หอหมื่นอักษร

ยามเมื่อเมฆฝนพัดผ่าน สองเราจะฝ่าฟันมันไปด้วยกันนะ...

ตอนที่ 58 มีดด้านหั่นเนื้อได้เจ็บที่สุด / ตอนที่ 59 ใจไม่เหี้ยมพอ

ชื่อตอน : ตอนที่ 58 มีดด้านหั่นเนื้อได้เจ็บที่สุด / ตอนที่ 59 ใจไม่เหี้ยมพอ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.6k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ม.ค. 2561 15:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 58 มีดด้านหั่นเนื้อได้เจ็บที่สุด / ตอนที่ 59 ใจไม่เหี้ยมพอ
แบบอักษร



ตอนที่ 58  มีดด้านหั่นเนื้อได้เจ็บที่สุด

พอเดินเข้าไปในตึก เลขาก็นำพวกเขาไปยังห้องประชุม ในนั้นมีคนนั่งอยู่เต็มไปหมด ดูจากลักษณะท่าทางและข้อมูลที่อยู่ในมือของแต่ละคนแล้ว ก็พอที่จะเดาได้ว่าพวกเขาก็มาหานักลงทุนเช่นเดียวกัน

พอคิดว่าต้องเอาชนะคู่แข่งมากมายขนาดนี้ให้ได้ เฉินอวี้ก็สูดหายใจลึก “พวกเราจะทำได้เหรอ”

ชีซิงก็กังวลใจเช่นเดียวกัน แต่ก็ยังทำทีเข้มแข็ง “ทำไมจะทำไม่ได้ล่ะ”

“ดูคนพวกนี้สิ อายุเยอะกว่าพวกเราทั้งนั้น พวกเขาต้องมีประสบการณ์ทางธุรกิจมากกว่าพวกเราแน่” เฉินอวี้ว่า

อวี่เจ๋อจึงบอกว่า “แต่พวกเรามีโปรเจ็คดีๆ นะ”

พอชีซิงได้ฟังคำนั้น เขาก็พยักหน้าแล้วพูดว่า “ใช่ พวกเรามีโปรเจ็คดีๆ”


เมื่อประตูห้องประชุมเปิดออก ผู้ชายใส่สูทรีดเรียบสี่คนก็เข้ามาแล้วนั่งลง จากนั้นเลขาก็แนะนำทีละคนตามลำดับ แต่ในนั้นไม่มีหยางซินหัว

ทั้งสามคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

ชีซิงแสดงความโมโหขึ้นมาก่อนใคร “รอมาตั้งนาน ไม่ได้เห็นแม้แต่ตัวของเขาอย่างนั้นเหรอ?”

แต่เฉินอวี้กลับไม่ได้คิดมากอะไร “คนเยอะขนาดนี้ ถ้าหากเขาต้องพบทุกคนด้วยตัวเอง ก็คงจะเหนื่อยแย่”

คำพูดนี้ฟังดูก็มีเหตุผล ทำให้ชีซิงกลั้นไฟโกรธของตัวเองเอาไว้ได้ ฟังคนอื่นอธิบายโปรเจคของตัวเอง แต่ละคนมีเวลาแค่สามนาที ทุกคนต่างก็ต่างอยากที่จะแสดงความสมบูรณ์แบบของโปรเจคตัวเองให้ทั้งสี่ท่านนั้นเห็นภายในเวลาสามนาที เช่นนั้นจึงเอาแต่คุยโวถึงผลกำไร และหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงความเสี่ยง

เมื่อได้ฟังการนำเสนอเหล่านั้น ชีซิงก็รู้สึกว่าพวกตนยังอ่อนหัดเกินไป เพราะพรีเซ็นต์ที่อวี่เจ๋อเตรียมมา ผลกำไรที่คาดการณ์ไว้ค่อนข้างมีขีดจำกัด และความเสี่ยงก็เห็นได้ชัดมากด้วย

เขาพูดกับอวี่เจ๋อเบาๆ ว่า “พวกเราควรเปลี่ยนแผนกันหน่อยไหม พยายามที่จะไม่พูดถึงความเสี่ยง นายดูสิ พวกเขาไม่ได้พูดถึงความเสี่ยงอะไรนั่นเลยนะ”

“ไม่มีโปรเจคไหนที่ไม่มีความเสี่ยงหรอก ที่พวกเขาไม่พูด ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีซะหน่อย” อวี่เจ๋อยังคงแน่วแน่มาก


