Finland (ช้อย)

กราบขอบพระคุณสำหรับการสนับสนุนและเป็นกำลังใจด้วยดีมาโดยตลอด ขอบพระคุณจากใจค่ะ/ finland (ช้อย)

Chapter 8 : ปวดกะโหลกกับคนเอาแต่ใจ....!!

ชื่อตอน : Chapter 8 : ปวดกะโหลกกับคนเอาแต่ใจ....!!

คำค้น : finland,yaoi,ช้อย,ดอกหญ้าที่ปลายฟ้า,เด็กแว้นที่รัก,คนคุก,ไอ้พี่เขยจอมหื่น,รักร้าย ๆ สไตล์ลูกทุ่ง,เด็กขายน้ำกับชายขี้เหงา,ทหารเกณฑ์ฉ่ำรัก,ร้อนรักไฟอารมณ์,เมียผมมันร้าย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 66.4k

ความคิดเห็น : 93

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ม.ค. 2561 17:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 8 : ปวดกะโหลกกับคนเอาแต่ใจ....!!
แบบอักษร

คืนนั้นผมนอนไม่หลับทั้งคืน คิดถึงแต่เรื่องรถคู่ทุกข์คู่ยากใจนึงก็ภาวนาขออย่าให้มีคนมาซื้อ อีกใจก็อยากจะขายเพราะผมไม่อยากจะเจอหน้าไอ้บ้านั่นเต็มที ผมหันไปมองไอ้ทรายที่นอนหลับปุ๋ยอยู่ข้าง ๆ วันนี้มันคงเหนื่อยน่าดูเลยหลับเป็นตาย 

เช้าวันต่อมาพ่อค่อยยังชั่วขึ้นแล้ว แต่ผมก็ยังเห็นสีหน้าที่ดูอิดโรยอยู่ 

“แม่ พ่อยังไม่หายดีจะไปทำงานแล้วเหรอ...?”  ผมเอ่ยถามกับแม่ไปเพราะเห็นพ่อกำลังหาเสื้อแขนยาวกับหมวกอยู่บนเพิงพัก

“ทำไงได้ล่ะวะไอ้ดิน ลำพังค่าแรงข้าจะพอยาไส้อะไรอยู่กันตั้งสี่คน”   แม่บอกกับผมด้วยใบหน้าที่เศร้าพร้อมกับหันไปมองพ่อ

ไม่นานพ่อกับแม่ก็เดินออกไปทำงาน เหลือผมกับไอ้ทรายอยู่บ้านกันสองคน ผมไม่มีรถใช้อีกแล้วจะออกไปไหนก็ไม่ได้ ก็ได้แต่นั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ใต้ต้นไม้หน้าบ้าน ส่วนไอ้ทรายก็นั่งเล่นขุดดินของมันอยู่ข้าง ๆ  ซักพักผมก็ได้ยินเสียงรถของไอ้จอมขี่เข้ามาหา

“ไงวะไอ้ดิน พักนี้กูไม่เห็นมึงออกไปข้างนอกเลย...?”  ไอ้จอมมันขี่รถเข้ามาจอดใกล้ ๆ  ผมเห็นมันมองสำรวจไปทั่ว

“แล้วอิแก่มึงไปไหนวะ...? เข้าอู่ซ่อมอีกแล้วอ่ะดิ”  มันเอ่ยถามผม

“กูขายแม่งไปแล้ว”  ผมก้มหน้าบอกกับมันไป

“เฮ้ย...!! จริงดิ มึงเนี่ยนะกล้าขายมันลงเหรอวะ...?”  ขนาดไอ้จอมมันยังไม่อยากเชื่อว่าผมจะขายรถจริง ๆ

“เออ ก็มันจำเป็น”  ผมบอกกับมันไป ผมไม่ได้เล่าเรื่องของไอ้ขี้เก๊กให้ไอ้จอมฟัง เพราะกลัวว่ามันจะมาเดือดร้อนด้วย  ไอ้จอมมันคงคิดว่าสภาพบ้านผมเงินทองก็ไม่ค่อยมีเลยจำเป็นต้องขาย มันก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ

“มึงส่งกูไปร้านเฮียคิวหน่อยดิ”   ผมเงยหน้าบอกกับมันไป มันได้แต่พยักหน้ารับ

“ไอ้ทรายมึงอยู่บ้านดี ๆ นะโว้ยอย่าออกไปเล่นไกล เข้าใจมั้ยวะ...?”  ผมหันไปบอกกับไอ้ทราย

