ปิงปองโต้คลื่น

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Sixteenth Song

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.7k

ความคิดเห็น : 26

ปรับปรุงล่าสุด : 08 เม.ย. 2561 01:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Sixteenth Song
แบบอักษร


เสียงหึ่งๆ ของเครื่องปรับอากาศดังแข่งกับเสียงไดร์เป่าผมในมือชวนให้เกิดความรู้สึกกึ่งรำคาญกึ่งสบายหู

เด็กหนุ่มสะบัดอุปกรณ์สร้างลมร้อนในมือด้วยความชำนาญเหนือหัวของหญิงชราที่นอนหลับตาเอนหลังอยู่บนเก้าอี้ทำผม นิ้วเรียวสวยเกี่ยวกระหวัดผมอย่างชำนาญ ท่าทางการตวัดปลายหวีเรียวเล็กสอดคล้องกับการขยับอุปกรณ์ในมืออีกข้างจนน่าทึ่ง

นัยน์ตากลมโตจดจ่ออยู่กับการจัดแต่งทรงผมของคนบนเก้าอี้ แววตาจริงจังไล่สำรวจทุกตารางบนหนังศีรษะเพื่อให้แน่ใจว่าผมทุกเส้นได้รับการดูแลเป็นอย่างดี เมื่อไล่ดูจนแน่ใจ สเปรย์จัดแต่งทรงผมจึงถูกหยิบมาใช้เพื่อให้ทุกอย่างที่ถูกจัดวางไว้อยู่ถูกที่ถูกทางไปอีกหลายชั่วโมง

นี่คือทั้งหมดของงานเขา 

"เสร็จแล้วครับคุณป้า"

เขาพูดบอกคนที่นั่งหลับตาพริ้มอยู่บนเก้าอี้ทำผมบุนวมนุ่มพร้อมกับแตะไหล่แคบนั้นเบาๆ เพื่อปลุกอีกคนจากห้วงนิทรา

หญิงสูงวัยลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า นัยน์ตาดำขลับทอประกายง่วงงุน แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังยิ้มให้เขา

"มือเบาจริงๆ เล่นเอาเสียป้าเคลิ้มหลับไปเลย"

ป้าสมรเป็นคนน่ารักเสมอ เธอมักจะแย้มยิ้มให้เขา กล่าวชมเขาอยู่เสมอ

"ฝีมือไม่มีตกเลยนะดิม เมื่อก่อนฝีมือดีอย่างไร เดี๋ยวนี้ก็ยังดีอยู่อย่างนั้น"

เขาอมยิ้มบางเป็นการตอบรับคำพูดของคนที่กำลังหมุนตัวชื่นชมทรงผมของตัวเองอยู่หน้ากระจกบานหรู...กระจกที่แค่ปรายตามองก็รู้ว่าแพงระยับ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ดูหรูหราจนขัดกับบรรยากาศของห้องพัก

...ห้องพัก...

เขากวาดตามองรอบห้องอย่างรวดเร็วก่อนจะดึงสายตากลับมาจับจ้องที่อีกคนตรงหน้าเพื่อไม่ให้เกิดพิรุธ...พิรุธที่ว่าเขาจำทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับเจ้าของโรงแรมนี้ได้ทั้งหมด

โรงแรมนี้เป็นโรงแรมของวิทย์

ผู้ชายคนนั้นมีรสนิยมแบบนี้ ทุกอย่างที่คนๆ นั้นเลือกสรรต้องหรูหรา มีระดับและมีเอกลักษณ์ ขนาดห้องพักธรรมดาๆ ห้องนี้ที่ป้าสมรเช่าไว้เพื่อเอาไส้แต่งหน้าทำผมยังมีการตกแต่งที่น่าประทับใจ

พอคิดมาถึงตรงนี้เขาก็ทำได้เพียงฉีกยิ้ม...ทำเพียงแค่ยิ้มแล้วไม่พูดอะไรออกไป

เรื่องมันจบไปแล้ว ไม่ควรเก็บมาคิดให้รกสมองอีก

ใช่...เขากับคนๆ นั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีกแล้ว

“ทรงผมถูกใจป้ามากเลย นี่ถ้าเรากลับไปรับช่วงต่อกิจการที่บ้านเมื่อไหร่ ป้าคงหาช่างที่ถูกใจยากแน่”

พอได้ยินประโยคนี้ สมองก็ถูกความคิดมากมายถาโถมเข้าใส่เสียจนลืมเรื่องก่อนหน้าไปจนหมด

รับช่วงต่อกิจการที่บ้าน...นั่นมันเป็นสิทธิของพี่ดา ไม่ใช่เขา

...เหรอ...ที่เขาพยายามทำทุกอย่างเพราะพี่ดาจริงๆ เหรอ

...ที่เขาพยายามทำทุกอย่างอยู่ทุกวันนี้เพราะพี่ดาหรือเพราะความเห็นแก่ตัวของเขากันแน่...

