เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 23 คราปักษาพานพบดวงตาราชินีน้ำแข็งและนักดนตรีแห่งความหวัง

ชื่อตอน : ตอนที่ 23 คราปักษาพานพบดวงตาราชินีน้ำแข็งและนักดนตรีแห่งความหวัง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 344

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 22 เม.ย. 2561 20:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 23 คราปักษาพานพบดวงตาราชินีน้ำแข็งและนักดนตรีแห่งความหวัง
แบบอักษร

ตอนที่ 23 คราปักษาพานพบดวงตาราชินีน้ำแข็งและนักดนตรีแห่งความหวัง

“เพื่ออำนาจ เพื่อแผ่นดิน เพื่อบิดา องค์หญิงผู้มีนัยน์ตาดุจปีศาจร้ายต้องทนใช้ชีวิตในกรงขังที่เรียกว่าวังหลวง ท่ามกลางวังวนแห่งการแก่งแย่งชิงความโปรดปรานจากผู้ครองแคว้น นางที่อดีตชาติปางก่อนคือจ้าวนรกหากลัวไม่”

“ลากนางสนมชั้นต่ำนี้ไปตีให้ตายและเสียบหัวประจานให้พวกสัตว์เดรัจฉานรู้ว่าสิ่งของของข้าหาใช่สิ่งที่พวกมันแตะต้องได้…”

          กาลครั้งหนึ่ง เด็กสาวนามว่า ลีโอน่า เป็นสมาชิกในคณะละครสัตว์ยูโกคันนะ[มนตราแห่งแปดพิภพ] นางแบกกระเป๋าไวโอลินของต่างหน้าบิดามาเริ่มต้นชีวิตทำงานในฐานะเด็กทำความสะอาดเวที คนใช้ แม่บ้าน เด็กขัดรองเท้าและคนให้อาหารสิงโต กาลเวลาผ่านไปนานแรมเดือนหัวหน้าคณะละครสัตว์ถึงเล็งเห็นความสามารถที่ซ้อนเร้นภายในฝีมือบรรเลงบทกวีของลีโอน่า เขาให้เด็กสาวสีหน้าแววตาฉาบด้วยความเฉยเมยไร้ชีวาขึ้นแสดงบนเวทีร่วมกับสมาชิกนักแสดงคนอื่น และลีโอน่ามิทำให้ใครผิดหวัง การแสดงครั้งแรกสร้างสรรค์ความประทับใจแด่ผู้รับฟังบทเพลงอันเป็นนิรันดรและเปี่ยมด้วยความรู้สึกดั่งบทกวีแห่งเทพปักษา ทำนองตราตรึงและดึงดูดหัวใจผู้สดับฟังให้ลุ่มหลงและจมดิ่งสู่ห้วงแห่งวรรณศิลป์ นักดนตรีผู้เลืองชื่อยกย่องลีโอน่าเป็นอัญมณีเล่อค่าที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก เด็กสาวผู้มีดวงใจเย็นชาทว่าภายในอบอุ่นประหนึ่งฤดูร้อน นางมิคิดว่าฝีมือไวโอลินของตนจักมีชื่อเสียงและทำให้ทุกคนมีความสุขเช่นนี้ นางประหลาดและแอบดีใจโดยมิบอกผู้ใด เก็บงำความสุขคราวนั้นไว้ในไดอารี่เล่มบางมีกระดาษสี่ร้อยหน้า  

           ช่วงเวลาแห่งความสุขมิอาจคงกระพัน เพราะบนโลกกว้างใหญ่ มีผู้มากพรสวรรค์มากคณาราวดวงดาวบนฟ้า คณะละครสัตว์และลีโอน่าเมื่อเผชิญหน้ากับหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ปัญหาสงคราม การเดินทางข้ามแคว้น ความท้าทายถาโถมดั่งคลื่นยักษ์พัดกระทบชายฝั่งหมายกลืนกินแผ่นดินใหญ่ให้จมลงสู่ก้นทะเลลึก พัดสาดทำลายอดีตเพื่อสร้างอนาคตยุคสมัยใหม่  

          ชื่อเสียงคณะละครสัตว์คอยๆจางหายอย่างช้าๆราวภาพลวงตาที่คอยๆปรากฏความจริงทีละส่วน ท้ายที่สุดก็เหลือไว้เพียงตำนานเล่าขาน และเรื่องราวอันเป็นบทประพันธ์ลื่อลั่นดั่งประวัติศาสตร์ที่มิมีผู้ใดจดจำ  

          “ขอบคุณทุกท่านที่อยู่ด้วยกันจนถึงวันนี้”

          คำประกาศของหัวหน้าคือคำกล่าวยอมรับชะตากรรมที่มิอาจฝืนรั้น ปีแล้วปีเล่าที่ผู้คนเริ่มหายหน้าหายตา ลีโอน่ารู้แล้วว่าวันนี้ต้องมาถึง นางเตรียมใจและข้าวของเรียบร้อย พร้อมแยกจากเพื่อนที่เปรียบเสมือนครอบครัว จากปีนั้นกระทั่งปีนี้ เด็กสาวโตเป็นหญิงสาวอายุสิบแปด นางรู้สึกใจหายและอ้างว้างเหลือเกิน

          หัวหน้าคณะเตรียมแผนรับมือและที่ทำงานไว้ให้สมาชิกทุกคนหลังปิดคณะละครสัตว์ ลีโอน่าได้รับงานเช่นกัน กระนั้นนางบอกปัดปฏิเสธและคิดหวังเดินทางเพื่อทำตามความฝัน นางเข้าคณะละครสัตว์พร้อมไวโอลินและนำไวโอลินตัวเดิมออกไปท่องต่างแดน เริ่มดำรงชีวิตด้วยลำแข้งนุ่มๆอย่างกล้าหาญ

          มิว่าสุขหรือทุกข์ขอให้ลูกมีบทเพลงอยู่ในใจเสมอ

          ณ ใจกลางเมือง ตึงสูงเรียงราย พุ่มไม้ดอก ถนนหนทางเงียบเหงามีเสาไฟประปราย ผิวแม่น้ำสงบนิ่งมีคลื่นกระเพื่อมเบาๆ มนุษย์ เด็กเล็ก คุณยายและหลานชาย บรรยากาศชื่นแฉะเพราะไอฝน ท่ามกลางสรรสิ่งเหล่านี้มีหญิงสาวผู้หนึ่ง  

         “ฟู…”

          ทำไมฤดูฝนถึงหนาวเย็นยะเยืองเช่นนี้ ลีโอน่าแหงนหน้ามองฟ้าสีเทามีความเย็นชาสี่ส่วน ยามกลางวันมีผู้คนสวมชุดสีโทนดำเดินบนถนนมิมากนัก หญิงสาวสวมเสื้อกันหนาวทับเสื้อชั้นใน กระโปรงลายตารางหมากรุกพลิ้วปลิวตามแรงลมกระหน่ำ ดวงตาสีแดงทับทิมหยาดเหยิ้มฉายความเร่าร้อนสองส่วน หางคิ้วบางๆประหนึ่งดวงตาหงส์ขับให้นางมีความงามราวเจ้าหญิงผู้แอบซ่อนในสวนกุหลาบ เรือนผมสีดำน้ำตาลเรียบลื่น ยาวเหยียดประหนึ่งปลายพู่กันที่โบกสะบัดปิดซ่อนแผ่นหลัง ฝ่ามือเรียวมีออร่าเปล่งปลั่ง

