หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

ยามเมื่อเมฆฝนพัดผ่าน สองเราจะฝ่าฟันมันไปด้วยกันนะ...

ตอนที่ 42 ปีกผีเสื้อ / ตอนที่ 43 ต้องมองเรื่องราวในแง่ของการพัฒนา

ชื่อตอน : ตอนที่ 42 ปีกผีเสื้อ / ตอนที่ 43 ต้องมองเรื่องราวในแง่ของการพัฒนา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ม.ค. 2561 15:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 42 ปีกผีเสื้อ / ตอนที่ 43 ต้องมองเรื่องราวในแง่ของการพัฒนา
แบบอักษร


ตอนที่ 42  ปีกผีเสื้อ

อัจริยะหญิงบอกว่า “ก็ตอนที่ไปล้างกระบอกน้ำร้อนหนูเปิดน้ำแรงเกินไปค่ะ มันเลยกระเด็นใส่ตัวหนู”

อวิ๋นตั่วพยายามพูดแบบสบายๆ แต่สายตาของชายหนุ่มทั้งสามคนตรงหน้า มองเธอราวกับว่านี่เป็นเรื่องแปลกมหัศจรรย์มาก

ผ่านไปนานพอสมควร ชีซิงจึงเริ่มพูดขึ้นมาก่อน “ล้างกระบอกน้ำอันเดียว สภาพกลายเป็นแบบนี้ได้เลยเหรอ อย่าล้อเล่นน่า!”

อวิ๋นตั่วทำท่าทางไร้เดียงสา “หนูจะหลอกพี่ไปทำไมคะ”

“เธอล้างกระบอกน้ำ หรือกระบอกน้ำมันล้างเธอกันแน่” เฉินอวี้ว่า

คำถามที่ทำเอาคนถูกถามอย่างอวิ๋นตั่วรู้สึกอายมาก “ที่จริงสภาพก็ไม่น่าจะแย่ขนาดนี้หรอกค่ะ ก็หนูไม่รู้นี่ว่าที่เปิดปิดก๊อกจะไม่ใช่แบบอัตโนมัติ หนูเลยรอให้ก๊อกน้ำนั่นมันหยุดเอง แต่มันก็ไม่หยุดซะที สุดท้ายมันก็ค่อยๆ กลายเป็นแอ่ง แถมยังโดนคุณป้าภารโรงดุด้วย”

“เธอรอจนน้ำไหลออกมาเป็นแอ่งถึงได้รู้เหรอว่ามันไม่ใช่ระบบอัตโนมัติ สุดยอดจริงๆ!” ชีซิงว่า

อวิ๋นตั่วก้มหัวลงด้วยความอับอาย “ที่จริงตอนที่น้ำเป็นแอ่งขึ้นมาแล้ว หนูก็ยังไม่รู้ตัวหรอกค่ะว่ามันก๊อกมันไม่ได้ปิดเปิดแบบอัตโนมัติ ตอนนั้นหนูเหมือนคนโง่เลย!”

“แล้วไงต่อ?” ชีซิงรู้สึกกระหายใคร่รู้ “หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นล่ะ”

“น้ำท่วมทั้งห้องนั่นเลยค่ะ”

หนังลึกลับกลายเป็นหนังภัยพิบัติซะแล้ว อวี่เจ๋อตัดสินใจพลาดไปจริงๆ เขาไม่ควรจะให้เธอไปล้างกระบอกน้ำเลย ไม่รู้เลยว่าจะทำให้วุ่นวายใหญ่โตได้ขนาดนี้ ล้างกระบอกน้ำอันเดียวทำน้ำท่วมห้องซะได้ ถือว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดจริงๆ

ชีซิงทอดถอนใจ “เธอนี่เหมือนผีเสือที่กระพือปีกเบาๆ แล้วเกิดเฮอริเคนเลยอ่ะ เป็นผู้หญิงที่มหัศจรรย์จริงๆ!”

