repey

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 13 ไม่ใช่ความลับ แต่ยังบอกไม่ได้

ชื่อตอน : บทที่ 13 ไม่ใช่ความลับ แต่ยังบอกไม่ได้

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 449

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ม.ค. 2561 20:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 13 ไม่ใช่ความลับ แต่ยังบอกไม่ได้
แบบอักษร

"ไม่ได้เป็นพี่ชาย"

.

.

.

"เป็นผัว!"

ตอนที่ตอบ ผมไม่ได้มองหน้าคนถาม แต่มองหน้าคนที่กำลังสงสัยในความสัมพันธ์นี้ คนเดียวที่ผมอยากให้มันเข้าใจแบบนั้น

ไอ้เต้

ผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำแบบนี้ แต่แค่รู้สึกว่าในเมื่อปล่อยไอ้เบ๊บไปแล้วคนอื่นปกป้องมันไม่ได้ ผมก็จะเก็บมันไว้กับตัวและเป็นคนปกป้องมันเอง

"ทีนี้เข้าใจแล้วนะว่าอะไรเป็นอะไร เบ๊บ...กลับบ้าน" ผมยังไม่ละสายตาไปจากไอ้เต้ มันก็มองมาที่ผมเช่นเดียวกัน สิ่งที่มันต้องการคงเป็นคำยืนยันจากปากเบ๊บมากกว่า ซึ่งผมจะไม่รอให้มันคาดคั้นกันตรงนี้หรอก

พอพูดจบก็จับข้อมือไอ้เบ๊บเดินไปที่รถทันที ผมไม่ได้พูดอะไรกับมันอีก แค่บอกให้มันซ้อนท้ายมา เบ๊บมันก็คงยังเอ๋อเลยทำตามผมทุกอย่าง ขึ้นรถมาด้วยความล่องลอย

“พี่บอย...เมื่อกี้คือไรอะ” มันถามขณะที่รถกำลังแล่นตรงสู่บ้านของผม

“ไว้ค่อยไปคุยกันที่บ้าน”

“ผมไม่เข้าใจ พี่ทำแบบนั้นทำไม”

ผมไม่ตอบอะไรอีก จดจ่อสมาธิทั้งหมดไว้กับการขับรถ พอถึงบ้านผมก็เดินลงไปก่อน ไม่รอให้มันถามอะไรเพราะผมไม่มีอะไรจะตอบ

“พี่บอย! อย่าเดินหนีผมสิ” ไอ้เบ๊บวิ่งตามมาจนถึงห้องนอนผม เวลานี้ไม่มีใครอยู่เพราะพ่อไปทำงาน และคงจะกลับเย็นๆ

“พี่บอย ยังไม่ได้คุยกันเลยนะ”

“ไม่ต้องคุยหรอก ไปอาบน้ำแล้วไปหาข้าวแดกไป” ผมตอบปัดแล้วพยายามจะเดินหนีมันออกไปนอกห้องอีกครั้ง

 แต่เบ๊บมันกลับคว้าแขนผมเอาไว้ คงไม่ยอมแน่ๆถ้าผมไม่บอกอะไรเลย

 “ผมไม่ไป ทำไมพี่ถึงบอกว่าเป็น...เอ่อ เป็นผัวแบบนั้นล่ะ คนอื่นเขาเข้าใจผิดหมดแล้ว”

 “...”

 "ถึงเราไม่ใช่พี่น้องกันแท้ๆแต่ผมนับพี่เป็นยิ่งกว่าพี่ชายแท้ๆอีก พี่ตอบไปเลยว่าเป็นพี่ชายผม ผมไม่เข้าใจว่าทำไมพี่ต้องพูดแบบนั้นอะ ตรงนั้นคนก็อยู่เยอะ ทั้งพี่เต้ ทั้งพวกผู้หญิง พี่ไม่รู้หรอว่าเรื่องมันจะยิ่งกระจายไปกันใหญ่ บางคนอัดคลิปไว้ด้วยซ้ำ”

“...” ผมไม่ตอบ ปล่อยให้คนที่จับแขนอยู่พูดไปคนเดียว

“แล้วทำไมต้องเงียบ พี่เป็นอะไรกันแน่เนี่ย”

“...”