           นักไวโอลินสาวเดินเตาะแตะพลางภาวนาในใจมิให้ตนหนาวตายในเพลานี้ อยากน้อยก่อนหนาวตาย นางอยากได้ชาร้อนๆสักแก้ว คุกกี้ช็อกโกแลตชิพ แพนเค้กราดน้ำผึ้งหวานๆและเป็นไปได้นางอยากเขียนจดหมายส่งให้พี่น้องสมาชิกละครสัตว์ทุกคนด้วย  

           นางเดินชิดขอบริมถนนที่มีรถม้าวิ่งสวนทาง โคมไฟไร้เปลวเทียนเรียงรายทอดยาวสุดหางตา บนพื้นก้อนอิฐสี่เหลี่ยมมีแอ่งน้ำใสและผืนท้องนภามัวหมอง ลีโอน่าถอนหายใจเสียงดังเฮือก หัวคิ้วขมวดด้วยความกลัดกลุ้ม ในมือถือกระเป๋า ผ้าพันคอไหมพรมพัดสะบัดลู่ลมเสมือนหางปลา

          ชั่วขณะนางใจลอยครุ่นคิดเรื่องสภาพอากาศ ตอนที่นางมิรู้ตัวว่าตนเองกำลังเดินข้ามถนนที่มีรถม้าวิ่งสัญจร หญิงสาวแว่วยินเสียงม้ากรีดร้องตื่นตกใจ ในยามนั้นสมองนางขาวโพลนมิทราบว่าต้องทำเช่นไร เบื้องหน้าปรากฏภาพม้าสีดำทมิฬสองตัวเงื้อกลีบเท้าสูงเหนือศีรษะ คนคุมม้าสีหน้าหวาดผวาสองมือดึงเชือกพยายามเหนี่ยวรั้งม้าสุดแรง เจตนามิให้พวกม้าเหยียบกระทืบหญิงสาว   

          ความตระหนกแผ่ซ่านทั่วใบหน้า ดวงตาเฉยเมยเบิกกว้างด้วยความกลัว

          “ฮี!!”

          โครม!!

          รถม้าพุ่งถลาไปจอดบนริมฟุตบาทคราวเดียวกับที่เงาดำเคลื่อนไหวตัดผ่านรถม้าและหญิงสาว ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งเนื้อกายกำยำราวนักสู้กระโจนเข้ากระชากตัวลีโอน่าอย่างว่องไหว หญิงสาวหลับตาปริบ นางรู้สึกถูกใครบางคนกอดรัดเอาไว้อย่างแน่นหนาปานประหนึ่งจักบดขยี้นางให้แหลกเละ ลีโอน่าฝืนลืมตาเมื่อรับรู้ถึงโชคชะตาที่ยังมิขาดสะบั้นและช่วงชิงชีวิตตน แววตาสีแดงสั่นระริกคอยๆเหลียวมองรอบด้านและเงยขึ้นพลั่งต้องตะลึงทันที  

           “ท่านพี่บาดเจ็บหรือไม่”

           เสียงร้องดังลั่นครั้นมันช่วยกู้สติลีโอน่า หญิงสาวนอนซุกหัวในอ้อมแขนชายหนุ่ม เขาผู้มีใบหน้าเย็นชาปานภูเขาน้ำแข็ง แววตาสีเงินทอประกายความดุร้าย เยียบเย็น อันตรายปานหมาป่าแห่งทุ้งต้องห้าม ฝ่ามือเนียนขาวและวงแขนที่พยุงตัวลีโอน่าลุกยืนอย่างใส่ใจ หญิงสาวหน้าแดงระเรื่อด้วยความเขินอายยามสัมผัสถึงไออุ่นและความเย็นจากจุดที่ชายหนุ่มแตะสะกิด คราวนางยืนนิ่งมั่นคงจึงลอบพินิจผู้ช่วยชีวิตนางอีกครั้ง

          เรือนผมยาวยิ่งกว่าสตรีมีสีเงินยวดราวจันทรา ยิ่งมันต้องแสงอรุณทิวาขาวโพลนยิ่งขับให้เส้นผมแต่ละเส้นทอระยิบระยับดุจขนปีกนกกระเรียง ชุดอาภรณ์สีดำดุจขนปีกอีกา รองเท้าหนัง และหมวกขนสัตว์ใบใหญ่ เขาคล้ายทูตเจรจา นักดนตรี เจ้าชายผู้หล่อเหลา รอบกายอบอวลด้วยกลิ่นไอแข็งกร้าว เย็นชา ร้อนแรงเฉกเช่นเปลวเพลิงปักษาสวรรค์

          แววตาเหยี่ยวอาบด้วยความเฉยชายิ่งกว่าลีโอน่าพันทวี ราวว่ามันมีมนสะกดให้สตรีลุ่มหลงยากลืมเลือน

          เมื่อครู่คือเสียงน้องสาวชายหนุ่มตกใจเมื่อทราบว่าพี่ชายสุดที่รักกระโจนเสี่ยงชีวิตช่วยเหลือหญิงสาวหน้าตาเซ่อซ่า เด็กสาววัยสิบห้าหกมีใบหน้าแววตาน่ารักน่าชัง โครงร่างใบหน้าคล้ายคลึงพี่ชายแปดส่วน กระนั้นยามมองลีโอน่าในอ้อมแขนชายหนุ่ม แววตาคู่งามกลับสาดความรู้สึกคุกขามปานจักเชือดคออีกฝ่ายก็มิปาน

          เคียงแค้น เกรียดชัง ปฏิเสธทุกอณูของลีโอน่า แค่มองผ่านๆก็รู้ว่าหน้านางมีประโยคขับไล่รุนแรง

          ปล่อยมือจากพี่ชายข้าสิย่ะ อีชะนีนี่

          “ขอบคุณค่ะ”ลีโอน่าพึมพำเสียงบางเบาดั่งเสียงกระซิบ นางปล่อยมือจากแขนชายหนุ่ม พลันมือตบอกที่ด้านในหัวใจเต้นตึกตักด้วยความสะพรึง ถ้าเมื่อครู่ชายหนุ่มมิช่วยนางไว้ บางทีนางอาจถูกม้าเหล่านั้นเหยียบจนพิการ

          “ถนนหนทางล้วนมีอันตราย เจ้าควรมีสติกว่านี้”

