมรัยลืมเลือนความตั้งใจนั้นพลางลืมตาตื่น รอบข้างมีคนรู้จัก

         “เมรัยตื่นได้แล้ว…เมรัย”นารีเขย่าบ่าเพื่อนสาวพร้อมกระซิบปลุก

          “ขออีกห้าพันปี..”

          “ตื่นได้แล้วย่ะ เจ้าลูกหมี”

          ทนเซ้าซี้มิไหว เมรัยยันกายขึ้นนั่งอย่างสะลึมสะลือ ยามนี้ท้องฟ้ามีเมฆฝนปกคลุม ฝนหลั่งรินโปรยปราย นารีและลีโอน่าเดินชม ฟัง เก็บข้อมูลบันทึกเรื่องประวัติศาสตร์เมืองนีออนเสร็จเรียบร้อยจึงออกมาเยี่ยมเมรัยและเรไร ทั้งกลุ่มเห็นว่าฝนใกล้ตกหนักจึงรีบเร่งให้หมอผีน้อยตื่นจากนอนิทรา เรไรนวดขาด้วยความเมื่อยล้านิดๆ นางรับรู้แล้วว่าภายใต้อาภรณ์เมรัยซ่อนหมูไว้ตัวหนึ่ง

          หนักมาก

          “พวกเจ้าอยากไปไหนอีกหรือไม่”ลีโอน่าย่อเข่ามือลูบผมเมรัย จัดการเส้นผมชี้ฟูชี้ไม่เป็นทรงให้ราบเรียบ เมรัยปิดปากหาวพลางแหงนหน้ามองนภา เห็นเมฆฝนเต็มท้องนภาเช่นนี้ ฝนคงต้องตกนานแน่แท้ หมอผีน้อยถามปักษาน้อยกับดวงดาวน้อย ทั้งสองไม่มีความคิดเห็น ดังนั้นเมรัยจึงโยนคำถามคืนให้ลีโอน่า ให้พี่สาวคนสวยเลือก นักไวโอลินสาวแย้มยิ้มพราย ตามความคิดนาง วิเคราะห์จากจำนวนเมฆดำ ฝนคงตกตลอดบ่ายถึงช่วงพลบค่ำ นางมิอยากแตะต้องไอฝนเท่าไหร่นัก รู้ว่าตนเองร่างกายไม่ถูกกับคุณน้ำฝน โดนคุณน้ำฝนแตะทีไรเป็นได้ไข้จับ

          “เช่นนั้นวันนี้กลับโรงแรมก่อน พรุ่งนี้ค่อยเที่ยวใหม่ดีหรือไม่”

          “อืม”เมรัยอมยิ้มตอบเสียงหนัก

          ลีโอน่าแผ่วหัวเราะขบขัน ทั้งกลุ่มเดินทางกลับโรงแรมด้วยความเร่งรีบ แต่ทว่าฟ้ามิเป็นใจช่วยพวกนางเท่าไหร่ เดินถึงครึ่งทางฝนก็เทกระหน่ำใส่พวกสาวๆเสียแล้ว ลีโอน่ายิ้มเจื่อน เศร้าสลดในความโชคร้าย

          เวลากลางค่ำกลางคืน ยังคงมีห่าฝนสาดซัด เสียงหยดน้ำกระทบกระแทงบานหน้าต่างแก้วดังเปาะแปะฟังคล้ายดนตรีแห่งสวรรค์ ในห้องนอนมีเตียงสองเตียง เตียงฝั่งติดหน้าต่างไม่มีคนนอน ฝั่งติดห้องน้ำมีเรไรนอนหลับปุ๋ยเพียงลำพัก ปักษาน้อยโหยหาไออุ่นรอบตัวด้วยความทรมาน นางไม่รู้สึกว่าตนเองหงุดหงิดจนเปิดเผยทางสีหน้าน่ารัก ดิ้นๆกลิ้งๆแขนขาปัดผ้าห่มตกเตียง เหมือนลูกแมวอาละวาดตอนถูกทิ้งไว้นอกบ้าน

          “นางนอนดิ้นดีนะ”

          “ห้ามล้อเรไรเรื่องนี้นะ เข้าใจหรือไม่”