“ผมเพิ่งจะผ่านเรื่องพี่เต้ไปได้ คนอื่นๆเพิ่งจะเลิกมองผมไม่ดี แต่ถ้าทุกคนได้ยินเรื่องวันนี้ ผมไม่ต้องกลับไปเป็นเหมือนเดิมหรือไง ทั้งที่แต่ก่อนชีวิตผมก็ปกติอยู่แท้ๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมาเจอเรื่องแบบนี้” ไอ้เบ๊บปล่อยแขนผม แล้วเดินไปนั่งลงที่เตียง

สีหน้ามันไม่สู้ดี ผมรู้สึกได้ว่าไม่กี่วันนี้มันคงจะผ่านอะไรมามากมาย ภายนอกมันอาจจะดูไร้สาระ บ้าๆบอๆและไม่ยอมคน แต่ใครจะรู้ว่าถ้าเรื่องไหนมันคิด มันจะคิดมากจนแทบหัวระเบิด คิดวนเวียนจนเครียดไปเอง ซึ่งตอนนี้ผมรู้ว่ามันกำลังเครียดเรื่องที่โรงเรียน

.

.

.

“...”

ระหว่างเราเงียบอยู่นาน ทั้งผมทั้งมันไม่มีใครพูดอะไรเพราะต่างคนต่างจมอยู่กับความคิดของตัวเอง จนในที่สุดผมก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบนั้น

“มึงถามว่ากูพูดไปแบบนั้นทำไม เป็นคำตอบเดียวที่กูน่าจะตอบได้ ก็คือกูไม่อยากปล่อยมึงไปอีกแล้ว”

“พี่หมายความว่าไง”

“คืนนั้น...ที่มึงเมา ความฝันที่มึงเล่า มันเป็นเรื่องจริง” ผมเลือกที่จะพูดความจริงทุกอย่างกับมันออกไป ผมเหนื่อยที่จะต้องเก็บทุกอย่างไว้กับตัวแล้วเหมือนกัน ช่วงนี้มันมีอิทธิพลต่อผมมากเกินไปแล้ว

“ที่พี่...จูบผมน่ะหรอ” เบ๊บถามด้วยหน้าตาตื่น มันเงยหน้ามามองผม ซึ่งผมก็ทำได้แค่พยักหน้าตอบ

“กูไม่รู้ว่าเพราะอะไร แค่กูเห็นหน้ามึงกูก็รู้สึกโคตรเห็นแก่ตัวเลย ทั้งที่แต่ก่อนกูไม่เคยคิดจะทำอะไรแบบนั้นกับมึงสักครั้ง กูขอให้มึงยกโทษให้ กูบอกมึงว่าไม่ได้ตั้งใจ กูนั่งขอโทษมึงทั้งคืน แต่ความรู้สึกจริงๆคือกูรู้ตัวดีว่าคืนนั้นกูอยากทำอะไร มันไม่ใช่แค่จูบ ถ้ามึงไม่ห้ามกูก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไงต่อ”

“พี่คิดจะ...”

“แล้วจะให้กูทนมองหน้ามึงต่อไปโดยไม่รู้สึกเหี้ยอะไรได้ยังไงวะ กูแม่งรู้สึกแย่จะตายห่าแล้ว!” ผมพูดต่อกันยาวโดยที่ไม่หันไปมองหน้ามัน ผมไม่อยากเห็นแววตาผิดหวังที่มองมา...

“แล้วยิ่งมีเรื่องไอ้เต้เข้ามา มันทำให้กูรู้สึกว่ามึงกำลังจะเปลี่ยนไป มึงกำลังจะโตขึ้นแล้ว กูควรดีใจที่ไอ้เบ๊บจะเป็นผู้ใหญ่ขึ้นสักที แต่กูไม่เข้าใจเบ๊บ...ทำไมต้องเป็นผู้ชาย” สิ่งที่ผมสงสัย สิ่งที่ผมเก็บเอาไว้ทุกอย่างจะถูกระเบิดออกมาในวันนี้ “ถ้ามึงจะมีแฟน...ทำไมไม่เป็นผู้หญิง”

“ผมไม่ได้เป็นแฟนกับเขา...ตอนแรกผมคิดว่ามันไม่เสียหายตรงไหน” มันตอบเสียงเบา เหมือนไม่มีความมั่นใจ

“แล้วมึงมีความสุขหรือไง มันปกป้องมึงได้ไหม ถ้ากูไม่ไปหามึงที่โรงเรียนกูจะได้รู้ไหมว่ามึงโดนทำอะไรบ้าง แล้วมึงคิดจะบอกอะไรกูบ้างไหม มึงคิดว่ามึงโตแล้วมึงจัดการทุกอย่างเองได้ ไม่ต้องมีกูแล้วใช่ไหมล่ะ ไหนมึงบอกว่าเห็นกูเป็นพี่ ทำไมตอนที่มึงลำบากถึงไม่นึกถึงกู!”