เมื่อถึงรอบของอวี่เจ๋อ ภายในเวลาสามนาที เขาได้พูดข้อดีและข้อเสียของโปรเจคออกมาจนหมด ชีซิงทอดถอนใจในความอ่อนหัดของทีมตัวเอง เนื่องจากเขายึดอุดมคติมากเกินไป แต่กลับไม่รู้ว่า อุดมคติกับความจริงมักจะห่างไกลกันมาก

เมื่อทั้งสามคนออกมาจากห้องประชุม ชีซิงกับเฉินอวี้ก็รู้สึกท้อใจเล็กน้อย เพราะเลขาบอกให้พวกเขากลับไปรอฟังผล ประโยคนี้ช่างฟังดูคุ้นเคยเสียจริง ก่อนที่จะมาหาหยางซินหัว พวกเขาไปหานักลงทุนมามากกว่าห้าสิบคน แต่ละคนก็บอกแบบนี้ทั้งนั้น ที่จริงแล้วมันก็คือการปฏิเสธแบบอ้อมๆ

อวี่เจ๋อรู้สึกมาตลอดว่า คำปฏิเสธแบบไม่ตรงไปตรงมานั้นช่างทำร้ายจิตใจคนมากกว่านัก เปรียบเสมือนกับมีดด้านที่เฉือนเนื้อ ทำให้คนฟังยากที่จะรับได้

“ฉันว่าคงหมดหวังแล้วล่ะ” เป็นเฉินอวี้พูดขึ้นมาก่อน

ชีซิงก็เห็นด้วยเช่นกัน “พวกเราคงเหมาะกับเรื่องไอทีอย่างเดียว ไม่ค่อยเหมาะกับธุรกิจหรอก นักธุรกิจต้องการผลประโยชน์ ในใจก็รู้ชัดว่าการลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยงนะ แต่ก็ยังยอมปิดหูขโมยกระดิ่ง ฟังแต่คำพูดดีๆ”

อวี่เจ๋อหันกลับไปมองตึกใหญ่นั่นครู่หนึ่ง แล้วพูดขึ้นว่า “ฉันมั่นใจกับโปรเจคของตัวเอง หยางซินหัวไม่ใช่ความหวังสุดท้ายของพวกเราหรอก”

“แต่เขาเป็นความหวังที่ใหญ่ที่สุดแล้วนะ ถ้าความหวังนี้ถูกทำลายแล้ว ความหวังอื่นก็คงเลือนรางมาก” ชีซิงว่า

อวี่เจ๋อไม่คิดแบบนั้น “ถ้าไม่มีใครยอมลงทุนจริงๆ พวกเราก็ทำเอง ตอนแรกอย่าเพิ่งทำอะไรใหญ่เกินตัว เริ่มจากจุดเล็กๆ ก่อน แล้วค่อยๆ ขยายไป”

เฉินอวี้พูดว่า “แบบนี้ยากไปหน่อยนะ เดี๋ยวนี้การขโมยความคิดกันทางอินเตอร์เน็ตรุนแรงมาก ถ้ารอให้ทุกคนเห็นภาพอนาคตของเรา บริษัทใหญ่หลายแห่งคงได้ทำตาม แบบนั้นล้มพวกเราได้สบายๆ เลย”

อวี่เจ๋อจึงพูดว่า “ทำไมไม่มองในแง่ดีหน่อยล่ะ พวกเราอาจจะยิ่งทำยิ่งใหญ่ก็ได้นะ สุดท้ายก็จะมีตึกสูงแบบนี้ได้เหมือนกัน”

ชีซิงกับเฉินอวี้ต่างก็รู้สึกว่า อวี่เจ๋อเชื่อมั่นในตัวเองแบบหลับหูหลับตาไปหน่อย

แล้วเฉินอวี้ก็พูดขึ้นว่า “อวี่เจ๋อ ฉันว่านายสามารถไปหาคนๆ หนึ่งนะ เขาช่วยพวกเราได้ แถมมีความเป็นไปได้มากกว่าหยางซินหัวอีก”

“ใคร?” อวี่เจ๋อถาม

“พ่อของอวิ๋นตั่ว อวิ๋นอี้ฟานไง” เฉินอวี้ตอบ

ชีซิงรู้สึกว่าคำพูดของเขามีเหตุผล “ไปหาอวิ๋นตั่วก่อน ยัยหนูนั่นต้องเต็มใจช่วยนายแน่”

“ฉันไม่ไปหรอก” อวี่เจ๋อปฎิเสธ

“อวี่เจ๋อ นายอย่าอุดมคตินิยมไปหน่อยเลย ตอนนี้พวกเราต้องการเงินนะ” ชีซิงกับเฉินอวี้พูดเป็นเสียงเดียวกัน นานๆ ทีที่ทั้งสองได้มีความเห็นตรงกันแบบนี้



