Sameejaejung (สามีแจจุง)

หนังสือและ Boxset ซีรีส์ H.E.A.R.T. เปิดจองแล้วน้า

ซ่อนรักครั้งที่ 2 Truth or Dare จริงหรือกล้า?

ชื่อตอน : ซ่อนรักครั้งที่ 2 Truth or Dare จริงหรือกล้า?

คำค้น : HEART , Avert , หัวใจร้อนรัก , พฤกษ์ซ่า , พฤกษ์ษา , Yaoi

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7k

ความคิดเห็น : 53

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ม.ค. 2561 22:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ซ่อนรักครั้งที่ 2 Truth or Dare จริงหรือกล้า?
แบบอักษร



Part 2# PhumprukTruth or Dare จริงหรือกล้า?

“พฤกกกกกษ์ ยกโทษให้กูเถอะน้าาาาา กูผิดไปแล้ววววว กูขอโทษษษษษ” ซ่ารีบลุกจากเก้าอี้ตรงเข้ามากอดขาอ้อนวอนผมด้วยเสียงดังลั่น การกระทำนั้นเล่นเอาผมถึงกับอึ้งและตัวแข็งทื่อราวกับท่อนไม้ ใครจะไปคิดล่ะว่าซ่าจะกล้าทำเรื่องแบบนี้กลางร้านอาหารจนทุกสายตามองมา

แต่จะว่าไปขนาดที่สตาร์บัคส์ยังทำมาแล้วนี่นะ อยากรู้จริงๆ ว่าคนคนนี้เคยรู้จักกับคำว่าอายบ้างรึเปล่า

“ลุกขึ้นได้แล้วซ่า คนมองมาทั้งร้านแล้วไม่เห็นรึไง” ผมกัดฟันพูดพร้อมกับพยายามแกะมือและแขนของซ่าออกจากขาของผม แต่ให้ตายสิ ทากาวดักหนูเอาไว้รึไงทำไมถึงได้เหนียวจนแกะไม่ออกขนาดนี้

“กูไม่สน ใครจะมองก็ปล่อยให้มองไปสิกูไม่แคร์”

“แต่กูแคร์แล้วกูก็อายด้วย ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้เลยนะซ่า”

ผมอยากจะบ้าตาย ทำไมชีวิตของผมต้องมาข้องเกี่ยวกับคนแบบนี้ด้วยนะ หน้าตาก็ออกจะน่ารักแท้ๆ แต่ทำไมนิสัยถึงได้ทรยศหน้าตาราวฟ้ากับเหวก็ไม่รู้

“กูไม่ลุกจนกว่ามึงจะรับปากว่าจะจ่ายค่าอาหารให้กู ค่าอาหารแพงบรรลัยขนาดนี้กูจะมีปัญญาจ่ายได้ยังไงกันเล่า”

“แล้วมึงสั่งมาเยอะทำไม ทำอะไรไว้ก็รับผิดชอบเองสิ” อยากล้อเล่นกับของกินดีนัก เพราะแบบนี้ไงผมถึงได้ดัดนิสัย

“ง่า กูก็ขอโทษแล้วไง กูสำนึกผิดแล้วจริงๆ นะ ต่อไปกูจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว นี่เป็นความผิดครั้งแรกมึงแค่ขึ้นบัญชีหนังหมาไว้ก่อนก็พอ ถ้ามีอีกค่อยลงโทษกูจริงจังนะพฤกษ์เพื่อนรัก นะๆๆ น้าาาาา” ซ่าช้อนดวงตากลมโตขึ้นมามองผมพร้อมกับทำตาปริบๆ

“เฮ้ออออ ครั้งนี้กูจะยอมจ่ายให้มึงก็ได้ มึงรีบลุกขึ้นมาได้แล้ว” ผมไม่ได้แพ้คำพูดเสแสร้งและสายตาแกล้งทำแบบนั้นหรอกนะ แต่ที่ผมยอมก็เพราะว่าผมอายสายตาเป็นสิบๆ คู่ที่กำลังมองตรงมาทางนี้ต่างหาก

“ต้องอย่างนี้สิเพื่อนร้ากกกก” ซ่าฉีกยิ้มกว้างแล้วรีบลุกขึ้นมานั่งข้างๆ พลางกางแขนจะกอดผม แต่ว่าผมก็เบี่ยงตัวหลบแถมยังยกมือกันเอาไว้อีกต่างหาก

“หยุดอยู่ตรงนั้นเลย กูจำไม่เห็นได้เลยว่าไปเป็นเพื่อนรักของมึงตอนไหน”

นี่มันคนประเภทไหนก็ไม่รู้ ตอนเจอผมครั้งแรกยังทำหน้าบอกบุญไม่รับ คำพูดก็ไม่เป็นมิตร สายตาก็มองเหยียด แต่พอตอนนี้ดันเปลี่ยนกลับบอกว่าผมเป็นเพื่อนรัก ทั้งยังทำท่าสนิทสนมด้วยอีกต่างหาก

กิ้งก่าที่เปลี่ยนสีไวยังเทียบซ่าไม่ได้แม้แต่ฝุ่น!

“โหยยยย อย่าพูดจาตัดเยื่อใยกันแบบนั้นสิเพื่อน กูกับมึงต้องพึ่งพาอาศัยกันอีกนาน ปรองดองกันเอาไว้ดีกว่า มาๆ มาถ่ายรูปลงเฟซบุ๊คให้อาจารย์เห็นกัน” แล้วซ่าก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดกล้องหน้า จากนั้นก็เอียงหน้าเข้ามาหาผมพร้อมกับใช้มือชูโทรศัพท์ขึ้น

“ยิ้มสิมึง ทำมือมินิฮาร์ทเหมือนกูด้วย” ซ่าหันมาสั่ง ผมที่ถึงแม้จะไม่เต็มใจแต่ก็ยอมทำเพราะตัดรำคาญ อีกอย่างเผื่ออาจารย์ปรัชญามาเห็นจะได้คิดว่าผมสนิทกับซ่าด้วย

