เดวิลสีดำ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 273

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ม.ค. 2561 18:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 1
แบบอักษร

Chapter 1



วันอาทิตย์อาจเป็นวันหยุดของใครหลายๆคน รวมทั้งตัวผมที่เป็นพนักงานเงินเดือนของบริษัทชื่อดัง เช้าวันอาทิตย์ที่ใครหลายคนต่างคาดหวังไว้ว่าจะเป็นการพักผ่อนที่สบายที่สุด นั่นก็รวมความผมไปด้วยอีกคน

แต่ทุกอย่างมันกลับพังทลายลงในพริบตา...เพราะเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์เครื่องแพง

Rrrrrrrrr

"ฮัลโหลสวัสดีครับ ก้านพูดครับ"

("สวัสดีก้าน นี่พี่พงษ์เองนะ นายช่วยเข้ามาบริษัททีได้รึป่าว")พี่พงษ์หัวหน้าฝ่ายจัดการที่บริษัทผมทำงานอยู่เอ่ยขึ้นด้วยเสียงเครียด ฟังดูกังวล

"ได้ครับ แต่รอสักหน่อยได้รึป่าวผมพึ่งจะตื่นนอน"หลังจากได้รับรู้ใจความสำคัญผมก็สบัดตัวออกจากเตียงพร้อมดิ่งตรงไปที่ห้องน้ำทันที

("โอเค ตามนี้นะ")

หลังจากพี่พงษ์วางสายเสร็จผมก็รีบทำธุระส่วนตัวให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมเป็นพนักงานตำแหน่งธรรมดาที่ทำงานอยู่ฝ่ายการเงิน สนิทกับพี่พงษ์เพราะเคยเป็นเด็กฝึกงานที่นั่น ผมเรียนสายอาชีพ หรืออีกอย่างเรียกได้ว่าเรียนบัญชี พี่พงษ์เป็นคนมีอายุจะย่าง40แล้ว เขาเคยเป็นรุ่นพี่ผมมาก่อนที่สถาบันเดิม เราสองคนเลยค่อนข้างสนิทกัน

ครอบครัวผมไม่ค่อยชื่นชอบผมเท่าไหร่ ด้วยเหตุผมที่ว่าผมเป็นพวกรักร่วมเพศ เชื้อสายจีนที่สือทอดกันมารุ่นต่อรุ่น ทำให้ครอบครัวผมเคร่งคัด จนทุกวันนี้ผมยังไม่เคยกลับบ้านหลังจากถูกไล่ออกจากบ้านด้วยเหตุผลนี้ที่ผมเป็นเกย์ ตั้งแต่อายุ20จนจะ30เต็มที รวมราวๆสิบกว่าปีที่ผมแยกออกมาจากครอบครัว

หากถามหาเหตุผลว่าทำไมไม่รักพ่อแม่ ผมรักท่านทั้งสองคนมาก แต่ชีวิตของผมมันก็เป็นของผม ความรักหรือความชื่นชอบไม่ใช่เสื้อผ้าที่เราจะสามารถเปลี่ยนมันได้ทันที ซึ่งความชื่อชอบของผมก็เหมือนกัน ผมชอบผู้ชาย ผมก็ยังชอบผู้ชาย

ผมขับรถฮอนด้าซีวิคสีขาวดิ่งตรงไปยังบริษัท ผ่านการจราจรที่แสนจะคับคั่งกว่าจะถึงบริษัมก็สายเต็มแก่

ผมจอดรถแล้วรีบวิ่งขึ้นมาที่บริษัททันที ผมคิดว่าผมรีบที่สุดแล้วพอถึงชั้นห้า แล้วเดินเปิดประตูไปที่ฝ่ายจัการก็เจอพี่พงษ์นั่งทำหน้าคล้ายคนอึไม่ออกมาสามวัน ส่งสายตาเขียวปั้ดมาทางผม มันหมายถึงว่าผม...มาช้ามากนั่นเอง

