หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ยามเมื่อเมฆฝนพัดผ่าน สองเราจะฝ่าฟันมันไปด้วยกันนะ...

ตอนที่ 34 การแสดงกายกรรม / ตอนที่ 35 คนผิดสองคน

ชื่อตอน : ตอนที่ 34 การแสดงกายกรรม / ตอนที่ 35 คนผิดสองคน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.3k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ม.ค. 2561 14:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 34 การแสดงกายกรรม / ตอนที่ 35 คนผิดสองคน
แบบอักษร



ตอนที่ 34  การแสดงกายกรรม

“นี่ฉันกำลังช่วยอยู่นะ เพราะถึงยังไงก็ไม่ใช่ฉันที่เป็นคนอยากจะอ่านหนังสือนั่น แล้วแต่ก็แล้วกัน” อวิ๋นเฉียวรู้สึกโมโหขึ้นมา เมื่อความปรารถนาดีของตนกลายเป็นเหมือนการทำคุณบูชาโทษ

“ก็ได้” เมื่ออวิ๋นตั่วเห็นพี่ชายโกรธแล้วก็ได้แต่ยินยอมให้คนเป็นพี่ลองแบกตัวเองดูสักครั้ง

อวิ๋นเฉียวขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ โดยมีอวี่เจ๋อกับอวี่ซีช่วยประคองเขาอยู่ข้างล่าง ในตอนนั้นเองที่รู้สึกว่า เรื่องที่มันเหมือนจะง่าย แต่พอเอาเข้าจริงก็เป็นเรื่องที่ยุ่งยากอยู่ไม่น้อยเลย อวิ๋นเฉียวเป็นคนบ้าจี้ พอสองพี่น้องครอบครัวหลิวจับเข้าที่ข้อเท้าของเขา เจ้าตัวก็หัวเราะก๊ากออกมา สองขายกขึ้นเตะไปมา หลังจากที่อวี่ซีกับอวี่เจ๋อถูกเขาเตะออกไปแล้วก็ไม่กล้าเข้าใกล้อีก

“ต้องเว่อร์ขนาดนั้นเลยไหมเนี่ย” อวี่ซีไม่เข้าใจกับการกระทำของอวิ๋นเฉียวเลยสักนิด

“มีคนมาจับข้อเท้าแบบนี้นี่เกินรับไหวจริงๆ อีกอย่าง มือของพวกเธอก็เย็นซะขนาดนั้น เหมือนถูกผีจับข้อเท้าไม่มีผิดเลย” อวิ๋นเฉียวอธิบาย

“นายนี่มันกวนโอ๊ยชะมัด!” อวี่ซีเป็นคนพูดจริงทำจริง เมื่อพูดแล้วก็ลงมือทำจริงๆ

อวิ๋นเฉียวตกใจจนรีบกระโดดลงจากเก้าอี้แล้วพูดอธิบาย “ฉันแค่เปรียบเทียบ แค่เปรียบเทียบเท่านั้นเอง”

“พี่มาทำเองดีกว่า!” อวี่ซีจงใจทำให้อวิ๋นเฉียวรู้สึกสุดจะทน วิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้คนคนหนึ่งขายหน้านั้นคือทำให้เขารู้ว่าเรื่องที่เขาทำไม่ได้ คนอื่นนั้นสามารถทำได้

แน่นอนว่าอวี่เจ๋อเข้าใจความหมายของอวี่ซี เพราะแบบนั้น เขาจึงช่วยรักษาหน้าให้อวิ๋นเฉียว “ช่างเถอะ”

ทว่าสุดท้ายอวิ๋นเฉียวก็ยังไม่ยอม เขาเชื่อมั่นมากว่าไม่ว่าใครที่ถูกจับข้อเท้าก็จะต้องรู้สึกเหมือนกันกับเขา รู้สึกเหมือนกับมีขนนกคอยปัดไปมาอยู่ในใจ ทำให้รู้สึกจั๊กจี้ได้โดยไม่ต้องทำอะไรเลย

“จะช่างได้ยังไงกัน หนังสือเล่มเดียว มีคนตั้งสี่คนแต่เอามันมาไม่ได้ ใครรู้เข้าคงหัวเราะเยาะเอาแน่”