"แล้วนี่เมื่อไหร่เราจะไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยให้มันจบเสียทีล่ะ พ่อเขาจะได้วางใจ"

ก็เพราะแค่อยากมีชีวิตในแบบที่ตัวเองอยากเป็น ก็แค่อยากทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ก็เลยต้องดั้นด้นหาพี่สาวให้เจอไม่ใช่เหรอ

"ถ้าดิมมารับช่วงต่อเมื่อไหร่ ดลกับพิมพ์คงได้สบายใจสักที"

นั่นสิ...เขามันก็แค่คนเห็นแก่ตัวเท่านั้นเอง

"ดิม"

...เขามันก็แค่คนเห็นแก่ตัว...

"ดิม!"

"คะ ครับ?"

"เหม่ออะไรน่ะเรา"

คำถามด้วยความเป็นห่วงนั้นทำให้เขาต้องรีบส่ายหน้าปฏิเสธ

"เปล่าครับ ผมแค่...คิดอะไรนิดหน่อย"

"โถ คงกังวลใจเรื่องที่บ้านใช่ไหมลูก"

เธอเข้าใจว่าเขาคิดอย่างนั้น เพราะแบบนั้นฝ่ามือเหี่ยวย่นแต่อบอุ่นจึงทาบลงบนหัวเขาแล้วขยับไล้เส้นผมอย่างเชื่องช้า

"อย่ากังวลไปเลยลูก หนูทำได้อยู่แล้ว"

ไม่...มันไม่ใช่เรื่องทำได้หรือไม่ได้เลยสักนิด

“ระดับดิมแล้ว แค่รับช่วงต่อกิจการนี่สบายมากเลย เชื่อป้าสิ”

"แต่ของพวกนั้นไม่ใช่ของผมนะครับ"

เขาพูดออกไปแล้ว...เขาเริ่มพูดถึงหัวข้อต้องห้ามของครอบครัวออกไปแล้ว

เป็นอย่างที่คิด ป้าสมรชักสีหน้าไม่พอใจใส่เขาตั้งแต่ยังพูดไม่จบประโยค ริมฝีปากที่แจกรอยยิ้มใจดีเริ่มคว่ำลง

"ถ้าไม่ใช่ของดิมแล้วจะเป็นของใคร ในเมื่อหนูเป็นทายาทคนเดียวของไวยสมุทร"

"ดิมไม่ใช่ลูกคนดะ..."

"ดิมเป็นลูกคนเดียว"

นัยน์ตาคู่นั้นวาบวับ

...ทั้งที่ปกติแล้วมันมักจะทอประกายอ่อนโยนอยู่เสมอแท้ๆ ...

"ป้าขอสั่งห้ามอย่างเด็ดขาด"

เธอจ้องเข้ามาในตาของเขา...มองลึกลงมาในใจของเขา

"อย่านับเด็กคนนั้นเข้ามาในวงศ์ตระกูลของเรา"

เขาไม่ตอบ...ไม่พยักหน้า ไม่ส่ายหน้า ไม่พูด ไม่ตอบ นั่นก็ชัดพออยู่แล้ว

...การกระทำนั้นประกาศเจตนารมณ์ของเขาออกไปชัดมากพอแล้ว...

"พอกัน พอกันทั้งคู่"

เสียงแหบแห้งนั้นบ่นพึมพำ

"ดื้อเสียไม่มี ดื้อพอกันกับพ่อมันเลยจริงๆ"

หญิงชราส่ายหน้าเสียจนผมที่ถูกตีเป็นกระบังสั่นไหวไปมา

เขารับรู้ได้ว่าหญิงชรากำลังไม่พอใจ แต่เขาก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดหรือทำตัวยังไงต่อ

