หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

ยามเมื่อเมฆฝนพัดผ่าน สองเราจะฝ่าฟันมันไปด้วยกันนะ...

ตอนที่ 38 ชีวิตคือความจำใจ / ตอนที่ 39 หนูเป็นแค่คนไม่มีประโยชน์ในสายตาของพี่เหรอคะ?

ชื่อตอน : ตอนที่ 38 ชีวิตคือความจำใจ / ตอนที่ 39 หนูเป็นแค่คนไม่มีประโยชน์ในสายตาของพี่เหรอคะ?

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ม.ค. 2561 15:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 38 ชีวิตคือความจำใจ / ตอนที่ 39 หนูเป็นแค่คนไม่มีประโยชน์ในสายตาของพี่เหรอคะ?
แบบอักษร



ตอนที่ 38  ชีวิตคือความจำใจ

อวิ๋นตั่วเองเมื่อถึงโรงพยาบาลแล้วถึงได้รู้ว่าอวี่เจ๋อเปลี่ยนห้องพักผู้ป่วย ตอนที่เธอหาห้องผู้ป่วยธรรมดานั่นเจอ อวี่เจ๋อก็ลุกจากเตียงออกไปแล้ว

“เขาไปไหนแล้วคะ” อวิ๋นตั่วถามคนไข้ที่อยู่ในห้องเดียวกัน

“ไม่รู้เหมือนกัน คงจะออกไปเดินเล่นน่ะ”

อวิ๋นตั่วบอกให้แม่บ้านหลิวนำอาหารเช้าไปวางไว้ก่อน ส่วนตัวเองจะออกไปหาอวี่เจ๋อ

“ป้าไปรอคุณหนูบนรถดีมั้ยคะ” แม่บ้านหลิวถาม

“ไม่ต้องหรอกค่ะ ป้ากับลุงหูกลับไปก่อนเลยก็ได้ค่ะ”

อวิ๋นตั่วเดินไปที่สวนดอกไม้ของโรงพยาบาล เธอมองเห็นอวี่เจ๋อขณะที่ตัวเองอยู่ใต้ดอกดอกวิสทีเรีย มือข้างหนึ่งของเขายังใส่เฝือกคล้องอยู่กับคอ พิงอยู่กับต้นไม้พลางครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

อวิ๋นตั่ววิ่งไปข้างหลังของเขา แล้วขึ้นเหยียบบนม้านั่งหินอ่อนข้างอุโมงค์ดอกไม้ ก่อนที่จะปิดตาของอวี่เจ๋อไว้ แล้วดัดเสียงถามว่า “ทายซินี่ใครเอ่ย?”

“อวิ๋นตั่ว”

อวิ๋นตั่วคลายมืออก พออวี่เจ๋อหันหน้ามา เขาก็เห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ปากเชิดขึ้นจนแทบจะแขวนขวดไว้บนนั้นได้

“เป็นอะไรไปล่ะ”

“แป๊บเดียวก็ทายถูกแล้วได้ยังไงกัน ไม่เห็นสนุกเลย”

อวี่เจ๋อหัวเราะออกมาแล้วว่า “งั้นเดี๋ยวพี่เดาอีกรอบดีไหม”

อวี่เจ๋อหันกลับไป อวิ๋นตั่วปิดตาของเขาไว้อีกครั้งแล้วถามว่า “ทายซิ นี่ใครเอ่ย?”

“อวี่ซี?”

“ไม่ถูก”

“สือเหยียน?”

“ก็ไม่ถูกอีก”

“อวิ๋นตั่ว?”

“ถูกต้องค่ะ!” อวิ๋นตั่วคลายมือออก กระโดดลงจากม้าหิน “หนูเอาของกินอร่อยๆ มาให้พี่ด้วย รีบไปชิมเร็วค่ะ ถ้าเย็นแล้วมันจะไม่อร่อยนะ”

“เธอทำเองเหรอ”

“ไม่ใช่ค่ะ แม่บ้านหลิวทำ หนูคอยดูอยู่ข้างๆ”

“ฝีมือของแม่บ้านหลิวต้องให้เธอคอยดูเลยเหรอ?”