ใช่ ผมแค่กำลังรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง เบ๊บอาจจะไม่ได้มองผมเป็นที่หนึ่งของมันอีกในเมื่อมันดูแลตัวเองได้แล้ว เหลือแต่ผมที่ยังห่วงมันอยู่ตลอด...ผมก็แค่กลัวว่าจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

“ผมไม่เคยคิดอย่างนั้นเลย ผมแค่รู้สึกว่ามันไม่ได้หนักหนาอะไรเลยจัดการเองได้ พี่จะให้ผมมาฟ้องทุกอย่างที่ผมเจอเหมือนตอนผมเจ็ดขวบ แล้วให้พี่เดินเข้าไปด่ากราดคนในโรงเรียนให้ผมหรือไง”

คราวนี้ผมหันไปมองหน้ามัน และบอกทุกอย่างที่ผมคิด

“ใช่เบ๊บ กูอยากให้มันเป็นแบบนั้น กูไม่อยากให้มึงคิดว่าไม่ต้องมีกูก็อยู่ได้ กูอยากให้ชีวิตมึงผูกอยู่กับตัวเองตลอดเวลา กูผิดมากไหม กูเห็นแก่ตัวมากไหม เออนั่นแหละ เหตุผลที่กูบอกว่ากูเป็นผัวมึง ถ้าเลือกได้กูอยากให้ทุกคนเลิกยุ่งกับมึงไปเลยด้วยซ้ำ!”

ผมระเบิดมันออกมาแล้ว ทุกความคิดที่วนอยู่ในหัวผม ความคิดที่กระจัดกระจายไปทั่ว ผมไม่ได้ต้องการให้ใครมารับรู้ด้วยซ้ำ แต่เพราะสถานการณ์มันบีบบังคับผม

เบ๊บต้องการเหตุผล ส่วนผมไม่มีเหตุผลที่ดีพอจะตอบมัน เลยได้แค่บอกทุกอย่างที่ผมคิดให้ฟัง ทั้งๆที่คำเหล่านั้นอาจทำให้มันยิ่งต้องการเหตุผลจากผมมากขึ้นกว่าเดิมก็ได้

“พี่บอย...มันหมายความว่ายังไง ผมงงไปหมดแล้ว...” เบ๊บถามเสียงสั่น แววตามันเต็มไปด้วยความสงสัยและต้องการคำตอบ

“กูบอกแล้วว่าเราไม่ควรคุยกันตอนนี้ เพราะกูยังไม่เข้าใจตัวเองเลยด้วยซ้ำ แล้วจะพูดให้มึงเข้าใจกูได้ยังไง”

“พี่พูดเหมือนกับว่าพี่หึงผม...” ไอ้เบ๊บพูดออกมาเสียงเบาเหมือนพูดกับตัวเองมากกว่า แต่คำนั้นก็เป็นคำที่ผมคิดขึ้นอยู่ในหัวเช่นกัน ติดตรงที่ว่าผมกับมัน ไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะมาหึงกันได้

“ตอนนี้กูตอบอะไรมึงไม่ได้แล้ว กูขอเวลาคิดอีกหน่อย” ผมรวบรวมสติแล้วขอร้อง ผมไม่พร้อมจะคุยอะไรกับมันอีก เพราะแค่นี้มันก็แปลกมากเกินไปแล้ว

“ผมคิดว่าผมก็ต้องการเวลาเหมือนกัน...งั้นผมกลับบ้านนะ”

ไอ้เบ๊บค่อยๆลุกจากเตียง มันสงสัยทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ ใช่...ผมรู้ แต่ผมก็ต้องการเวลาที่จะจัดการกับตัวเอง ผมก็ไม่อยากจะทำตัวงี่เง่าไร้เหตุผลแบบนี้ไปตลอดหรอก

ก่อนที่มันจะก้าวออกไป ผมก็เรียกมันไว้อีกครั้ง และขอร้องจากความรู้สึกลึกๆของผม แค่อย่างเดียวเท่านั้น