อวิ๋นตั่วถูกว่าจนคอตก เธอหันไปมองอวี้เจ๋อด้วยท่าทางน่าสงสาร “หนูไม่มีประโยชน์มากๆ เลยใช่ไหมคะ”

อวี่เจ๋อตอบแบบมั่นใจมาก “ไม่ใช่! เธอก็แค่ไม่เคยทำ ถ้าเธออยากทำอะไรสักอย่าง เธอต้องทำได้ดีแน่”

ชีซิงกับเฉินอวี้มองอวี่เจ๋ออย่างไม่อยากจะเชื่อ นึกไม่ถึงว่าเขาก็โกหกหน้าตายเป็นเหมือนกัน

อวิ๋นตั่วค่อยๆ นึกย้อนกลับไป  ตัวเองสอบได้ 97 คะแนนจากตอนแรกที่ได้แค่ 27 คะแนน สามารถท่องบทกวีราชวงศ์ถังกับราชวงศ์ซ่งจบสามร้อยบทได้ สิ่งเหล่านี้เธอล้วนเคยคิดว่าทำไม่ได้ แต่ตอนนี้กลับทำได้แล้ว เธอจึงรู้สึกว่าคำพูดของอวีเจ๋อนั้นมีเหตุผล ขอแค่ตัดสินใจแล้วว่าจะทำ ก็สามารถทำได้ดีทุกเรื่อง พลอยทไให้เธอรู้สึกว่าตัวเองก็เยี่ยมเหมือนกัน


อวิ๋นตั่วกำหนดเป้าหมายแล้วว่า ซัมเมอร์นี้จะต้องเรียนทำอาหารให้สำเร็จให้ได้


พอคนในครอบครัวได้ฟังเป้าหมายของเธอแล้วก็พากันหัวเราะ ในความเห็นของพวกเขา ทั้งชีวิตนี้อวิ๋นตั่วไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าใกล้ครัวเลย แต่อวิ๋นตั่วแน่วแน่มาก ทุกคนจึงยอมให้เธอทำ

ต่อไปก็ลำบากแม่บ้านหลิวกับคุณหวงแล้ว แม้แต่ซาวข้าวคุณหนูยังทำไม่เป็น แล้วจะไปทำอาหารได้ยังไงกัน ถ้าเจ็บตัวขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ พออวิ๋นตั่วหยิบมีดขึ้นมา แม่บ้านหลิวก็ร้องเรียกด้วยความตกใจ “อวิ๋นตั่วจ๊ะ ให้ป้าหั่นผักเองดีกว่า”

“ถ้าหั่นผักไม่ได้แล้วหนูจะผัดผักได้ยังไงล่ะคะ” อวิ๋นตั่วว่า

คุณหวงพูดหลอกล่อเธอ “พวกเชฟใหญ่เขาก็ไม่หั่นผักเองกันหรอกนะจ๊ะ หลักๆ ทำหน้าที่ปรุงก็พอ”

“ป้าหลอกหนูนี่นา เห็นหนูเป็นเด็กสามขวบเหรอคะ”

เธอถือโอกาสไล่แม่บ้านหลิวกับคุณหวงออกไปจากห้องครัว “ถ้าหนูไม่อนุญาตก็ห้ามใครเข้ามานะคะ”


ทั้งสองที่อยู่นอกห้องครัวตื่นเต้นจนเท้าแทบไม่ติดพื้น คิดฟุ้งซ่านไปต่างๆ นานาถึงเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น และยิ่งคิดก็ยิ่งกลัวมากขึ้นด้วย เริ่มแรกก็แค่เป็นห่วงว่าอวิ๋นตั่วจะผัดผักจนไหม้ติดกระทะ แต่พวกเธอค่อยๆ นึกไปว่าอวิ่นตั๋วจะหั่นผักจนมีดบาดมือ จนสุดท้ายคิดไปถึงขั้นแก๊สระเบิด พอนึกถึงภัยร้ายนี้ขึ้นมา ทั้งสองก็ไม่มีทางเลือกแล้วจริงๆ ทำได้เพียงไปขอร้องชูยิน “คุณนายคะ ให้คุณหนูออกมาเถอะค่ะ พวกเราเป็นห่วงจริงๆ นะคะ”

ชูยินก็เอ่ยตอบอย่างใจกว้าง “ไม่เป็นไรหรอก  ไม่ว่าจะทำเรื่องอะไร เธอจะตื่นเต้นสนใจกับมันแค่ช่วงแรกเท่านั้นแหละ รอให้ผ่านความวุ่นวายนี้ไปก่อนเถอะ ถึงตอนนั้นจะขอให้เธอเข้าครัว เธอก็คงไม่เข้าแล้วล่ะ”

ชูยินไม่รู้ว่าเรื่องที่อวิ๋นตั่วทำแล้วสนใจแค่ตอนแรกนั้นเป็นสิ่งที่อวิ๋นตั่วไม่เต็มใจทำ แต่การทำอาหารเป็นสิ่งที่อวิ๋นตั่วอยากทำเอง