“แน่นอนว่าไม่ต้อง แต่หนูอยากมีส่วนร่วมนี่คะ อาหารจานนี้จะได้มีน้ำใจหนูอยู่ด้วยไง แต่หนูทำไม่เป็นจริงๆ หนูก็เลยทำได้แค่คอยมอง”

“ต่อไปไม่ต้องลำบากแล้วนะ ของกินในโรงอาหารที่โรงพยาบาลก็เยอะแล้ว” อวี่เจ๋อว่า

“อาหารของโรงพยาบาลจะมาเทียบกับอาหารที่ทำเองได้ยังไงล่ะคะ” อวิ๋นตั่วจูงมือซ้ายของอวี่เจ๋ออย่างเป็นธรรมชาติ “หนูตัดสินใจแล้วด้วยนะ ว่าจะตั้งใจเรียนทำอาหารกับแม่บ้านหลิว แบบนี้พอมือของพี่หายดีแล้ว หนูก็จะมีความสามารถใหม่อีกอย่างหนึ่งด้วย ดีจังเลย!”

“เวลาเธอจะเรียนอะไรมักจะสนใจแค่ชั่วครู่ชั่วคราว เธอต้องแก้ไขข้อบกพร่องข้อนี้นะ”

“นั่นเป็นเพราะหนูไม่ได้อยากเรียนอะไรพวกนั้นอย่างไรล่ะคะ” อวิ๋นตั่วพูดเรียกร้องความเห็นใจ “อย่างเช่นเปียโน คุณแม่เห็นสือเหยียนดีดเปียโนเก่ง เลยให้หนูไปเรียนบ้าง หนูยังไม่ทันรู้เลยว่าเรียนไปทำไม ก็ถูกบังคับให้ไปนั่งอยู่หน้าเปียโนซะแล้ว ไหนจะเทควันโดอีก คุณแม่ไปเจอข่าวว่าเด็กผู้หญิงคนหนึ่งบ้านรวยเกินไป เลยถูกเพื่อนนักเรียนบีบคั้น ลากไปตบจนหน้าบวมอยู่ในห้องน้ำ คุณแม่ก็เลยให้หนูไปเรียนเทควันโดทันที ตั้งแต่จำความได้หนูก็เห็นพี่ชายฝึกเทควันโดแล้วค่ะ หลายปีขนาดนี้ แค่กระดานแผ่นเดียวพี่เขายังเตะไม่ขาดหัก คุณแม่ก็ยังเชื่อมั่นในเทควันโดอยู่อีก นึกไม่ถึงเลยใช่มั้ยล่ะคะ”

“นั่นเป็นเพราะพี่เธอไม่ตั้งใจฝึกต่างหาก” อวี่เจ๋อเรียกร้องความเป็นธรรมให้เทควันโด ก็เทควันโดมันไปก่อความยุ่งยากให้ใครเข้าล่ะ ถึงต้องถูกทำให้เสียชื่อแบบนี้

“ยังไงซะ สิ่งที่หนูเคยเรียนก่อนหน้านี้ก็มีแต่สิ่งที่ไม่อยากเรียน”

“งั้นเธออยากเรียนอะไรล่ะ?”

อวิ๋นตั่วคิดอยู่พักหนึ่ง “หนูอยากเรียนขี่จักรยานมาตลอดเลยค่ะ หนูอยากขี่จักรยานไปโรงเรียนเอง”

“มันยากไปหน่อยสำหรับเธอนะ แม่เธอคงจะเป็นห่วง”

อวิ๋นตั่วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “พี่ดูสิคะ ชีวิตคนเราก็ต้องจำใจแบบนี้แหละ”

อวี่เจ๋อมองเธอทำท่าทางเหมือนผู้ใหญ่ รู้สึกช่างน่าขำจริงๆ “เธอเพิ่งอายุเท่าไหร่เอง รู้จักคำว่าจำใจแล้วเหรอไง”

“แค่คำๆ นี้ต้องใช้ประสบการณ์ชีวิตกี่ปีถึงจะเข้าใจคะ” ทั้งคู่เดินมาถึงห้องผู้ป่วยพอดี อวิ๋นตั่วเปิดประตู ให้อวี่เจ๋อเข้าไปก่อน “พูดตามตรงเลยนะ หนูรู้สึกว่าช่วงเวลาที่จำใจที่สุดในชีวิต ก็คือตอนที่เด็กอย่างพวกเรายังไม่โตเป็นผู้ใหญ่ อะไรก็ยังตัดสินใจเองไม่ได้ ขนาดจะเรียนอะไรยังต้องให้ผู้ใหญ่วางแผนให้เลย แต่พวกเขามักจะวางแผนสิ่งที่พวกเราไม่อยากเรียนเสมอ ชีวิตพวกเราก็เลยถูกทำลายแบบนี้อย่างไรล่ะคะ”

อวี่เจ๋อตกตะลึง “ร้ายแรงขนาดนั้นเลยเหรอ?”

“หรือว่าชีวิตของคนๆ หนึ่งจะตัดสินใจตอนเด็กๆ ว่าอยากเรียนอะไรไม่ได้หรือคะ?”