“ดีมาก อย่างนั้นแหละเพื่อน เอาล่ะนะ 3...2...1...cheese!” สิ้นเสียงนั้นซ่าก็กดชัตเตอร์ จากนั้นก็ลงรูปของเราสองคนที่กำลังยิ้มพร้อมทำมินิฮาร์ทลงในเฟซบุ๊ค โดยมีแคปชั่นว่า ‘เจ้ามือ & เจ้ากรรมนายเวร’ ซึ่งผมก็ได้แต่ถอนหายใจกับแคปชั่นนั้นเพราะไม่มีอะไรจะพูด

“เออใช่ มึงจะทำยังไงกับอาหารที่เหลือพวกนี้งั้นหรอ” ซ่าหันมาถามผมหลังจากที่โพสต์รูปลงเฟซบุ๊คเรียบร้อย แต่ถึงจะเป็นคำถาม สายตาที่มองมากลับกำลังขอร้องอ้อนวอนผมมากกว่า

“มึงอยากห่อกลับไปกินที่บ้านมั้ยล่ะ” เท่านั้นแหละสายตาของซ่าก็ราวกับว่ามีประกายวิบวับขึ้นมาทันที

“ได้หรอ!”

“อืม เดี๋ยวกูบอกพนักงานให้ ยังไงกูก็ไม่คิดจะห่อกลับอยู่แล้ว” ผมพูดจบก็เรียกพนักงานมาเช็คบิลพร้อมกับบอกให้ห่ออาหารที่เหลือลงกล่องกลับบ้าน ผมรู้สึกได้ว่าซ่าเริ่มมองผมเป็นมิตรมากขึ้นจากการกระทำในครั้งนี้

ค่าเสียหายทั้งหมดที่ผมจ่ายไปทั้งวันเฉียดหมื่นไปนิดเดียว นี่ถ้าพรุ่งนี้และวันต่อๆ ไปผมได้จ่ายขนาดนี้มีหวังได้ล้มละลายแน่ๆ กำไรจากการเล่นหุ้นและขุดบิทคอยน์อย่างขำๆ ร่วมกับเพลิงนอกจากไม่เหลือแล้วยังจะติดลบอีกต่างหาก ก็หวังว่าซ่าจะเข็ดหลาบที่ถูกผมดัดนิสัยในวันนี้ไม่เกรียนใส่ผมอีกล่ะนะ

“จริงสิ พรุ่งนี้ตอนเช้ามึงมีเรียนตอนไหน” ซ่าถามผมขึ้น ท่าทางเหมือนจะพึ่งนึกอะไรออก

“มึงถามทำไม”

“ตอบมาเถอะน่า กูจะตอบแทนที่มึงให้กูห่อข้าวกลับบ้านไง เนี่ย...กูอยู่ได้ 3 วันเลยนะ” ซ่ามองอาหารที่ถูกแพคไว้ในกล่องอย่างดีด้วยดวงตาเป็นประกาย เวลาแบบนี้ดูไม่มีพิษมีภัยต่างจากปกติราวกับพลิกฝ่ามือ

“กูมีเรียนตอน 8 โมงครึ่ง”

“ถ้างั้นมึงมาเจอกูที่หน้าคณะตอน 8 โมงได้ปะ คือกูต้องหอบเอกสารที่อาจารย์ปรัชญาฝากปริ้นท์ไปให้ บางทีมึงอาจจะมีโอกาสได้คุยกับอาจารย์ก็ได้”

“โอเค ไม่มีปัญหา งั้นเอาเบอร์มึงมา” แล้วซ่าก็บอกเบอร์กับผม ก่อนที่เราสองคนจะคุยอะไรกันอีกนิดหน่อยแล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน ซึ่งตอนแรกผมก็อาสาจะไปส่ง แต่พอซ่าถามที่อยู่ผมแล้วรู้ว่าอยู่คนละทางเลยปฏิเสธ เล่นเอาผมแปลกใจนิดหน่อยเพราะคิดว่าซ่าน่าจะตอบตกลง นั่งไปกับผมนอกจากจะประหยัดเงินแล้วยังนั่งสบายกว่าอีกต่างหาก

บางทีผมอาจจะต้องมองซ่าใหม่ซะแล้ว...


....................................... .......................... .............

วันต่อมา

ผมมาหาซ่าช้ากว่าเวลาที่นัดไว้นิดหน่อยเพราะรถค่อนข้างติด แถมผมยังต้องไปส่งตะวันที่หน้าคณะและจอดรถที่นั่นด้วยเลยยิ่งช้าเข้าไปใหญ่ ซึ่งกว่าจะเดินไปถึงหน้าคณะของซ่า ผมก็เห็นซ่านั่งหน้าหงิกงอพร้อมทำตาขวางด้วยท่าทางหัวเสียอยู่ใต้ต้นไม้

“ขอโทษทีที่กูมาช้า”

“เอากองไว้ตรงนั้นแหละ! กูไม่รับ!” ไม่พูดเปล่าซ่ายังแยกเขี้ยวใส่ผมอีกด้วย คนอะไร ดุยิ่งกว่าหมา

“ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่ามึงจะไม่รับไอ้นี่ด้วยใช่มั้ย” ผมพูดจบก็หยิบแบงค์สีม่วงจากกระเป๋าเสื้อชูขึ้นมา เท่านั้นแหละตาที่ดุยิ่งกว่าหมาก็เปลี่ยนเป็นบ้องแบ๊วราวกับลูกแมวทันที

“แหม...เมื่อกี้กูแค่หยอกเล่นเฉยๆ มึงก็อย่าคิดจริงจังสิพฤกษ์เพื่อนรัก” ซ่ายิ้มหวานให้ผมราวกับว่าไม่เคยแยกเขี้ยวใส่ จากนั้นก็รีบยื่นมือมาหยิบแบงค์สีม่วงจากมือของผมเข้ากระเป๋าตัวเองด้วยความรวดเร็ว การกระทำกับคำพูดนั้นทำเอาผมอดไม่ได้ที่จะกลอกตามองบนแล้วถอนหายใจออกมา