          เขาหรี่ตาสั่งเตือนลีโอน่าให้นางรู้จักระมัดระวังมิใช่คิดฟุ้งซ่านขณะเดิน หลังจากเอ็ดหญิงสาวจนนางอับอายหน้าร้อนผ่าว ชายหนุ่มและน้องสาวพลัดจากไปท่ามกลางฝูงชน น้องสาวเขาหันหน้าและแลบลิ้นใส่ลีโอน่าเป็นการล้อเลียน หญิงสาวมิโกรธแต่รู้สึกละอายใจยิ่งกว่าเดิม นางได้แต่ก้มหัวขอบคุณและขอโทษ ใจรู้สึกผิดยิ่งนัก           คราวความเสียใจลดลง ลีโอน่าเหม่อมองทิศทางที่ชายหนุ่มจากไป นางคิดถึงแววตาของชายหนุ่มแปลกหน้า ช่างเป็นแววตาเหยียบเย็นดั่งดวงตาราชินีน้ำแข็ง ลีโอน่ามิอาจลบแววตาคู่นั้นจากใจ นางถอนหายใจและส่ายหน้าระอา พลางขอโทษทุกคนๆรอบข้างที่กำลังยืนมุงดูเหตุการณ์ นางจ่ายค่าเสียหายให้คนขับรถม้า เพราะสาเหตุของเรื่องเกิดจากความสะเพร่าของนาง หลังเหตุการณ์เลวร้ายผ่านพ้น ลีโอน่าเลิกบ่นอุบเรื่องอากาศ ตั้งจิตแน่วแน่มิใจลอย นางลูบท้องน้อยรู้สึกหิวข้าว พึ่งผ่านเรื่องอันตราย นางใคร่อยากหาขนมเติบท้องสักหน่อย…

--

หนูคงทำให้แม่ผิดหวังมาก.. เสียงอันเศร้าสร้อยแผ่วสงบลงไปพร้อมกับแสงสีขาวที่ขยายใหญ่ขึ้นทีละนิด โลกสีดำถูกสีขาวโพลนย้อมแปรเปลี่ยนเป็นภาพพร่ามัวคล้ายกระจกมีฝาเกาะแน่น ขนตาบางสั่นเทิ้มคราวลืมขึ้นมองโลกที่ซึ่งมีความฝัน ความหวัง และเรื่องราวที่ยากจักคาดเดา เมรัยตื่นขึ้นด้วยรู้สึกถึงแรงเขย่าบนหัวไหล่ นางปรายตาเห็นเรไรกำลังมองสบนัยน์เนตร

ดวงตาสีฟ้าน้ำเงินใสกระจ่างมีความห่วงใย กังวลสี่ส่วน

เมรัยกระพริบตายกมือเช็ดคาบน้ำตา ยกยิ้มคล้ายคนพึ่งหายป่วย “สวัสดียามเช้า เรไร”

“เย็นแล้วย่ะ”

หมอผีน้อยผงะ นางกระแอมแสร้งทำเป็นมิได้ยินพลางขยับเอวลุกนั่ง ส่ายหัวและลืมตาอีกครั้ง มองภาพทิวทัศน์ด้านนอกรถม้า แลเห็นทุ้งข้าวสาลีพัดต้องริ้วคลื่นลม ป่าสนอันรกร้าง และถนนที่มีแอ่งโคลนเป็นหลุมบ่อ

แสงเดือนสุกสกาว ดวงดาราร้อยเรียงทอระยับ

“อยากทานข้าวปั้นหรือไม่”คราวนี้ฝ่ายถามคือนารี ดวงดาวน้อยนั่งข้างๆหมอผีน้อย เมื่อครู่นารีและเรไรเห็นเมรัยร้องไห้เงียบๆแม้กำลังนอนหลับ ทั้งสองคิดว่าเมรัยฝันร้ายกระมัง กระนั้นพวกนางมิรู้ว่าเมรัยฝันร้ายถึงเรื่องใด เรื่องใดกันที่ทำให้สหายสาวหลั่งน้ำตาด้วยความโศกเศร้า

 “ใกล้ถึงเมืองนีออนยังหรือ”

“อีกมิไกลแล้ว”

“เช่นนั้นข้ารอหาข้าวกินที่เมืองดีกว่า”

เมรัยฉีกยิ้มพลางบิดขี้เกียจ อากาศลมฝนเป็นใจให้รู้สึกอยากงีบตลอดวัน สามสาวน้อยวัยกระเตาะนั่งเล่นบนท้ายกระบะรถม้า พวกนางพูดคุยและจินตนาการถึงเมืองนีออนว่ามันจักเป็นเมืองเช่นไร เมรัยแม้อยู่บนโลกนานกว่าเพื่อน ทว่านางมิเคยเหยียบย่างเดินออกนอกเมืองลักกี้สักครั้ง จึงไม่มีทางรู้เลยว่าเมืองต่างๆของมนุษย์เป็นเช่นไร มีหมู หมา แมวหรือไม่ บางทีอาจมีผีดิบและปีศาจกระมัง เมรัยครุ่นคิดเพลิดเพลิน ภาวนาอย่างให้ความคิดไร้สาระของนางเป็นจริง เพราะหากเป็นจริงดั่งฝัน นางคงสิ้นชีพคนแรก

ขบวนคาราวานขนสินค้าเดินทางถึงเมืองนีออน ม้าลากรถสะบัดหัวร้องคำรน พลางกระทืบกลีบเท้ากรุบกรับ เมรัย นารี เรไร กระโดดลงจากรถม้า ต่างคนต่างยืนอ้าปากค้างมองเมืองนีออนอย่างตะลึงงัน

“ขอต้อนรับสู่นครแห่งแสงตะเกียงคุณหนู”

คนขับรถม้าฉีกยิ้มกว้าง พลางบอกต้อนรับผู้เยี่ยมเยือนด้วยไมตรี มิตรภาพ และคำแนะนำสารประโยชน์  

เมืองนีออน มีผู้คนอาศัยมากกว่าห้าพันครอบครัว เป็นเมืองขนาดกลางที่มีความกว้างของพื้นที่น้อยกว่าเมืองหลวงสามส่วน ประชาชนพื้นเมืองที่อาศัยเติบโตที่เมืองนีออนมีลักษณะนิสัยใจดี อ่อนโยน มองโลกในแง่ดี เข้มแข็ง และมีความเชื่อมั่น ชาวเมืองแปดส่วนเป็นคนจิตใจดีบริสุทธิ์ มิมีอาชญากรหน้ากลัวเหมือนเมืองอื่น ที่นี้มีลักษณะบ้านพักอาศัยเป็นตึกแถวเรียงรายทอดยาวและสูงตระหง่าน โทนสีดำ สีเทา แลมืดมิดดุจมุมใต้โต๊ะ กระนั้นสิ่งที่ทำให้เมืองนี้สวยงามคือ แสงตะเกียง

แสงไฟริบหรี่สีส้มดุจเปลวเพลิงมีชื่อเรียกว่า เปลวไฟแห่งความหวัง มันส่องไสวทั่วทุกหนแห่ง บนเสาไฟตั้งชิดริมถนน ในร้านค้าเสื้อผ้าและรองเท้า ในหน้าต่างบ้านพักและโรงเรียน ทุกๆที่ไม่ว่าใต้สะพานไร้คนสัญจร แสงไฟที่ลุกโชติช่วงยามค่ำคืนทำให้เมืองนีออนสว่างสวยงามราวเมืองในแดนเทพนิยาย เป็นนครแห่งแสงสีที่มีเพียงแห่งเดียวในโลก ชาวเมืองที่นี้ไม่ว่าใครก็เติบโตและมีชีวิตพร้อมกับเปลวไฟในตะเกียง

เปลวไฟที่ส่องสว่างคอยนำทางผู้คนในยามท้องฟ้าไร้ดวงดาว คือตำนานของ ภูตตะเกียง เรื่องราวของภูตวิเศษที่มอบความหวังและสานต่อเรื่องราวมหัศจรรย์ดั่งพ่อมดแห่งหอคอยอีกา

