เต้าหู้ไข่

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทนำ : เปิดหอพักผีสิง

ชื่อตอน : บทนำ : เปิดหอพักผีสิง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 17.3k

ความคิดเห็น : 26

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ม.ค. 2561 05:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทนำ : เปิดหอพักผีสิง
แบบอักษร

บทนำ

เปิดหอพักผีสิง

หอพัก**Just Live Here


ผมเดินลากกระเป๋าเข้ามาที่ตึกขนาดสามห้องของอาคารพาณิชย์สามชั้นที่ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นหอพัก ผมกวาดสายตามองไปรอบๆ ตัวตึกเพื่อมองการตกแต่งด้วยสไตล์ที่ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าจะบัญญัติว่าอะไรดี ฝั่งหนึ่งเป็นผนังปูนเปลือยและของตกแต่งสไตล์ลอร์ฟ อีกฝั่งเป็นผนังสีขาวมีภาพวาดงานศิลป์ประดับอยู่ ส่วนโถงตรงกลางดูเรียบง่ายสไตล์โมเดิร์นแต่เฟอร์นิเจอร์อีกส่วนเป็นสไตล์วินเทจ ความไม่ธรรมดาของเจ้าของหอบ่งบอกผ่านรสนิยมการตกแต่งตึกจนผมแอบประหลาดใจ

"มึงอยู่ได้แน่นะเว้ย แถวนี้แม่งอย่างกับป่าช้า"  ทิม เพื่อนที่มาช่วยขนของเข้าหอพูดขึ้นขณะกำลังลากกระเป๋าอีกใบของผมตามมา ห้องเบอร์ 888 คือห้องของผม ป้าทิพย์ เจ้าของหอบอกกับผมว่าหอที่นี่มีจำนวนแปดห้อง และผมคือผู้พักรายที่สี่ของหอ

"เอออยู่ได้น่า ดีกว่าที่เก่าก็แล้วกัน" ผมหันตอบทิมขณะไขกุญแจเข้าห้อง เงื่อนไขการหาหอพักที่ผมต้องการ คือข้างห้องต้องไม่ใช่คู่รักที่ชอบทะเลาะกัน หรือคู่รักข้าวใหม่ปลามัน หรือแก๊งนักศึกษาสายแข็งที่ตั้งวงเหล้าได้ทุกวัน ซึ่งหอเก่าของผมร่ายล้อมไปด้วยคนพวกนั้น บางวันก็ได้ยินเสียงคนทะเลาะกันด้วย บางวันก็เสียงทำกิจกรรมของคู่รักที่ดังจนผมอยากลุกไปทุบผนังเพื่อขัดจังหวะ และทุกวันต้องมาฟังเพลง ฟังเสียงเคาะขวดจากไอ้พวกขี้เมาหลังเลิกเรียนสภาพแวดล้อมน่ากระโดดตึกตายมาก ดังนั้นการย้ายออกควรจะเป็นอะไรที่เหมาะสมและควรทำมากที่สุด

ผมเลื่อนสายตามองรอบๆ ห้องที่ขนาดกำลังดี ราคาแพงกว่าที่เก่านิดหน่อยแต่สมเหตุสมผลด้วยเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ครบครันจนไม่ต้องเอาอะไรมาเพิ่มเลย ไอ้ทิมสำรวจอุปกรณ์อำนวยความสะดวกตรงนั้นทีตรงนี้ที แล้วเดินไปเปิดม่านที่ระเบียงหลัง

"ไอ้ตึกผีนั่นเหรอวะที่เป็นข่าว" มันว่าแล้วชี้ไปยังตึกแปดชั้นที่อดีตเคยเป็นหอพักที่ใหญ่ที่สุดในละแวกนี้ ผมพยักหน้าเบาๆ และมองไปยังที่นั่น ใครๆ ก็เรียกที่นั่นว่าตึกผีสิงเพราะที่นั่นเคยมีนักศึกษาสาวฆ่าตัวตายที่นั่น เคยเป็นข่าวดังอยู่พักใหญ่ คงเป็นเพราะเรื่องนั้นทำให้ไม่มีใครเลือกที่จะอยู่หอแถวๆ นี้เลย บรรยากาศจึงเงียบสงบราวกับรอรายการคนอวดผีมาถ่ายทำ แต่ก็ผมกลับชอบและถูกใจที่นี่ขึ้นมาทันทีที่เห็น