สถานการณ์ตอนนี้เป็นสิ่งที่เขารับมือไม่ค่อยได้ เขาไม่เคยชินกับการโต้เถียงที่จบลงด้วยความรู้สึกขมุกขมัวเล็กๆ ในใจ ปกติแล้ว ‘การโต้เถียง’ ในความหมายของเขา...ในความหมายของครอบครัวเขา เป็นอะไรที่หนักหนากว่านั้นมาก ถ้าไม่จบลงด้วยการที่ใครสักคนโดนพ่อตบจนปากแตก ก็ต้องจบลงโดยการโดนจับไปขังในห้องเก็บของหนึ่งคืนเต็ม

แต่นี่คือพี่สาวฝาแฝดของพ่อไม่ใช่พ่อ

ป้าสมรเป็นพี่สาวฝาแฝดของพ่อเขา...เป็นกุลสตรีผู้มีความนุ่มนวลเป็นพื้นฐาน ทุกครั้งที่ทะเลาะกัน ป้าไม่เคยขึ้นเสียงใส่ใครทั้งนั้น สิ่งที่เธอทำมีเพียงการบ่นงึมงำและส่งสายตาตำหนิติเตียน ต่างจากพ่อของเขาที่เป็นคนอารมณ์ร้อน ดุดันและขึงขัง ทุกครั้งที่ทะเลาะกัน เขารู้สึกเหมือนตัวเองถูกจับกดลงใต้น้ำลึก

กดเอาไว้...บีบเอาไว้จนหายใจไม่ออก

เขาไม่ชอบอยู่ใต้น้ำ เพราะแบบนั้นเขาเลยชอบป้าสมรมากกว่า

"ดิมเอ๊ย ทำไมลูกถึงได้ยึดติดกับยายดาขนาดนั้นนะ ดลกับพิมพ์เลี้ยงพวกหนูมายังไงกันนะ"

คำบ่นนั้นทำให้เขาประหวัดคิดไปถึงอีกคนที่อยู่ในครอบครัว...คนที่ควรถูกคิดถึงเป็นคนแรกๆ เมื่อนึกถึงครอบครัวโดยทั่วไป

แต่ไม่ใช่ที่นี่...ไม่ใช่ในครอบครัวของเขา

“พูดถึงพิมพ์แล้วป้าก็หงุดหงิดทุกที มีอย่างที่ไหน เอาแต่ออกงานสังคมไปวันๆ ลูกเต้าไม่รู้จักใส่ใจ”

พิมพ์...แม่ของเขา เป็นผู้หญิงที่ทั้งสวยสง่าและมีชาติตระกูล เธอมักจะยืนโดดเด่นอยู่ท่ามกลางแสงไฟร้อนจนแสบผิวที่สาดส่องเข้าหา ดวงตากลมโตรับกับแพขนตางอนยาวบนใบหน้าคมคายกว่าผู้หญิงทั่วไปทำให้แม่ของเขาเป็นคนสวยสะกดตา

แม่สวย แม่เก่ง แต่เขาไม่ชอบแม่เลยสักนิด

"พูดก็พูดเถอะนะ พิมพ์มันเคยเอาใจใส่หลานป้าบ้างไหมก็ไม่รู้ วันๆ เห็นเอาแต่ออกงานสังคม ผลาญสมบัติตระกูล เป็นแค่สะใภ้แท้ๆ"

จริงอย่างที่ป้าสมรพูด แม่ไม่เคยสนใจว่าในบ้านจะเป็นยังไง สิ่งที่แม่สนมีเพียงแค่ว่าสังคมจะมองพวกเรายังไง...จะมองเธอเป็นแบบไหน ชีวิตของแม่หมดไปกับการสร้างภาพลักษณ์และทำตัวจุกจิกน่ารำคาญ ไม่ใช่แค่แม่ แต่พ่อก็พอกัน พวกเขาสองคนเป็นคู่สวรรค์สร้างโดยแท้

เป็นคนที่เหมือนกันจนน่าแปลกใจ

เพราะแบบนั้น...เพราะมีพ่อแม่แบบนั้น พวกเขาสองพี่น้องเลยเติบโตมากับการเลี้ยงดูของแม่บ้านตั้งแต่จำความได้  เขาจำได้ดีว่าตอนเด็กๆ ตัวเองเห็นหน้าแม่บ้านบ่อยกว่าหน้าพ่อแม่ตัวเองเสียอีก พอโตขึ้นมาหน่อยนั่นล่ะพ่อถึงได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิต ตอนนั้นจำได้ว่าถูกสอนอะไรตั้งมากมาย ส่วนมากก็เป็นเรื่องที่ว่า 'ต้องแข็งแกร่งกว่าใคร'