“เลิกยุ่งกับไอ้เต้ได้ไหม” ผม

“ผมเคยขัดพี่หรอ”

“อือ ขอบใจ” ผมส่งยิ้มที่ฝืนและดูโง่ที่สุดเท่าที่เคยทำมาไปให้มัน

สุดท้ายผมก็ขับรถไปส่งมันที่บ้านโดยที่เราไม่ได้พูดอะไรกันอีก บางทีมันอาจจะดีแล้วก็ได้ที่เป็นแบบนี้ ลองอยู่ในที่ของตัวเอง ทบทวนว่าคิดอะไรอยู่ เมื่อไรที่ผมเข้าใจความรู้สึกของตัวเองแล้วกลับมาเป็นปกติ ตอนนั้นค่อยว่ากันก็ได้







**[**Gun’s part]

ผมกลับมาอยู่บ้านได้สักพักแล้วหลังจากที่มีเรื่องคราวนั้น กว่าจะตอบคำถามแม่ได้ว่าไปไหนมาก็เล่นเอาเหงื่อตก ผมโกหกว่าบังเอิญไปเจอเพื่อนที่หายไปนาน เลยไปค้างบ้านมัน แม่พยายามถามว่าใครแต่ผมก็บอกปัดไป ส่วนรอยแผลที่ยังเหลืออยู่เล็กน้อย ผมก็โกหกว่าเป็นแผลเก่าที่ซ้อมมวย พอไม่ได้ทายาก็เลยขึ้นรอย

กว่าจะเลิกซักผมก็เล่นหมดเป็นวัน ทั้งๆที่ผมก็โตแล้วแถมยังเป้นผู้ชาย ไม่เข้าใจว่าจะมายุ่งอะไรกับชีวิตผมขนาดนั้น

“ครืด ครืด”

นี่ก็เป็นอีกสิ่งที่เกิดขึ้นมาตลอดหลายวันตั้งแต่ที่ผมกลับมาอยู่ที่บ้าน “จะส่งอะไรบ่อยๆวะ”

นอกจากไอ้เป้จะซื้อโทรศัพท์คืนแล้ว เบอร์แรกที่ถูกเม็มลงไปก็คือเบอร์มัน แล้วยังเอาไปแอดไลน์ตัวเองเสียดิบดี ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะถือเป็นสิทธิ์ของมันไป แต่ไม่คิดว่าการไม่ถือสาในวันนั้นจะนำพาความรำคาญมาในวันนี้

ไอ้เป้ไลน์มาหาผมทุกวัน...

แรกๆผมก็ตอบปกติเพราะมันถามคำถามธรรมดา เช่น แผลหายหรือยัง พ่อแม่ว่ายังไงบ้าง ผมก็เข้าใจว่ามันคงกลัวจะสาวถึงตัวเอง ผมเลยตอบให้มันสบายใจไป แต่หลังๆมานี้มันเริ่มส่งมาถี่ขึ้น และผมคิดว่ามันเป็นคำถามที่ไร้สาระพอสมควร

อย่างวันนี้ ข้อความที่เด้งขึ้นมาก็คือ ‘กินข้าวหรือยัง’ ผมไม่เข้าใจว่าจะมายุ่งอะไรกับการกินข้าวในวันหยุดของผม ผมเคยไม่ตอบและทิ้งโทรศัพท์ไว้อย่างนั้นให้เน็ตหมดไปเอง แต่พอหมดโปรฯเน็ต มันก็ต่ออายุเองอัตโนมัติ แถมยังส่งข้อความขอบคุณการชำระเงินอีก

ถึงกับต้องโทรไปถามคนที่จัดการเรื่องนี้ให้ มันก็หัวเราะหน่อยๆแล้วตอบอย่างน่าหมั่นไส้ว่า ‘ไม่เคยรวยอ่ะดิ’ ผมนี่แทบจะทะลุโทรศัพท์ไปต่อยปากแม่ง ขนาดไม่เจอหน้ากันยังกวนตีนได้        

ก็เอาสิ รวยนักก็จ่ายค่าเน็ตที่มันไม่ได้ใช้ไปทุกเดือนเลย ผมจะเปิดทิ้งแม่งตลอดเวลา เอาให้คนรวยหมดตัวไปเลย

“ครืด ครืด”