          นารีและเมรัยคิดไม่ถึงว่าสหายสาวผู้เงียบขรึมจะเผยธาตุแท้ยามกลางคืน สาวน้อยสองคนนั่งมือจับขอบเตียงดูเรไรดิ้นคลุกๆดั่งกำลังเสาะหาแหล่งพักพิง และระบายความอัดอั้นใจในคราวเดียวกัน สีหน้ายิ้มหยาดเยิ้มแลมีความสุขยิ่งนัก หมอผีน้อยเห็นแล้วลอบยิ้มชั่วร้าย ตอนนี้นางค้นพบจุดอ่อนเรไรเพิ่มอีกหนึ่งอย่างแล้ว เมรัยจักใช้มันทันที อย่างไม่ลังเลและเสียใจ นางใช้แน่

          ดวงดาวน้อยเห็นเพื่อนสาวแสยะยิ้มปานแม่มด ปากนารีพลันกระตุกคิ้วขมวด

          เรื่องนี้เป็นเหตุบังเอิญ เนื่องจากเมรัยนอนไม่หลับ นารีก็นอนมิหลับเช่นกัน ทั้งสองจึงตื่นมานั่งคุยกันเสียงเบา

          “ข้าชอบนอนกลางวันเจ้าก็รู้ นอนมากๆกลางคืนนอนไม่หลับ”

          “เมรัยควรนอนให้เป็นเวลานะ ดูอย่างเรไรสิ”

          คนถูกพูดถึง นอนเร็ว ตื่นเช้า ร่างกายกระปรี้กระเปร่ามีแรงตลอดวัน แตกต่างกับเมรัยที่นอนดึก ตื่นสาย พละกำลังหนีหาย ทุกยามรู้สึกอยากหลับ หลายครั้งที่ความง่วงจู่โจมนาง ทำให้เมรัยเกือบเสียชีวิตเสียเวลา นางต้องอาศัยวิญญาณเร่ล่อนคล้ายปลุกเสมอเมื่อก่อน เวลาวิ่งหนีผีแล้วหมดแรงกลางคัน ผีที่ช่วยปลุกก็ผีที่ไล่ล่านางนั้นแหละ  

          เมรัยอมยิ้มมือหยิกแก้มนารี ตอนนี้พวกนางควรช่วยเรไรจัดท่านอน เริ่มต้นเมรัยหยิบผ้าห่ม นารีคว้าหมอนข้างวางประกบเรไร ทั้งคู่จัดการเรไรเรียบร้อย พวกนางมองสภาพปักษาน้อยที่นอนนิ่งๆเมื่อเช่นทุกวัน คราวผ่านไปสองนาทีที เรไรโมโหถีบผ้าห่มและหมอนข้างกระจุย “น นางมิชอบความร้อนกระมัง” เมรัยเห็นเรไรบ่นตลอดว่า โลกช่างร้อนเหลือเกิน ความร้อนราวดินแดนไทย[บรรพกาลนครแห่งเปลวเพลิงอาทิตย์]

          ทั้งคู่มิอาจช่วยเรไรยามนี้ จึงเลือกห่มผ้าบริเวณเฉพาะท่อนล่างเรไรเท่านั้น อย่างน้อยมันก็ไม่หนาวหรือร้อนเกินไป คราวนี้เรไรหยุดดิ้น ตาขวาหยียิ้มสุขใจ ตาซ้ายสั่นระริกด้วยความโกรธ สงสัยในใจคิดว่า ทำไมร้อนแค่ขาเนี่ย

          “อุ๊บ..”

          สีหน้าขวาและซ้ายช่างแตกกันราวฟ้ากับเหว เมรัยหยุดขำทันทีที่เห็นนารีจ้องเขม่น หมอผีน้อยกระแอม “เอาไว้ยามเช้าข้าจักล่อนางเรื่องนี้ด้วยนะ”

          “ตามใจเจ้าเถอะ”นารีกระแทงเสียงเบาพลันสะบัดร่างไปยืนมองท้องฟ้าใกล้หน้าต่าง เมรัยส่ายหน้าอ่อนใจ ที่นางล่อเรไรเพราะนางอยากแกล้งเฉยๆกลั่นแกล้งรังแกนิดหน่อย ทำให้เรไรอายอยากมุดแผ่นดินน่ะ หน้าสนุกจะตาย

          “พี่ลีโอน่าอยู่ห้องรับแขกหรือ”

          “ใช่ พี่ลีโอน่าแอบเขียนเพลงคนเดียว”

          “เพราะกลัวรบกวนพวกเรายามนอนกระมัง”เมรัยสวมกอดนารีจากด้านหลัง เนินอกแนบชิดแผ่นหลังบอบบาง ความร้อนผ่าวดั่งถ่านหินของเมรัยแตกต่างจากผู้อื่น นารีถวิลหามันมิต่างกับเรไรที่ชอบแอบกระซิบว่า หน้าอกเมรัยมิใช่อย่างที่ตาเห็น ใต้เสื้อคลุมชั้นหนานั้น มันคือภูเขาใหญ่