“ค้าบ”  มันตอบพร้อมกับพยักหน้ารับ  แล้วผมก็ซ้อนท้ายไอ้จอมให้มันพาไปส่งที่ร้านเฮียคิว  พอมาถึง

“ไอ้ดินรถมึงขายได้แล้วนะโว้ย”  เฮียคิวเดินออกมาบอกกับผม ผมใจหายวาบขึ้นมาเมื่อได้ยิน ถึงแม้ว่าจะทำใจยอมรับมาก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม

“ทำไมถึงปล่อยได้เร็วอย่างนั้นล่ะเฮีย...?”  ผมรีบถาม เพราะคิดว่าคงอีกซักพักกว่าจะได้ขาย

“มีวัยรุ่นมาเห็นเข้าเลยอยากได้”  เฮียคิวบอกกับผม  พร้อมกับล้วงตังค์ในกระเป๋ากางเกงออกมาแล้วยื่นให้

“อ่ะ สามหมื่นห้า”   ตอนแรกผมคิดว่าไม่น่าจะถึงได้ซักสองหมื่นก็ถือว่าเยอะแล้ว

“เฮียก็หักค่าเสียเวลากับค่าหน้าร้านไปด้วยดิ”  ผมบอกไปก่อนที่จะรับตังค์

“ไอ้ดินกูไม่เอาตังค์ของมึงหรอก เอาไปเหอะ”   เฮียคิวยื่นตังค์ให้กับผมอีกครั้ง  ผมรับเอามาแล้วกำไว้แน่นรู้สึกเจ็บแปลบเข้าที่กลางอก ต่อไปนี้ผมจะไม่มีรถคู่ใจใช้อีกต่อไปแล้วจริง ๆ  สิ่งเดียวที่ทำได้คือทำใจยอมรับ

“ขอบคุณนะเฮีย”  ผมบอกกับเฮียคิวไป  แล้วไอ้จอมมันก็พาผมกลับมาส่งที่บ้าน

“งั้นกูกลับก่อนนะโว้ย มึงอยากออกไปเที่ยวไหนก็โทรหากูละกันแล้วกูจะมารับ”  ไอ้จอมมันบอกแล้วก็บึ่งรถขี่ออกไป  ผมรู้สึกหนักกระเป๋ากางเกงทีไรใจมันก็หายขึ้นมาทุกที

“ขอบใจนะโว้ยไอ้ลูกรัก”  ผมตบตังค์ในกระเป๋าบอกไปเบา ๆ  ผมล้วงโทรศัพท์ออกมาแล้วรีบโทรหาไอ้ขี้เก๊กทันทีเพราะไม่อยากเก็บเงินเอาไว้กับตัวเดี๋ยวเกิดหายขึ้นมาจะซวยหนักเข้าไปอีก

[มีอะไร....?]   น้ำเสียงบ่งบอกว่าอยากจะคุยกับกูมาก สัส...!!

[มาเอาตังค์ของมึงซะ]  ผมบอกไป

[โอ๊ะ หาได้เร็วนี่หว่า กูเลิกเรียนแล้วจะโทรไป]   มันบอกแล้วก็ตัดสายทิ้ง

เฮ้ออออออ  ผมได้แต่นั่งถอนหายใจยาวหมดอาลัยตายอยาก ไอ้ทรายมันคงเห็นผมทำหน้าเศร้า มันเลยเดินเข้ามาหา

“พี่ดินเป็นอะไรค้าบ ไม่สบายหรือเปล่า...? เดี๋ยวผมไปเอายามาให้นะ”  มันเงยหน้าบอกกับผม

“ไม่เป็นไร กูไม่ได้ไม่สบาย ขอบใจนะโว้ย”  ผมลูบหัวบอกกับมันไปเบา ๆ แล้วมันก็กลับไปเล่นของมันต่อ

พอบ่ายคล้อยผมกำลังนอนหลับอยู่ใต้ต้นไม้หน้าเพิงพัก เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ไม่ต้องบอกว่าใครโทรมา

[บ้านมึงอยู่ไหนวะ...?]   ไอ้ขี้เก๊กเอ่ยถาม

[เดี๋ยวกูจะออกไปหาเองเจอกันที่เดิม]   ผมบอกกับมันไปแล้วก็ตัดสายทิ้ง ที่เดิมก็คือสะพานข้ามคลองก่อนถึงร้านเฮียคิว