ชื่อเสียงและเอกลักษณะพิศวงทำให้เมืองนีออนมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า นครแห่งภูตถือตะเกียง [เปลวไฟที่มิมีวันมอดดับและจักชี้นำผู้หลงทางตลอดกาล]

“สวยจัง”

รถม้าวิ่งตะลอน ผู้คนเดินคึกคัก บรรยากาศอบอุ่น ครื้นเครง แววเสียงหัวเราะซุกซน มีความมืดและแสงตะเกียงประปรายราวภาพวาดสีน้ำที่ระบายด้วยสีส้มอรุณและสีดำเขม่าผสานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ก่อเกิดเป็นภาพวาดวิจิตการตาน่าหลงใหล แต่ละผู้มีรอยยิ้มประดับงดงาม เด็กเล็กวิ่งเล่นไล่จับ ผตาเฒ่ายายแก่นั่งมองหลาน ยามพลบค่ำมีร้านค้าเปิดทำการ และย่านตลาดมีสินค้างขายน่าเดินชม เมรัยอ้าปากยิ้มจนปากค้าง นารีและเรไรสบตากันพลันหัวเราะเบาๆ

หอคอยนาฬิกา หอสมุด หอจดหมาย สถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ใช้วันสามวันก็เดินดูมิหมด พวกเมรัยมิอาจเสียเวลา กระนั้นพวกนางอยากเที่ยวเล่นในเมืองนีออนยิ่งนัก เมรัยต้องเก็บกดความอยากไว้ในกล่องหัวใจ และให้ความสำคัญต่อภารกิจเป็นอันดับแรก เรื่องงานสำคัญ เรื่องอื่นเอาไว้ทีหลัง

“กินข้าวกัน”

แต่เหนือกว่าทุกเรื่องคือเรื่องกิน คติเมรัยคือ กินให้อิ่มก่อน เรื่องอื่นคอยทำทีหลัง

“เรไรอยากทานอะไรหรือ”เมรัยเอ่ยถามอย่างมีหวัง แท้จริงนางอยากกินทุกอย่าง แต่ต้องให้อำนาจน้องเล็กเป็นคนเลือก ซึ่งเรไรคิดอยากทานทุกอย่างเช่นกัน แต่เรื่องแบบนั้นคงทำมิได้ในการกินมื้อเดียว ปักษาน้อยครุ่นคิดจริงจัง ให้นางเลือกหรือ เลือกยากจัง

“เช่นนั้น พวกเราลองเดินดูก่อนดีหรือไม่”

นารีแนะเสียงนุ่ม เรไรและเมรัยพยักหน้า และแล้วทั้งสามจึงเริ่มย่างกรายเสาะหาร้านอาหารในย่านการค้า อาศัยทักษะเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม ปฏิบัติตัวให้คุ้นชินและผสมผสานกับฝูงชนชาวเมืองนีออน เด็กๆทั้งหลาย สีหน้ารื่นรมย์ ปรึกษาหารือเมื่อเดินผ่านร้านอาหารต่างๆ เมรัยแทบใช้หน้าเกาะกระจกร้าน ปากร้องอยากๆแต่ครั้งเห็นคนในร้านหนาแน่น นางจึงตัดใจเลือกร้านใหม่

เมรัยมิชอบสถานที่คนพลุ่งพล่านแออัด นางอยากทานเงียบๆและมีเสียงเพลงกล่อมเบาๆ

“ร้านนี้..”เรไรกระตุกแขนเสื้อนารี พูดเสียงสั่นด้วยความขวยเขิน นางใช้สายตาบอกนารี นารีและเมรัยจึงตอบรับ กลุ่มสาวน้อยเดินเข้าร้านอาหารพื้นเมือง และสั่งพิซซ่า กุ้งทอด และลาซานญ่าผักโขม เครื่องดื่มและมันบดเป็นของหวาน รสชาติที่สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นเมืองอย่างเนื้อไก่ ปลา กุ้งและซอสแฝงความแผดร้อน ส่งผลให้อาหารมื้อนี้อร่อยจนทั้งสามรู้สึกเหมือนขึ้นสวรรค์ วิญญาณละลาย

มิอยากยอมรับ แต่รสชาติช่างหอมหวานกลมกล่อมยิ่งกว่าอาหารฝีมือลุงซิงเสียอีก

“รู้สึกผิดต่อลุงซิงจัง”

“ลุงซิงมิว่าหรอกน้า”

เมรัยตักผักโขมยัดปากทั้งน้ำตา นารีกินอย่างมีมารยาท เรไรทำตามด้วยความสนอกสนใจ ทั้งสามกินจนท้องป่อง รู้สึกมิอยากเคลื่อนไหวจึงนั่งพักให้อาหารย่อยในร้านที่ตกแต่งด้วยเก้าอี้ โต๊ะ วัสดุทำขึ้นจากไม้ชั้นหนึ่ง โคมไฟลวดลายวิจิตรโอ่อ่า ภาพแขวนผนังราคาแพง พื้นห้องปูด้วยกระเบื้องสีน้ำตาล ผู้คนในร้านมีไม่มาก คิดว่าคงเป็นเพราะสาเหตุที่ตั้งร้านมิคอยสะดุดตา ทำเลที่ตั้งมิเหมาะ

ร้านนี้ตั้งอยู่นอกย่านการค้า ในพื้นที่ที่มีผู้คนไม่มาก บรรยากาศแลเงียบเหงา ทว่าอบอุ่นดั่งเปลวไฟที่ส่องสว่างในที่มืดมิด ประกอบดับสวนดอกไม้ใกล้ๆทำให้มีวิวธรรมชาติ คลองน้ำ แปลงดอกไฮเดรนเยียสีชมพู สีฟ้า และสีขาว แลมีความรักละมุนละไม   

เมรัยชะโงกหัวมองสวนดอกไม้นอกร้าน นารีนั่งตัวตรงหลับตา เรไรตบหน้าท้องพยายามให้มันทำงานเร็วๆ

“แถวนี้มีที่พักหรือไม่”

“จะลองถามคนในร้าน”  

เมรัยตัวไถลลงจากเก้าอี้โซฟาท่าทางอยากกลิ้ง นารีแผ่วตอบเสียงเบาพลางลืมตาขึ้น ดวงดาวน้อยกวักมือเรียกบริกร ชายหนุ่มวัยสิบแปดปีหน้าตาหล่อเหลามีท่วงท่าองอาจ สีหน้าสลักรอยยิ้มรับลูกค้าให้ความรู้สึกพร้อมตอบรับความต้องการทุกประการ นารีเอ่ยถามชายหนุ่มคนนี้เพราะนางคิดว่าเขาคงคุ้นชินและมีความรู้เรื่องสถานที่ไม่น้อย ซึ่งนางคิดถูก ชายหนุ่มบอกว่าใกล้ๆร้านมีโรงแรมชื่อออสการ์ บอกลักษณะและราคาได้อย่างถูกตรง รายละเอียดแน่นราวว่าชายหนุ่มเป็นเจ้าของดโรงแรมก็มิปาน