“ว่าแต่เอกสารพวกนี้มึงจะเอาไปให้อาจารย์ที่ไหน” ผมเปลี่ยนเรื่องพูดพร้อมกับมองไปยังเอกสารปึกใหญ่ที่ใส่ในถุงพลาสติกถึง 3 ถุง ซึ่งถูกวางเอาไว้ข้างๆ ตัวของซ่า

“ก็ที่ห้องวิจัยของอาจารย์นั่นแหละ ตามกูมา” ซ่าพูดจบก็ก้มลงไปหยิบถุงเอกสารทั้ง 3 แต่ผมไวกว่าเลยคว้าเอาไว้ได้ทั้งหมด

หนักเอาเรื่องเหมือนกันนะเนี่ย ตัวแค่เนี้ยยกมาคนเดียวได้ยังไง

“เดี๋ยวกูถือให้” ผมพูดอย่างมีน้ำใจ แต่ซ่ากลับมองเจตนาผมผิดซะงั้น

“ไม่ต้อง กูถือเองได้ ถ้าคิดจะสร้างภาพก็ไปสร้างที่อื่นนู่น” แล้วซ่าก็แย่งถุงเอกสารจากมือของผมไป ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมซ่าถึงได้ดูมีอคติกับผมนัก

“โอเค สร้างภาพก็สร้างภาพ กูยอมรับแล้วเพราะงั้นมึงก็เอาถุงเอกสารมาซะ จะได้ไม่ต้องถือให้หนักเปล่าๆ” ถึงผมจะพูดแบบนั้นแต่ซ่าก็ยังกำถุงเอาไว้แน่นอยู่ดี

“แค่นี้กูถือได้สบาย”

“เป็นเด็กรึไงทำไมดื้อแบบนี้ หิ้วจนมือแดงขนาดนั้นยังจะมาเถียงอีก” พูดจบผมก็แย่งถุงเอกสารในมือซ่ามาไว้ในมือของผมอีกครั้ง ซึ่งซ่าก็จะแย่งกลับคืนไปนั่นแหละแต่ก็สู้แรงของผมไม่ได้

“ถ้าอยากถือมากนักก็ตามใจ แต่อย่ามาบ่นทีหลังก็แล้วกัน” ซ่าทำปากยื่นปากยาว

“ถ้ากูจะบ่นกูจะช่วยมึงถือทำไม ตัวแค่นี้เดินนำทางเฉยๆ ก็พอ” พอได้ยินแบบนี้ซ่าที่เตรียมตั้งท่าจะต่อปากต่อคำกับผมก็ถึงกับชะงัก จากนั้นก็เสหน้ามองไปทางอื่นแต่ก็ไม่วายเหน็บผมอยู่ดี

“สติไม่ดีรึไง มีอย่างที่ไหนให้ตังกูแล้วยังจะมาลำบากช่วยกูถือของอีก ประสาท!” ผมไม่ถือสากับคำพูดนั้น แถมยังยิ้มอย่างขำๆ ออกมาอีกต่างหาก ตอนนี้ผมเข้าใจเหตุผลที่ซ่ายืนกรานจะถือถุงเอกสารเองแล้ว

 “มึงจะคิดเล็กคิดน้อยไปทำไม ก็มึงเป็นคนบอกเองไม่ใช่หรอว่ากูคือเพื่อนรัก เรื่องแค่นี้เพื่อนช่วยเพื่อนได้สบายอยู่แล้ว” ผมพูดอย่างเป็นมิตร

บอกตามตรงว่าผมไม่อยากหาเรื่องทะเลาะหรือเปิดศึกกับซ่าอีก เราสองคนยังต้องพบเจอกันอีกนาน อย่างน้อยก็จนกว่าผมจะสามารถเข้าหาอาจารย์ปรัชญาได้ เพราะงั้นผมเลยคิดว่าถ้าหากเราสองคนเป็นเพื่อนกันได้มันก็น่าจะดี

“มึงนี่ก็แปลก ปกติคนอื่นพอให้เงินกูแล้วก็จะใช้งานกูเยี่ยงทาสด้วยกันทั้งนั้น”

“สงสัยกูไม่ใช่คนปกติมั้ง” พอได้ยินผมพูดแบบนี้ซ่าก็หลุดขำพรืดออกมา

“เออ มึงมันคนบ้า แต่ว่า...................ขอบใจนะ” คำพูดสุดท้ายซ่าก้มหน้างุดแล้วเว้นช่วงไปพักหนึ่ง แถมยังพูดด้วยเสียงที่เบามากจนถ้าไม่ตั้งใจฟังดีๆ ก็คงจะไม่ได้ยิน ผมไม่คิดว่าซ่าจะพูดคำคำนี้เลยค่อนข้างแปลกใจจึงเลิกคิ้วขึ้นมา

“หืม? นี่กูหูฝาดไปรึเปล่าเนี่ย?” ผมอมยิ้มเล็กน้อย เพราะตั้งใจจะแกล้งหยอกเล่นเฉยๆ แต่ซ่ากลับเงยหน้าขึ้นแล้วทำตาขวางใส่ผมซะงั้น

“เออ! มึงหูฝาดไปเอง! กลับบ้านไปแคะขี้หูเลยไป๊ไอ้คุณชาย!” พูดจบซ่าก็สะบัดหน้าหนีแล้วรีบเดินจ้ำอ้าวออกไปทันที พอเห็นแบบนี้ผมก็ถึงกับงงไปเลยน่ะสิ

จู่ๆ เป็นอะไรก็ไม่รู้ ผมเดาอารมณ์ซ่าไม่ถูกแล้วนะเนี่ย

“เฮ้ออออ” ผมถอนหายใจออกมา จากนั้นก็รีบตามซ่าขึ้นไปยังตึกที่อยู่ตรงหน้า ตลอดระยะทางจนถึงห้องวิจัยของอาจารย์ที่อยู่ริมสุดของชั้น 2 ซ่าไม่ยอมพูดกับผมเลยแม้แต่ประโยคเดียว

“อาจารย์ไม่อยู่หรอเนี่ย” ผมพูดขึ้นอย่างเสียดายหลังจากเดินตามซ่าเข้าไปในห้อง จากนั้นผมก็วางถุงเอกสารลงบนโต๊ะของอาจารย์