"ขอโทษครับพี่ ผมรีบสุดๆแล้ว"

"เออ พี่เข้าเองเองนั่งก่อนพี่มีเรื่องอยากคุยด้วย"ผมขยับเก้าอี้แล้วนั่งลงตรงข้ามรุ่นพี่ที่สนิทด้วยความสงบเสงี่ยม 

"พี่มีอะไรอยากพูดกับผมหรอครับ"อย่าถามว่าชุดที่ใส่มาทางการไหม ไม่เลยครับ เสื้อยืดธรรมดาที่หาซื้อได้ตามตลาดนัดกับกางเกงยีนส์ตัวล่ะไม่กี่ร้อยบาท ผมคิดว่าหากพี่พงษ์เรียกเข้ามาที่บริษัทในวันหยุดแบบนี้คงมีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้น

"เราอยู่ฝ่ายการเงินใช่ไหมถ้าพี่จำไม่ผิด ตอนนี้ผู้บริหารระดับสูงกำลังสงสัยเรื่องยักยอกเงิน มันไม่ใช่จำนวนมากมายอะไร แค่เศษสตางค์เท่านั้น แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นหากผู้บริหารหรือบอสใหญ่ไม่ตรวจสอบเอง ตั้งแต่คุณนพชัยเสียไปบริษัทเราก็ดูเคร่องเครียดขึ้น การทำงานต้องเฟอร์เฟ็คตลอด"คุณนพชัยหรือบอสใหญ่ที่พี่พงษ์กล่าวถึงคือเจ้าของบริษัทที่ผมทำงาน บริษัทนี้มีหลายสาขาแต่ที่ผมทำอยู่คือสาขาใหญ่ 

"ผมจำได้ว่าเขามอบตำแหน่งผู้บริหารให้ลูกชายทั้งสองคนที่เป็นแฝดกัน ตั้งแต่สองปีที่แล้ว"ผมพยายามนึกไปมา ตั้งแต่ลูกชายคุณนพชัยรับตำแหน่ง เขาทั้งสองคนไม่เคยออกมาให้ใครพบ ทุกคนในบริษัทรู้แค่ว่าพวกเขาชื่ออะไร แต่ไม่รู้จักหน้าค่าตามาก่อน

"อือ ใช่"พี่พงษ์บอกพร้อมพยักหน้าไม่มาช้าๆอย่าคุ้นคิด

"ที่เรียกผมมาวันนี้ผมคิดว่าพี่ไม่ได้มีเรื่องแค่นี้ ใช่รึป่าว"ผมถามพร้อมคิ้วที่ยกขึ้นสูง การเลิ้กคิ้วถือว่าเป็นนิสัยอย่างนึงของผมไปโดนธรรมชาติ

"อือ นายพูดถูกวันจันทร์ที่จะมาถึง จะมีเด็กฝึกงานมาที่นี่สองคน พี่ได้ยินผู้อาวุโสหลายคนบอกว่านักศึกษาทั้งสองเป็นเด็กเส้น หรือเรียกำด้ว่าเป็นเด็กของสปอนเซอร์รายใหญ่ ผ่านการคัดเลือกจากรองผู้บริหาร เพราะบริษัทเรามีผู้บริหารสองคน ปกติแล้วการเลือกเด็กฝึกงานจะไม่ใช่หน้าที่ของผู้บริหารหรือรองบริหาร พี่คาดว่าคงเป็นเด็กเส้น"

ผมพยายามทำความเข้าใจในเนื้อหาที่พี่พงษ์บอกอย่างถี่ถ้วน หากแต่ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมพี่พงษ์ถึงพูดเรื่องนี้กับผม

"นายคงงง แต่พี่อยากบอกให้นายรู้ไว้ ว่าพวกเขาทั้งสองคนจะมาเป็นเด็กฝึกงานที่แผนกนาย หรือไม่พี่คิดว่านายคงจะได้ดูแลเด็กสองคนนั้น"