พอไม่ตอบไลน์มันเยอะๆเข้า ไอ้เป้ก็จะโทรเข้ามา ถ้าเกิดว่าผมว่างๆไม่ได้เรียนหรือไม่ได้ซ้อมมวย ผมก็จะรับนะ อยากให้มันเสียเงินค่าโทรอีกเยอะๆ

“ว่า” วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ผมได้พักจากการซ้อมมวยแล้ว เลยพอจะรับสายมันได้

(ทำไรอยู่)

“เพิ่งซ้อมมวยเสร็จ อยากลองเป็นกระสอบทรายไหม”

(ฮ่าๆ ใครกันแน่จะเป็นกระสอบทราย)

“ลองไหมล่ะ” ผมตอบไปเช็ดเหงื่อตามตัวไป อากาศร้อนๆแล้วยังต้องมานั่งคุยกับคนประสาทเสียอีกหรอวะ “แล้วมีอะไร”

(ออกไปหาไรกินกัน)

“หืม?” ผมเหลือบดูนาฬิกาที่แขวนไว้หน้าประตูบ้าน ตอนนี้ก็เป็นเวลาบ่ายสองโมงแล้ว พอมีคนทักเรื่องกินข้าวผมถึงนึกได้ว่านอกจากตอนเช้าที่กินน้ำเต้าหู้ไปแค่ถุงเดียว ก็ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย

(เร็วๆ รออยู่หน้าบ้าน)

“หือ?” ผมยิ่งตกใจไปกันใหญ่เมื่อไอ้เป้พูดแบบนั้น เลยเดินถือโทรศัพท์ออกไปดูที่หน้าบ้าน เปิดประตูรั้วออกไปก็เจอรถมอเตอร์ไซค์มันจอดอยู่จริงๆ

“นี่ไม่เชื่อเลยดิว่ากูจะรออยู่หน้าบ้านจริงๆ” ไอ้เป้ที่ยืนกอดอกรออยู่ถามขึ้น แต่สีหน้าก็ดูไม่ได้ไม่พอใจอะไร

“อะไรของมึงเนี่ย” ผมถามด้วยความสงสัย

“ไปใส่เสื้อไป กูหิวแล้ว” ผมก้มมองตัวเองก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองเพิ่งซ้อมเสร็จ แล้วตอนนี้ก็กำลังยืนโป๊อยู่หน้าบ้าน ทุเรศลูกตาคนอื่นฉิบหาย

“เดี๋ยวมา” ผมบอกแค่นั้นเลยรีบวิ่งกลับไปในบ้านด้วยความรวดเร็ว แม้จะยังไม่เข้าใจว่าไอ้เป้มาทำอะไร แต่ก็รีบคว้าเสื้อมาใส่อย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยิบกระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์ และกุญแจรถเตรียมออกไปข้างนอกทันที



“จะไปไหน ตอนเย็นมีซ้อมต่อ” แต่ก่อนที่ผมจะได้สตาร์ทรถ พ่อก็เรียกตัวเอาไว้ก่อน

“ไปกินข้าวกับเพื่อน” เพื่อน...คำนี้แสลงหูชะมัดเมื่อคิดว่ากำลังพูดถึงใครอยู่

“ทำไมเดี๋ยวนี้อยู่ไม่ติดบ้าน มีอะไรให้ออกไปทำนักหนา งานของมึงอยู่ที่บ้านนี่”

ผมทำหน้าเซ็งๆตอบ “ผมจะไปไหนก็เรื่องของผม ยังไงผมก็ไม่ลืมหน้าที่หรอก”

“อย่าไปทำเรื่องชั่วๆให้กูต้องตามเช็ดตามล้างแล้วกัน”

“เคยตามมาสนใจด้วยหรือไง” ผมพูดส่งท้ายก่อนจะขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์แล้วขับออกไปทันที

พ่อก็เป็นอย่างนี้ตลอด ระแวงว่าผมจะไปทำแต่เรื่องไม่ดี ทั้งที่ผ่านมาผมเคยสร้างเรื่องให้เขาที่ไหนกัน แทบจะไม่เคยออกไปเกเรให้เขาไม่สบายใจ แต่ก็เหมือนเขาไม่พอใจอะไรที่ผมทำเลยสักอย่าง