“ที่จริงเจ้าของโรงแรมคือคุณป้าข้าน่ะครับ ถ้าหากพวกคุณไปพักแล้วบอกว่าข้าแนะนำนะ”

ชายหนุ่มยิ้มร่าสุดท้ายก็มิอาจปิดบังความในใจ เสริมให้ดวงดาวน้อยสนใจอีกว่า โรงแรมมีอาหารเช้า กลางวัน เย็นคอยบริการฟรีไม่คิดเงิน นารีฟังพลางส่ายหัว คิดในใจว่าชายหนุ่มผู้นี้มีแววพ่อค้าเสียจริง แม้พวกนางยังมิตอบรับ กระนั้นก็วานล้อมจนอยากไปพักให้ได้ นารีมิคิดมากเรื่องที่พัก ขอแค่มีเตียงซุกหัวนอน ดวงดาวหันคุยกับสหาย เมรัยมิโต้แย้ง ปล่อยให้นารีตัดสิน เรไรก็มิมีปัญหา

“เช่นนั้นช่วยคิดเงินให้พวกข้าด้วย”

จ่ายเงินค่าอาหารและรับแผนที่จากชายหนุ่ม สามสาวน้อยเดินช้าๆเพื่อมิให้ท้องจุก เมรัยเดินมือกุมท้อง กุมท้องตัวเองมิพอยังใช้มือบีบๆท้องเรไรอีกด้วย ปักษาน้อยตกใจหน้าแดง รีบถอยหนีทันที เป็นเหตุให้นางจุกแน่น สีหน้าย่ำแย่ เมรัยหัวร่อสนุกในความทุกข์ผู้อื่น

          โป้ง

          “โอ๊ย”ทันใดที่เห็นเมรัยแกล้งเรไร นารีเป็นต้องใช้พัดกระดานฟาดหัวเมรัยทันที เมรัยและเรไรยัดเนื้อลงท้องจนท้องกลมดิก พุงขยายใหญ่เหมือนสาวมีครรภ์ ให้เดินเร็วๆไม่ไหว นารีเสนอให้พวกนางนั่งพักอีกสักครู่

          “เรไรลองลูบท้องข้าสิ”

          พูดมิจบพลางจับมือเรไรมาแปะท้องตนเอง ปักษาน้อยตกใจแล้วตกใจอีก นี่ถ้าให้นางตกกะใจอีกรอบมีหวังหัวใจนางแตกแน่ เรไรชักสีหน้าอยากชักมือกลับเช่นกัน แต่เมื่อนิ้วแตะท้องเมรัยแล้วรู้สึกนุ่มนิ่มมิอยากปล่อย ปักษาน้อยหงุดหงิดใจยิ่งนัก มิอยากทำตามที่เมรัยสั่ง แต่ร่างกายกลับตอบรับด้วยการลูบไล้อย่างมิอาจต่อต้าน “เสียวจัง”หมอผีน้อยยิ้มตาหยี่

          “อะแฮ่ม ช่วยสำรวจด้วยเมรัย”

          “แถวนี้ไม่มีคนอื่นเสียหน่อย”นารีมองค้อนเมรัยใหญ่ๆ นารีนั่งกางแผนที่พินิจวิเคราะห์ ชายหนุ่มคนเมื่อครู่เขียนแผนที่ได้ยอดเยี่ยม ลายมืออ่อนช้อย บอกเล่าทุกส่วนตั้งแต่ถนนที่ต้องใช้ไปกระทั่งถึงตำแหน่งสิ่งรอบข้าง อย่างป้ายสัญลักษณ์ หรือต้นไม้ลักษณะพิเศษ

          ฝีมือเขียนแผนที่ดีกว่าเมรัยสิบเท่า

          “พวกเจ้าได้ยินเสียงเพลงหรือไม่”

          จู่ๆเมรัยโพล่งขึ้น นารีและเรไรหันขวับมองเมรัยอย่างมิเข้าใจสาร หมอผีน้อยกระดิกหูหลับตาตั้งใจฟังเสียงคล้ายเสียงดนตรีแผ่วเบาที่ลอยมาในสายลมรัตติกาล นารีหลับตั้งใจฟังด้วย กระนั้นนางมิยินเสียงใด แม้แต่เสียงลูกหมาร้อง

          เรไรสงสัยเช่นกัน แต่มิอยากทำเหมือนเมรัย จึงหลับตาข้างเดียว

          ปักษาน้อยและดวงดาวน้อยมิได้ยินเสียงใด ทว่าหมอผีน้อยได้ยินจริงๆ

          “ทางนี้”

          “รอเดี๋ยว”

          เมรัยลุกพรวดพราด และวิ่งไปตามถนนด้วยความเร็วปานวิ่งหนีหมาหน้าปากซอย นารีและเรไรอยากวิ่งตามแต่ติดที่เรไรตัวหนัก ท้องแน่น ให้วิ่งตามนี่พอถึงจุดหมายแล้วมีหวังได้เป็นลมแน่ๆ สองสาวสบตากันด้วยความห่อเหี่ยว กังวล และจนปัญญา  

          รู้สึกสงสารเมรัยทันที เมื่อคิดถึงฉากจบของสหายที่วิ่งทั้งที่รู้ตัวว่าวิ่งไม่ไหว…

--

ดนตรีแห่งความหวังดังแผ่วบางดุจดั่งเสียงกระซิบกระซาบของภูตแห่งความฝัน ทุกจังหวะไพเราะทำให้เมรัยหวนนึกถึงคำพูดสหายรัก ‘คนที่สองที่พวกเราต้องตามหาคือ นักดนตรี ลีโอน่า’ คำบอกใบ้จากน้องสาวนารีมีแค่ชื่อและอาชีพเท่านั้น “ใช่นางรึเปล่านะ”เมรัยวิ่งกำหมัด สีหน้าแววตาขยายกว้างพร้อมสอดส่องทุกสิ่งรอบด้าน นางวิ่งฝ่าฝูงชน ผ่านชั้นวางกระถางต้นคุณนายตื่นสาย ขึ้นสะพาน และกระโจนลงจากขั้นบันได เด็กสาววิ่งตะลอนทั่วทุกซอกซอยพยายามไล่ตามเสียงดนตรีที่ดังชัดเจนขึ้นทุกครั้งเมื่อ ยิ่งยินเสียงยิ่งเร่งฝีเท้า หัวใจสัมผัสถึงกลิ่นไออบอุ่นเจือจาง หมอผีน้อยมิมั่นใจว่านางกำลังไล่ตามเสียงเรียก หรือไปตามความหวังกันแน่

          นกกระจอกสร้างรังบนต้นสน แอ่งน้ำใสแตกซ่านยามรองเท้าเหยียบกระแทง สายลมพัดกรีดพวงแก้มรู้สึกเหยียบเย็น เมรัยยกมือปัดเส้นผมที่ลู่ตกปิดบังดวงตา ช่วงขณะที่นางกำลังจัดการเส้นผมเจ้าปัญหา หมอผีน้อยพลั่งพลาดย่ำเท้าจมแอ่งน้ำใสเป็นเหตุให้ลื่นเสียหลัก เมรัยร้องอะๆประครองตัวมิให้ซวนเซจนล้มหน้าทิ่ม นางกระโดดและแกว่งแขน อดชื่นชมความพยายามของตนเองมิได้ เพราะท้ายที่สุดนางสามารถยืนนิ่งและเริ่มวิ่งใหม่ ฉับพลันนางหยุดผงะตอนเสียงดนตรีหายไป เมรัยหลับตามือป้องหู ชั่วนาทีที่กำลังจักถอดใจ พลันมีเสียงเพลงดังกังวานร้องเรียกอีกหนึ่งหน