พอรุ่นพี่ที่สนิทพูดจบ ในใจผมก็วิตกกังวลเป็นอย่างมากเป็นเด็กเส้นงั้นหรอ

"แล้วพี่มั่นใจได้ไงว่าพวกเขาเป็นเด็กเส้น"ผมถามพร้อมสบตารุ่นพี่ตรงหน้าด้วยความสงสัย 

"พี่ได้ยินมาแบบนั้น"พี่พงษ์บอกพร้อมทำหน้าเครียด ตแนนี้ทางการเงินกำลังมีปัญหา หากคนที่เข้ามาใหม่เป็นคนดีจริง มันคงจะเดือดร้อนถีงพวกเขาเป็นแน่

"ตกลงมีแค่นี้ใช่รึป่าวครับ"ผมถามพร้อมยืนขึ้นก่อนจะมองหน้ารุ่นพี่เป็นครั้งที่สิบของชั่วโมง

"อือ ระวังตัวด้วยล่ะกันพี่รู้สึกเหมือนพายุลูกใหญ่กำลังจะมา"

"555. ผมจะคิดว่าพี่จริงจังแล้วกันครับ"



ผมออกจากบริษัทมานานแล้วตอนนี้กำลังเดินห้างแถวคอนโด นับว่าเป็นการผักผ่อนที่ผมจะทำได้ในตอนนี้ เพราะพรุ่งนี้ผมต้องเจออะไรมากมาย ตามที่ผมคิดไว้น่ะนะ

หากวกกลับมาเรื่องผมชีวิตในแต่ล่ะวันผ่านไปอย่างเรื่อยๆพร้อมการทำอะไรซ้ำๆในแต่ล่ะวัน ทำงานแล้วก็นอนส่วนใหญ่ ผมไม่ค่อนใช้เงินเท่าไหร่ ไม่ใช่คนติดของแพงๆเพราะมันสิ้นเปลือง

แฟนผมก็มีมาเยอะแยะ แต่สุดท้ายเราทั้งสองก็ไปกันไม่รอด ถามว่าถ้าทางเส้นนีเไปไม่รอดแล้วทำไมผมถึงจะเลือกเดินมันต่อ เพราะเราทุกคนไม่อาจรู้ได้หรอกครับว่ามันจะมีอะไรเกิดขึ้น วันข้างหน้าผมอาจจะเจอใครสักคนที่ไปกันรอด 

ถามว่าผมอยากให้พ่อกับแม่เข้าใจมันไหม ตอบได้เลยว่าที่สุดถึงที่สุดเพราะพวกเขาคือคนที่ทำให้ผมเกิดมา หน้าตาพ่อแม่ผมถือว่าดูดี มีหน้ามีตาในสังคม เพราะพวกท่านก็ทำธุรกิจเหมือนกัน ส่วนเรื่องการศึกษาก็มาจากครอบครัว เป็นผู้ชายที่รักผู้ชายไม่ใช่ว่าเราจะทำงานหาเลี้ยงครอบครัวของเราไม่ได้

ยิ่งคิดผมยิ่งห่ดหู่ ผมอยากให้พ่อแม่เข้าใจผมที่สุด ไม่ใช่ใครอื่นไกลที่ไหน ท่านเลี้ยงผมมาท่านทั้งสองต้องรู้จักผมดีกว่าคนอื่นในโลกใบนี้ แต่ท่านกลับไม่อยากทำความเข้าใจกลับมา ใช้อารมณ์เป็นกลางในการตัดสินทุกอย่าง 

ความรักของคนที่เริ่มต้นอยากมีครอบครัวแบบผม หลายคนอาจมองว่ามันประหลาด แต่ความจริงคนที่เป็นแบบผมเขาก็อยากมีชีวิตที่มั่นคงในอนาคตเหมือนกัน