อวี่เจ๋อพยักหน้า เหมือนว่าสิ่งเหล่านั้นจะมีเหตุผลอยู่บ้าง



--------------------------------------------------



ตอนที่ 39  หนูเป็นแค่คนไม่มีประโยชน์ในสายตาของพี่เหรอคะ?


อวิ๋นตั่วใช้ช้อนเล็กตักซุปไก่ให้อวี่เจ๋อถ้วยหนึ่ง แล้วยกขึ้นมาเป่าตรงปาก ก่อนจะยื่นไปที่ริมฝีปากอวี่เจ๋อ

ท่าทางของเธอทำให้อวี่เจ๋อรู้สึกว่ามันน่าขำ เป็นแค่เด็กคนหนึ่งแท้ๆ ดันทำท่าทางเหมือนผู้ใหญ่

“อวิ๋นตั่ว เดี๋ยวพี่ทำเองก็ได้ ถ้าใช้ตะเกียบไม่ได้ ใช้ช้อนก็คงไม่มีปัญหาหรอก” อวี่เจ๋อว่า

อวิ๋นตั่วยืนกรานหนักแน่น เรื่องที่เธอตั้งใจไว้ชัดเจนแล้ว เธอก็จะไม่มีวันเปลี่ยนความคิด เธอบอกว่าจะป้อนอาหารให้อวี่เจ๋อ เธอก็จะต้องป้อนให้ได้

“พี่นั่งดีๆ ค่ะ ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว พี่สอนหนูเองนะว่าตอนทานอาหารกับตอนนอนห้ามพูด พี่ลืมไปแล้วเหรอคะ”

อวี่เจ๋อไม่รู้จะทำอย่างไรกับนักเรียนของตัวเองดี เขาทำได้แค่นั่งดีๆ กินซุปไก่ที่ป้อนมาตรงปากอย่างว่าง่าย แต่ในใจของเขาก็ยังรู้สึกเกรงใจอยู่ตลอด โตจนป่านนี้แล้วยังให้เด็กมาป้อนอาหารอีก และเขาก็รู้จักอวิ๋นตั่วดีด้วย เธอคงจะมาส่งข้าวส่งน้ำแบบนี้เรื่อยๆ จนกว่าเขาจะออกจากโรงพยาบาลแน่

“อวิ๋นตั่ว ต่อไปไม่ต้องมาส่งอาหารให้พี่แล้วนะ พี่ไม่ชินที่ตอนเช้าต้องกินอาหารเช้าพวกนี้”

“ถ้าอย่างนั้นพี่ชอบกินอะไรคะ บอกหนูเลย หนูจะไปบอกกับแม่บ้านหลิว”

“ตอนเช้าพี่กินโจ๊กนิดหน่อยก็พอแล้ว ที่โรงอาหารของโรงพยาบาลก็มี”

“โจ๊กข้าวขาวมีประโยชน์ที่ไหนกันคะ หนูได้ยินแม่บ้านหลิวชอบพูดว่า มื้อเช้าต้องกินเหมือนราชา มื้อเที่ยงกินเหมือนขุนนาง มื้อเย็นกินเหมือนชาวบ้าน อาหารเช้านั้นสำคัญที่สุด จะไม่ทานของดีๆ ได้ยังไงกันคะ มากินเนื้อไก่สักชิ้นเถอะค่ะ”

อวิ๋นตั่วตักเนื้อไก่ชิ้นหนึ่งป้อนเข้าปากของอวี่เจ๋อ นั่นคือเนื้อส่วนน่อง แต่น่องขานั้นดูใหญ่กว่าขานกพิราบไม่เท่าไร อวี่เจ๋อรู้สึกไม่สบายใจ คิดว่าเจ้าเด็กคนนี้คงไม่ได้แยกนกพิราบกับไก่ไม่ออกละมั้ง แต่ลองคิดดูอีกที อาจจะไม่ได้เข้าใจผิดก็ได้ ต่อให้เธอไม่รู้จัก แม่บ้านหลิวก็คงจะบอกเธอ

“สดดีมั้ยคะ”

อวี่เจ๋อพยักหน้า พูดตามตรงเลยว่าสดมาก เนื้ออ่อนนุ่มแต่ไม่เละ รสชาติก็ดีมากด้วย

อวิ๋นตั่วบอกว่า “นี่คือไก่ฟ้าบนภูเขาค่ะ ทุกๆ เดือนคุณพ่อจะให้คนไปหาไก่ชนิดนี้มา บอกว่าไก่ชนิดนี้ เอามาตุ๋นซุปได้ดีที่สุดแล้ว”