ผมก็ดีที่สุดได้แค่นี้แหละ แต่เขาคงเห็นว่าผมเป็นตัวแทนใครมากกว่า



“เห้ย! ไปไหนของมึง” พอขับออกมาได้ผมก็ลืมไปว่าไอ้เป้รออยู่ที่หน้าบ้าน ทำให้มันต้องตะโกนเรียกเอาไว้

“จะไปที่ไหน” ผมถามขณะถอยรถกลับมาหามันนิดหน่อย

“ตลาดเสรี”

ผมพยักหน้ารับก่อนจะขับออกไปก่อนอีกครั้งหนึ่ง ไม่ได้คิดจะรอมันอยู่แล้ว ในเมื่อมันแค่อยากออกมากินข้าว ส่วนผมก็แค่อยากออกมาให้พ้นหน้าพ่อ บางทีอย่างนี้ก็แฟร์ๆดี ได้ประโยชน์ทั้งคู่

พอมาถึงตลาดเราก็เลือกร้านอาหารตามสั่งง่ายๆ พอได้กลิ่นอาหารผมถึงเพิ่งรู้ว่าตัวเองหิวมากขนาดไหน ความจริงแล้วการเป็นนักกีฬาต้องควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพ กินอาหารให้ครบห้าหมู่และนอนหลับให้เพียงพอ แต่ผมก็ละเมิดมันอยู่บ่อยๆ ส่วนใหญ่ก็มาจากการกินข้าวไม่ตรงเวลานี่แหละ

ผมสั่งข้าวกะเพราพิเศษ ส่วนไอ้เป้สั่งเครื่องในผัดพริกแกง นั่งรอสักพักอาหารก็มาเสิร์ฟ เราต่างคนต่างกินเหมือนหิวมาตั้งแต่เมื่อวาน เป็นการออกมากินข้าวที่มากินข้าวจริงๆแหละ

“ทะเลาะอะไรกับพ่อ”

ไอ้เป้ที่ได้ทีหลังแต่กินไปหมดค่อนจานแล้วเงยหน้าขึ้นมาถามผม ผมไม่รู้ว่ามันรู้ได้ยังไงเพราะตอนที่ผมเถียงกับพ่อ มันก็อยู่นอกบ้าน ยังไงก็ไม่น่าจะไม่ได้ยิน

“มึงลืมตัดสาย กูเลยได้ยิน” แต่พอผมส่งสีหน้าสงสัยไปให้ ไอ้เป้ก็รีบบอกทันที

“ขี้เสือก”

“อ้าวไอ้เหี้ยนี่ กูก็แค่ถาม ไม่ตอบก็ไม่ตอบสิวะ”

“มึงเถอะ ชวนกูออกมากินข้าว มีเรื่องอะไรกันแน่” ผมถามเพราะคิดว่ามันอาจจะมีอะไรแอบแฝง ตั้งแต่ที่ผมออกจากบ้านมันมาก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย อยู่ๆนัดออกมาแบบนี้คงมีอะไรมากกว่ากินข้าว

“มี”

“อือ” ผมตักข้าวคำต่อไปใส่ปากพร้อมพยักหน้าให้มันพูดได้

“กูหิวไง”

“-__-” อยากจะด่าว่ากวนส้นตีน แต่ปากเคี้ยวข้าวอยู่ เลยได้แค่ยกนิ้วกลางไปให้ แม่งกวนส้นตีนฉิบหาย อยู่กับคนอื่นผมพูดเยอะกว่านี้มาก เช่นพี่เอก ไอ้เบ๊บ หรือเพื่อนที่โรงเรียน แต่อยู่กับไอ้เป้ที่ไรผมจะพยายามพูดให้น้อยคำที่สุด เอาแค่พอสื่อสารกันรู้เรื่อง เหตุผลหลักก็เพราะรำคาญเวลามันกวนตีนนี่แหละ พูดเยอะก็เหมือนเป็นการเปิดช่องอีก

“ฮ่าๆ ก็ตามนั้นจริงๆ กูแค่หิวเลยออกมาหาไรกิน แต่ขับผ่านบ้านมึงเลยโทรชวนมาด้วย แค่นั้น”

“ทางจากบ้านมึงไม่ผ่านบ้านกู บ้านมึงอยู่แถวนี้จะวนออกไปแล้วกลับมาอีกทำไม” บ้านมันอยู่แถวตลาดนี่เอง บ้านผมสิต้องขับออกไปตั้งเยอะ ข้ออ้างนี้ฟังไม่ขึ้นจริงๆ