--------------------​----------​----------​----------​



ตอนที่ 59  ใจไม่เหี้ยมพอ

จริงๆ ไม่จำเป็นต้องให้อวี่เจ๋อมาหาอวิ๋นตั่วหรอก เพราะอวิ๋นตั่วเองก็นึกถึงพ่อของตัวเองขึ้นมาแล้ว


นานๆ ทีที่อวิ๋นอี้ฟานจะกลับบ้าน ครั้งนี้เขากลับมาได้ไม่ถึงสามชั่วโมงก็ต้องออกไปอีกแล้ว ธุรกิจของตระกูลอวิ๋นกำลังพัฒนาเขตใหม่ ต้องรอให้เขาไปทำพิธีเปิด ชูยินจึงจัดเก็บเสื้อผ้าให้ เสื้อเชิ้ตที่เขาเพิ่งถอดเปลี่ยน มีเส้นผมที่ยาวอยู่เส้นหนึ่ง เธอหยิบมันทิ้งลงถังขยะด้วยหัวใจที่ชินชา แล้วนำเสื้อเชิ้ตนั่นใส่เข้าไปในเครื่องซักผ้า

อวิ๋นตั่วจึงถือโอกาสนี้ รั้งพ่อของเธอเอาไว้ “คุณพ่อคะ คุณพ่อพอจะมีเวลาบ้างหรือเปล่าคะ”

อวิ๋นอี้ฟานดูนาฬิกาครู่หนึ่ง “ไม่มีเวลาแล้ว แต่เจ้าหญิงของพ่อเรียกหาพ่อ ไม่ว่ายังไงก็ต้องหาเวลาให้สักหน่อยล่ะ ว่ามาเถอะ ลูกมีเรื่องอะไรหืม?”

อวิ๋นตั่วดึงมือของพ่อให้มานั่งลงตรงโซฟา “คุณพ่อคะ ถ้าหนูมีเว็บไซต์สักเว็บหนึ่ง แล้วบันทึกข้อมูลร้านอาหารทั้งประเทศลงไปในนั้น ถ้าอยากกินอะไร ก็ไม่ต้องออกจากบ้าน อยู่บ้านก็สั่งได้ จากนั้นก็จะมีคนมาส่งให้ถึงที่เลย คุณพ่อว่าดีหรือเปล่าคะ?”

“คนเรานั้นต่างกันนะลูก คนบางกลุ่มเวลาจะกินข้าวต้องออกไปร้านอาหาร เพราะสำหรับพวกเขาแล้วการทานข้าวไม่ใช่แค่ทานข้าวอย่างเดียว แต่เป็นการพบปะสังสรรค์ แต่ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่พอใจกับสิ่งที่ลูกพูดเช่นเดียวกัน” อวิ๋นอี้ฟานบอกลูกสาว

อวิ๋นตั่วถาม “แล้วคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ว่า คือคนกลุ่มไหนคะ?”

“พวกพนักงานออฟฟิศ นักเรียน หรือคนที่ชอบซื้ออาหารข้างนอกมาทาน”

“แล้วคนพวกนี้มีเยอะหรือเปล่าคะ?” อวิ๋นตั่วถามต่อ

“แน่นอนว่าเยอะมาก” อวิ๋นอี้ฟานตอบ

“ถ้าอย่างนั้นการทำเว็บไซต์นี้จะสามารถทำเงินได้เยอะไหมคะ?”

อวิ๋นอี้ฟานมองลูกสาวด้วยความรู้สึกที่ประหลาดใจมาก “ลูกสนใจเรื่องทำธุรกิจตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? พ่อหวังให้พี่ชายลูกสนใจพวกเรื่องธุรกิจบ้าง แต่เสียดายที่เขาเอาแต่เที่ยวเล่น”

อวิ๋นตั่วทำปากจู๋แล้วพูดว่า “คุณพ่อคะ แบบนี้เหมือนผู้ชายกับผู้หญิงไม่เท่าเทียมกันเลยนะคะ”

อวิ๋นอี้ฟานรีบพูดขึ้นต่อ “พ่อไม่ได้หมายถึงแบบนั้น แต่การที่ลูกอยากเรียนรู้ธุรกิจ มันยังเร็วไปหน่อย แล้วโปรเจคที่ลูกพูดนั่นอีก พ่อไม่เข้าใจเรื่องไอทีสักนิด และไม่เห็นความเป็นไปได้เลยด้วย”