          “ทำไมเจ้าชอบใส่เสื้อผ้าหลายชั้นรึ”

          “ข้าหนาว”

          เมรัยกัดใบหูนุ่มนิ่มพลันกระซิบเป่าลม นารีผลักศีรษะสหายสาวออกห่าง สีหน้าแววตานารีแดงชมพูให้ขวยเขินสี่ส่วน เมรัยฉีกยิ้มร่าปล่อยมือจากนารี นางเดินใกล้หน้าต่าง พลันยื่นหน้าผากแนบกระจก “พรุ่งนี้ฝนจะหยุดตกหรือไม่นะ” นารีกอดอกตอบเสียงมั่นใจ “หยุดสิ ข้าใช้เครื่องมือคำนวณแล้ว”

          “เช่นนั้นหรือ” เมรัยผละหัวจากกระจก ปรายตาระบายยิ้มตอบเรไร ความรู้สึกสื่อสารผ่านสายตาพิศวง แม้มิพูดจาให้ยืดยาว ทั้งคู่ต่างเข้าใจกันและกันดั่งว่าเป็นคนรักตั้งแต่ชาติปางก่อน “กลางวันนี้เมรัยฝันดีกระมัง”

          นึกถึงแสงสีส้มอ่อนก่อนลืมตา เมรัยพลันหยักยิ้มปีติ “อืม ฝันดีมาก”

          แม้จำไม่ได้ว่าฝันถึงเรื่องอันใด กระนั้นนางแน่ใจว่าคือฝันดี

          “อย่าน้อยก็มิใช่ฝันเปียก”

          “…”

          ดวงดาวน้อยสูดหายใจหัวใจเต้นโครมคราม ทำไมตั้งแต่เจอเรไร ความหื่นกายของเมรัยจึงเพิ่มทวีขึ้นอย่างหน้าตกใจ “แล้วคืนนี้เจ้าอยากเปียกหรือไม่” นารีเบือนหน้าหนี แอบชายตาหว่านเสน่ห์ใส่เมรัย หมอผีน้อยเบิกตากว้างด้วยความหลงใหล นางเดินโอบกระชับร่างดวงดาวน้อย เอ่ยด้วยเสียงยียวนคล้ายเชื้อเชิญและปฏิเสธ “นารีเอ้ย เจ้ารู้ว่าหากทำเช่นนี้ผลจักเป็นเช่นไร”

          “ที่นี้ไม่มีคนอื่นเสียหน่อย”

          “ไว้รอเรไรตื่นก่อนเถิด…”หากพวกนางทำกันโดยช่วยเรไรตอนหลับ ปักษาน้อยคงเสียใจ เสียใจที่รู้สึกดีในความฝันมากกว่าความจริง

          “ลงไปหาพี่ลีโอน่ากันเถอะ ปล่อยพี่สาวแต่งเพลงคนเดียวมันแลเหงาๆนะ”

          เมรัยตัดบทด้วยความห่วงใย นางจูบแก้มนารีพลางยื่นมือบีบหน้าอกเบาๆ นารีสะดุ้งเฮือกตีมือซุกซนทันที เมรัยยิ้มแห้งแล้ง พวกนางดูแลเรไรก่อนที่จะเดินลงชั้นล่าง นารีและเมรัยมองเรไร พลางทั้งคู่สบตากัน อมยิ้ม และปิดประตูเสียงเบา

          บนเตียงนอน เรไรทนความร้อนไม่ไหว เหวี่ยงขาเตะผ้าห่มตกเตียง…

          ห้องรับแขก ลีโอน่าจุดเทียนตั้งไว้บนตะเกียง นางนึกขอบคุณเจ้าของโรงแรมที่ให้ยืมตะเกียงไฟประจำร้าน ลีโอน่ามองลวดลายแกะสลักรูปหงส์บนผิวตะเกียงไม้เงา นางสีหน้าเรียบเฉยพลางมุมปากหยักยิ้มงดงาม หญิงสาวปรายตามองนอกหน้าต่าง ไม่เห็นฝูงลูกแมวดำยามเช้า รู้สึกเสียดายและโล่งอกในคราวเดียวกัน เพราะนางมิใคร่เห็นลูกแมวเล่นกับสายฝนกระมัง กลัวพวกมันเป็นหวัดล้มป่วย