พ่อสอนพวกเขาเหมือนหุ่นยนต์จนชีวิตของพวกเขามันแข็งกระด้าง แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดี โชคดีที่หนึ่งคือมีสังคมโรงเรียนที่ดี เพื่อนที่ดีทำให้เขารู้จักคิดอย่างมนุษย์ทั่วไป โชคดีที่สองคือป้าสมร พวกเขาถูกปลูกฝังความเป็นมนุษย์โดยป้าสมร ที่รู้จักเห็นอกเห็นใจคนอื่นก็เพราะป้าสมร ที่รู้จักรักคนอื่นได้ก็เพราะป้าเช่นกัน

ส่วนแม่...ช่างเถอะ ไม่ได้สำคัญขนาดนั้น ขนาดในตอนที่พ่อเข้ามาในชีวิต แม่ยังไม่ใส่ใจเลยสักนิด นานๆ ทีจะได้เห็นหน้า ปีนี้จำได้ว่าพูดกับแม่ไปไม่ถึงยี่สิบคำ กับพ่อก็น้อยพอกัน ถ้าจะหาใครสักคนในบ้านที่เขาพูดคุยด้วยมากที่สุดรองจากพี่ดาก็คงเป็นป้าสมรนี่ล่ะ

อ๋อ...พอมาลองย้อนคิดนี่ล่ะถึงได้เข้าใจ

...ความสัมพันธ์ในครอบครัวของเขามันพินาศมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว...

"ดิม"

ชื่อที่ถูกเรียกด้วยน้ำเสียงจริงจังทำให้เด็กหนุ่มหลุดจากภวังค์ความคิดของตน ใบหน้าคมคายก้มลงมองหญิงชราที่ยืนอยู่ตรงหน้า

ร่างบอบบางในชุดผ้าไหมสีชมพูราคาแพงระยับขยับเข้ามาใกล้แล้วดึงมือเขาเข้าไปกุมไว้หลวมๆ

"ทำไมหนูถึงอยากเจอดานักล่ะลูก"

ถ้อยคำถามที่เปล่งออกมานั้นมีโทนเสียงบางอย่างซ่อนอยู่

ทำไม...มีอะไรกัน

ในขณะที่กำลังสับสน มือสองข้างของเขาที่ถูกกอบกุมไว้ในอุ้งมืออุ่นนิ่มก็พลันถูกบีบแรงขึ้น

"หนูรู้เรื่องยายดาแค่ไหนกัน"

"ผม..."

ลำคอของเขาแห้งผากเกินกว่าจะเปล่งเสียงใดออกไปได้

ทำไม...ทำไมในอกมันถึงรู้สึกวูบโหวงขนาดนี้

"ถ้าหนูคิดว่าเรื่องที่ยายดาท้องก่อนแต่งกับคนที่พ่อแม่หนูไม่ชอบคือจุดเริ่มต้นของปัญหา ก็จงรู้ไว้ว่านั่นไม่ใช่เรื่องราวทั้งหมด"

หัวใจเขาเต้นแรง ไรผมของเขาชื้นเหงื่อจนเฉอะแฉะ

"แต่ป้าเล่าไม่ได้...พวกเราตกลงกันแล้วว่าจะไม่เล่า"

นัยน์ตาเห็นใจปนเศร้าที่เขาเห็นอยู่หมายความว่ายังไง

"บางทีป้าก็อยากรู้นะว่าถ้าหนูรู้ความจริงทั้งหมด หนูจะยังอยากเจอยายดาอยู่ไหม"

สุ้มเสียงแหบนั้นพึมพำเพียงแผ่วเบาก่อนจะผละออกไปทันที

...รวดเร็วเสียจนไม่เว้นจังหวะให้ฉุดรั้ง...

"งั้นป้าไปก่อนนะลูก เดินทางกลับบ้านดีๆ ล่ะ"

แล้วเธอก็จากไป

แล้วเธอก็จากไปพร้อมกับเสียงปิดประตูไม้บานหนาหนักของห้องพักโรงแรมหรู ทิ้งเขาไว้เพียงลำพังในห้องกว้างใหญ่กับเสียงหวี่ๆ ของเครื่องปรับอากาศ

...ทิ้งเขาไว้กับหลุมลึกสีดำในใจที่ไม่ว่าจะหาทางออกเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ...