“ทีงี้เสือกฉลาดอีก”

“ก็บอกความจริงสิวะ จะโกหกทำไม มีอะไรก็พูด”

“ก็แค่อยากเจอ”

“...” ผมชะงักมือที่กำลังจะตักคำต่อไปใส่ปาก เหลือบไปสบตาคนพูด ก็พบว่ามันมองอยู่ก่อนแล้ว และแววตานั้นไม่ได้โกหกหรือกวนตีน

“นั่นแหละความจริง”

เคร้ง

“มึงต้องการอะไรกันแน่” ผมปล่อยช้อนลงกับโต๊ะก่อนจะหันมาตั้งใจคุยกับมันดีๆ “กูไม่ใช่เด็กๆแล้ว และก็ไม่ใช่ผู้หญิง ทำแบบนี้หมายความว่าไง”

“ก็อย่างที่มึงคิด กูรู้ว่ามึงไม่ได้โง่”

“กูเป็นผู้ชาย”

“กูเป็นไบ”

“...”

ฉิบหาย ผมกระจ่างในทันที

ไอ้เป้เปลี่ยนไปตั้งแต่วันที่ผมจะกลับบ้านแล้ว ตอนแรกผมคิดเข้าข้างตัวเองว่าเพราะมันรู้สึกผิดเลยพยายามทำดีกับผม จนมาเรื่องทักไลน์บ่อยๆ โทรมาบ้างอะไรบ้าง ไม่ใช่ผมไม่รู้ว่ามันกำลังทำอะไร ผู้ชายปกติที่ไหนจะทักคำถามแบบนี้กับผู้ชายด้วยกัน ที่สำคัญคือทุกวัน ทุกวัน!

ทำอะไรอยู่

กินข้าวหรือยัง

นอนหรือยัง

เรียนเป็นยังไง

ผมไม่ได้โง่! ผมถึงไม่ตอบมันตรงๆไง ทั้งเลี่ยงไปพูดเรื่องอื่น หรือไม่ก็อ่านไม่ตอบไปเลย ผมรู้ว่ามันกำลัง...จีบ แค่คิดก็อยากจะบ้าตายแล้ว

“งั้นก็เลิกซะ อย่ามายุ่งกับกู”

“กูไม่เลิก กูจะทำอะไรก็เรื่องของกู” มันจ้องตาผมไม่กระพริบเช่นกัน ข้าวในจานหมดความน่าสนใจไปในทันทีที่เรื่องนี้ถูกพูดขึ้นมา

“อย่ามาเล่นแบบนี้ จะไปทำที่ไหนก็ไปแต่ไม่ใช่กับกู!”

“กูไม่ได้เล่น ถ้ากูเล่นมึงคงเห็นกูเล่นไปทั่วแล้วแหละ มึงเคยเห็นกูอยู่กับใครไหมล่ะ” มันถามผมเสียงดังตาม นี่มันสงครามประสาทชัดๆ

“มันเป็นไปไม่ได้ เลิกคิดซะ” ถึงมันจะพูดจริงหรือพูดเล่น ตอนนี้ก็ไม่มีผลกับผม เพราะผลลัพธ์มันก็อยู่ที่ผม ยังไงผมก็ไม่ได้สนใจมันอยู่ดี

อย่าว่าแต่ผู้ชายเลย ผู้หญิงผมยังไม่คิดจะสนใจด้วยซ้ำ การมีแฟนแม่งน่ารำคาญจะตายห่า

“ทำไมต้องรับไม่ได้กับอีแค่กูจะ...จีบ” มันเน้นคำว่าจีบชัดๆ ตั้งใจยั่วอารมณ์ผมสิ เออ! มึงยุขึ้น

“ไอ้สัส! หุบปากไปเลย” ผมลุกขึ้นจากโต๊ะอย่างรวดเร็ว อย่างน้อยวันนี้ต้องมีคนปากแตก

“ฮ่าๆ จะรีบไปไหนล่ะ”

ผมเดินไปจ่ายเงินแบบไม่สนใจมันอีก ไอ้เหี้ยเป้ก็ยังเป็นเหี้ยอยู่วันยังค่ำ ผมไม่เข้าใจมันจริงๆว่าทำไปเพื่ออะไร ยั่วโมโห? กวนตีน? แก้แค้น? หรือชอบจริงๆ