"แค่มองยังขนลุก มึงอยู่แถวนี้เจอดีแน่ไอ้น่าน โฮะๆๆ" ทิมหันมาทำท่าหลอกผี ไม่ได้น่ากลัวแต่น่าถีบมากกว่า ผมหันไปหยิบไม้แขวนเสื้อที่เอาออกจากกระเป๋าทำท่าจะตีมัน มันหัวเราะพลางกระโดดหนีแล้วทิ้งตัวลงนอนบนที่นอน

"มึงไม่กลัวผีนี่เนอะ"

"กลัวทำไม มึงเคยเห็นเหรอ?"

ผมรู้สิ่งที่มองไม่เห็นไม่ได้แปลว่าไม่มีอยู่ แต่ผมไม่กลัว หันมองตึกร้างนั่นอีกครั้งแล้วก็ท้าทายอยู่ในใจ

ผีเหรอ...มีจริงก็มาสิ อยากเจอ   

...

"กรี๊ง...กรี๊ง..."

ผมที่กำลังอาบน้ำยื่นมือไปหมุนฝักบัวเพื่อปิดเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์จากด้านนอก ชีวิตผมจะมีสายโทรเข้าตอนดึกๆ แบบนี้ไม่มากนักหรอก ไม่ไอ้ทิมก็เพื่อนในคณะ และร้อยเปอร์เซ็นต์ในใจเดาว่าต้องเป็นไอ้ทิมแน่ๆ ผมเลยปล่อยให้มือถือร้องจนหยุดไปเอง

"กรี๊ง...กรี๊ง..."

            หลังจากเสียงเงียบไปก็ดังขึ้นอีกที ปกติไอ้ทิมมันไม่มีความอดทนที่จะโทรหาใครเกินสายเดียว ผมไม่รู้ว่าธุระด่วนอะไรที่ทำให้มันโทรถี่ขนาดนั้น จึงหยุดการอาบน้ำแล้วตั้งใจจะออกไปรับโทรศัพท์

"พรึบ!"

"เชี่ย!"

ผมเผลอสบถคำหยาบเมื่อจู่ๆ ไฟห้องน้ำก็ดับพรึบก่อนที่ผมจะเดินออกมา ผมเงยหน้ามองไฟที่กระพริบติดๆ ดับๆ อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะดับสนิทไป ผมเดินออกมากดสวิทซ์ไฟในห้องน้ำซ้ำๆ แต่มันก็ไม่ติด เมื่อความมืดผสมโรงกับความเงียบ บรรยากาศชวนขนลุกก็เกิดขึ้นในตอนนั้น สถานการณ์แบบนี้ผีโผล่ชัวร์

 ผมหันซ้ายหันขวาเพื่อมองหามีสิ่งไม่มีชีวิตที่เขาล่ำลือ ปกติมาทางไหนกัน ระเบียง กระจก ท่อน้ำ เออทางไหนก็ช่าง มาเลยมา!

"กรี๊ง....กรี๊ง..."

ผมเดินไปหาโทรศัพท์ที่ยังร้องไม่หยุดก่อนจะต้องหยุดกึก เพราะโทรศัพท์ของผมที่วางเอาไว้เงียบสนิท ไม่มีการโทรเข้าหรือแสงไฟอะไรทั้งนั้น

อ่ะ...เอางี้ใช่ไหม? รับน้องเหรอ?

ขณะที่ผมกำลังถูกเขย่าขวัญด้วยเสียงโทรศัพท์ก็ยังดังไม่หยุด หากแต่ความกลัวของผมมันยังไม่ทำงาน จึงหันซ้ายหันขวามองหาต้นตอของเสียง ที่ใกล้หูขึ้นทุกที ผมหยิบผ้าห่มบนที่นอนขึ้นมาสะบัดแต่ก็ไม่พบว่าเสียงนั่นมาจากไหน

"กรี๊ง...กรี๊ง..."