          “ฮึๆ”เมรัยหัวเราะพลางรีบวิ่งเหมือนเสือดาว นางไล่ตามประกายแสงสีทองที่สาดส่องชี้ทาง กระแสวิญญาณกำลังตรงดิ่งสู่เป้าหมายเหมือนเมรัย พวกวิญญาณกำลังไล่ตามแสงความหวัง บทเพลงของนักดนตรีนั้นชักนำทุกผู้ให้หัวใจร้อนผ่าวเต้นตึกตัก ไม่ว่ามนุษย์หรือวิญญาณ

          ดวงเดือนลอยเด่นเหนือศีรษะ เมรัยวิ่งแบกท้องถึงสวนสาธารณะ ในสวนมีผู้คนพลุ่งพล่านราววันขึ้นปีใหม่

          ‘นางอยู่เมืองนีออน เมืองที่พวกเรากำลังไป’

          นารีใช้ไพ่สะกดรอยกำหนดพิกัดตำแหน่ง ลำแสงชี้นำให้พวกนางมาที่นี่ ในเวลานี้ เบื้องหน้าต้นไม้เหล็กเย็นยะเยือง โคมไฟนับร้อย และหญิงสาวผู้บรรเลงขับขานบทเพลงแห่งภูตตะเกียง

          “…”

          ไวโอลินส่งเสียงร้อนระอุและเย็นชื่นประหนึ่งฤดูร้อนและฤดูหนาว อบอวลด้วยความหวังความฝัน ผู้คนต่างยืนสดับรับฟัง ด้วยหัวใจมีความสุขผลิบานทั่วหฤทัย

           อีกด้านฝั่งลีโอน่า หญิงสาวพึ่งใช้เงินซื้ออาหารเย็นจนเงินในกระเป๋าลดลง นางคิดว่าในเพลากลางคืนเมืองนีออนมีผู้คนคับคั่ง เป็นเวลาอันเหมาะแก่การเล่นดนตรีหาเงินยิ่งนัก ลีโอน่ารู้สึกตนโชคดี พลางเลือกพื้นที่เปิดการแสดง เมืองนีออนมีสวนสาธารณะสิบแห่ง นางเลือกสวนที่มีผู้คนไม่มากไม่น้อย ในสวนเงียบสงบมีต้นไม้เหล็กขนาดใหญ่ และสูง มันคือต้นไม้ที่สร้างขึ้นจากฝีมือช่างหลอมโลหะ ดัดและบิดเป็นรูปทรงต้นหลิว มีกิ่งก้านกางแพร่กว้างไพรศาล บนกิ่งก้านมีตะเกียงไฟแขวนประดับประดาบ ลวดลายแต่ละอันสร้างแสงสว่างคล้ายใบไม้หลิวที่เรียวแหลม และเส้นสายพัดรำไร  

          ต้นหลิวโลหะมีชื่อเสียงเรื่องราว ต้นไม้ต้นนี้คือหนึ่งในฉากที่ภูตตะเกียงบรรเลงไวโอลินเพื่อสร้างไฟแห่งความหวังแด่ชาวเมืองนีออน ยามที่ผู้คนในเมืองถูกความชั่วร้ายครอบงำ  

          เสียงเพลงแห่งความเชื่อแรงกล้าดังกึกก้อง ปัดเป่าปีศาจร้ายให้หนีออกจากเมือง เป็นเหตุให้ต้นไม้เหล็กนี้มีชื่ออีกชื่อว่า ต้นตอตะเกียง

          สมัยทำงานร่วมกับคณะละครสัตว์ลีโอน่าได้เดินทางตลอดปี นางท่องเที่ยงเมืองมากมาย และเรียนรู้เรื่องเล่า นิทาน ตำนานต่างๆประจำเมืองนั้นๆทำให้นางมีความรู้มากลึกซึ้ง นางสามารถสร้างสรรค์บทเพลงและละเล่นเพลงพื้นเมืองได้อย่างชำนาญ ทำให้ทุกคนประทับใจชื่นชม

          เพลงที่ลีโอน่ากำลังบรรเลงในยามนี้คือ ท่วงทำนองภูตตะเกียง นับเป็นทำนองประจำเมืองที่ชาวเมืองนีออนคุ้นหู รู้จักกันทุกคน เป็นเพลงพื้นเมืองที่เด็กๆร้องได้ ผู้ใหญ่ร้องดี ไม่ว่ายามอาบน้ำ เล่นว่าว ทำกิจกรรม หรือยามสู้รบ เพลงภูตตะเกียงจักประทานพรให้ทุกคนประสบความสำเร็จ สร้างดวงไฟแห่งความเชื่อมั่น ทำให้ชาวเมืองนีออนมีแรงใจล้นหลามเท่าน้ำทะเลมหาสมุทร ท้องฟ้า และท้องนา  

          ความรู้สึกอบอุ่น สุขสงบ อ่อนโยน เรียบง่าย ดั่งเรื่องราวของภูตตะเกียงถ่ายทอดผ่านจังหวะดนตรีของลีโอน่าอย่างสนุกสนาม เพลงมีชื่อเสียงผสานความชำนาญทางด้านดนตรีของนาง ผลักดันให้ทำนองไวโอลินยามนี้ทรงพลังยิ่งกว่าเสียงระฆังสวรรค์  

          คราวถึงช่วงท่อนกลางเพลง พลังมาโฮของลีโอน่าเริ่มแสดงอำนาจ สร้างเหล่าสิ่งมีชีวิตในนิทาน อัญเชิญพวกมันให้โลดแล่นบนโลกแห่งความจริง นางระบำ ฝูงกระต่าย ตัวตลก และตัวเอกที่ขาดมิได้คือ ภูตตะเกียงที่ร่ายรำและเล่นไวโอลินประกบเคียงข้างหญิงสาว

          หมวกคลุมหัว รอยยิ้มภูตพราย และเปลวไฟสีส้มอ่อนเปล่งประกายระยิบระยับ 

          บรรยากาศยามเย็นมีสายลมอุ่นยิ่งกว่าคืนใด ชาวเมืองนีออนและผู้สัญจรหลับตาเคลิบเคลิ้ม รู้สึกตัวอีกทีก็ยามเพลงนั้นจบลงเสียแล้ว

          แผ่วเสียงลงอย่างนิ่มนวล ไล่ระดับสู่ความเงียบอันเป็นนิรัน คราวเหล่าสรรพเทวาบุคคลแห่งนิทานสิ้นสลาย

          ลีโอน่าหลับตาโค้งตัวอย่างสง่างาม พลันเสียงปรบมือดังสนั่นทั่วทุกสารทิศ

          “ยอดเยี่ยม”

          “วิเศษ”

          “เพราะมากเลยพี่สาว”