          นักไวโอลินสาวเปิดสมุดและเขียนอักษร บนโต๊ะมีสมุดสามสี่เล่ม เล่มปกสีฟ้าจดบันทึกความเชื่อพื้นเมือง ตำนาน นิทาน เล่มปกลายจุดจดสิ่งที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน สองสีชมพูและแดงเป็นสมุดบทเพลงที่นางแต่ง ลีโอน่ามิชอบพกพาของหนัก เพราะนางมีกระเป๋าเพียงใบเดียวซึ่งเป็นกระเป๋าใส่ไวโอลิน นางพกมันไปทุกที่ไม่เว้นวันนี้ เผื่อมีโอกาสพิเศษให้เล่นไวโอลิน อาทิ มีงานวันเกิดหรืองานกิจกรรมที่จำเป็นต้องใช้เพลงสร้างความสนุกสนาม หรือเวลามีเรื่องทะเลาะวิวาท นางก็หวังเล่นเพลงให้คนอยากต่อยกันมากขึ้น   

          ลีโอน่าเล่นเพลงเฉพาะเวลาที่นางต้องการ ยามที่อยากลองเพลงใหม่ ยามพึ่งได้เข้าเมืองใหม่ เวลาต้องการเงินจ่ายค่าข้าวและค่าที่พัก นางเดินทางเพียงลำพัก แลเป็นเรื่องอันตรายยิ่งสำหรับสตรี กระนั้นนางมิเป็นห่วงนัก เพราะนางมีอาวุธลับติดตัว หากมีโจรหรือคนแปลกหน้าคิดหมายปองนาง นางจะใช้อาวุธลับจัดการและรีบเผ่นหนี

          บางครั้งนางใช้พลังมาโฮ เล่นบทเพลงโจมตีศัตรู บทเพลงแห่งการต่อสู้ทำให้โจรร้ายสู้กันเอง ส่วนนางเผ่นป่าราบ

          นางและเมรัยมีชีวิตคล้ายกันห้าส่วน ตรงที่ว่า สู้ไม่รอดก็หนีเถอะ ชีวิตมีครั้งเดียว นางมิชอบเสี่ยงเรื่องอันตราย นางเป็นนักดนตรีมิใช่นักรบ หน้าที่ของนางคือสร้างขวัญกำลังใจและรักษาเยี่ยวยาผู้คนให้มีหวังอีกครั้ง  

          ใช้เสียงเพลงระบายลงบนโลกและสถานที่ต่างๆ สร้างความสนุกสนาม ครื้นเครง ทำให้มนุษย์และสัตว์ผ่อนคลายและมีกำลังใจ

          วันนี้นางได้เรียนรู้เรื่องราวเมืองนีออนมากมาย ลีโอน่าจดบันทึกทุกครั้งเวลาเจอสิ่งน่าสนใจ ยิ่งวันนี้มีนารีเดินเคียงข้างคอยพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดกัน ทำให้ลีโอน่าสนุกเหมือนกำลังเดินเล่นกับเพื่อนสนิท นักไวโอลินสาวมิได้คุยกับพูดผู้อื่นอย่างสนุกรื่นรมย์เช่นนี้หลายปีแล้ว ปีนั้นตอนอยู่คณะละครสัตว์นางมีเพื่อนเยอะแยะ ช่วงวันวานเป็นอะไรที่มีเสียงหัวเราะกังวาน อบอุ่นดั่งเปลวไฟของภูตตะเกียง

          เมรัย นารี และเรไร ทำให้ลีโอน่ารู้สึกเช่นนั้นอีกครั้ง นางนึกขอบคุณพวกสาวน้อยจากหัวใจ

          “พี่สาวยังมินอนหรือ”

          คิดถึงใคร คนนั้นก็มาทันใด ลีโอน่าเลิกคิ้วเหลียวมองเมรัยและนารีตรงขั้นบันไดสุดท้าย หญิงสาวคลี่ยิ้มรับพวกนาง เมรัยและนารีวิ่งเตาะแตะ ลีโอน่าวางปากกาพลางตอบเสียงนุ่มนวลน่าฟัง “ข้ายังมิง่วง แล้วพวกเจ้ายังมินอนหรือ”

          คนงามกล่าวอันใดล้วนน่าฟัง ไพเราะ

          “ข้ายังมิง่วงเช่นกัน นารีด้วย”

