หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

ยามเมื่อเมฆฝนพัดผ่าน สองเราจะฝ่าฟันมันไปด้วยกันนะ...

ตอนที่ 50 เสียเวลาไปกับเรื่องที่ดีงาม / ตอนที่ 51 การวาดภาพไม่ใช่การถ่ายรูป

ชื่อตอน : ตอนที่ 50 เสียเวลาไปกับเรื่องที่ดีงาม / ตอนที่ 51 การวาดภาพไม่ใช่การถ่ายรูป

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ม.ค. 2561 15:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 50 เสียเวลาไปกับเรื่องที่ดีงาม / ตอนที่ 51 การวาดภาพไม่ใช่การถ่ายรูป
แบบอักษร



ตอนที่ 50  เสียเวลาไปกับเรื่องที่ดีงาม

ขณะที่พระอาทิตย์ใกล้จะตกดิน อวิ๋นตั่วก็กำลังนั่งเช็ดจักรยานอยู่ใต้ต้นซากุระ

“จักรยานก็เพิ่งซื้อมาใหม่ เธอจะเช็ดอะไรของเธอน่ะ” อวิ๋นเฉียวถาม

“ก็เพิ่งล้มไปนี่คะ ไม่รู้ว่าตรงไหนพังหรือเปล่า” อวิ๋นตั่วตอบ

“ถ้าพังแล้วพี่ซื้อให้ใหม่ก็ได้”

อวิ๋นตั่วส่ายหน้าขณะมองพี่ชาย พลันเอ่ยออกมาประโยคหนึ่ง “น่าสงสารจริงๆ!”

อวิ๋นเฉียวนึกว่าเธอพูดถึงจักรยาน อย่างนั้นจึงบอกว่า “ก็แค่จักรยานคันเดียวเอง น่าสงสารตรงไหนกัน”

“หนูหมายถึงพี่ค่ะ” อวิ๋นตั่วยืนขึ้น เธอสูงถึงไหล่พี่ชายแล้ว รออีกสองปี ก็น่าจะสูงไล่เลี่ยกันแล้วล่ะมั้ง

อวิ๋นเฉียวอึ้งไปอยู่นาน จากนั้นก็ถามขึ้นว่า “พี่มีอะไรน่าสงสารกัน?”

“พี่ไม่มีของรักอะไรเป็นพิเศษเลย แบบนี้ไม่น่าสงสารหรอกเหรอคะ”

อวิ๋นเฉียวไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน คิดไม่ถึงว่าตัวเองจะเป็นคนน่าสงสารในสายตาน้องสาวเสียแล้ว แต่พอคิดดูอีกทีให้รอบคอบ ก็น่าสงสารจริงๆ นั่นแหละ ชีวิตไร้สิ่งเกาะยึด บางเบาเหมือนขนนกกระสา หากวันไหนเลือนหายไป อาจไม่ทิ้งร่องรอยไว้เลยก็เป็นได้


พอคิดแบบนี้ อวิ๋นเฉียวก็เริ่มกลัวขึ้นมาแล้วจริงๆ หากคนๆ หนึ่งได้มาเกิดบนโลกนี้ แต่ไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้เลย จะน่าเศร้าขนาดไหนกัน


“อวิ๋นตั่ว ตอนพี่ไม่อยู่เธอจะคิดถึงพี่บ้างหรือเปล่า”

อวิ๋นตั่วคิดอยู่ครู่หนึ่ง กลัวว่าความจริงจะทำร้ายอวิ๋นเฉียว เธอก้มหน้าลง แล้วใช้เท้าเขี่ยไปบนพื้นเป็นวงกลม นี่เป็นท่าทางที่เธอเคยชิน เวลาที่เธอไม่อยากพูดอะไร เธอจะทำแบบนี้ ก้มหน้าแล้วใช้เท้าวาดบนพื้น

อวิ๋นเฉียวพลันรู้สึกเสียใจขึ้นมา “ถ้าพี่ตาย เธอจะไม่เสียใจเลยใช่ไหม”

“ทำไมพี่พูดแบบนั้นละคะ”

“พี่รู้สึกว่าตัวเองไม่สำคัญ” อวิ๋นเฉียวว่า

“พี่สำคัญกับหนูมากเลยนะ”

“อย่างนั้นเหรอ?” อวิ๋นเฉียวไม่ค่อยเชื่อนัก เขาจึงหันหลังเดินกลับเข้าบ้านไป

อวิ๋นตั่วมองตามหลังพี่ชาย รูปร่างของเขาสูงสง่า เหมือนต้นยูคาลิปตัสที่ต้านแรงลม แต่ไม่รู้ทำไมจึงเกิดอารมณ์เศร้าขึ้นมาซะได้ เขาโดดเดี่ยวมาตลอด อยู่ต่างประเทศคนเดียวเขาคงเหงามาก ในใจของคงมีช่องว่างขนาดใหญ่ ที่เขาไม่รู้ว่าจะเติมเต็มมันได้อย่างไร