“ถามโง่ๆ ถ้าอยู่มึงก็เห็นแล้วสิ” ซ่าตอบผมอย่างกวนประสาท ผมว่าชาติที่แล้วซ่าคงไม่พ้นเกิดเป็นหมา ไม่งั้นคงไม่ขยันกัดขนาดนี้

“กูขอโทษแล้วกัน” ผมพูดอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่นัก แต่ก็ไม่อยากเสียเวลาต่อความยาวสาวความยืด ซึ่งคำพูดนั้นก็ดูเหมือนว่าจะทำให้ซ่าอารมณ์ดีขึ้นมานิดนึง

“ห้องไม่ได้ล็อกแบบนี้บางทีอาจารย์อาจจะไปเข้าห้องน้ำมั้ง มึงจะอยู่รอมั้ยล่ะ แต่กูไม่อยู่ด้วยนะเดี๋ยวเข้าเรียนสาย” พอซ่าพูดแบบนี้ผมเลยก้มหน้าลงมองนาฬิกา ซึ่งบอกเวลาเกือบจะ 8.20 น. แล้ว

“ไม่ล่ะ กูก็ไม่อยากเข้าเรียนสายเหมือนกัน” ถึงจะเสียดายอยู่บ้างแต่ก็ใช่ว่าผมจะไม่มีโอกาสได้เจออาจารย์อีกสักหน่อย

“โอเค ถ้างั้นกูไปละ บาย” ซ่าพูดจบก็หันหลังจะเดินหนีไป แต่ผมก็คว้าที่ข้อมือของซ่าเอาไว้ก่อน

“เดี๋ยวสิ วันนี้ตอนเย็นกูต้องมาหามึงอีกรึเปล่า” ซ่าไม่ยอมตอบคำถามของผม แต่กลับจ้องไปยังข้อมือของตัวเองที่ผมกำลังจับอยู่ จนเมื่อผมปล่อยมือนั่นแหละซ่าเลยยอมตอบคำถาม

“ไม่ต้อง เย็นนี้กูมีนัด อาจารย์ก็ไม่ได้บอกให้กูมาหาด้วย” ผมพยักหน้ารับรู้ โดยมีเรื่องที่สงสัยอยู่นั่นก็คือ ทำไมทีตัวเองยังชอบสกินชิพกับผม ทั้งกอดคอ กอดแขน กอดขา แต่แค่ผมคว้าที่ข้อมือกลับมองผมอย่างไม่ค่อยพอใจซะได้

“โอเค ถ้าไม่มีอะไรแล้วงั้นกูไปล่ะ” ผมพูดจบก็เดินลงจากตึกคณะของซ่าแล้วตรงไปที่ตึกคณะของตัวเองที่อยู่ไม่ไกลมากนัก แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังเข้าไปในห้องเรียนก่อนที่อาจารย์จะมาอย่างเฉียดฉิว เล่นเอาเพื่อนทั้งห้องถึงกับแปลกใจเพราะปกติผมจะมาถึงก่อนเวลาเริ่มเรียนพอสมควร

ถึงตอนเช้าตารางชีวิตของผมจะรวนไปหน่อย แต่หลังจากนั้นตารางชีวิตของผมก็เป็นแบบเดิม นั่นก็คือช่วงเที่ยงไปกินข้าว ช่วงบ่ายมาเรียนต่อ พอช่วงเย็นก็กลับไปพักผ่อน อ่านหนังสือ เช็คตลาดหุ้นหรือดูบิทคอยน์ วันๆ กิจวัตรของผมก็จะเป็นแบบนี้ไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ ซึ่งผมก็คิดว่าวันนี้ก็เช่นกัน แต่ถึงจะคิดอย่างนั้นช่วงค่ำๆ กลับมีสายโทรเข้าโทรศัพท์ของผม

เจ้ากรรม นายเวร

ชื่อนี้แน่นอนว่าต้องเป็นซ่า ตอนแรกผมก็ไม่ได้กะจะเม็มชื่อนี้หรอก แต่คิดไปคิดมาไม่มีชื่อไหนจะเหมาะกับซ่าเท่ากับชื่อนี้อีกแล้ว เพราะชีวิตของผมก็เหมือนมีซ่าเป็นเจ้ากรรมนายเวรนั่นแหละ

“ฮัลโหล” ผมกดรับสายแล้วกล่าวทักทาย เท่านั้นแหละซ่าก็รีบพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนรน

[“มึง! ตอนนี้ว่างมั้ย! กูมีเรื่องต้องการให้มึงช่วย! มาหากูที่หลังม.ด่วน!”] พอได้ยินแบบนี้ผมก็ตกใจจนรีบลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ ฟังจากน้ำเสียงและคำพูดของซ่ามันต้องเป็นเรื่องร้ายแรงมากแน่ๆ

“มีเรื่องอะไรซ่า! มึงเป็นอะไร!” ถึงแม้จะไม่สนิทแถมติดจะหมั่นไส้ในความเกรียนอยู่หน่อยๆ แต่พอคิดว่ากำลังเกิดเรื่องร้ายแรงกับซ่า ในฐานะเพื่อน (มั้งนะ) ผมก็ต้องรู้สึกเป็นห่วงอยู่แล้ว

[“กูไม่มีเวลาอธิบายแล้วไอ้พฤกษ์ มึงรีบมาเลยด่วนๆ เดี๋ยวมาถึงมึงก็รู้เอง ถึงหลังม.แล้วมึงโทรหากูนะ”] ซ่าพูดจบก็วางสายไปเลย ยิ่งซ่าไม่อธิบายอะไรแบบนี้ผมก็ยิ่งวิตกกังวลมากขึ้นไปใหญ่ ดังนั้นผมจึงรีบไปหยิบกุญแจรถแล้วเดินออกจากห้องทันที

“จะไปไหนน่ะมึง” เพลิง น้องชายฝาแฝดของผมที่นั่งดูทีวีกับวา ซึ่งเป็นน้องคนสุดท้องของบ้านเป็นคนถามขึ้น