เอ๊ะ...หรือกูควรกลัว  

ผมสูดลมหายใจเรียกสติแล้วค่อยๆ ก้มลงไปมองใต้เตียงอย่างช้าๆ เห็นแสงสว่างวาบอยู่ใต้นั้น  กลั้นหายใจแล้วหยิบโทรศัพท์นั่นออกมาจากตรงนั้น เกือบจะตกใจแล้วที่อยู่ๆ ก็มีโทรศัพท์ใครไม่รู้มาโผล่ตรงนี้ แต่ตั้งใจมองอีกทีก็พบว่ามันคุ้นตาด้วยเคสสีเหลืองลายมินเนี่ยน ผมจึงจำได้ทันทีว่าเป็นโทรศัพท์ไอ้ทิม

*"*MOMMY"

ให้กูตกใจฟรีทำไมเนี่ย! ผมส่ายหัวหน่อยๆ แล้วกดรับโทรศัพท์ในมือ

"สวัสดีครับ"

(ไม่ต้องมาครับ กูเอง)

"เชี่ยทิม กูตกใจหมด"

(ตกใจอะไร)

"ไม่มีไร แล้วนี่ยังไง ทำมือถือหล่น?"

(เออดิ! นึกว่าหายไปไหนแล้ว สงสัยตกตอนกูนอน)

"มึงกลับไปตั้งแต่หกโมงเย็น เพิ่งมานึกได้ตอนนี้ ช้าไปไหม?"

(เออกูนึกได้แล้วนี่ไง เดี๋ยวกูไปเอานะ เอาลงมาให้หน้าหอหน่อย)

            "ตอนนี้เลยเหรอวะ...ตู้ด...ตู้ด..."

"ไอ้...!" ผมด่าไอ้ทิมไม่จบประโยคเพรามันวางไปก่อน ผมยุติการอาบน้ำไว้แค่นั้นก่อนจะเดินไปหยิบเสื้อผ้ามาใส่ ไฟห้องน้ำยังคงดับสนิท สะดุ้งเงาตัวเองในกระจกนิดหนึ่ง แต่สาบานเหอะว่าไม่กลัว

ผีมันมีจริงที่ไหน และที่ผมไม่กลัวเพราะผมเคยคาดหวังว่าจะเจอสิ่งที่เรียกว่าวิญญาณอะไรทำนองนั้นสักครั้ง ผมเคยเชื่อว่าผีมีจริง อยากเจอคนรู้จักที่ตายไป แต่นั่นก็เหมือนการพยายามทำสิ่งไร้สาระ ผีมันไม่มีอยู่จริง และไม่มีใครพิสูจน์ให้ผมเห็นได้ว่ามันมีอยู่จริง   

ผมไล่ความคิดไร้สาระออกจากหัวแล้วเดินลงไปรอทิมข้างล่าง บรรยากาศตอนกลางวันว่าเงียบแล้ว เจอเที่ยงคืนแบบนี้เข้าไปนี่เงียบเหมือนอยู่คนเดียวในตึกเลย สายตาผมเหลือบมองซ้ายขวาตลอดเวลาที่เดินลงจากบันได  กระทั่งเดินมาถึงหน้าประตูแล้วผลักมันออกไป

"กึก!"

คิ้วผมขมวดเข้าหากันนิดหน่อยตอนประตูนั่นเปิดไม่ออก มันติดเหมือนมีอะไรขวางอยู่ข้างนอก หรือมันต้องดึงวะ? ผมทั้งลองดึงดูแต่มันก็ไม่ขยับ แต่หน้าประตูมันก็เขียนอยู่ว่า ผลัก  เลยผลักไปอีกทีให้เต็มแรง

"กึง!"

"โอ๊ย! เจ็บนะโว้ย!"

หือ?

ประตูที่ถูกเปิดออกได้เพียงเล็กน้อยทำให้เห็นผู้ชายตัวสูงคนหนึ่งนอนขวางอยู่ แน่นอนเขาเป็นเจ้าของเสียงโวยลั่นเพราะถูกผลักประตูใส่อย่างแรง เขาขยับตัวห่างจากหน้าประตูไป ผมเลยเปิดประตูได้สุดความกว้าง มองดูคนที่พื้นที่ใบหน้ายุ่งเหยิงยกมือจับหลังตัวเองที่ถูกผมผลักประตูใส่เมื่อครู่

ก็อยากจะขอโทษ แต่ความสงสัยมันมีมากกว่าความรู้สึกผิด ก็มันมานอนอะไรตรงนี้วะ?