อวิ๋นตั่ววิ่งเข้าไปดึงมือพี่ชายเอาไว้ แล้วเอาหัวซบลงที่ไหล่เขา “พี่คะ พี่เคยคิดถึงความฝันบ้างหรือเปล่า”

“ความฝัน?” อวิ๋นเฉียวคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงพูดว่า “ก็เคยนะ ตอนนั้นยังเด็กมากเลย พี่ชอบวาดรูปมาก ครั้งหนึ่งเคยได้รางวัลด้วย แต่เทียบกับรางวัลเรียงความของเธอไม่ได้หรอก คุณครูระดับชั้นเป็นผู้ตัดสินน่ะ ตอนนั้นเหมือนจะเคยคิดว่าอยากเป็นศิลปิน”

“แล้วทำไมตอนหลังไม่วาดรูปแล้วล่ะคะ”

“พี่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณสมบัตินี้ คุณพ่อมักพูดว่า ครอบครัวเราไม่มีพรสวรรค์ทางศิลปะ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ ครอบครัวของเราไม่ค่อยได้ยุ่งมากนัก”

“คุณพ่อพูดเหลวไหลน่า ท่านเป็นคนให้ศิลปินไปจัดนิทรรศการศิลปะถึงต่างประเทศเลยนะ”

“นั่นเป็นธุรกิจ ภาพของศิลปินคนนั้น ตอนนี้เขาขายเป็นคืบแล้ว”

“แล้วที่ท่านซื้อมาจากงานประมูลครั้งก่อนนั่นล่ะ” อวิ๋นตั่วถาม

“นั่นเป็นภาพต้นฉบับของแวนโก๊ะ ดังมาก ถึงไม่มีมีรสนิยมทางศิลปะก็ดูออก ว่ามันคุ้มที่จะเก็บสะสมไว้”

ทันใดนั้นอวิ๋นตั่วก็พูดว่า “พี่คะ พอพี่ไปอยู่อังกฤษแล้ว ส่งภาพวาดกลับมาให้หนูทุกเดือนได้ไหมคะ”

“เธอจะเอาภาพที่พี่วาดไปทำไมล่ะ”

“ใครจะรู้ล่ะคะ วาดไปวาดมา ถ้าเกิดดังขึ้นมาล่ะ”

“ส่วนใหญ่พวกศิลปินจะดังหลังจากที่พวกเขาตายแล้วนะ”

อวิ๋นตั่วอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วก็หัวเราะออกมาเบาๆ “ยังไงพี่ก็ไม่เป็นไรหรอกน่า วาดให้หนูสักภาพจะเป็นไรไป เสียเวลาไปกับเรื่องที่ตัวเองชอบไม่ดีกว่าหรือคะ”

อวิ๋นเฉียวหยุดก้าวเท้าทันที แล้วมองที่อวิ๋นตั่ว ทั้งร่างของเธอสะท้อนเป็นสีทองจากแสงอาทิตย์ ราวกับนางฟ้าตนหนึ่ง “อวิ๋นตั่ว พี่เป็นศิลปินไม่ได้หรอก”

“ใครบอกว่าวาดรูปแล้วต้องเป็นศิลปินล่ะคะ ก็แค่วาดเพราะชอบไม่ได้เหรอไง”

“เธอกับอวี่เจ๋อชักจะเหมือนกันเข้าไปทุกทีแล้ว”

“ทำไมพี่ถึงพูดแบบนี้ล่ะ?”

“เพราะพวกเธอพูดโน้มน้าวเก่งไงล่ะ!”

“พี่รับปากแล้ว?”

“เธอพูดถูก เสียเวลาไปกับเรื่องที่ตัวเองชอบดีกว่า ยังไงเวลาของพี่ก็เยอะอยู่แล้ว” อวิ๋นเฉียวลูบหัวน้องสาว “พี่จะไปซื้ออุปกรณ์วาดรูปเดี๋ยวนี้แหละ”


------------------------------​---------------​-----



ตอนที่ 51  การวาดภาพไม่ใช่การถ่ายรูป

วันรุ่งขึ้น พวกเขาทั้งหมดก็ไปส่งอวิ๋นเฉียวที่สนามบิน แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่จากกัน แต่ชูยินก็กอดลูกชายราวกับเป็นห่วงมากและทำใจที่จะจากกันไม่ได้ พูดจาฝากฝังตลอดทาง อวิ๋นเฉียวเองก็รับปากแบบขอไปที เขาคิดว่าเขาไปต่างประเทศจนชินแล้ว ไม่มีอะไรที่ต้องน่าเป็นห่วง พอชูยินเห็นเขาเป็นแบบนี้ เธอก็ยิ่งกังวลเข้าไปใหญ่ “สิ่งที่แม่บอก ต้องจำใส่ใจเอาไว้เลยนะ”

“ผมจำได้นะครับ”

“ลูกชายเดินทางพันลี้ มารดาย่อมกังวลใจ เมื่อไหร่ลูกจะเข้าใจความทุกข์ของแม่สักทีนะ!”