เขาคิดไม่ออก คิดยังไงก็คิดไม่ออก

ร่างสูงโปร่งของเด็กหนุ่มวัยยี่สิบสามนั่งเอนหลังอยู่ในร้านกาแฟเล็กๆ ตรงข้ามโรงแรมหรูมาร่วมชั่วโมงเห็นจะได้แล้ว น้ำส้มปั่นตรงหน้าของเขาพร่องไปเพียงครึ่งแก้ว ในหัวมีเรื่องให้คิดเยอะแยะเสียจนเขาดื่มน้ำไม่ลง ใจจริงอยากดื่มกาแฟด้วยซ้ำ ถ้าไม่ติดว่า...

ดวงตากลมหลุบมองหน้าท้องเพียงเสี้ยววิก่อนจะทอดมองออกไปยังท้องถนนไกลๆ

อีกไม่กี่วันก็คงได้รู้ว่าจะท้องหรือไม่ท้อง คิดว่ากลับจากภูเก็ตแล้วก็คงต้องไปตรวจให้เรียบร้อยเสียที

ภูเก็ตเหรอ...

คำถามมากมายวิ่งวนอยู่ในหัวเสียจนขมับสองข้างปวดตุบๆ เสียจนต้องหลับตาฟุบหน้าลงกับโต๊ะ

ทำไมป้าสมรถึงเล่าไม่ได้ มีเรื่องอะไรที่เขายังไม่รู้ พี่ดาของเขาตกลงแล้วทำอะไรลงไปกันแน่

ปวดหัว...ปวดหัวชะมัด

“ดิมไหวไหม”

น้ำเสียงคุ้นเคยที่ร้องทักจากด้านหลังทำให้เขาต้องหันขวับไปมอง

พอได้เห็นว่าใครคือคนพูด หัวใจมันก็เผลอกระตุกไปเสี้ยววินาที

ใบหน้าหล่อเหลาอย่างคนไทยเชื้อสายจีนที่ ‘เคย’ คุ้นเคยกำลังส่งสีหน้าเป็นห่วงเป็นใยมาให้เขาอย่างปิดไม่มิด

ดวงตาเรียวเล็ก ริมฝีปากบางนุ่ม รูปหน้ากลมมีแก้มยุ้ยๆ พอดีมือ

...คิดถึงจริงๆ ...

“ไงวิทย์ ไม่เจอกันนานเลยนะ”

เขาไม่ได้ตอบคำถามที่ควรตอบ แต่เลือกที่จะเอ่ยทักทายอีกคนออกไปอย่างเป็นธรรมชาติแทน

อีกฝ่ายรู้อยู่แล้วว่านี่คือนิสัยของเขา...ถ้ายังจำได้น่ะนะ...

“ดิมนี่เหมือนเดิมเลยนะ”

ใบหน้าหล่อเหลายิ้มเสียจนดวงตาเรียวเล็กปิดสนิท

“ชอบตอบคำถามเราแบบนี้ทุกทีเลย”

เพียงเท่านั้น หัวใจมันก็รู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ แม้พวกเขาจะจากกันไม่ค่อยดีนัก แต่ก็ต้องยอมรับว่ารักมาก...เขาเคยรักอีกคนมากเสียจนยอมทำทุกอย่าง พอห่างกันไปความรักก็จางหายไปด้วย แต่คงเพราะรักมากล่ะมั้ง หัวใจเขาถึงเผลอกระตุกไปชั่วแว็บนึง

...เผลอคิดถึงช่วงเวลาที่เคยมีร่วมกันไปแว็บนึง...

“ดิมสบายดีไหม เห็นนอนฟุบกับโต๊ะ กลัวจะป่วย”

น้ำเสียงนุ่มทุ้มเป็นเอกลักษณ์นั้นฟังรื่นหูเหมือนอย่างเคย ถ้อยคำเป็นห่วงเป็นใยก็ชวนให้รู้สึกอบอุ่นในใจได้เหมือนอย่างเคย

คนๆ นี้แทบจะไม่เปลี่ยนไปเลย ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องราวจะผ่านมาตั้งห้าปีแล้ว

“เราสบายดี วิทย์ล่ะ”

“ก็ดี เข้ามารับช่วงต่อกิจการที่บ้านแล้วล่ะ”

ใบหน้าแป้นแล้นฉีกยิ้มกว้างใส่เขาเสียจนอดยิ้มตามไม่ได้

วิทย์เป็นคนที่สดใสและมีพลังบวกเหลือล้น ไม่ว่าใครที่อยู่ใกล้ก็ล้วนมีความสุขไปด้วยทั้งนั้น

ต่างกับตาลุงนั่นสุดๆ

เด็กหนุ่มยกยิ้มขึ้นช้าๆ

ตาลุงนั่นเป็นคนที่ดูเผินๆ แล้วเหมือนจะอบอุ่น แต่จริงๆ แล้วกลับเป็นคนที่...