          ด้วยความยินดี ลีโอน่าคลี่ยิ้มเล็กๆมือรับช่อดอกกุหลาบจากเด็กสาวผู้น่ารักน่าชัง กระเป๋าใส่ไวโอลินที่กางเปิดไว้ข้างหน้ามีเหรียญเงิน เหรียญทองมากมายโยนใส่ข้างในราวสายฝนโปรยปราย ลีโอน่าก้มศีรษะขอบคุณทุกๆคนที่มีน้ำใจให้นางผู้ที่เพียงเดินทางมาแล้วก็จะเดินผ่านไป

          สายลมแห่งความภูมิใจยังคงพัดเป็นระยะ ค่ำคืนนี้บริเวณสวนสาธารณะได้รับพรจากภูตตะเกียง ทำให้ทุกคนรู้สึกเหมือนอยู่ในฤดูร้อนมิใช่ฤดูฝน

          พลังมาโฮแปรเปลี่ยนเป็นใบหลิวสีเพลิงปลิวว่อน ลีโอน่าก้มตัวเก็บเครื่องมือ ผ้าพันคอปิดซ่อนช่วงล่างใบหน้าทำให้มิรู้ว่า นางกำลังยิ้มหรือไม่

          “เจ้าคือลีโอน่าใช่หรือไม่”

          กลิ่นไอพลังมาโฮถูกความว่างเปล่าขับไล่ ลีโอน่าเงยหน้าขึ้นอย่างสงสัย เบื้องหน้านางคือสาวน้อยเมรัย

          ฝ่ายเมรัยฉีกยิ้มหน้าบาน ท่าทางเหมือนพึ่งเจอสมบัติของราชันมังกร ฝ่ายลีโอน่ามิรู้จักเมรัย นางเห็นเมรัยเป็นเพียงเด็กสาวน่ารักผู้มีดวงตากลมใสราวลูกแก้วแฝงความร้อนแรง

          หญิงสาวจัดผ้าพันคอ ดึงมันลงเผยมุมปากที่ยกโค้งบางๆ

          “เจ้าเป็นใครหรือ”

          น้ำเสียงนุ่มราบเรียบฟังแล้วรู้สึกเย็นสดชื่น เมรัยเอ่ยตอบอย่างตั้งใจ แรงใจเอ่อทะลัก “ข้ามีนามว่าเมรัย เป็นหมอผี”

          หมอผีหรือ ลีโอน่าให้ตะลึงในพริบตา นางมิทราบเหตุใดหมอถึงรู้จักชื่อนาง กระนั้นคิดว่าอีกฝ่ายคงมิมีเจตนาร้ายกระมัง เห็นหน้าตาไร้พิษสงด้วย ลีโอน่าจึงบอกชื่อจริงกับเมรัย

          “ใช่ ข้าคือลีโอน่า”

          “…”

          ไม่มีใครทราบว่าทำไมหลังจากบอกชื่อแล้ว เมรัยถึงยิ้มกว้างกว่าเดิม นางแลมีความสุขเหมือนได้ขนมจากเทพปักษา ลีโอน่าแผ่วหัวเราะ นางลอบมองข้ามหลังเมรัย แลเห็นสาวน้อยอีกสองนาง นารีกับเรไรเดินถึงสวน สองสาวน้อยอุสาเดินช้าๆแล้ว แต่ก็ยังเหนื่อยหอบ ปวดขาปวดเอว สีหน้าซีดเผือก นารีรับรู้ถึงสายตาที่จ้องมองมาจึงเงยหน้า คลี่ยิ้มละไมตอบรับ

          “อะ พวกนางคือเพื่อนข้า”พูดเสร็จก็พลันปวดท้องทันใด เมรัยยกมือปิดปากและกุมท้องทรุดเข่า เมื่อครู่นางตื้นเต้นมากเกินไปจนลืมตัวเสียสนิท ยามนี้อาการจุกเสียดปะทุรุนแรง นางขยับตัวมิได้ท่าทางเหมือนสุกรตัวกลมๆ

          “ว่าแล้ว”นารีส่ายหน้าระอา ทุกคนขบขันในสภาพเมรัยตัวสั่นระริกอย่างน่าสมเพช

          “พวกเจ้ามีธุระอันใดหรือ”ลีโอน่ามองเรไรและนารีประครองปีกเมรัยไปนั่งพักที่ม้านั่งใต้ต้นไม้เหล็ก นักดนตรีไวโอลินสาวแผ่วถามเมื่อเห็นเมรัยนั่งนิ่งแล้ว คนที่ตอบมิใช่ใคร คือนารีนั้นเอง

          “ข้าขื่อนารี ส่วนคนนี้คือเรไร ข้าเป็นเผ่าดารา เรียกให้พี่สาวเข้าใจก็ประเมินเป็นดาวตกที่ลงมายังโลก และมาทำคำขอพรของพี่สาวให้เป็นจริง”

          “คำขอพรของข้าหรือ”ความแปลกใจแสดงชัดบนใบหน้าสะคราญ ลีโอน่าพึมพำ มือแตะผ้าพันคออย่างขัดเขิน นางเคยขอพรกับดาวตกเรื่องนั้นเป็นความจริง แต่สิ่งที่นางขอมีมากมาย ขอให้วันนี้ไม่มีฝนตก ขอให้เพลงที่เล่นคืนนี้ทำให้ผู้คนมีพลัง ขอให้หมาอย่าวิ่งกัดนาง และอื่นๆ

          หน้าหญิงสาวซีดขาว เพราะคำขอมีเยอะแยะ มิรู้ว่าจักตอบนารีเช่นไร

          กลุ่มสตรีนั่งลงบนม้านั่งยาวที่รายล้อมเป็นวงกลม มีโต๊ะตรงกลาง เรไรนั่งประกบข้างเมรัยคอยดูแลหมอผีน้อย นารีนั่งข้างลีโอน่า ดวงดาวน้อยอธิบายเรื่องดาวตก คำขอพร และเรื่องราวเผ่าดาราพอให้อีกฝ่ายทราบ นารีเล่าว่าทำไมพวกนางถึงมาหาลีโอน่า เป็นเพราะลีโอน่าขอพรกับดวงดาวและคำขอพรนั้นได้รับการตอบรับจากน้องสาวนารี

          น้องสาวนารีอยากให้นารีช่วยทำคำขอพรขอลีโอน่า

          มนุษย์คนหนึ่งแน่นอนว่ามีความโลภมิน้อย ย่อมต้องมีคำขอมิน้อยเช่นกัน พวกเขามีความต้องการมิสิ้นสุด ซึ่งอาจไม่กล้าบอกใคร แต่พวกเขากล้าบอกกล้าขอกับดวงดาว คำขอที่แท้จริงและภาวนาให้สมหวังดั่งปาฏิหาริย์

          ด้วยเหตุนี้นารีจึงอยากถามลีโอน่าอีกครั้ง

          “พี่สาวปรารถนาสิ่งใดหรือ”

          แววตาสีเขียวมีริ้วคลื่นลมพัดวูบวาบ ทรงปัญญา และลึกล้ำ

          ลีโอน่าก้มหน้าครุ่นคิด หากว่าสาวน้อยคือคุณดวงดาวบนท้องฟ้าจริงๆ นึกถึงข่าวเรื่องดาวตกที่ร่วงหล่นสู่โลกมนุษย์ ลีโอน่าเคยหวังจะตามหาดาวตกเช่นกัน แต่ประเมินจากกำลังและพลังของนางคงมิไหว