ผมเดินเลือกของใช้ในคอนโดได้ไม่นานก็เตรียมตัวจะกลับ ยังไงเมืองหลวงก็คือเมืองหลวงรถติดเหมือนเคย กว่าจะถึงห้องก็ปาไปสองบ่ายโมง 

Rrrrrrrrr. Rrrrrrrr

"ฮัลโหล"

สงสัยวันนี้มือถือผมจะฮิตแฮะ โทรกันสามชั่วโมงต่อสายเลย

("ก้าน แกว่างไหมคืนนี้")เสียงปั่น เพื่อนสนิทผู้หญิงของผมดังออกมา ส่วนใหญ่ผมไม่ค่อยบันทึกเบอร์มือถือเท่าไหร่

"ไม่ว่าง พรุ่งนี้วันจันทร์ต้องทำงาน"ผมบอกพร้อมหยิบจับของสำหรับทำอาหารในวันนี้  หรือเรียกว่าสามมื้อรวมกันในมื้อเดียว

("อ๋อยย~อะไรง่า")ถ้าไม่ผิดคงจะชวนผมไปผับ คิดแล้วก็ได้แต่ส่ายหัวกับลูกคนรวยอย่างมัน

"มากินข้าวที่คอนโดฉันสิ เตรียมของอยู่พอดี"

("งั้นก็ได้ๆ ฉันอยู่แถวคอนโดแกพอดีเดี๋ยวแวะเข้าไปเลยนะ")

"ตามนี้ล่ะกันเนอะเพื่อน"ผมบอกแล้วกดตุดสายทันที ปิ่นเรียนที่มหาลัย ตอนนี้เธอยังเรียนไม่จบ เพราะเราไม่ได้เรียนเหมือนกัน อีกอย่างเธอไม่คิดจะทำงานเพราะเธอต่อปริญญาจนจะจบด็อกเตอร์

เธอเป็นสาววาย ให้คำเเนะนำตัวกับผมว่าหนุ่มน้อย ผมเป็นโปร่งหุ่นไม่ถือกับอวบอ้วน เรีนกได้ว่าเป็นหุ้นที่ไม่มีเนื้อเท่าไหร่ สูงไม่มาก ผิวขาวเหลืองธรรมดา ตาสีดำ ผมสีดำ เรียกได้ว่าคนธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษ ถ้าหาความพิเศษจากผมคงเป็นรอยยิ้ม หลายคนบอกมาน่ะนะ

ผมเริ่มต้นทำอาหารรอเพื่อนอีกคนที่กำลังดิ่งตรงมาที่นี่ พร้อมน้ำส้นที่อีกคนชอบนักชอบหนา มัรเป็นผู้หญิงที่ดูแลสุขภาพแบบชุ้ยๆดื่มเหล้าไป ดื่มน้ำส้มไป

ผ่านไปราวสัก30นาที ปิ่นก็มาถึงห้องผมเรียบร้อย มาบ่อยจนยามที่หน้าคอนโดจำได้ ผมก็ไม่รู้ว่าห้องผมหรือห้องมันกันแน่ บางครั้งก็ค้างที่นี่ บางทีเสื้อผ้าหอบมาทีล่ะสิบตัว ดีนะครับมันไม่ให้ผมซักชั้นในให้มันด้วย

ฟังไปฟังมาก็เหมือนคนรับใช้ ผมจัดโต๊ะเรียบร้อยแล้วตักข้าวให้คนที่นั่งจิ่มมือถือไปมาอย่างเบื่อหน่าย อย่าดื่มครับปกตินิสัยแบบนี้

"จะตายล่ะหรอแกเนี้ย"

"ไอ้ก้านทำไมแกพูดงี้" มันบอกพร้อมยกมือตั้งท่าจะตีผม

"ก็เห็นนั่งหมดอาลัยตายอยากขนาดนั้น"

"ก็งานที่มหาลัยน่ะสิ ที่กำลังมีขึ้นน่ะ"