อวิ๋นตั่วพูดด้วยสีหน้าเบิกบาน “แล้วถ้ามีคนที่รู้เรื่องไอที พัฒนามันออกมา และไปโปรโมทตามมหาลัยจนได้ผลตอบรับดีด้วย ตอนนี้เขาอยากขยายไปทั่วประเทศ แต่ขาดแค่เงินทุน คุณพ่อจะยอมลงทุนหรือเปล่าคะ”

“หืม ใครกันที่มีความคิดแบบนี้?” อวิ๋นอี้ฟานแปลกใจ

ชูยินเก็บกระเป๋าเสร็จแล้ว เธอหัวเราะแล้วจึงพูดว่า “จะมีใครซะอีกล่ะคะ ก็หลิวอวี่เจ๋อคุณครูของเธอยังไงล่ะ เมื่อวานซืนเธอยังทุบกระปุกหมู จะเอาเงินไปให้เขาลงทุนอยู่เลย”

อวิ๋นอี้ฟานหัวเราะลั่น “นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าลูกสาวพ่อจะมีหัวทางธุรกิจด้วย ในอนาคตครอบครัวเราต้องพึ่งลูกแล้วล่ะ”

“คุณพ่อยอมลงทุนให้คุณครูหลิวแล้วเหรอคะ” อวิ๋นตั่วถาม

อวิ๋นอี้ฟานไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดขึ้นว่า “โปรเจคก็ฟังดูใช้ได้นะ แต่ระยะแรกต้องลงทุนเยอะมาก แล้วอีกอย่าง......”

อี้ฟานอยากพูดอะไรอีกแต่ก็หยุดเสียก่อน

อวิ๋นตั่วกระวนกระวายมาก “แล้วอีกอย่างอะไรคะ?”

“อวี่เจ๋อเป็นคนที่มีหัวคิด แต่ถ้าพูดเรื่องทำธุรกิจ เขานั้นอุดมคตินิยมเกินไป ใจไม่เหี้ยมพอ พ่อกลัวว่าเขาจะเสียเปรียบน่ะสิ” อี้ฟานกล่าว

 “แล้วคุณพ่อจะตกลงหรือไม่ตกลงคะ?” อวิ๋นตั่วเริ่มสับสนแล้ว

“ลูกยังไม่เข้าใจเรื่องอะไรของครอบครัวเลยนะจ๊ะ แล้วอยากยุ่งเรื่องธุรกิจของคุณพ่ออีก อย่าวุ่นวายเลยลูก พรุ่งนี้ก็จะเปิดเทอมแล้ว ไปเตรียมตัวเถอะจ้ะ” ชูยินบอกลูกสาว

“ได้ยินแม่บอกว่า ลูกจะขี่จักรยานไปโรงเรียนเองเหรอ” อี้ฟานถาม

“ใช่แล้วค่ะ” อวิ๋นตั่วตอบ

“อยู่บนถนนก็ระวังหน่อยนะลูก” อวิ๋นอี้ฟานบอกลูกสาว

“หนูขี่จักรยานเป็นแล้วค่ะ คุณครูหลิวสอน แถมขี่แบบปล่อยมือได้ด้วยนะคะ”

“ลูกสาวพ่อเก่งจริงๆ!” คุณพ่อชมลูกสาว

“แน่นอนสิคะ ให้รู้ซะบ้างว่าใครสอน!” อวิ๋นตั่วโอ้อวด

อี้ฟานหัวเราะออกมาทันที ลูกสาวพูดชมคุณครูอีกแล้ว แน่นอนว่าต้องมีความนัยอะไรซ่อนอยู่ หกปีมานี้ ความเปลี่ยนแปลงของอวิ๋นตั่วทำให้ทุกคนดีใจมาก บางทีอาจจะถึงเวลาที่ต้องตอบแทนคุณครูแล้วก็ได้

“อวิ๋นตั่ว เรื่องที่ลูกพูด พ่อจะกลับไปคิดดูนะ”

“ขอบคุณค่ะคุณพ่อ” อวิ๋นตั่วโน้มคอของพ่อลงมา แล้วหอมเข้าฟอดใหญ่

ชูยินยิ้มแล้วบ่นอยู่ข้างๆ “โตขนาดนี้แล้วยังอ้อนอีก ไม่อายเหรอเรา!”

“คุณแม่หึงแล้วสินะ!” อี้ฟานกล่าว

อวิ๋นตั่วรีบวิ่งไปหอมแก้มชูยินแล้วพูดว่า “รักนะคะ คุณแม่!”





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น