“ไปหาเพื่อนที่หลังม. เหมือนว่ากำลังเกิดเรื่องอะไรสักอย่าง” พอได้ยินแบบนี้เพลิงก็รีบลุกขึ้นแล้วเดินมาหาผมอย่างเป็นกังวล

“ถ้างั้นให้กูไปด้วยมั้ย เผื่อมีอะไรฉุกเฉิน”

“ไม่เป็นไร แต่ถ้ามีปัญหาเดี๋ยวกูโทรหามึงอีกที”

“เออๆ ถ้างั้นก็ระวังตัวด้วย” เพลิงตบไหล่ผมเบาๆ ด้วยความเป็นห่วง

ถึงแม้ปกติพวกผมจะชอบเถียงกันเหมือนไม่ค่อยกินเส้นกันเท่าไหร่ แต่ความจริงแล้วในบรรดาพี่น้องพวกผมกลับเข้าใจกันและเป็นห่วงกันมากกว่าใคร ซึ่งนั่นคงเป็นเพราะเราสองคนเป็นฝาแฝดที่มีความผูกพันมากกว่าพี่น้องธรรมดาล่ะมั้ง

“ขอบใจ กูไปล่ะนะ” พูดจบผมก็เดินออกมาจากบ้านไปขึ้นรถ ก่อนที่จะขับออกไปโดยมุ่งตรงสู่หลังมหา’ลัย ที่ซ่าบอกให้ผมไปหาที่นั่นด้วยความรวดเร็ว

เมื่อไปถึงผมก็รีบโทรหาซ่าทันที ซ่าเลยบอกให้ผมขับเข้าไปในซอยที่อยู่ไม่ไกลแล้วตรงเข้าไปเรื่อยๆ ผ่านแยกนั้นแยกนี้จนกระทั่งถึงบ้านหลังหนึ่งซึ่งซ่ากำลังยืนอยู่ข้างหน้า

“ขับเข้ามาเลยมึง!” ซ่าตะโกนบอกผมพร้อมกับโบกมือนำทาง ผมเลยต้องขับเข้าไปอย่างช่วยไม่ได้แม้จะนึกสงสัยก็ตาม

“มึงเรียกกูมาที่นี่ทำไม” ผมถามขึ้นหลังจากที่ลงรถมาแล้ว ตอนนี้ท่าทางซ่าดูสบายๆ ไม่ได้ร้อนรนเหมือนตอนที่โทรหาผมแม้แต่น้อย

“คนในวงมันขาด”

“หา?” ผมขมวดคิ้วด้วยความงุนงง ผมไม่เข้าใจคำพูดของซ่าเลยสักนิด จนกระทั่งซ่าพาผมเข้าไปข้างในนั่นแหละผมถึงได้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง แถมยังอึ้งจนแทบจะไปไม่เป็นอีกต่างหาก

“คนในวงที่มึงว่าขาด มันคือวงเหล้าเนี่ยนะ?” ผมแทบไม่อยากเชื่อสายตา ให้ตายสิ! นี่ผมรีบร้อนออกมาเพื่อ!

“ใช่แล้ว เนี่ยมึงต้องขอบคุณกูนะที่ชวนออกมาสังสรรค์ ไม่งั้นป่านนี้มึงก็ต้องนอนเหงาอยู่ที่บ้าน” พอได้ยินแบบนี้ผมก็โมโหจนแทบจะพูดอะไรไม่ออก ตอนนี้ผมอยากบีบคอเล็กๆ ให้หักคามือเป็นบ้า แต่ว่าผมก็ต้องหยุดความคิดนั้น เมื่อเพื่อนคนนึงของซ่าที่นั่งอยู่ในวงเหล้าหันมาทางนี้พอดี

“อ้าว! มาแล้วหรอไอ้ซ่า! หูย...นี่มึงชวนไอ้พฤกษ์มาได้จริงๆ หรอวะเนี่ย แม่งโคตรเจ๋งเลยสาดดดด” ประโยคนั้นทำเอาทุกคนที่นั่งล้อมวงอยู่หันมาทางพวกผม ซึ่งทุกสายตาต่างก็ตกอยู่ในความอึ้งด้วยกันทั้งนั้น

“ก็บอกแล้วว่ากูน่ะสนิทกับไอ้พฤกษ์ ใครที่คิดว่ากูโม้ก็สำนึกผิดแล้วจ่ายมาซะดีๆ” ซ่ายิ้มที่มุมปาก จากนั้นก็เดินไปเก็บเงินเพื่อนแต่ละคนที่ควักเงินออกมาจ่ายอย่างไม่เต็มใจ ถ้าผมดูไม่ผิดน่าจะมีทั้งหมด 6 คน คนละ 300 บาท

ที่ซ่าเรียกผมมาด่วนก็เพราะเอาผมไปพนันกับเพื่อนงั้นหรอ!

“ยืนทำแป๊ะอะไรไอ้พฤกษ์ มานั่งนี่สิกูก็อุตส่าห์เว้นที่ไว้ให้” ซ่ากวักมือเรียกผม สีหน้าตอนนี้มีความเหวี่ยงนิดๆ ที่เห็นว่าผมยังคงยืนอยู่ตรงหน้าประตูบ้าน

แต่คนที่ควรจะเหวี่ยงต้องเป็นผมไม่ใช่รึไง!