"อือ ทำไม"ผมถามพร้อมกับตักกับข้าวใส่จานตัวเองไปด้วย 

"ฉันยังคิดไอเดียไม่ออก แกคิดว่าฉันควรทำไงดี"

"นั่นมันงานแก ฉันจะไปรู้หรอ"

"กวนตีนว่ะก้าน ฉันคิดแล้วบางส่วนแต่พวกสถานที่มันยังคิดอะไรไม่ค่อยได้ อีกอย่างงานที่ฉันเสนอกับอาจาร์ยมันก็ไม่เข้าท่า จาร์ยบอกมาแบบนั้น"

ตอนนี้ปิ่นเป็นคนรับน่าที่จัดการบริหารส่วนต่างๆในงานมหาลัยครับ เหมืินกับว่ามีงานที่มันต้องคิดว่าแต่ล่ะคณะจะต้องทำอะไรหรืออยู่ส่วนไหน 

"คราวนี้งานอะไร?"

"จัดการนำเสนอผลงานมหาลัย"

งานนี้ที่มหาลัยจะให้คนต่างมหาลัยหรืออาจาร์ยมาชื่นชมผลงานของนักศึกษาในมหาลัย มีมาหลายปีแล้วน่าจะดังพอสมควร

"เออ พยายามเข้า"ผมพูดไปแค่นั้นปั่นก็ลงมือกินข้าวทันที นับว่าเป็นอะไรที่ทุเรศ ข้าวหกเลอะเทอะไปหมด ลูกผู้ดีหรือลูกคนใช้

ผ่านไปสองชั่วโมงปิ่นก็กลับไปทิ้งให้ผมนั่งดูโทษทัศน์ต่อ ในหัวผมตอนนี้คิดแต่เรื่องเด็กฝึกงานสองคน 

ผู้ชายสองคนงั้นหรอท่าทางจะเป็นลูกคนมีเงิน แต่นั้นมันก็เป็นแค่ข้อสงสัยของพี่พงษ์ เด็กสองคนนั้นอาจไม่มีส่วนรู้เห็น

แต่ที่มันน่าสงสัยที่สุดทำไมผมต้องมานั่งคิดเรื่องนี้ด้วยเนี้ย ผมสบัดหัวอย่างหงุดหงิดปิดโทรทัศน์แล้วรีบอาบน้ำเข้านอน ผมคิดว่าพรุ่งนี้ผมคงเจอศึกหนักมากที่เดียว




พระอาทิตย์โพล่พ้นขอบฟ้านั่นคงหมายถึงวันต่อมาได้เริ่มขึ้นแล้ว ผมแต่งตัวเสร็จตั้งแต่หกฑมง ออกจากคอนโดก็ปาไปครึ่งชั่มโมง เผื่อเวลาที่รถในถนนไม่ค่อยติดเยอะนัก 

ตอนนี้ผมจอดรถติดไฟแดงอยู่แถวแยกใจกลางเมือง อีกประมานหกกิโลจะถึงบริษัทที่ผมทำงาน แต่เสียงที่ดึงความสนใจของผมก็คือเสียงบิ๊กไบท์สองคัน 

รถบิ๊กไบท์สีดำและสีแดงขับผ่านหน้าผมไปอย่าวรวดเร็วเพราะตอนนี้ไฟจราจรกลายเป็นสีเขียว พวกเขาทั้งสองคนอาจมาด้วยกันผมคิดแบบนั้น เพราะการขับที่ไล่ล่ากันเหมือนศัตรู เร็ว เเรง แต่ระมัดระวัง คงเป็นคู่หูที่สนิทกันพอตัว

ผมขับรถมาถึงที่บริษัทตอนนี้กำลังวนรถหาที่จอด แต่ที่สะดุดตาผมคงไม่ใช่คนอื่นไกล....บิ๊กไบท์ตรงแยกเมื่อกี๊ ผมเป็นคนชั่งสังเกตพอสมควรสิ่งที่ผมคิดตอนนี้ก็คงไม่ผิดนักว่าพวกเขามาด้วยกัน เจอเรียงกันซะขนาดนี้ 