“ผมเข้าใจมาตลอดนั่นล่ะครับ”

ทุกครั้งที่จากกัน อวิ๋นเฉียวมักจะแสร้งทำเป็นร่าเริง นั่นก็เพื่อแก้เผ็ดพ่อกับแม่ เพราะตอนแรกเขาไม่ได้เต็มใจที่จะไป การที่ต้องไปอยู่ต่างประเทศตัวคนเดียวมันน่าสนุกที่ไหนกันล่ะ? แต่พ่อกับแม่ก็ยืนกรานที่จะส่งเขาไปให้ได้ ราวกับว่าในประเทศนี้ไม่มีที่สำหรับเขาแล้ว อวิ๋นเฉียวลากกระเป๋าเดินทางไปยังจุดเช็คอิน และไม่หันกลับมามองอีก

เวลานี้ ชูยินมักจะอดน้ำตาซึมไม่ได้ “เจ้าเด็กคนนี้ทำไมถึงใจแข็งอย่างนี้นะ”

อวิ๋นอี้ฟานโอบไหล่ภรรยาไว้แล้วปลอบใจ “ลูกเราโตแล้วนะ ต้องปล่อยให้เขาโบยบินด้วยตัวเองบ้างสิ”


ภาพวาดภาพแรกที่อวิ๋นตั่วได้รับจากพี่ชายก็คือ ภาพรั้วดอกไม้ที่ลานหลังบ้านของพวกเขา รั้วนั่นสูงหกเมตรกว่า ไม้ดอกนานาชนิดพวกนี้ นักจัดสวนกับชูยินเป็นผู้ออกแบบเอง ดอกไม้ทั้งสี่ฤดูสับเปลี่ยนกันปรากฏออกมา แบบนี้จะสามารถเห็นดอกไม้บานสะพรั่ง สีสันสดใสได้ตลอดทุกฤดูกาล

รั้วดอกไม้นี้ ตอนแรกเป็นของขวัญวันเกิดที่อวิ๋นอี้ฟานมอบให้กับชูยิน หลังจากเธอได้เป็นคุณนายบ้านอวิ๋น นอกจากจะเล่นไพ่นกกระจอกแล้ว งานอดิเรกงานหลักก็คือการปลูกดอกไม้และการจัดดอกไม้ ในบ้านที่มีภรรยาคอยทำให้ทั้งสี่ฤดูหอมฟุ้งไปด้วยดอกไม้ ก็เป็นสิ่งที่เชิดหน้าชูตาได้ไม่น้อย อวิ๋นอี้ฟานมอบรั้วดอกไม้นี้ให้กับภรรยา และเธอเองก็ไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง เธอทำรั้วดอกไม้นี้ให้เป็นทิวทัศน์หนึ่งของบ้าน แขกแทบทุกคนที่มาที่นี่ ต่างก็พากันชื่นชมรั้วดอกไม้นี้ พวกเขาพูดว่า...ตัดแต่งได้เยี่ยมมาก เป็นฝีมือมนุษย์ที่ทำได้งดงามกว่าธรรมชาติเสียอีก!

อวิ๋นตั่วหยิบภาพที่พี่ชายส่งมาให้ ไปยืนเปรียบเทียบกับรั้วดอกไม้อยู่ตั้งนาน ไม่มีจุดไหนที่เหมือนกันเลย แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าภาพที่เขาวาดคือดอกไม้ในฤดูไหน ดอกไม้เจ็ดสีที่แต้มเป็นจุดๆ อยู่ตรงกลาง มันคือดอกอะไรกันเนี่ย?