“อืม ร้อน ร้อนมากทีเดียว”

คำถามของชายหนุ่มวิ่งเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังสามารถพูดคุยตอบโต้กับคู่สนทนาได้อย่างเป็นธรรมชาติทั้งที่ในหัวกลับมีแต่เรื่องของคนอีกคนลอยวนอยู่เต็มไปหมด

ร้อนเหรอ...ก็เป็นคำตอบที่พูดออกไปได้จังหวะดี

ลุงคนนั้นเป็นคนที่ร้อน...อุ่นจนร้อน บางครั้งก็เจ้าเล่ห์แสนกล ดูมีอะไรให้ค้นหาอยู่ตลอดเวลา ผิดกับคนตรงหน้าของเขาที่เป็นคนเปิดเผยและแจ่มใส

ทำไมอดีตคนรักกับคนรักปัจจุบันของเขาถึงต่างกันนักนะ สเป็คของเขาเป็นแบบไหนกันแน่ ตอนนี้ชักไม่แน่ใจเสียแล้ว

“ดิม ขอถามอะไรอย่างนึงได้ไหม”

จู่ๆ บทสนทนาก็เคร่งเครียดขึ้นมาจนเขาต้องละทิ้งความคิดในหัวแล้วหันมาตั้งใจฟังอย่างมีสติ

“ว่ามาสิ”

นัยน์ตารีเล็กหลุกหลิกไปมาอย่างน่าสงสัย

มีอะไร

“คือ...ดิมกำลังคบอยู่กับคุณปราณ บุญสรนพเหรอ”

เขาเลิกคิ้ว

ทำไมคนเราชอบสาระแนเรื่องชาวบ้านกันขนาดนี้นะ

“ทำไมถึงถามแบบนี้ล่ะ”

เขาอยากรู้ว่าอะไรทำให้อีกฝ่ายนึกสงสัยขึ้นมากัน

“ก็...”

ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันอย่างคนเป็นกังวล

“เราได้ยินข่าวลือมาว่าคุณปราณกำลังคบอยู่กับดิมน่ะ ก็เลยมาถามดู อย่าว่าอย่างงั้นอย่างงี้เลยนะ...”

ใบหน้ากลมหันรีหันขวางอยู่สองสามทีก่อนจะโน้มเข้ามาใกล้เขา

“บุญสรนพไม่ใช่ตระกูลที่น่ายุ่งด้วยนะรู้ไหม”

เสียงกระซิบนั้นทำให้เขาขมวดคิ้วหนักกว่าเก่าก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

ก็ดี...ใช้ความสู่รู้นี้ให้เป็นประโยชน์เสียเลยก็ดี

“หมายความว่ายังไงเหรอ”

เขาถามพาซื่อไปอย่างนั้นเอง ไอ้เรื่องที่ว่าคุณปราณอยู่ในโลกสีดำ ส่วนตัวเขาอยู่ในโลกสีเทาอะไรนั่นก็เป็นเรื่องที่รู้อยู่แล้ว ยังไงเสียก็คงไม่มีอะไรที่เขาจะรับไม่ได้อีกแล้ว

“ดิมรู้ไหมว่าคุณปราณน่ะ มาเฟียดีๆ นี่เอง”

ก็พอรู้

“ว่าไงนะ”

ถ้อยคำที่ตอบออกไปพร้อมกับท่าทีตกอกตกใจของเขาหลอกอีกฝ่ายให้เชื่อได้สนิทใจ

“กะแล้วว่าดิมต้องไม่รู้”

มือใหญ่ถือวิสาสะกุมมือเขาเอาไว้พร้อมกับบีบเบาๆ ราวกับจะให้กำลังใจ

ฉวยโอกาสชะมัด

“คุณปราณเขาทำธุรกิจทั้งพนัน ค้าอาวุธแล้วก็ปล่อยเงินกู้เลยนะ เห็นว่าฆ่าคนด้วย เราว่าดิมอย่าไปยุ่งกับเขาดีกว่านะ”

เขาแสร้งทำเป็นสับสน

“วิทย์รู้เรื่องนี้มาจากไหนกัน มันอาจจะไม่ใช่เรื่องจริงก็ได้นะ”

“โถดิม ใครเขาก็รู้กัน”

ไม่ นั่นยังไม่ใช่คำตอบที่เขาต้องการ

“ก็เพราะแบบนั้นมันอาจจะเป็นข่าวลือก็ได้ไง”

“แต่เอกชาติบอกเรามาเลยนะ”

ฮะ?