“เอ๊า พูดด้วยแล้วยังนิ่ง หูตึงรึไงมึงนี่” ซ่าพูดด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์มากกว่าเดิม ก่อนที่จะลุกขึ้นเดินมาจับมือผมแล้วลากไปนั่งยังที่ว่างในวงเหล้า

“อย่าหน้าบูดไปเลยน่าไอ้คุณชาย คีพลุคสมบัติของมหา’ลัยหน่อยดิ” ซ่าเอียงใบหน้ามากระซิบที่ข้างหูของผม

“ถูกหลอกให้รีบมาที่นี่กูคงมีอารมณ์ทำแบบนั้นหรอก” ผมกัดฟันพูดอย่างหัวเสีย การที่ผมข่มโทสะไม่โวยวายหักหน้าซ่า แถมยังยอมตามมานั่งร่วมวงโดยไม่ขัดขืนมันก็ดีแค่ไหนแล้ว

“เอาน่า หลังจบงานเดี๋ยวกูแบ่งให้มึง 30% เลยก็ได้...แน่ะ ยังทำหน้าบึ้งเหมือนไม่พอใจ งั้นเอาไปสุดๆ 40% เลยแล้วกัน เนี่ย...กูแทบไม่ได้อะไรเลยนะเว่ย” ซ่าบ่นอิดออด การที่บอกว่าตัวเองไม่ได้อะไรทั้งที่เอาไปตั้ง 60% โดยไม่ได้ลงทุนสักบาท ผมควรจะเรียกการกระทำนี้ว่าช่างกล้าหรือว่าหน้าไม่บางดี?

แต่จะเรียกว่าอะไรและแบ่งให้ผมเท่าไหร่ก็ช่างเถอะ ผมเริ่มจะมีภูมิต้านทานเรื่องนิสัยอันสุดโต่งของซ่าแล้ว คิดซะว่าเป็นเรื่องตลกและสีสันของชีวิตก็แล้วกันที่ได้รู้จักกับคนประหลาดแบบนี้

“มึงไม่คิดจะแนะนำเพื่อนของมึงให้กูรู้จักบ้างหรอ”

ไหนๆ ผมก็ได้หลวมตัวมาอยู่ที่นี่แล้ว เพราะงั้นผมก็ขอเลยตามเลยก็แล้วกัน ซึ่งพอได้ยินผมถามแบบนั้นซ่าก็ทำตาโตอย่างแปลกใจ ก่อนจะรีบแนะนำเพื่อนทั้ง 8 คนที่อยู่ตรงนี้ให้ผมรู้จักโดยวนตามเข็มนาฬิกา จนกระทั่งจบที่เจ้าบ้านซึ่งเป็นเจ้าของวันเกิดในวันนี้ด้วย

“สุขสันต์วันเกิดนะแมน ขอโทษที่กูมาตัวเปล่า พอดีซ่าโทรหากะทันหันน่ะ” ผมพูดอย่างรู้สึกผิดที่มานั่งกินฟรีโดยไม่มีของขวัญติดไม้ติดมือมาด้วย

“ไม่เป็นไรไม่ต้องคิดมาก จะว่าไปมึงนี่ก็เข้าถึงง่ายกว่าที่คิดอีกนะ ตอนแรกกูคิดว่ามึงจะเป็นคนหยิ่งๆ ซะอีก” คำพูดของแมนทำให้ผมขมวดคิ้วด้วยความงุนงง

“พูดจริง?” ผมไม่เห็นรู้สึกเลยว่าผมเป็นคนแบบนั้น

“จริงยิ่งกว่าจริงอีก ภาพลักษณ์มึงแม่งอย่างกับคุณชาย” ประโยคนี้ซ่าเป็นคนพูดขึ้น แมนและเพื่อนคนอื่นที่นั่งร่วมวงเลยพยักหน้าเห็นด้วย

“เอาจริงๆ เลยนะ กูเคยหมั่นไส้มึงด้วย โดยเฉพาะไอ้ซ่านี่ตัวดีเลย เพราะงั้นตอนที่มันบอกว่าสนิทกับมึงกูถึงไม่เชื่อ เลยได้เสียเงินเพราะแพ้พนันมันเนี่ย” พอโดนแมนแฉแบบนี้ซ่าเลยชูนิ้วกลางให้พร้อมกับแยกเขี้ยวใส่

“ผีเจาะปากมาพูดรึไงไอ้เหี้ยแมน! แม่ง จู่ๆ ก็มาเผาบ้านกู!” ซ่าพูดอย่างไม่สบอารมณ์ ส่วนผมตอนนี้ก็พอจะเข้าใจแล้วล่ะว่าทำไมซ่าถึงดูไม่ค่อยชอบขี้หน้าผม คงเป็นเพราะความอคติล้วนๆ

“แล้วตอนนี้มึงคิดยังไงกับกู หายหมั่นไส้กูรึยัง” ผมหันไปถามซ่า ซ่าจึงชะงักไปแว้บหนึ่ง แต่ก็เพียงแป๊บเดียวเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นซ่าก็เบนนิ้วกลางจากแมนมาให้ผม

“หายกับผีน่ะสิ! ตอนนี้กูยิ่งหมั่นไส้มึงมากกว่าเดิม!” พูดจบซ่าก็สะบัดหน้าหนีไม่สนใจผม แล้วไปสนใจกับเหล้าและกับแกล้มที่อยู่ตรงหน้าแทน

“อย่าไปถือสามันเลย มาๆ มาชนแก้วกับกูดีกว่า” แล้วแมนก็ยื่นแก้วเหล้าให้ผม ผมเลยรับมาแล้วก็ชนกับทุกคนตามด้วยการยกขึ้นดื่ม

ปกติผมเป็นคนค่อนข้างติดบ้าน ไม่ค่อยชอบกินเลี้ยงสังสรรค์เท่าไหร่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าผมจะดื่มแอลกอฮอล์ไม่ได้ เพียงแค่ผมจะไม่ดื่มหนัก แค่แก้วสองแก้วเท่านั้นก็พอแล้ว

“เออพวกมึง แล้วเกมที่เล่นค้างไว้เมื่อกี้จะเล่นกันต่อมั้ย หรือว่าจะไม่เล่นแล้ว” แมนเป็นคนถามขึ้นแล้วมองหน้าเพื่อนรอบวง

“พวกกูทุกคนไม่น่ามีปัญหาหรอก ยกเว้นก็แต่ไอ้คุณชายที่ไม่รู้ว่ามันจะกล้ารึเปล่า” ซ่าหันมามองผมพร้อมกับยิ้มหยัน โดนหยามซะแล้วสิผม

“พวกมึงเล่นเกมอะไรกัน”

“Truth or Dare”

“อ๋อ จริงหรือกล้าสินะ” เกมยอดฮิตในหมู่วงเหล้า เพราะเล่นง่ายแถมยังทำให้รู้จักและสนิทกับเพื่อนมากขึ้น