แต่ถ้ามันยังทำให้ผมปวดหัวอยู่แบบนี้ เดี๋ยวสักวันเลือดหัวมันจะต้องออกมากระเด็นโดนพื้นเพราะผมนี่แหละ

“เดี๋ยว”

ไอ้เป้วิ่งตามมาคว้าแขนผมเอาไว้ ก่อนจะรีบพูด “แข่งรถกับกู”

“เหี้ยอะไรของมึงเนี่ย” ผมพูดพร้อมสะบัดแขนออกจากการควบคุม ผมไม่ได้อยากจะมีเรื่องกลางตลาดหรอกถ้าเลือกได้ “กูไม่แข่งอะไรทั้งนั้น!!!”

“มึงจะตกลง” มันบีบแขนผมแน่นขึ้น **“เดิมพันคือความจริงทุกอย่างเรื่องพี่สาวและทุกอย่างที่พ่อแม่มึงไม่เคยบอก”**

“...”

“ถ้ามึงชนะมึงจะได้รู้ทุกอย่าง และกูจะไม่ยุ่งกับมึงอีก”

“กูตกลง” ผมพยักหน้าลงทันที เดิมพันครั้งนี้คุ้มที่จะเสี่ยง แม้แต่ชีวิตผมก็ยอมเสี่ยงเพียงเพื่อได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

“แต่ถ้าแพ้...”

“...”

“เป็นเมียกู”

“เหี้ย!!” ผมสบถออกมาอย่างรุนแรง แต่ไอ้เป้กลับยืนยิ้มหน้าระรื่นแบบที่มันชอบทำ

ผมรู้ว่าตัวเองอยากรู้เรื่องพี่ฝ้ายที่พ่อกับแม่ปิดบังมาตลอดมากขนาดไหน มันยิ่งกว่าการเอากระดูกมาล่อหมา ยิ่งกว่าเนื้อสดมาวางล่อจระเข้ ผมยอมเป็นไอ้โง่ที่วิ่งเข้าใส่เหยื่อล่อนั้นทันที ไม่ว่าหลังจากนั้นผมอาจจะโดนยาเบื่อ หรืออาจโดนยิงยาสลบ ผมก็พร้อม

แต่ไอ้เป้แม่งรู้เรื่องนี้ได้ยังไง มันรู้แม้กระทั่งว่าผมมีพี่สาวที่ผมไม่เคยบอกใคร ทั้งที่เราเพิ่งรู้จักกัน มันทำการบ้านมาดีมาก ผมยอมรับ แต่ที่ผมยอมรับไม่ได้ที่สุด ก็คือถ้าผมแพ้...นอกจากโอกาสเดียวที่จะได้รู้นั้นจะบินลอยไป ผมยังต้องเป็นเมียมันอีก

ผู้หญิงมีทั่วประเทศทำไมไม่ไปสนใจวะ มาวุ่นวายอะไรกับตูดกู!!!








--Talk--

ไม่มีอะไรจะพูด รู้แค่ว่าบทนี้ดีต่อใจเรา5555555555 มันอาจจะยังไม่ชัดเจนเนาะ อยากให้เวลาตัวละครอีกหน่อย เบ๊บกับพี่บอยอยู่ด้วยกันมานาน ไม่มีความรู้สึกแบบนี้ แต่พอน้องจะจากอกไป พ่อเลยตระหนักรู้ตัวว่ามันน่ากลัวว่ามันขนาดไหน

เป็นกำลังใจให้กันด้วยนะคะ...เดิมพันเอาแต่ใจเกิ๊น อีพี่เป้นี่แผนเยอะ รู้ว่าเด็กมันโง่จริงก็ล่อลสงตลอดดด สงสารน้องจับใจ

พระเอกเรื่องนี้เขาชอบพูดกันตรงๆในที่สาธารณะเนาะ แหม อยากเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ ฝันไปก่อนนะจ๊ะ รออีกนิดแล้วทุกอย่างจะดีเอง~~~~

ขอบคุณทุกคอมเมนต์นะ เรามีกำลังใจจริงๆค่ะ เข้ามาเจอเมนต์นี่ออกไปร่าเริงแต่งได้อีกสองบทเลย...5555555

ปล.ความจริงจะเอามาลงพรุ่งนี้ แต่วันนี้อารมณ์ดีเพราะเมื่อคืนบอลชนะ เลยแวะมาฉลองกันโนะ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}