“​ไอ้ทรายอยู่บ้านดี ๆ นะ อย่าออกไปเล่นที่ไหนไกล เดี๋ยวกูมา”   ผมหันไปบอกกับมัน

“พี่ดินผมไปด้วยได้มั้ยค้าบ...?”   มันเอ่ยถามผม

“ไปด้วยไม่ได้ กูไม่มีรถแล้ว”  ผมบอกกับมันไป  มันได้ยินก็ทำหน้าเศร้า

“วันหลังจะพาไปเที่ยวตลาดนัดใกล้ ๆบ้าน”   ผมบอกกับมันไป มันได้ยินก็คลี่ยิ้มให้

“พี่ดินรีบกลับมานะค้าบ”   มันบอกกับผม ผมได้แต่พยักหน้ารับ

วันนี้ผมมีตังค์เลยนั่งรถสองแถวไปได้ พอมาถึงก็เห็นรถมันจอดอยู่ข้างทางรอก่อนแล้ว  ผมเลยเดินเข้าไปหา มันเพิ่งจะเลิกเรียนคงมีสาว ๆ นั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถมาด้วยอีกตามเคย  ผมได้แต่คิด

“ขึ้นรถ”   มันเลื่อนกระจกพร้อมกับบอกกับผม

“ไม่ขึ้น”  เออโว้ยมาคนเดียวซะด้วยผิดคาดแฮะ  ผมได้แต่คิดในใจ

“กูเอาตังค์มาให้แล้วก็จะไป เรื่องมันจะได้จบ ๆ”  ผมล้วงเอาตังค์ในกระเป๋าออกมา

“สามหมื่น”   ผมบอกพร้อมกับยื่นให้มัน  มันรับแล้วเอาไปเก็บไว้ในเก๊ะรถทันที

“มึงไม่นับก่อนเหรอวะ...?”  ผมรีบถามกับมันไป

“นับทำไม...? ตังค์ในกระเป๋ากูมีเยอะกว่านี้อีก”  มันเบะปากแล้วพูดขึ้น

“ไอ้เหี้ย....!!”  ผมได้แต่กัดฟันกรอด ๆ เพราะมันเหมือนกำลังดูถูกผมอยู่ ตังค์ผมมันไม่สนใจเลยซักนิดเหมือนไม่มีความหมาย กูอุตส่าห์ตัดใจขายรถคู่ทุกข์คู่ยากกูเชียวนะโว้ย ผมไม่อยากจะเสวนาอะไรกับมันมากนัก ให้เงินแล้วก็จบต่อไปก็ไม่ต้องมาเจอหน้ากันอีก  ผมกำลังจะหันหลังเดินกลับ

“เดี๋ยว...!! มึงจะไปไหน”  มันรีบเอ่ยทักผมขึ้นมาซะก่อน ผมหันไปมอง

“เอ๊า กูจ่ายตังค์มึงไปแล้ว ต่อไปก็ไม่ต้องมาเจอกันอีกแม่งเหม็นขี้หน้าชิบหาย”  ผมบอกกับมันไป

“อะไร ให้ตังค์กูสามหมื่นแล้วเรื่องจะจบง่าย ๆ เหรอวะ..? เงินสามหมื่นของมึงซื้อแท็บเล็ตกูยังไม่ได้ด้วยซ้ำ”  แล้วมันก็พูดขึ้นมา

“ไอ้เหี้ย...!! กูเอาไปขายได้เท่าไหร่กูก็ใช้ให้มึงเท่านั้น จะมาเอาอะไรกับกูอีก กูไม่มีแล้วโว้ย”   ผมโมโหตะคอกบอกกับมันไป

“ไม่มีก็เตรียมตัวเข้าคุก”  มันยักคิ้วกวนส้นตีนบอกกับผม

“มึง.... ไอ้.....!!.”  ผมกัดฟันกรอด ๆ มองหน้ามันถ้าฆ่ามันได้ผมฆ่ามันไปแล้ว แต่ดูเหมือนมันไม่สะทกสะท้านอะไรเลย

“แล้วรถมึงอ่ะ...?”   จู่ ๆ มันก็ถามผมขึ้นมา

“ก็เอาไปขายหาตังค์มาใช้ให้มึงนี่ไง สัส...!!”  ผมตะคอกบอกกับมันแล้วรีบเดินหนีทันที  มันค่อย ๆ ขับรถตามผมมาติด ๆ