เวลาที่อวิ๋นตั่ววุ่นวายกับสิ่งนี้ช่างยาวนานนัก เรื่องเวลานั้นไม่สำคัญหรอก จุดที่สำคัญอยู่ตรงที่ เธอไม่ยอมให้แม่บ้านหลิวกับคุณหวงช่วยเหลือเลย วันทั้งวันเหมือนกำลังทำสงครามอยู่ในครัวครั้งแล้วครั้งเล่า และบ่อยครั้งเธอก็ทำกับข้าวไม่ทันเวลามื้ออาหาร

ตอนแรกชูยินกับอวิ๋นเฉียวยังอยากจะแสดงออกว่าสนับสนุนเธอ ต่อให้ช้าแค่ไหนก็จะรอจนอวิ๋นตั่วทำกับข้าวเสร็จ แต่หัวใจของพวกเขานับวันก็ยิ่งชินชา สุดท้ายจึงพากันไปกินขาวนอกบ้าน



--------------------------------------------------​



ตอนที่ 43  ต้องมองเรื่องราวในแง่ของการพัฒนา

อวิ๋นตั่วทำอาหารออกมาด้วยความยากลำบาก แต่กลับไม่มีใครกิน ดังนั้นเธอจึงต้องจำใจส่งไปให้อวี่เจ๋อ เธอทำท่าทางราวกับจำใจส่งมา ไม่ได้ตั้งใจที่อยากจะส่งให้ แต่เป็นเพราะทำออกมาแล้วไม่มีคนกิน ถ้าไม่มีใครกิน มันก็จะสิ้นเปลืองใช่ไหมล่ะ ดังนั้นจึงต้องผิดคำพูด เพราะเธอไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริงๆ

อวี่เจ๋อเองก็จำใจกิน เพราะฝีมือของอวิ๋นตั่วนั้นไม่ได้ถือว่าดีนัก เธอสามารถทำขนมหวานออกมาให้เค็มได้ ทำของสดออกมาให้ขมได้ พออวี่ซีกับหลินเพียวเพียวมาเยี่ยม แล้วเห็นอาหารบนโต๊ะ ก็ถูกหลอกเอาด้วยรูปร่างหน้าตาของอาหาร กินเข้าไปหนึ่งคำ ก็ต้องแย่งกันวิ่งเข้าห้องน้ำ

“อาหารแบบนี้พี่ก็ยังกล้ากินอีกเหรอ” อวี่ซีถามพี่ชาย

“พี่ไม่อยากทำร้ายเธอ” อวี่เจ๋อว่า

คำตอบอย่างที่คนเป็นน้องก็ว่าด้วยท่าทางจริงจัง “พี่คะ การสนับสนุนส่งเสริมอย่างเหมาะสมน่ะ มันสามารถช่วยให้คนก้าวหน้าได้ แต่การสนับสนุนแบบไม่มีหลักการแบบนี้มันเรียกว่าให้ท้าย พี่กำลังชักนำเธอไปในทิศทางของฆาตกร!”

“ไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้นหรอกน่ะ” มือของอวี่เจ๋อยังคงคีบอาหารเข้าปาก เคี้ยวหงุบหงับด้วยท่าทางอร่อย “มันไม่ได้โอเวอร์อย่างที่พวกเธอบอกสักหน่อย”

“ประสาทรับรสของพี่ต้องมีปัญหาแน่!” อวี่ซีกับหลินเพียวเพียวเห็นตรงกันขึ้นมาทันที

พอดีกับที่อวิ๋นตั่วเดินเข้ามา เธอก็ได้ยินพวกเขาพูดถึงเรื่องรสชาติ เด็กสาวจึงเอ่ยถาม “รสเป็นยังไงเหรอคะ”

“อวิ๋นตั่ว อาหารที่เธอทำ เธอกินเองเหรอ?” หลินเพียวเพียวถาม

อวิ๋นตั่วสายหน้า ไม่ใช่ว่าเธอตั้งใจที่จะไม่กิน เพียงแต่ทุกครั้งหลังทำเสร็จ เธอคิดถึงแต่ว่าจะเอาไปให้อวี่เจ๋อชิมก่อน ดังนั้นจึงห่อมาโรงพยาบาล สุดท้ายอวี่เจ๋อก็กินมันจนหมด เธอก็เลยไม่ได้กิน ถ้าเหลืออยู่ที่บ้าน กว่าเธอจะกลับถึงบ้าน แม่บ้านหลิวก็เก็บกวาดหมดแล้ว

“เธอกำลังวางยาพิษอยู่รู้หรือเปล่า” สีหน้าของหลินเพียวเพียวดูจริงจังยามพูดออกมา

อวิ๋นตั่วแยกไม่ออกว่าอีกฝ่ายกำลังล้อเล่นหรือกำลังกล่าวหาเธอจริงๆ แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไหนเธอก็รับไว้ไม่ได้ “ไม่ใช่นะคะ หนูจะวางยาพี่อวี่เจ๋อได้ยังไง หนูแค่อยากเอาอาหารมาแบ่งปันให้เขาเท่านั้นเอง!”