“ก็ดีที่มึงรู้จักเกมนี้อยู่แล้ว งั้นกูขอถามเลยแล้วกันว่ามึงจะกล้าเล่นกับพวกกูรึเปล่า” ซ่าพูดอย่างท้าทาย

“ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แต่หวังว่ามึงจะไม่เล่นตุกติกนะซ่า” พูดตามตรงว่าผมไม่ไว้ใจ แต่จะให้ผมปฏิเสธก็ไม่ได้เพราะเดี๋ยวเสียหน้า แค่นี้ซ่าก็หยามผมไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว

“กูคนจริงไม่เล่นตุกติกแน่นอน” ซ่ายืดอกพูดอย่างมั่นใจ ถึงอย่างนั้นผมก็ยังไม่อยากไว้ใจอยู่ดี แต่ก็นะ...หลวมตัวมาขนาดนี้จะถอนตัวคงไม่ทันแล้ว

“ถ้างั้นก็เป็นอันว่า มึงจะเล่นเกมนี้ด้วยคนสินะพฤกษ์” แมนหันมาถามผมเพื่อความแน่ใจ

“อืม” พอผมตอบกลับไปแมนก็อธิบายวิธีการเล่นให้ผมฟังทันที

“Truth or Dare คือเกมจริงหรือกล้าอย่างที่มึงรู้อยู่แล้ว ส่วนกติกาการเล่นก็ไม่ยาก หากใครทอยลูกเต๋าได้ผลรวมน้อยที่สุดก็โดนแจ็คพอตไป หากเลือก Truth ก็ต้องตอบคำถามตามความจริงห้ามโกหกเด็ดขาด หากเลือก Dare ก็ต้องทำตามคำสั่ง แต่จะโดนอะไรก็ขึ้นอยู่กับเสียงข้างมาก”

“โอเค” ผมพยักหน้าลงรับรู้ ซึ่งจากนั้นเกมก็สตาร์ท

คนที่ทอยลูกเต๋าเป็นคนแรกคือซ่า ต่อด้วยผมที่นั่งอยู่ข้างๆ แล้วไล่วนตามเข็มนาฬิกาจนกระทั่งครบทุกคน ซึ่งคนที่โดนแจ็คพอตเพราะมีผลรวมน้อยที่สุดก็คือแมนเจ้าของวันเกิดนั่นเอง

“แม่งเอ๊ย! ซวยฉิบหาย!” แมนสบถอย่างหัวเสีย ตรงข้ามกับเพื่อนคนอื่นโดยเฉพาะซ่าที่หัวเราะออกมาด้วยความสะใจ

“กร๊ากกกก ในที่สุดแต้มบุญของมึงก็หมดแล้ว Truth or Dare เลือกมาเลยเพื่อน กูจะเอาคืนให้สาสมใจเลยคอยดู!” สีหน้าของซ่าแลดูพร้อมมากสำหรับการแกล้งแมน บางทีก่อนหน้านี้คงถูกแมนแกล้งมาล่ะมั้งถึงได้อยากเอาคืนขนาดนี้

“กูเลือก Truth! ฝันไปเถอะว่ากูจะเลือก Dare!”

“แต่จะเลือกอะไรมันก็ไม่ต่างกันหรอกไอ้แมน กูให้เวลามึงทำใจ 2 นาที ฮ่าๆๆๆ” ซ่าหัวเราะร่าก่อนจะกวักมือเรียกทุกคนให้มาสุมหัวคิดคำถามที่จะถามแมน แต่ละคนที่เสนอนี่คำถามเรท 18+ กันทั้งนั้น ส่วนผมก็แค่นั่งฟังไม่ได้ออกความเห็นเหมือนคนอื่นๆ ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานทุกคนก็ตกลงเลือกคำถามกันได้

“กูจะเป็นตัวแทนทุกคนถามมึงเองไอ้แมน ตอบมาตามความจริงว่ามึงชอบไปตีหม้อแถวรัชดาบ่อยๆ ใช่มั้ย!” ซ่าเป็นคนถาม ซึ่งคำถามนั้นก็ทำเอาแมนถึงกับเหวอ

“เฮ่ย! กูไม่เห็นถามมึงเหี้ยขนาดนี้เลยนะไอ้ซ่า!”

“อันนี้มึงจะมาโทษกูไม่ได้นะ คนที่คิดคำถามคือไอ้สนนู่น” ซ่าโบ้ยไปให้เพื่อนในวงคนหนึ่งที่ชื่อสน ซึ่งตอนนี้กำลังยักไหล่ด้วยท่าทางไม่รู้ไม่ชี้

“จำไว้เลยนะ เดี๋ยวกูจะจัดหนักพวกมึงเรียงตัวเลยไอ้พวกฉิบหาย!” แมนชี้หน้าด่ากราด แต่ว่าก็ไม่มีใครสนใจแถมยังหัวเราะร่ากันอีกต่างหาก

“ก่อนที่มึงจะจัดหนักพวกกู มึงควรตอบคำถามมาก่อนนะไอ้แมน แล้วก็อย่าคิดจะโกหกนะ พวกกูทุกคนเตรียมแช่งไปถึงโคตรเหง้าศักราชมึงแล้วนะโว้ย” คำขู่ของซ่าทำเอาแมนถึงกับกัดฟันกรอด แต่ก็ต้องยอมตอบคำถามอย่างช่วยไม่ได้เพราะเป็นคนเลือก Truth เอง

“เออ! กูชอบไปตีหม้อแถวรัชดา แต่ว่ากูไม่ได้ไปบ่อยนะเว่ย เดือนละสองสามครั้งแค่นั้นแหละ!” คำตอบของแมนทำเอาทุกคนถึงกับหลุดขำออกมาไม่เว้นแม้แต่ผม ส่วนซ่าจะโอเวอร์แอคติ้งกว่าใครเพื่อน เพราะถึงกับทิ้งตัวลงไปด้านหลังแล้วชักดิ้นชักงอพร้อมกับขำก๊าก เวลานี้ซ่าดูสดใสจนผมถึงกับมองเพลิน