“เดี๋ยวกูไปส่ง”  มันเปิดกระจกรถแล้วบอกกับผม

“ไม่ต้องมายุ่งกับกู จะไปตายที่ไหนก็ไป”  ผมหันไปด่ามันอีกครั้ง

“มึงจะขึ้นหรือไม่ขึ้น...?”  มันบอกกับผมด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง ผมหันไปมอง

“กูไม่ขึ้น...!!”  ผมตะคอกบอกกับมันไป  มันจอดรถแล้วรีบเดินจ้ำอ้าวเข้ามาหาผม

หมับ...!!  มันคว้าแขนผมเอาไว้แน่น

“อย่ามาขัดใจคนอย่างกู”  มันบอกพร้อมกับลากผมมาที่รถ 

“ไอ้เหี้ย..!! ปล่อย ทำเหี้ยอะไรของมึงห๊ะ...?”  ผมพยายามขัดขืนแกะมือเหนียวอย่างกับกาวของมันออก  มันไม่ยอมฟังเสียงเปิดประตูแล้วยัดผมเข้าไปในรถ  แล้วมันก็รีบวิ่งอ้อมไปฝั่งคนขับ  สิ้นเสียงปิดประตูมันก็รีบบึ่งขับออกไปทันที

“กูบอกไว้ก่อนเลยนะ อย่ามาทำเหี้ย ๆอะไรกับกูอีก ครั้งนี้กูไม่ยอมมึงแน่”  ผมหันไปบอกกับมันด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

“คิดว่ากูติดใจตูดมึงหรือไง...?”  มันหันมาเบะปากกวนส้นตีนบอกกับผม

“ไอ้เหี้ย....!!”  ผมง้างหมัดกะจะชกมันไปซักทีเพราะเหลืออดเต็มทน แต่แม่งไอ้เหี้ยเนี่ยขับรถเร็วชิบหายหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจะไม่คุ้ม เดี๋ยวกูจะมาตายฟรี ๆ ซะเปล่า ผมเลยกัดฟันกรอด ๆ ค่อย ๆ กำหมัดลง มองหน้ามันราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ มันได้แต่แสยะยิ้มเยาะผมที่ผมทำอะไรมันไม่ได้  ไอ้ลูกเศรษฐีนั่นขับรถพาผมเข้าซอยโน้นออกซอยนี้ เดี๋ยวก็ออกถนนใหญ่ เดี๋ยวก็เข้าซอย ไม่จอดที่ไหนซักที เหมือนมันกำลังจะแกล้งผมอยู่ 

“บ้านมึงขายน้ำมันหรือไงวะ..? แม่งจะขับชมนกชมไม้ไปถึงไหน จอดกูจะลง”  ผมหันไปบอกกับมัน

“กูขับทั้งคืนก็ยังไหว”  มันหันมายักคิ้วกวนส้นตีนบอกกับผม

“ลูกคนรวยแม่งเอาแต่ใจชิบหาย”  ผมบ่นขึ้นมาเบา ๆ แล้วก็หันมองออกไปนอกกระจกรถ ไม่อยากจะคุยอะไรกับมันแล้ว

“แล้วกูจะหาเงินที่ไหนมาให้มันอีกวะ...?”  ผมได้แต่คิดอย่างอ่อนใจเมื่อหมดหนทาง ตอนนี้ผมก็ไม่มีสมบัติอะไรติดตัวเลย รถมอไซค์ก็เพิ่งจะขายไป ผมได้แต่นั่งถอนหายใจยาวมองออกไปนอกกระจก หรือว่าจะยอมติดคุกให้รู้แล้วรู้รอดไป พ่อกับแม่จะได้ไม่มีภาระเลี้ยงแต่ไอ้ทรายคนเดียว แต่เรื่องติดคุกเป็นเรื่องใหญ่ใครก็ไม่อยากติดคุกกันทั้งนั้น ถ้าพ่อกับแม่รู้เข้าคงจะเสียใจไม่น้อย พ่อยิ่งไม่ค่อยจะคุยกับผมอยู่ด้วย และจะทนได้หรือเปล่าล่ะที่จะต้องไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน ดีไม่ดีโดนนักโทษข้างในซ้อมอีก เฮ้ออออออออ ผมได้แต่นั่งถอนหายใจแล้วถอนหายใจอีกเพราะคิดไม่ตก ทางนั้นก็ไม่ดี ทางนี้ก็ไม่เอา ท้องก็ร้องจ๊อกๆ ไม่มีอะไรตกถึงท้องตั้งแต่เมื่อกลางวันแล้ว