อวี่เจ๋อถูกอวิ๋นเฉียวจับขึ้นไปบนเก้าอี้ ทว่าตอนที่อวี่ซีกับอวิ๋นเฉียวจับเข้าที่ข้อเท้าของเขานั้น ท่าทางหลุดหัวเราะด้วยความลืมตัวอย่างที่อวิ๋นเฉียวรอคอยกลับไม่ปรากฏให้เห็นเลยแม้สักนิด ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองกลับมาเลยแม้แต่น้อย อวิ๋นเฉียวแอบคิดว่าประสาทสัมผัสของคนคนนี้จะต้องมีปัญหาแน่ๆ แต่ไหนแต่ไรมาเขาก็คิดอยู่แล้วว่าคนอย่างอวี่เจ๋อเหมือนไม่ได้มีอยู่จริง จะมีใครกันที่แข็งแกร่งได้ขนาดนี้ ไม่ว่าจะเรียนอะไรก็โดดเด่นไปเสียหมด แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบ อวี่เจ๋อเองก็มีข้อบกพร่องเช่นกัน  

หลังจากที่อวี่เจ๋อยืนบนเก้าอี้แล้ว อวิ๋นตั่วก็ปีนตามขึ้นไป ทั้งสองเหมือนกำลังแสดงกายกรรมอยู่ไม่มีผิด อวี่เจ๋ออุ้มอวิ๋นตั่วขึ้นมา จากนั้นก็ให้เธอนั่งบนไหล่ของเขา แบบนี้หัวของเธอจึงอยู่ไม่ห่างจากเพดานมากนัก สามารถเอื้อมมือไปหยิบหนังสือเล่มที่ต้องการได้

เมื่อได้หนังสือเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่อวี่เจ๋อกำลังจะวางร่างของอวิ๋นตั่วลง ประตูห้องหนังสือก็ถูกเปิดออกเสียก่อน สือเหยียนยืนอยู่ตรงนั้น มองภาพตรงหน้าด้วยความแปลกใจ “ทำอะไรกันอยู่น่ะ แสดงกายกรรมกันอยู่หรือไง”

อวิ๋นตั่วหันขวับกลับไปมอง คำถามที่โพล่งขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยนั้นทำให้เธอลนลาน ร่างทั้งร่างส่ายไปมา จนพลอยทำให้ตัวของอวี่เจ๋อส่ายตามไปด้วย อวี่ซีกับอวิ๋นเฉียวเมื่อเริ่มเห็นว่าท่าไม่ดี ทั้งคู่จึงรู้กันโดยทันทีว่าพวกเขากำลังจะตกลงมาและจะทับลงมาบนร่างของตัวเองแน่ๆ และเพราะไม่มีใครที่อยากจะกลายเป็นเบาะรองให้ ทั้งสองจึงกระโดดหลบออกไปด้านข้างด้วยกัน

ขาสองข้างของอวี่เจ๋อที่เคยยืนได้อย่างมั่นคงเพราะมีคนช่วยประคองนั้น จู่ๆ เมื่อถูกปล่อยจึงทำให้เสียสมดุล ร่างทั้งร่างเอนไปทางขวา เมื่อรู้แล้วว่าตัวเองต้องล้มลงแน่ๆ ก็เกิดลนลานในใจว่าหากต้องตกลงมา คนที่เจ็บหนักก็คงจะเป็นอวิ๋นตั่ว เพราะแบบนั้นมือข้างหนึ่งของเขาก็กอดอวิ๋นตั่วเอาไว้แน่น ส่วนมืออีกข้างก็ยื่นออกไป คิดที่จะใช้ยันพื้น เพื่อลดแรงกระแทกยามร่างกายสัมผัสพื้น 

“กึก” เสียงที่ดังขึ้นกระแทกหูทำให้อวิ๋นเฉียวกับอวี่ซีรู้สึกตัวขึ้นมาว่าตัวเองกลายเป็นคนทรยศ ทั้งสองจึงรีบวิ่งเข้าไปหาอย่างทันที

อวี่เจ๋อล้มลงบนพื้นแล้ว แต่มือซ้ายยังคงกอดอวิ๋นตั่วเอาไว้แน่น อวิ๋นตั่วเองก็มองอวี่เจ๋อด้วยความตกใจ ราวกับยังเรียกสติกลับมาไม่ได้