          เมรัยฉีกยิ้มหน้าบาน แววตาแจ่มใสราวดวงตะวันทอแสง ลีโอน่าชื่นชอบแววตาเมรัยยิ่งนัก หญิงสาวหลุบตา “พวกเจ้านั่งก่อนสิ” หมอผีน้อยพยักหน้ารับคำ พลางเลื่อนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามลีโอน่า นารีเห็นว่าบนโต๊ะไม่มีขนมทานเล่น นางจึงมองห้องครัวที่เปิดประตูค้างไว้ “ข้าขอเวลาชงชาสักครู่”

          “ทานยามนี้ระวังเป็นพะยูนนะ”

          “ไม่เป็นหรอกย่ะ”

          นารียิงฟันใส่เมรัย เมรัยกระหยิ่มยิ้ม ในหัววาดภาพพนารีตัวอ้วนกลมป่อง มีหาง เคลื่อนบนชายหาด

          “พี่สาวกำลังทำอันใดรึ”

          ความจริงลีโอน่าเป็นพวกแอบอายเวลาเขียนเพลง นางเหมือนักดนตรีมือใหม่ที่ไม่กล้าแสดงผลงานของตนให้ผู้ใดดู หญิงสาวหรี่ตาในใจลังเลหวั่นไหว กระนั้นพริบตาพลันล้มเลิกความอายเสียดื้อๆ นางยิ้มให้เมรัย พลางก้มหน้า “ข้ากำลังเขียนเพลง”

          “ขอดูได้หรือไม่”

          “ได้สิ”

          หลายปีแล้วที่ไม่มีใครเห็นสมุดจดนาง สมัยวันวานลีโอน่ายอมให้เพื่อนสนิทดูบ่อยๆ แต่เนื่องจากมันผ่านมาหลายปีแล้ว นางจึงอดประมาทมิได้ ลีโอน่าไม่เข้าใจตนเองเสียเลย นางลืมไปได้เช่นไรว่าตนเองมิใช่นักดนตรีมือใหม่ นางเล่นและเขียนเพลงตั้งแต่ยังเล็ก เรียกว่าตนชำนาญและมีประสบการณ์มากมิต่างจากนักดนตรีอื่น ที่สำคัญนางมิกลัวคำติชม นางไม่ค่อยกลัวสิ่งใดนัก อาจเป็นเพราะนางเกือบเป็นอาหารสิงโตมาก่อนกระมัง ทำให้เรื่องอื่นเป็นเรื่องเล็กๆ

          “ว้าว”เมรัยรับสมุดบันทึก ลายมือพี่สาวตวัดเขียนสวยปานลายมือปักษาพู่กัน แต่ละตัวมีระเบียบจนเมรัยละอาย เพราะหมอผีน้อยเขียนประโยคไม่เคยตรงราบเรียบเช่นนี้ เขียนทีไร ตัวหนังสือจะยกลากสูงเหมือนปีนเขา บางครั้งลากลงต่ำเหมือนดำลงก้นมหาสมุทร ลายมือเมรัยบอกๆตรงคือไก่เขี่ย อ่านยาก ไม่มีใครอ่านออกกระทั่งผู้เขียน หมอผีน้อยอยากเขียนสวยเหมือนคนอื่น เหมือนนารี และพี่สาวลีโอน่า นางต้องทำเช่นไรนะ

          “ชาค่ะ”

          “ขอบใจจ๊ะ”ลีโอน่ารับชาร้อน รสชาติหอมหวานชุ่มคอทำให้ลีโอน่ามีจินตนาการลึกล้ำ

          น้ำฝน ลูกแมวดำ ชา สามสาวน้อย และภูตตะเกียง ลีโอน่าดีใจยิ่งนักที่ได้มาเมืองนีออน เมืองที่ทำให้นางเจอเพื่อนร่วมทางตัวเล็กตัวน้อย ดั่งว่ามันคือพรจากภูตตะเกียง ที่ทำให้คำขอนางสมหวัง มิใช่สิ ต้องขอบคุณดวงดาวต่างหาก ลีโอน่าอุ้งมือถือแก้วชาหอมกรุ่น  

          ค่ำคืนที่ผ่านมาแล้ว นางรู้สึกสบายใจที่มีเวลาเขียนเพลงตามลำพัก กระนั้นคืนนี้นางมีความสุขยิ่งกว่าคืนไหน เสียงพูดเจื้อยแจ้วน่ารักน่าชัง ทำให้นางมิมีสมาธิเขียนเพลงเท่าใด กระนั้นมันทำให้นางรู้สึกดี..ดีใจจนหลงลืมบทเพลงไปหมดสิ้น…

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น