          ยามนี้มีดวงดาว ชาวดาราจริงๆมาถามความต้องการนาง นักไวโอลินสาวจักตอบเช่นไรดี ความปรารถนาอันใดที่นางหวังให้เป็นจริงมากที่สุด

          ความปรารถนานั้น นารีจักสามารถทำให้สมหวังได้หรือไม่ ลีโอน่าเงยหน้า พลันก้มกระซิบหูนารี ดวงดาวน้อยเบิกตาโต

          “ใช่ว่าทำมิได้ เพียงแต่ว่า…”

          เห็นสีหน้าหนักใจของสาวน้อย ลีโอน่าจึงรีบโบกมือ ตอบว่า ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร นางรู้ว่าสิ่งที่ขอมิใช่เรื่องง่าย มันยากนักกว่าจักสมหวัง ลีโอน่ารู้ดีแก่ใจ ว่าเรื่องของตน ตนควรพยายามทำด้วยมือของตนเอง

          “พี่สาวขอสิ่งใดรึ”เรไรละความสนใจจากเมรัย ถามลีโอน่าและนารีอย่างสงสัย ความต้องการใดที่ทำให้นารีรู้สึกว่ายากจะเป็นจริง

          คราวนารีสบตาลีโอน่าด้วยความกลัดกลุ้ม ลีโอน่าจึงบอกความจริงให้เรไรฟัง “คำขอของข้าคือ การได้พบคนที่สามารถบรรเลงเพลงร่วมกับข้าได้”

          เรไรเลิกคิ้ว นางเข้าใจว่าเรื่องตามหาคนคนหนึ่งบนโลกที่กว้างใหญ่นี้เป็นเรื่องยากยิ่งกว่าไล่เด็ดขนกิเลน คนที่ลีโอน่าตามหามิใช่บุคคลที่มีลักษณะเด่นชัดหรือมีชื่อเสียง ไม่มีใครรู้ว่าคนที่ลีโอน่าตามหาเป็นใคร หรือมีอยู่จริงหรือไม่ เสมือนกำลังไล่ตามภาพลวงตาที่หวังว่าสักวันมันจะแปรเปลี่ยนเป็นความจริง

          ความฝันแห่งความฝัน คนที่รู้ว่ามันมีจริงหรือเปล่า คือคนที่ไล่ตามมันสุดชีวิต

          ใครคือคนที่ลีโอน่าถูกใจ เขาผู้นั้นอาจอยู่ใกล้ๆหรือไกลสุดขอบฟ้าก็เป็นได้

          “อาจต้องใช้เวลา”เรไรลูบมือนารีเป็นกำลังใจ ดวงดาวน้อยอมยิ้ม ใช้แก้มถูแก้มนุ่มนิ่ม เรไรยอมรับการคลอเคลียอย่างเอาแต่ใจ นารีเล่นแก้มเรไรสักพักพลางนางตัดสินใจเด็ดขาด

          เอ่ยกับลีโอน่าด้วยความสัตย์จริง

          “คำขอพรนั้นข้ามิรู้ต้องใช้เวลาเท่าไหร่จึงจะสำเร็จ ข้ามีเวลาอยู่บนโลกจำกัดเพียงหนึ่งปี ข้ามิมั่นใจว่าจักทำสำเร็จหรือไม่ ดังนั้นพี่สาวโปรดร้องขอสิ่งอื่นเถิด”

          เพราะอาศัยช่วงที่มีการแข่งขันหาคู่ครองฮ่องเต้ นารีจึงสามารถหลบหนีลงมายังโลกสำเร็จ ช่วงเวลาหนึ่งปีคือกำหนดการแข่งขันของเหล่าสตรีดวงดาวที่หวังตำแหน่งฮองเฮาคู่บัลลังก์มังกร หากเหล่าสาวๆถูกคัดเลือกแล้ว แต่ไม่มีฮ่องเต้อยู่ต้อนรับพวกนาง คงเกิดปัญหา

          นารีลอบปาดเหงื่อ จบภารกิจครั้งนี้นางต้องกลับไปเผชิญภาระและความท้าทายใหม่

            คำขอพรจากใจจริงของลีโอน่า นารีสัญญาด้วยเกียรติแห่งฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ว่าจะทำให้มันเป็นจริงให้ได้ ไม่ว่าต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ นารีจะคอยช่วยเหลือลีโอน่าทุกอย่าง กระนั้นยามนี้นางมีภารกิจอีกมากมายต้องจัดการบนโลก มิอาจสละเวลาช่วยลีโอน่าและทุ่มสุดตัวเพื่อนักไวโอลินสาว

          รู้สึกเศร้าใจในขีดจำกัด นารีอยากช่วยลีโอน่าตามหาคนผู้นั้น อยากช่วยให้ได้

          “ไม่เป็นไรจ๊ะ”ลีโอน่าเห็นถึงความมุ่งมั่นภายในนัยน์ตานารี หญิงสาวลูบหัวดวงดาวน้อยเป็นการปลอบประโลม นางมิอยากทำให้พวกเด็กๆต้องเสียใจและเสียเวลาที่อุสามาหานาง จึงขอร้องสิ่งเล็กๆน้อยๆ

          “เช่นนั้น ข้าขอให้พวกเจ้าเป็นเพื่อนร่วมทางได้หรือไม่ จนกว่าข้าจะไปถึงเมืองวิตอรี่”

          เมืองวิตอรี่ นครแห่งอาวุธวิเศษ เมืองที่รวบรวมนักล่า นักผจญภัย บรรดานักรบผู้ท้าทายรังสัตว์ประหลาด ที่เมืองแห่งนั้นมีบทเพลงในตำนาน ลีโอน่าอยากเล่นดนตรีที่นั้นสักครั้ง ระหว่างทางอยากให้พวกนารี เรไร เมรัย ติดตามไปด้วย เพื่อความสนุกสนามและคลายความเหงาบางๆให้เลือนหายจากหัวใจนาง

          “ได้สิ”

          ผิวน้ำในแอ่งน้ำกระเพื่อมไหว นารีเด้งตัวกุมมือลีโอน่าด้วยความดีใจ ดวงดาวน้อยเศร้าใจยิ่งนักที่มิอาจทำความปรารถนาแท้จริงของลีโอน่าให้เป็นจริง เพราะฉะนั้นมิว่าลีโอน่าขอร้องเรื่องใด นางจะทำให้แน่นอน ไม่ว่าต้องบุกน้ำลุยไฟก็ตาม

          “ตกลงตามนี้”

          เรื่องเดินทางแม้ใช้เวลานาน แต่มีจุดหมายแน่ชัด การที่พวกสาวน้อยเดินทางกับลีโอน่า ทำให้หญิงสาวมีความสุขแล้ว บางทีสิ่งที่นางต้องการคงมิใช่การได้บรรเลงเพลงร่วมกับใครสักคน แต่อาจเป็นการได้อยู่ข้างๆคนอื่นกระมัง

          นางขี้เหงาเสียด้วย ยิ่งเดินทางเพียงลำพักเช่นนี้ ความเหงานั้นมักตามติดและกลั่นแกล้งนางเสมอ…

--

โปรดติดตามตอนต่อไป

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น