อวิ๋นเฉียวพาน้องสาวออกมาจากอ้อมกอดของอวี่เจ๋อก่อน จากนั้นถึงได้พบว่ามือขวาของอวี่เจ๋อถูกทับอยู่ใต้ร่างของเจ้าตัวด้วยท่าทางที่ผิดแปลกไปจากปกติ เสียง “กึก” ที่ดังเมื่อครู่คงเป็นเสียงจากมือข้างขวานี้เป็นแน่

อวี่เจ๋อขมวดคิ้ว รู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่ส่งมาจากมือขวาและหน้าผากที่เริ่มมีเหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นมา

“รีบเรียกรถพยาบาลเร็วเข้า!” อวิ๋นตั่วตะโกนเสียงลั่น พร้อมกับน้ำตาหยดใสที่ค่อยๆ ไหลกลิ้งออกมาจากดวงตา



--------------------​----------​--------------------​​

ตอนที่ 35  คนผิดสองคน

มือขวาของอวี่เจ๋อต้องเข้าเฝือก ถูกผ้าพันไว้หลายชั้น และคล้องไว้เอาไว้ที่คอ อวี่ซีกับอวิ๋นเฉียวยืนก้มหน้านิ่งชิดผนัง ท่าทางราวกับเป็นนักโทษสองคน

อวิ๋นตั่วยืนอยู่ข้างเตียง น้ำตาของเธอยังคงไหลไม่หยุด “แบบนี้จะทำยังไงดีล่ะคะ เมื่อไหร่ถึงจะหายล่ะ จะมีโรคแทรกซ้อนอะไรหรือเปล่า……”

เธอเกลียดตัวเองเหลือเกิน ทำไมถึงได้ลนลานแบบนั้น ถ้าเธอไม่ลนลาน ไม่เสียการทรงตัวแล้วตกลงมาแบบนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะอวี่เจ๋อกอดเธอไว้ได้ทันเวลา คนที่ตกลงมาเจ็บตัวคงเป็นตัวเธอเองแน่ๆ

แถมมือที่บาดเจ็บก็เป็นมือข้างขวา เป็นข้างที่อวี่เจ๋อถนัด ทั้งเขียนหนังสือ กินข้าว และทำทุกอย่าง หลังจากนี้เขาคงต้องลำบากมากแน่ๆ

อวี่เจ๋อช่วยเช็ดน้ำตาให้อวิ๋นตั่ว ก่อนที่จะเอ่ยปลอบใจ “ไม่เป็นไร เดี๋ยวเข้าเฝือกแล้วก็ใช้ชีวิตได้ตามปกติแล้วล่ะ”

แต่อวิ๋นตั่วไม่เชื่อ ถึงขั้นกระดูกหัก ต่อให้ต่อกลับแล้ว ก็ไม่มีทางเหมือนเดิมแน่ๆ มันจะกลับเป็นเหมือนเดิมได้ยังไงล่ะ

เธอยกมือเช็ดน้ำตา “พี่อยากกินอะไรบอกหนูได้เลยนะคะ ถ้าไม่ลำบาก หนูจะป้อนเอง ต่อไปหนูจะมาหาทุกวัน อะไรที่ต้องใช้มือขวาทำ ให้หนูทำแทนได้เลย ตั้งแต่วันนี้ไป หนูจะเป็นมือขวาของพี่เอง”

หลังจากตัดสินใจได้แล้ว อวิ๋นตั่วก็ให้อภัยตัวเอง

“เห็นเธอเป็นแบบนี้แล้วเหมือนแขนขวาของพี่จะไม่หายดีเลย มันไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้นสักหน่อย จริงๆ นะ!”

“พี่แขนหักเพราะช่วยหนู ถือเป็นบุณคุณยิ่งใหญ่”

พอได้ยินแบบนั้น อวิ๋นเฉียวก็ร้อนรนขึ้นมา เด็กโง่นี่หมายความว่ายังไงกันแน่ คงไม่ได้คิดจะทดแทนบุญคุณด้วยตัวของตัวเองหรอกใช่ไหม เขารีบก้าวออกมาข้างหน้า “เรื่องนี้ฉันผิดเอง เพราะฉันไม่คิดให้รอบคอบ เห็นแก่ตัว ถ้าตอนนั้นฉันจับอวี่เจ๋อไว้แน่นๆ เรื่องก็คงไม่เป็นแบบนี้”

อวิ๋นตั่วเช็ดน้ำตา พูดออกมาด้วยท่าทางมั่นใจ “พี่พูดถูกทุกอย่างเลย มันเป็นความผิดของพี่!”