“ใครนะ”

เขาขมวดคิ้วหนักขึ้นกว่าเก่า

“เอกชาติไง ที่เคยเรียนด้วยกันตอนมัธยมน่ะ จำได้ไหม”

ไอ้เอกชาติเหรอ...

เหตุการณ์เมื่อคราวที่คนรับคิวงานคนเก่าของเขาเอาชื่อเอกชาติแทรกเข้ามาในตารางงานผุดกลับขึ้นมาในหัว

ทำไมมันต้องวอแวกับเขานักล่ะ แล้วทำไมต้องเอาเรื่องคุณปราณมาบอกเขาด้วย แล้วมันรู้เรื่องเขากับคุณปราณได้ยังไง

เรื่องนี้ไม่ชอบมาพากลแล้ว

“จำได้ๆ แต่ไม่คิดว่า...”

เขาหยุดพูดเพราะไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี ในตอนนี้หัวสมองของเขาไม่ได้จดจ่อกับคนตรงหน้าอีกแล้ว สิ่งที่วิ่งเข้ามาคือความสงสัยใคร่รู้ในตัวเอกชาติที่พยายามจะเข้าหาเขาอย่างผิดสังเกต รวมไปถึงการมายุ่งเรื่องเขากับคุณปราณด้วยท่าทีน่าสงสัย

คงเพราะท่าทางสับสนนั้น คู่สนทนาจึงถือวิสาสะดึงเขาเข้าไปกอด

วิทย์ไม่ใช่ผู้ชายรูปร่างใหญ่แบบคุณปราณ ชายหนุ่มเป็นคนร่างเล็ก สูงโปร่งไม่ต่างจากเขา เวลาเดินด้วยกันก็ดูเหมือนเพื่อนมากกว่าที่จะเป็นคู่รัก พอโดนดึงเข้าไปกอดแบบนี้มันเลยอดเอาไปเปรียบเทียบกับอีกคนไม่ได้

ก็ต้องยอมรับตามตรงแล้วว่าหน้าอกกว้างแน่นตึงของอีกคนดีกว่าของวิทย์จริงๆ

“วิทย์ปล่อย”

เขาขืนตัวออกพร้อมกับบอกด้วยน้ำเสียงเรียบๆ อีกฝ่ายจึงได้ยอมปล่อยเขาออกจากอ้อมแขน

เขาเกลียดคนฉวยโอกาส และตอนนี้เขากำลังโดนฉวยโอกาส พูดอย่างง่ายคือเขากำลังไม่พอใจวิทย์อยู่พอสมควร

ถึงตรงนี้ก็ต้องยอมรับความจริงแล้วว่า เขาไม่ใจเต้นกับคนๆ นี้อีกแล้ว อาการคิดถึงเมื่อครู่คงเป็นเพียงความผูกพันในอดีต แต่จากการกอดและสัมผัสตัวเมื่อครู่ทำให้รู้แล้วว่าความคิดถึงมันก็เป็นแค่ความคิดถึง

ไม่ใช่ความรัก ไม่ใช่อะไรทั้งนั้น

อาการใจเต้นยามปลายนิ้วสัมผัสกันมันไม่มีอีกแล้ว

ความรักของพวกเขาถูกฝังกลบลงไปยังที่ๆ ลึกที่สุดในโลกเสียแล้ว

ไม่น่าเชื่อเลยว่าจากที่เคยรักมากในวันนั้นจะกลายมาเป็นหมดรักในวันนี้ได้จริงๆ

“ดิม เราเป็นห่วงดิมจริงๆ นะ”

ร่างที่ขยับเข้ามาใกล้ทำให้เขาต้องขยับหนีอย่างอึดอัด

ไม่เอา อย่าเข้ามา

“นะดิม เลิกกับเขาเถอะนะ แล้วเราจะดูแลดิมเอง”

ฮะ?