"สวัสดีครับพี่ก้าน"

"สวัสดีครับพี่"

"หวัดดีครับพี่"เสียงทักทายรุ่นน้องในแผนกแยกกันสวัสดีผม เป็นแบบนี้ประจำ

"หวัดดีๆ"ผมตอบรับคำสวัสดีของทุกคนทันที ที่นั่งลงบนโต๊ะทำงานพร้อมกับส่งยิ้มขำๆไปให้ 

ชีวิตการทำงานของผมไม่ได้มีข้อผิดพลาดแต่ก็ไม่มีอะไรดีเด่น ไม่ได้ทำให้ใครไม่พอใจหลายคนในบริษัทรู้จักผมเพราะเคยเป็นที่รองมือรองตีน หรือเรียกได้ว่าช่วงศึกษางานของวิชาอาชีพ ทางสถาบันเราได้รับการสนับสนุนจากบริษัทนี้ทั้งๆที่ไม่ค่อยมีคนสนใจสายอาชีพเท่า แต่บริษัทนี้ยังสนับสนุนเรา

จวนแปดโมงก็ถึงเวลาเริ่มงานพนักงานหลายคนเริ่มตอกบัตร หรือหลายคนที่กำลังรีบเข้าบริษัท มุมที่ผมทำงานหันหลังไปจะเป็นกระจกพอดี

"พี่ก้านคะ หัวหน้าแผนกเรียกพบค่ะ"กิ่งหรือกิ่งแก้วรุ่นน้องในแผนก เธอเป็นเหมือนเลขาหน้าห้องให้หัวหน้าในแผนกผม

"อือ พี่รู้แล้ว"ผมตอบพร้อมพยักหน้าเบาๆ จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยพร้อมขยับตัวออกจากโต๊ะทำงานเดินตรงไปที่ห้องหัวหน้าแผนก

เปิดประตูเข้าไปก็เจอผู้ชายตัวใหญ่สองคนนั่งหันหลังมาทางฝั่งผมพร้อมหัวหน้าแผนกที่มีหน้าตาซีดเซียว พี่สักหรือสักรินท์หัวหน้าแผนกการเงินที่อายุมากกว่าผมสี่ปี

"เข้ามาเลยก้าน"พี่สักกวักมือเรียกผม

ผมเดินไปนั่งเก้าอี้อีกตัวว่างข้างผู้ชายสองคน เผลอเหลือบมองพวกเขานิดหน่อย...ฝาแฝดงั้นหรอ

"สวัสดีครับพี่สัก"ผมยกมือไหว้พี่เขานิดหน่อย ผมนั่งถัดจากฝาแฝดสองคนส่วนพี่สักเป็นคนที่นั่งตรงข้าวพวกเราทั้งสามคน

"อื้อ ก้านนี่เด็กฝึกงานจากมหาลัยฟิกชั่น"พี่สักพูดพร้อมมองไปทางสองแฝด ผมหันหน้ากลับไปมองทั้งสองคนตรงๆ พวกเขาเหมือนชาวต่างชาติที่มีส่วนคล้านคนไทย คนนึงมีใบหน้าที่ดูคมเข้มคงเพราะมาจากการไว้หนวดสีผิวออกแทนหน่อยนึง ส่วนอีกคนหน้าตาดูเด็กหน่อย ส่วนสูงสูสีกันนับว่ามีรูปร่างที่โคตรเซ็กซี่ สำหรับความคิดผม

"ครับ"ผมพยักหน้ารับรู้พร้อมจ้องหน้าพี่สัก ประมาณว่าอย่างนะอย่สนำความเดือดร้อนมาสู่ผม

"พี่ฝากนายดูแลด้วย พี่คิดว่าประสบการ์ณนายเยอะคงให้อะไรกับน้องๆเขาได้ดี"พี่สักเป็นเกย์เหมือนกันกับผม แต่ติดที่พี่เขาค่อนข้างร่างบางหน่อย