“ฮ่าๆๆๆๆ มึงนี่แม่งคนจริงว่ะไอ้แมน คนหื่นจริง 2018 ฮ่าๆๆๆๆ” ซ่าหัวเราะจนท้องคัดท้องแข็ง คำพูดนั้นเล่นเอาแมนที่หน้าแดงอยู่แล้วยิ่งแดงเข้าไปใหญ่

“ขอให้แม่งสำลักน้ำลายตายห่า!” แมนแช่งซ่า แต่ก็ดูเหมือนว่าซ่าจะไม่แคร์เพราะยังคงหัวเราะต่อไปอีกเรื่อยๆ แมนจึงเปลี่ยนเรื่องบอกให้ทุกคนทอยลูกเต๋าเริ่มเกมใหม่ นั่นแหละซ่าถึงได้หยุดหัวเราะแล้วลุกขึ้นมาทอยบ้าง

“สาธุ ขอให้มึงได้เต๋าแต้มเดียวทั้งสองลูกด้วยเทอญ” แมนถึงกับพนมมือไหว้บนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อแช่งซ่า แต่ไหงคำแช่งกลับเลยมาตกที่ผม ส่วนซ่าที่ทอยก่อนผมดันได้แต้มรวมสูงลิ่วยิ่งกว่าตาที่แล้วซะอีก

“กร๊ากกกก เต๋าแต้มเดียวทั้งสองลูก คนอะไรดวงกุดฉิบหาย” ซ่าหัวเราะอย่างสะใจยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ส่วนผมก็ได้แต่ตัวแข็งค้างเพราะไม่คิดว่าตัวเองจะดวงซวยถึงขนาดนี้

ทำยังไงดี ระหว่าง Truth กับ Dare เลือกแบบไหนจะหายนะน้อยที่สุด?

“กูขอโทษนะพฤกษ์ เมื่อกี้ตอนแช่งกูลืมบอกชื่อไอ้ซ่า เทวดาท่านอาจจะสับสนเลยมาลงที่มึงแทน” แมนพูดกับผม แต่ยังไม่ทันที่ผมจะพูดอะไรซ่าก็ชิงพูดขัดขึ้นมาก่อน

“กูมันคนดี ผีสางเทวดาเลยคุ้มครองเฟ้ย”

“หรา! ถ้ามึงคนดีบนโลกนี้คงไม่มีคนเลวแล้วล่ะไอ้ซ่า” คำพูดของแมนช่างตรงกับความคิดในใจของผม จนผมต้องแอบยกนิ้วหัวแม่มือให้ในมุมที่ซ่ามองไม่เห็น แต่น่าแปลกที่ซ่ากลับไม่โวยวายที่ถูกแมนด่า กลับพูดจาชวนงงออกมาแทน

“มึงนี่ปากตรงกับใจดีนะไอ้แมน”

“หืม? อะไรของมึง?” แทนทำหน้างง อย่าว่าแต่แทนคนเดียว เพราะผมกับทุกคนที่อยู่ที่นี่ก็งงด้วยเช่นกัน ซ่าจึงยิ้มที่มุมปากก่อนจะเฉลยออกมาว่า...

“มึงมันปากหมา ส่วนใจแม่งก็หมาด้วยเหมือนกันยังไงล่ะ ฮ่าๆๆๆ” ซ่าพูดจบก็ระเบิดหัวเราะออกมาดังลั่น เช่นเดียวกับทุกคนที่อยู่ที่นี่รวมทั้งผมด้วย ขนาดคนโดนด่าเองอย่างแมนยังอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้เลย

พูดตามตรง คนอย่างซ่าเป็นประเภทที่ผมไม่อยากเกี่ยวข้องหรืออยากสุงสิงด้วยมากที่สุด เพราะทั้งหยาบคาย กวนประสาท และบ้าเงินเป็นชีวิตจิตใจ แต่น่าแปลกไม่รู้ทำไมผมถึงไม่เคยรู้สึกเกลียดซ่าเลย จะมีก็แค่หมั่นไส้ในเวลาที่เกรียนเอามากๆ แต่บางทีโดยเฉพาะตอนที่ยิ้มและหัวเราะผมกลับคิดว่าซ่าน่าเอ็นดู

ผมรู้สึกว่าตัวเองชักจะเพี้ยนไปกันใหญ่ ทำไมผมถึงมีความคิดแบบนี้ได้ก็ไม่รู้...?

2BC

สวัสดีค่ะทุกคน Avert หัวใจซ่อนรักตอนที่ 2 ก็จบลงไปแล้วน้า พอจบตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าแม่ยกจะยังเอ็นดูซ่าอีกอยู่รึเปล่า เพราะมันเกรียนและปากดีเกินพิกัดจริงๆ กลุ้มจายยยย มาพูดถึงพระเอกอย่างพฤกษ์กันบ้าง ภาพลักษณ์คุณชายเริ่มหายไปทีละนิดเมื่อได้อยู่ใกล้ชิดกับซ่า (เช่นเดียวกับเงินในกระเป๋าที่ร่อยหรอลงทุกวัน 55555)แล้วมาลุ้นกันนะคะว่าตอนหน้าภาพลักษณ์คุณชายอย่างพฤกษ์จะพังพินาศลงหรือไม่ ระหว่าง Truth กับ Dare พฤกษ์จะเลือกอะไร แล้วความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะพัฒนาขึ้นมั้ย (หรือจะดิ่งเหวลง) ยังไงก็มาลุ้นและเอาใจช่วยคู่พฤกษ์ซ่ากันด้วยน้า
ปล.ขอขอบคุณทุกคนนะคะที่ให้กำลังใจเราเรื่องคุณตา กอดทุกคนแน่นมาก แล้วก็ต้องขอขอบคุณเรื่องที่ยังไม่ทิ้งเค้าไปไหนด้วยน้า รักทุกคนมากๆเลยค่ะ แล้วเจอกันตอนหน้าน้า จุ๊บบบบบ(8 ม.ค. 61)

http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/48456/584810482-member.jpg

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}