เป็นอีกครั้งที่อวิ๋นเฉียวมั่นใจว่าอวิ๋นตั่ว น้องสาวของเขาเป็นหมาป่าขาว ที่เขาออกมายอมรับผิดก็เพราะเธอ แต่ทว่าเธอกลับไม่เห็นใจ ไม่เข้าใจในความปรารถนาดีของเขาเลยแม้แต่น้อย เอาเถอะ ใครใช้ให้เธอมาเป็นน้องสาวของเขาล่ะ ถึงเธอจะไร้ความเมตตา แต่เขาจะไร้คุณธรรมไม่ได้ เมื่อนึกย้อนไปถึงเมื่อก่อน ตอนที่เขาถูกพ่อยึดบัตรเครดิตไป น้องสาวตัวน้อยก็เป็นคนแอบเอาเงินค่าขนมให้เขา บุณคุณนี้ เขา อวิ๋นเฉียว จะเก็บไว้ในใจไม่ลืม 

“ใช่ เป็นความผิดของพี่เอง” อวิ๋นเฉียวก้มหน้าลง แม้จะก้มหน้า แต่สีหน้าท่าทางของเขาก็ดูจริงใจมาก “อวี่เจ๋อ ต่อไปฉันจะเป็นมือขวาของนายเอง อยากทำอะไรก็ให้บอก เสื้อผ้าฉันก็จะช่วยใส่ หน้าก็จะช่วยล้าง การบ้านฉันก็จะช่วยทำ ข้าวก็จะช่วย......” 

“พี่จะช่วยเขากินเหรอ” คำว่ากินยังไม่ทันหลุดออกจากปาก อวี่ซีก็เอ่ยรับขึ้นมาก่อน

“ไม่ใช่สิ ฉันจะช่วยป้อนต่างหาก” อวิ๋นเฉียวแก้คำพูดให้

คนที่ฟังมาตลอดเงียบๆ อย่างสือเหยียนก็เอ่ยขึ้นบ้าง “เป็นความผิดของหนูเอง ถึงหนูจะไม่ได้ทำ แต่เขาก็บาดเจ็บเพราะหนู หลังจากนี้หนูจะดูแลพี่อวี่เจ๋อเอง หนูจะเป็นมือขวาให้เอง” 

“อย่าเป็นแบบนี้กันสิ ฟังแล้วเหมือนฉันกำลังใกล้ตายชะมัด มันไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้น จริงๆ” อวี่เจ๋อที่ตอนนี้เหมือนถูกล้อมรอบด้วยกลุ่มตัวตลกที่เอาแต่พูดว่าจะเป็นมือขวาให้ จนทำให้เขาทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี

โชคดีที่จู่ๆ ก็มีพยาบาลเข้ามา พอเห็นว่ามีแต่คนล้อมรอบเตียงผู้ป่วย เธอก็ออกปากไล่ทันที “คนป่วยต้องการพักผ่อนนะคะ แออัดกันอยู่แบบนี้ อากาศมันจะไม่ปลอดโปร่ง!”

อวิ๋นเฉียวหันมองไปรอบๆ ห้องชุดขนาดใหญ่ กับคนที่อยู่แค่ไม่กี่คนแบบนี้ มันถึงขั้นว่าอากาศไม่ปลอดโปร่งเลยเหรอ เขาหันมองพยาบาลสาวอีกที หญิงสาวอายุประมาณยี่สิบปี ริมฝีปากแดง ฟันเรียงขาว หน้าตาสะสวยมองแล้วสบายตา เป็นคนเดียวกับที่เพิ่งเข้ามาฉีดยาให้อวี่เจ๋อ ทว่ายังไม่ทันได้กดกริ่งเธอก็กลับเข้ามาในห้องผู้ป่วยอีกแล้ว ต้องเป็นเพราะถูกใจใครบางคนในห้องนี้แน่ๆ

หลังจากคิดไปเรื่อยเปื่อยแล้ว อวิ๋นเฉียวก็พบว่าตัวเขาเองนี่แหละ ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด เพราะอวี่เจ๋อเองก็ได้รับบาดเจ็บ แขนหัก เพราะแบบนั้น เขาจึงเป็นคนหล่อที่ร่างกายสมบูรณ์ที่สุด





ความคิดเห็น