"ครับ"ในการทำงาน หัวหน้าก็คือหัวหน้าเราไม่สามารถขัดคำสั่งหรือทำอะไรได้มากนัก นอกจากออกความคิดเห็น นี่คงเป็นอะไรที่ดีที่สุดที่ลูกน้องจะทำได้เพราะเหมือนมันเป็นการขัดคำสั่งกลายๆ 

แล้วไม่นานพี่สักก็เดินออกไปจากห้องพร้อมปิดประตู ปล่อยให้ผมเจอกับความอึดอัดรอบตัวที่เริ่มก่อขึ้นหรือผมอาจจะรู้สึกไปแค่คนเดียวเหมือนมีไอทำลายล้างเเพร่กระจายออกมาจากตัวเด็กสองคนนี้

"อ่า สวัสดีพวกนายทั้งสองคนพี่ชื่อก้านนะ ทำงานที่นี่มาหลายปีแล้ว เป็นคนสรุปยอดเย็คยอดบัญชีก่อนจะส่งให้หัวหน้าเเผนก"ผมยืนขึ้นพร้อมเดินอ้อมไปที่โต๊ะพี่สักพร้อมยิ้มอย่างเฟรนลี่สุดๆให้กับสองแฝด คิดว่าน่ะนะ

"ครับ"/"อือ"

"แล้วพวกนาย?"ผมถามกลับพร้อมคิ้วที่เลิกขึ้นโดยอัตโนมัต มันดูกวนตีนชอบกลนะครับ

"เสือ"คนที่ไว้หนวดไว้เคราใบหน้าดูดุเข้มคม ส่วนสูงดูสมกับเป็นชาวต่างชาติชมัด

"สวัสดีครับพี่ก้าน ผมไทเกอร์นะครับ"เด็กคนนี้ที่ใหน้าสะอาดสะอ้านพูดขึ้นแถวยังยกยิ้มหวานจนน้ำตาลเรียกพี่เลยทีเดียว

เด็กน้อยอย่าทำพี่หวั่นใจ ใจพี่บ่ดีเลย

"ถ้ามีอะไรก็ปรึกษาพี่ได้นะ โต๊ะพวกนายอยู่ข้างโต๊ะทำงานพี่ ด้านหลังสุดถ้าเดินออกไปจากห้องนี้จะเป็นที่ทำงานของแผนกบัญชีทั้งหมด"

"หึ"ผมพูดยังไม่จบคนชื่อเสือก็ส่งเสียงคล้ายหัวเราะออกมา ผมเเค่ส่งสายตาประมาณว่าผมไม่พอใจกลับไปแต่เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรนัก

"คือพี่ชายผมเขาค่อนข้างเงียบน่ะครับ"ไทเกอร์พูดแทรกขึ้นมาทันที ผมเพียงพยักหน้าตอบรับ


"งั้นตามนี้ล่ะกันนะ พี่ต้องทำงานแล้ว ส่วนพสกนายทั่งสองคนก็เริ่มงานวันนี้เลยแล้วกัน"พูดจบผมก็ปล่อยสองแฝดทิ้งไว้ทันที เหมือนนี่มันไม่ใช่ตัวตนพวกเขา ชาวต่างชาติหรอเนี้ย พวกเขาเป็นคนดูมีอายุช่วงจบมหาลัยมาดๆ เหมือนพึ่งเรียนจบ ทำไมผมคิดงั้นนะหรืออาจเป็นเพราะผม...ระแวงมากเกินไป


100%



********

1คอมเม้นต์1ล้านกำลังใจ


เป็นยังไงกันบ้าง ติดชมกันได้เนอะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สองเขาไรท์เอง

#ของสูงวิศวะน่ะ...แฟนสถาปัต


ตามไปอ่านกันเน้อ




แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}