“งั้นเธอก็ลองชิมสิ” หลินเพียวเพียวคีบอาหารส่งให้กับอวิ๋นตั่ว

เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ได้วางยาอวี่เจ๋อ เธอจึงกินมันเข้าไปอย่างไม่ลังเล หลังจากนั้นก็พุ่งเข้าห้องน้ำไปอย่างไม่ลังเลเช่นกัน สีหน้าที่กลับออกมาไม่ต่างกับตับหมูเลยสักนิด ไม่รู้ว่าเพราะอับอายหรือเพราะที่อาเจียนไปเมื่อครู่กันแน่

“มันไม่อร่อยเลยสักนิด ทำไมพี่ไม่บอกหนูล่ะ” อวิ๋นตั่วเงยหน้ามองอวี่เจ๋อพร้อมตำหนิเล็กน้อย “ถ้าพี่ไม่ออกความเห็นแบบนี้ หนูจะพัฒนาได้ยังไงล่ะคะ”

อวี่เจ๋อไม่คิดจริงๆ ว่าสุดท้ายเรื่องนี้จะกลายเป็นความผิดของเขา เขามองอวิ๋นตั่วด้วยความตะลึง

หลินเพียวเพียวที่ยืนอยู่ข้างๆ เมื่อเห็นอวิ๋นตั่วเอาความผิดโยนให้อวี่เจ๋อ แต่อวี่เจ๋อก็เงียบ ไม่พูดไม่จา ราวกับยอมรับว่าเป็นความผิดของตัวเอง ก็ทำให้หลินเพียวเพียวโมโหจนหน้าซีดขาว “อวิ๋นตั่ว เธอนี่มัน......”

คำสุดท้ายยังไม่ทันได้พูดออกมา หัวข้อสนทนาก็ถูกอวี่เจ๋อเปลี่ยนไปเสียก่อน “อวิ๋นตั่ว รีบกลับบ้านได้แล้ว ลุงหูรอนานแล้วนะ”

อวี่ซีเองก็รู้สึกว่าพี่ชายของตัวเองแปลกๆ ในฐานะของผู้อภิปรายยอดเยี่ยมในการแข่งขันโต้วาทีระดับประเทศ บนเวทีโต้วาทีว่ากันว่าอวี่เจ๋อมีท่วงท่าเหมือนเป็นจูกัดเหลียงแห่งง่อก๊ก ไม่ยอมปล่อยผ่านสักนิด ไม่ใช่ความผิดของตัวเอง เขาก็ต้องเคลียร์ให้รู้เรื่อง ในฐานะที่เป็นน้องสาวแท้ๆ เธอไม่เคยเห็นพี่ชายเป็นแบบนี้มาก่อนเลย

อวิ๋นตั่วเก็บกระบอกเก็บความร้อน “ไม่ต้องกินแล้วค่ะ อาหารแบบนี้กินไปก็ต้องป่วยแน่ๆ”

อวี่เจ๋อทนเห็นท่าทางหงอยๆ ของอวิ๋นตั่วไม่ได้จริงๆ เขาจึงรีบเอ่ยปลอบ “ไม่เป็นไร พี่กินมาตั้งนานแล้ว ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยสักนิด”

“นานแล้วแขนพี่ยังไม่เห็นดีขึ้นเลย อาจจะเป็นเพราะอาหารพวกนี้ก็ได้” อวิ๋นตั่วหยิบกระบอกเก็บความร้อนขึ้นมา “หนูกลับแล้วนะคะ ต่อไปจะไม่เอาอาหารมาให้แล้ว”

หลังจากที่อวิ๋นตั่วออกไปแล้ว อวี่เจ๋อก็หันมาตำหนิอวี่ซีว่าไม่ควรที่จะต่อว่าเธอแบบนั้น

“หนูแค่พูดความจริงเท่านั้นเอง!” อย่างที่คนเป็นน้องก็ตอบด้วยท่าทางไร้เดียงสา

หลินเพียวเพียวก็พูดออกมาด้วยความพึงพอใจ “ต้องมองในแง่ของการพัฒนาสิ บางทีผ่านครั้งนี้ไป ฝีมือทำอาหารของอวิ๋นตั่วอาจจะดีขึ้นก็ได้นะ”






แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น