“มึงจะกวนส้นตีนกูอีกนานมั้ย...? กูหิว”  ผมทนไม่ไหวเลยหันไปบอกกับมัน  มันไม่ยอมตอบอะไร ซักพักผมเห็นมันตบไฟเลี้ยงเข้าข้างทางจอดที่หน้าร้านข้าวมันไก่  ผมรีบลงจากรถแล้วตรงดิ่งเข้าไปนั่งในร้านทันที

“เฮียข้าวมันไก่จานนึงพิเศษ”  ผมบอกกับเจ้าของร้านไป  ไม่นานไอ้ขี้เก๊กในชุดนักศึกษาก็ออกมาจากรถ มันเดินตรงมาหาผมมองสำรวจไปทั่วร้านพร้อมกับเบะปากใส่

“คุณจะรับอะไรมั้ยครับ...?”  เจ้าของร้านเอ่ยถามกับมัน

“ไม่เอา”  มันบอกไปด้วยน้ำเสียงห้วน ๆ

“คนรวยอย่างมึงคงไม่เคยมานั่งแดกข้าวข้างทางแบบนี้อ่ะดิ”  ผมได้ทีเลยเบะปากพูดกระแนะกระแหนกับมันไป  มันจ้องหน้าผมเหมือนไม่พอใจ แล้วก็ค่อย ๆ หย่อนก้นนั่งลงที่เก้าอี้ ไม่นานเฮียเจ้าของร้านก็นำข้าวมันไก่พูนจานมาเสิร์ฟให้กับผม  ผมรีบหยิบช้อนแล้วตักข้าวเข้าปากทันที หิวชิบหาย

“แดกเข้าไปได้ยังไง...?”  ผมได้ยินมันบ่นขึ้นมาเบา ๆ

“มันเรื่องของกู กูไม่ได้ร่ำรวยเหมือนมึงนิ แดกแต่ร้านอาหารหรู ภัตตาคารราคาแพง ๆ”  ผมเบะปากบอกกับมันไป

“ของอร่อย ๆ แบบนี้มึงไม่มีบุญวาสนาจะได้แดกหรอกโว้ย”  ผมกวนส้นตีนมันไปไม่เลิก  ผมเห็นมันกัดฟันกรอด ๆ จ้องผมอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ

“เอามาจานนึง”  แล้วมันก็หันไปบอกกับเจ้าของร้าน

“หึหึหึ ไม่แน่จริงนี่หว่า”   ผมแสยะยิ้มเยาะใส่มัน   แล้วเจ้าของร้านก็นำข้าวมันไก่มาเสิร์ฟให้กับมัน

“มึงเอาช้อนกับส้อมไปจุ่มน้ำร้อนให้กูเลยนะ”  แล้วมันก็สั่งผม

“เรื่องอะไร...? แดกเองก็ต้องทำเองเรื่องมากชิบหาย”  ผมบอกไป

“มึงจะทำหรือไม่ทำห๊ะ...!!”  มันจ้องหน้าตวาดบอก

“ไอ้เหี้ย...!!”  ผมไม่รู้จะด่าอะไรมันไป ได้แต่เดินหัวฟัดหัวเหวี่ยงถือช้อนส้อมไปขอจุ่มน้ำร้อนให้กับมัน

“อ่ะ แดกได้รึยัง...?”  ผมยื่นช้อนส้อมให้มัน

“เอาทิชชูเช็ดให้กูด้วย”   แล้วมันบอกกับผม

“ถ้าเรื่องมากนักก็ไม่ต้องด่งต้องแดกมัน”  ผมก็ชักจะหมดความอดทนกับไอ้ลูกเศรษฐีนี่แล้วจริง ๆ 

“มึงอย่าลืมว่าตอนนี้ขาข้างนึงของมึงแหย่เข้าไปในคุกรออยู่แล้วนะโว้ย อย่ามาหือกับกู กูบอกให้ทำอะไรก็ทำ”  มันย้ำเตือนบอกกับผม 

“เวรกรรมอะไรของกูนักหนาเนี่ย”  ผมคว้าทิชชูแล้วเอามาเช็ดช้อนส้อมให้มันอย่างไม่พอใจ  พอมันได้ช้อนส้อมแล้วผมเห็นมันก้มหน้าก้มตาเขี่ยข้าวในจานเหมือนกับสำรวจหาขุมทรัพย์อะไรซักอย่าง ช่างแม่งเหอะจะแดกไม่แดกก็เรื่องของมึง ผมได้แต่ส่ายหน้าระอาไม่สนใจอะไรมันอีกแล้ว รีบตักข้าวเข้าปาก 