วิ่งเต้นไปชนบทโดยเฉพาะเพื่อหาไก่ตัวเดียวเนี่ยนะ เหมือนทำมะเขือผัดปลาแห้งในวรรณกรรมเรื่องความฝันในหอแดงเลย อวิ๋นตั่วไม่พูดก็ไม่เป็นไรหรอก แต่พอพูดออกมาแล้ว อวี่เจ๋อยิ่งรู้สึกเสวยสุขกับสิ่งนี้ไม่ไหว

“ต่อไปไม่ต้องมาส่งข้าวให้พี่แล้วนะ ถ้าเธอทำอีก พี่จะออกจากโรงพยาบาล”

“ยังไม่หายดีแล้วจะออกโรงพยาบาลได้ยังไงคะ” อวิ๋นตั่วเริ่มร้อนใจ

“แล้วเธออยากให้พี่หายดีมั้ยล่ะ”

“ก็ต้องอยากสิคะ”

“ถ้าอยากให้พี่หาย ก็ต้องเชื่อฟังพี่ ไม่อย่างนั้นพี่จะออกจากโรงพยาบาลจริงๆ ”

อวิ๋นตั่วรู้ว่าอวี่เจ๋อนั้นพูดจริงทำจริง ตอนเด็กอวี่เจ๋อให้เธอท่องบทกวีราชวงศ์ถัง แต่เธอไม่อยากท่อง จึงทำข้อตกลงกับเขา ถ้าภายในสามวันอวี่เจ๋อท่องบทกวีนั่นได้สามร้อยบท ต่อจากนี้ไปเธอจะไม่พูดอีกว่าจะไม่ท่องกวีราชวงศ์ถัง แต่ถ้าเขาท่องไม่ได้ก็ห้ามบอกให้เธอท่องมันอีก ผลก็คือสามวันหลังจากนั้น อวี่เจ๋อสามารถท่องกลอนราชวงศ์ถังที่เธอพูดชื่อมาทั้งหมดได้อย่างคล่องปรื๋อ แม้แต่หน้าไหน บทไหน ก็พูดออกมาได้อย่างชัดเจน จากนั้นเป็นต้นมา อวิ๋นตั่วจึงเชื่อฟัง จนถึงตอนนี้ เธอก็ไม่เคยพูดอีกเลยว่าจะไม่ท่องบทกวีราชวงศ์ถัง

“ก็ได้ค่ะ ต่อไปหนูจะไม่มาส่งอาหารให้พี่แล้ว” อวิ๋นตั่วรับปากอย่างไม่เต็มใจนัก

อวิ๋นตั่วเก็บใส่กระบอกเก็บความร้อน แล้ววางไว้ตรงตู้บนหัวเตียง

ผู้ป่วยเตียงที่อยู่ข้างกันพูดเตือนขึ้นมาว่า “หนูจ๊ะ ตอนนี้อากาศร้อน พอกินเสร็จแล้วรีบเก็บถ้วยเก็บชามดีกว่านะ”

“ค่ะ!” อวิ๋นตั่วยังเชื่อฟังคำพูดของคนอื่นอยู่ นี่คือสิ่งที่อวิ๋นเฉียวเคยบอกเธอ ฟังผู้มีประสบการณ์ไว้มากๆ ตัวเธอเองจะได้หกล้มน้อยหน่อย ตอนที่อวิ๋นเฉียวสอนคนอื่นนั้น ท่าทางของเขาก็ดูจะเข้าใจที แต่พอถึงทีของตัวเองดันสับสน หกล้มเยอะขนาดนั้น และก็ยังไม่ฟังคนอื่นอีก

อวิ๋นตั่วหยิบกระบอกกำลังที่จะนำไปล้าง อวี่เจ๋อก็นึกขึ้นได้ว่าหนูน้อยคนนี้ สิบนิ้วไม่เคยเปรอะเปื้อน จะไปล้างอะไรได้ที่ไหนกัน อย่างนั้นเขาก็รีบพูดขึ้นว่า “เดี๋ยวพี่ไปล้างเอง”

พออวิ๋นตั่วได้ยิน เธอก็รีบโบกมือ “พี่ไม่ต้องขยับตัวค่ะ เดี๋ยวหนูไปล้างเอง”

“เธอล้างเป็นเหรอไง” อวี่เจ๋อเผลอพูดความในใจออกมา

คำถามนี้ของเขาทำเอาอวิ๋นตั่วรู้สึกโกรธขึ้นมาเสียแล้ว “ในสายตาของพี่ หนูก็เป็นแค่คนไร้ประโยชน์ใช่มั้ยคะ”



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น