“เฮ้อ ท่าทางคงจะไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นศิลปินจริงๆ!” อวิ๋นตั่วถอนหายใจแรง รู้สึกเสียดายแทนพี่ชาย

“ใครไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นศิลปินเหรอ” จู่ๆ อวี่เจ๋อก็โผล่มาข้างหลังของเธอ เขาก้มลงแล้วใช้สองมือเท้าที่หัวเข่า มองภาพวาดที่อยู่ในมือของเธอ

“พี่อวิ๋นเฉียวสิคะ หนูให้เขาส่งภาพวาดมาให้หนูทุกเดือน แล้วเขาวาดอันนี้กลับมาให้หนู”

อวี่เจ๋อหยิบภาพขึ้นมาดูแล้วถามขึ้นว่า “นี่คือภาพที่อวิ๋นเฉียววาดเหรอ”

อวิ๋นตั่วพยักหน้า “ไม่เหมือนเลยสักนิดใช่ไหมคะ เมื่อก่อนพี่เขาพูดว่าครอบครัวเราไม่มีความเป็นศิลปิน หนูเองก็ไม่เชื่อหรอก แต่พอได้เห็นภาพที่เขาวาดแล้ว หนูก็คงต้องเชื่อแล้วล่ะค่ะ”

อวี่เจ๋อยิ้มออกมาเบาๆ “อวิ๋นตั่ว พี่ว่าเธอน่ะไม่มีหัวทางด้านศิลปะจริงๆ แต่อวิ๋นเฉียวพอจะมีอยู่บ้าง”

“ทำไมล่ะคะ หรือพี่รู้สึกว่าเขาวาดดีอย่างนั้นเหรอ”

“เขาวาดดีหรือเปล่าพี่ก็ไม่รู้ พี่รู้แค่ว่าการวาดภาพน่ะ ไม่จำเป็นต้องวาดให้เหมือนซะทีเดียวหรอก ถ้าการวาดให้เหมือนมันดี แบบนั้นทำไมไม่ใช้กล้องถ่ายซะเลยล่ะ ยังจะวาดไปทำไมอีก?”

อวิ๋นตั่วรู้สึกว่าที่เขาพูดมันมีเหตุผล “ถ้าเป็นแบบนี้ หนูก็ควรจะให้กำลังใจเขา!”

วันนั้นอวิ๋นตั่วส่งอีเมลล์ให้อวิ๋นเฉียวหนึ่งฉบับ ชมว่าเขาวาดภาพได้ดี แล้วเธอก็โอ้อวดความเฉียบแหลมด้านวรรณกรรม โดยการเขียนภาษาโบราณลงไปด้วย ทำให้อวิ๋นเฉียวอ่านจดหมายบนหน้าจอคอมอยู่ตั้งนาน ถึงได้ตอบอีเมลกลับไป


ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ พี่ต้องเปิดพจนานุกรมตอนอ่านอีเมลของเธอเลยนะ บอกมา เธอให้หลิวอวี่เจ๋อเขียนแทนใช่ไหม


อวิ๋นตั่วปลาบปลื้มใจมาก อย่างไรเขาก็เรียนอยู่ในประเทศนี้จนถึงมัธยมปลาย แค่กลอนโบราณของเด็กประถมยังอ่านไม่ออกเลยหรือไง เธอปริ้นจดหมายของเธอกับของอวิ๋นเฉียวออกมา นำไปให้อวี่เจ๋ออ่านด้วยท่าทางร่างเริง

อวิ๋นตั่วรีบไปที่บ้านของครอบครัวหลิว แต่อวี่เจ๋อไม่อยู่ เจอแต่อวี่ซีที่กำลังทำความสะอาดบ้าน เธออยู่ในท่านั่งคุกเข่าถูพื้น อวิ๋นตั่วเพิ่งจะก้าวเท้าเข้ามาข้างหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงเธอพูดเตือนเสียก่อน “หยุดก่อน!”

อวิ๋นตั่วยกเท้าค้างไว้กลางอากาศ

อวี่ซีวางผ้าเช็ดพื้นแล้วพูดว่า “เธออย่าถือสาเลยนะ พื้นที่ฉันถูมันยังไม่แห้ง ถ้าเธอเหยียบเข้ามา ที่ฉันถูไว้เมื้อกี้นี้คงเปลืองแรงเปล่า”

อวิ๋นตั่วหดขากลับไปแล้วพูดว่า “หนูจะไม่เหยียบย่ำผลงานของพี่ค่ะ”

“น้องสาวคนดี มาหาฉันหรือมาหาพี่ชายฉันล่ะ”

“พี่อวี่เจ๋อล่ะคะ?”

“เขาออกไปแล้วล่ะ” อวี่ซีตอบ

“ไปไหนคะ?”

“ไม่แน่ใจนะ ช่วงนี้พี่เขายุ่งๆ เรื่องบริษัท ชอบทำตัวลับๆ ล่อๆ เธอก็อย่าไปยุ่งกับเขาเลย เราไปชอปปิ้งกันเถอะ ” พอพูดจบอวี่ซีก็หยิบกระเป๋า แล้วดึงมือของอวิ๋นตั่วเดินออกไปข้างนอก





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น