ผมก้มมองดูเขาที่ยังนอนคิ้วขมวดอยู่ที่พื้น กลิ่นแอลกอฮอล์พุ่งขึ้นมาเตะจมูกอย่างแรงจนผมต้องขยับหน้าหนี คืออะไรเนี่ย คนจรจัดเหรอ? ผมส่ายหัวเบาๆ แล้วก้าวข้ามเขาที่นอนขวางประตูอยู่ ตอนนั้นรถยนต์คันหนึ่งก็จอดที่ริมถนนหน้าหอพอดี เห็นว่าเป็นไอ้ทิมเลยทิ้งคนที่พื้นเดินไปหามันก่อน 

"อยู่นี่เอง คิดว่าหายไปไหนซะแล้วลูกพ่อ" ทิมรับโทรศัพท์ในมือผมไปแล้วจูบวัตถุในมืออย่างกับพลัดพรากกันมาทั้งชีวิต

"ไว้ค่อยมาเอาพรุ่งนี้ก็ได้ป่ะวะ"

"กูขาดโทรศัพท์ไม่ได้ มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตกูเลยนะเว้ย มันเหมือนกับครึ่งที่เหลือของชี..."

"พอเหอะ ถ้ามึงรักมันมากขนาดนั้นก็เอาไปนอนกอดที่บ้านไป กูจะกลับไปนอนแล้ว" ผมตัดบทความเพ้อเจ้อของมันด้วยความรำคาญ เจ้าตัวได้แต่หัวเราะหน่อยๆ แล้วยัดมือถือใส่กระเป๋าเสื้อเอาไว้  

"งั้นกูไปนะ ขอบใจมาก"

ทิมโบกมือให้ทีหนึ่งก่อนจะขับรถออกไป ผมเดินกลับเข้ามาหน้าหอ ชายเร่ร่อนยังนอนอยู่ตรงนั้น ผมค่อยๆ ก้าวขาผ่านเขาไปแล้วพยายามจะยื่นมือไปดึงประตูอย่างช้าๆ กลัวจะไปกระแทกเขาอีก

แต่ว่า เราไม่ควรให้เขานอนตรงนี้ป่ะวะ

ผมปล่อยมือจากประตูและกำลังจะยื่นมือไปปลุกเขา แต่อีกฝั่งของความคิดก็เถียงขึ้นมา

เขาอาจจะเป็นคนจรจัดก็ได้ ช่างเหอะ

ผมเปลี่ยนใจเดินข้ามเขาเพื่อไปเปิดประตู 

"เดี๋ยว!"

"เฮ้ย!" ผมร้องลั่นเมื่ออยู่ๆ ผู้ชายคนนี้ก็ลุกพรวดขึ้นมาดึงชายเสื้อของผมเอาไว้ เขาที่เมาไม่ได้สติหรี่ตามองผมก่อนจะสูดลมหายใจเฮือกหนึ่ง 

"เปิดประตูให้หน่อยสิคร้าบ"

"ฮะ?"

"เนี่ย เปิดให้หน่อยสิ" เขาชี้ไปที่ประตู ผมชั่งใจว่าจะเปิดให้เขาดีไหม เพราะไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่นี่หรือเป็นคนเร่ร่อนไม่มีที่นอน และถ้าผมเปิดให้เขาเข้าไปนอนในนั้น ตอนเช้าจะไม่โดนป้าเจ้าของหอด่าเอาเหรอ อะไรก็ตามแต่จิตสำนึกผมมันสั่งว่าอย่าไปยุ่งเลย จึงทำได้แค่ส่ายหน้าเบาๆ แล้วแกะมือเขาที่เกาะชายเสื้อผมอยู่ในปล่อยออกไป

"เฮ้ย! บอกให้เปิดก็เปิดสิวะ!"

ผมสะดุ้งเฮือกที่อยู่ๆ เขาก็ลุกขึ้นมากระชากคอเสื้อผมและตะคอกใส่ให้เปิดประตู

"ไม่เปิดเว้ย!" ผมแกะมือเขาออกไป ด้วยสภาพที่เมาสุดระดับทำให้ผมสะบัดเขาออกได้ไม่ยาก

"จะเปิดหรือไม่เปิด!"