“วิทย์ วิทย์แต่งงานแล้วนะ”

เขาเอ่ยเตือน หวังให้อีกฝ่ายรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ แต่ผลที่ได้กลับมากลับเป็นการส่ายหน้ารัว

“เราหย่าแล้ว”

ฮะ? นี่มันบ้าอะไรกัน ไหนตอนนั้นยืนยันจะทิ้งเขาไปนักหนา แล้วทำไมถึงมาหย่ากันง่ายๆ แบบนี้กันล่ะ

แปลก...แปลกชะมัด แต่ที่แปลกยิ่งกว่านั้นก็คือแววตาของคนตรงหน้าเขานี่ล่ะ

ชายหนุ่มตรงหน้าของเขาฉายแววตาประหลาดออกมาบนดวงตา มันดูน่ากลัว...น่ากลัวเสียจนเขาขยับเก้าอี้หนี แต่อีกคนก็ไม่วายไม่วางขยับตามมา

แย่ แย่แล้ว มุมที่เขานั่งคือมุมในสุดของร้าน ถ้าไม่ตะโกนออกไปคงไม่มีคนรู้แน่ว่าเกิดอะไรขึ้น

ทำไงดี ทำยังไงดี

“นะดิมนะ”

มือใหญ่คว้าหมับเข้าที่ข้อมือเขาอย่างคุกคาม

บ้าไปแล้ว นี่มันบ้าไปแล้ว

“วิทย์ปล่อย”

“ดิม ดิมเป็นของเรานี่ ดิมเคยบอกว่าดิมเป็นของเราไม่ใช่เหรอ”

“วิทย์ปล่อย”

เขาพยายามสะบัดข้อมือแต่ไม่เป็นผล กลับกัน ข้อมือถูกบีบแรงขึ้นจนเขาเริ่มกลัว

“ดิมเป็นของเรา ดิมกับวิทย์ไง อนาคตของเรา ครอบครัวของเรา ดิมลืมไปแล้วเหรอ”

 “วิทย์ปล่อย”

“ไม่ เราไม่ปะ โอ๊ย!”

เขาอาศัยเวลาเพียงชั่วอึดใจล้วงมือข้างที่ยังไม่ถูกพันธนาการเข้าไปในกระเป๋าแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดไฟฉายใส่ตาของอีกคน ทันทีที่ข้อมือเป็นอิสระ เขาก็ยันตัวเองขึ้นจากเก้าอี้แล้วขัดขาอีกคนอย่างแรงจนชายหนุ่มล้มลงไปกองกับพื้น แต่มันเป็นการล้มลงไปที่ไร้หลักฐานเอาผิดเขา

ไม่มีกล้องวงจรปิดตัวไหนเก็บภาพที่ถูกเก้าอี้บังเอาไว้ได้หรอก

ยอมรับว่าเขาก็เป็นพวกห่วงภาพลักษณ์อยู่เหมือนกัน

“จำไว้นะวิทย์”

ดวงตากลมโตของเขาสบลึกเข้าไปในดวงตาคลุ้มคลั่งของคนที่นั่งกองอยู่บนพื้น

“ผมไม่ใช่ดิมของคุณ ไม่ใช่อีกแล้ว”

พวกเขาสบตากัน

“ผมเป็นของคุณปราณ”

คนหนึ่งมุ่งมั่น อีกคนกำลังบ้าคลั่ง

“ดิมเป็นของปราณ”

แล้วนัยน์ตาของอีกฝ่ายก็กลายเป็นแววตาของสัตว์ร้ายโดยสมบูรณ์ เขารู้ว่าวิทย์เป็นคนช่างหึงช่างหวงอย่างร้ายกาจมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่ในเมื่อเรื่องของเรามันจบไปแล้ว อีกฝ่ายก็ไม่มีสิทธิ์อะไรในตัวเขาทั้งนั้น

...พอคิดสรุปให้ตัวเองได้แบบนั้น เขาจึงเดินจากมา...

ตอนนี้เขาพอจะเดาได้แล้วว่าบางทีการที่เขาเจอรถยนต์ของวิทย์ที่ห้างสรรพสินค้าในวันนั้นอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

...การที่เอกชาติกับวิทย์โผล่มาพร้อมๆ กันมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ...

เรื่องนี้ใหญ่เกินกว่าเขาจะจัดการมันได้คนเดียวแล้ว เขาต้องทำอะไรสักอย่าง

เขาต้องเลือกแล้วว่าระหว่างพ่อกับสามีเขาควรอยู่ในการดูแลของใคร

ให้ตายสิ...เลือกยากชะมัด





************************************************************************************************************

พูดคุยกันได้ที่ #ปราณดิม หรือ #หลงลุง ใน twitter นะคะ







แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}