“อ่อ กูก็นึกว่ามึงหาพระแสงอะไร”   ผมเห็นมันตักเอาใบผักชีออกทีละใบ ๆ จนหมด แล้วมันก็ตักข้าวเข้าปากคำแล้วคำเล่า

“หึหึหึ อร่อยอ่ะดี๊แดกเอ๊าแดกเอา”   ผมคิดว่ามันคงจะกินแค่คำสองคำเท่านั้น แต่แล้วก็ผิดคาดมันตักกินจนหมดจาน พอมันรู้สึกว่าผมกำลังจ้องมันอยู่  มันก็รีบวางช้อนส้อมแล้วทำหน้าเก๊กเชิดของมันตามเดิม

“ก็งั้น ๆ”   แล้วมันก็เบะปากพูดขึ้น  

“แม่งกวนส้นตีน”    หมั่นไส้ชิบหาย พอกินกันเสร็จมันก็จ่ายตังค์  ดีกูจะได้ไม่เปลืองและกูก็ไม่ขอบใจมึงด้วย

“ปากน้ำ วัดศรีเอี่ยม บางนา สำโรง”    แล้วผมก็ได้ยินเสียงกระเป๋ารถเมล์ตะโกนดังขึ้น เพราะร้านข้าวมันไก่อยู่ใกล้กับป้ายรถเมล์พอดี

“จะให้กูไปส่งที่ไหน...?”   มันหันมาถามผมในขณะที่ผมกำลังคิดอะไรเพลิน ๆ

“ส่งกูที่สะพานก็พอ”  ผมบอกกับมันไป

“ทำไม กลัวว่ากูจะรู้จักบ้านมึงรึไง...?”  มันหันมาถาม

“เออ”  ผมตอบกลับมันไป  แล้วมันก็มาส่งผมที่ตีนสะพานเหมือนเดิม  ผมเปิดประตูลงจากรถ

“ต่อไปถ้ากูโทรเรียกมึงเมื่อไหร่มึงต้องออกมาหากูทันที เข้าใจ๊...?”  มันเปิดกระจกรถตะโกนบอกกับผม

“กูไม่ออกมาหามึงหรอกโว้ย...!!”  ผมหันไปบอกกับมันแล้วรีบเดินจ้ำอ้าวหนีทันที  ผมก็พูดไปอย่างนั้นเองแหล่ะก็คนมันโมโหนี่หว่า ผมจะขัดอะไรมันได้ในเมื่อขาข้างนึงของผมแหย่เข้าไปในคุกในตารางอย่างที่มันบอกอยู่แล้วนี่

“ลูกคนรวยแม่งเอาแต่ใจจริง ๆ”  ผมก็ได้แต่บ่นของผมคนเดียว

พอกลับมาถึงบ้าน  เห็นแม่กำลังนั่งล้างจานอยู่ ผมเลยเดินเข้าไปหา

“อ่ะแม่”  ผมยื่นเงินให้กับแม่ ก็เงินที่เหลือจากการขายรถนั่นแหล่ะ ผมให้แม่สี่พันเก็บเอาไว้พันนึง

“เอ็งไปเอาเงินมาจากไหนเยอะแยะไอ้ดิน...?”  แม่ถามกับผม

“ขายรถไง แม่ก็ไปหาซื้อหยูกยามาให้พ่อซะนะ”  แล้วแม่ก็รับเอาตังค์ไป ผมหันไปมองพ่อที่นอนหลับอยู่บนเพิงพัก พ่อยังคงไม่หายดีแต่ก็ต้องออกไปทำงานแล้ว ถ้าไม่ไปก็จะขาดรายได้ ลำพังเงินรายวันแม่ก็ไม่ค่อยจะพอกับรายจ่ายของครอบครัวอยู่แล้ว



..................................................................

To be continue.................

..................................................................


พรุ่งนี้จะรู้แล้วนะคะว่าดินจะไปทำอะไรเพื่อที่จะหาเงินมาใช้หนี้ให้กับตะวัน โปรดคอยติดตามกันได้จ้า

กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงที่กรุณาติดตามมาโดยตลอด และสนับสนุนด้วยดีเสมอมา

1 เม้น = 1 กำลังใจ

ขอบพระคุณอีกครั้งค่า


finland (ช้อย)

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}