"ไม่เปิด!"

"บอกให้เปิดก็เปิดดิ!" เขาว่าแล้วใช้สองมือจับหน้าผมดึงเข้าไปใกล้ กลิ่นแอลกอฮอล์ขั้นรุนแรงทำให้ผมต้องหันหน้าหนี

"ผมอยู่ที่นี่ แค่ทำคีย์การ์ดหาย เปิดให้หน่อยมันจะตายหรือไงครับ น้ำใจน่ะมีไหม?"

"ใครจะไปรู้วะ มึงอาจจะเป็นโจรก็ได้นี่ ไม่เปิดเว้ย!" 

"โจรอะไรของมึงวะ ก็บอกว่าอยู่ที่นี่ไง" เขาว่าแล้วดึงหน้าเข้าไปใกล้กว่าเดิมอีก มือหนาที่ล็อกหน้าผมเอาไว้ให้มองเขา ทำให้เห็นหน้าชัดๆ ใบหน้าที่มองแวบเดียวก็รู้ว่าเขาไม่ใช่คนไทยแท้ๆ แน่นอน ดวงตาสีเข้มกับจมูกโด่งนั่นเด่นที่สุดในใบหน้า เอาจริงๆ แม่งอย่างหล่อ แต่เมาแล้วไร้สติแบบนี้น่าขยะแขยงชิบ

"เปิดประตู!"

"ไม่เปิด เมาแล้วก็ไปเกะกะที่อื่นไป!"

"เฮ้ย! อะไรนักหนาวะ เดี๋ยวก็จับข่มขืนซะหรอกไอ้เด็กนี่!"

ไอ้เวร!

"พลั่ก!" ผมยกหมัดขึ้นซัดใส่คางเขาสุดแรง เปรี้ยงเดียวมันลงไปนอนกับพื้นที่เดิม ผมถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วสะบัดมือที่เจ็บแปลบนั่นสองสามที เดินข้ามร่างไร้สตินั่นเข้าหอไม่ลืมที่จะเปิดประตูกระแทกมันทีหนึ่งด้วยความหมั่นไส้

ไอ้ขี้เมาเอ๊ย! คืนนี้ขอให้โดนยุงข่มขืน!  

To be continued. 



_____________________________________________________________________________________________


กลับมาพบกันใหม่ ในเรื่องเดิม รีไรท์ใหม่เลยถือโอกาสเอามาลงที่นี่ด้วยเลยค่ะ 


จริงๆ เรื่องนี้เขียนเอาไว้หลายปีแล้ว แต่จับมารีไรท์ใหม่ ก็ทำไม่เป็น ไม่รู้ว่าตอนรีไรท์มันต้องแก้ตรงไหน 55555 งงๆ ในดงไฟล์เวิร์ดอยู่พักใหญ่เลย ถามว่าอยากเปลี่ยนอะไร อยากเปลี่ยนชื่อเรื่องอะ ลิเกมากเว่อ แต่กลัวไม่กากเลยเอางั้นแหละ กากๆ ดีค่ะ  


ทั้งนี้ทั้งนั้น หลักๆ แล้วเราก็แก้บทสนทนาให้มันลื่นไหลขึ้น เพิ่มเนื้อหาบางช่วงบางตอน ตัดตรงนั้นออก เพิ่มตรงนี้เข้าไป สรุปเขียนใหม่หมด 55555 หลอกๆๆ  แต่จริงๆ เนื้อหาหลักๆ ไม่ได้เปลี่ยนนะคะ ปมในเรื่องก็เหมือนเดิม เพียงแค่เปลี่ยนวิธีผูกใหม่ หยิบเอาคำแนะนำในคอมเมนท์มาแก้ไขในจุดที่มันไม่โอเค ขอบคุณสำหรับคอมเมนท์มากจริงๆ ค่ะ ถ้าใครที่อ่านแล้วก็อยากให้กลับมาอ่านใหม่อีกสักครั้งจัง อยากรู้ว่ามันดีขึ้นไหม หรือไม่มีประโยชน์อะไรเลย 55555


ยังไงก็ฝากด้วยนะคะ จะทยอยอัพอาทิตย์ละครั้ง หรือ สองครั้ง โดยประมาณนะคะ 


ด้วยรักและขอบคุณ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น