ยัยโก๊ะ

รักเอียริก เชียร์เฮียริก ชอบเฮียริก ก็กดถูกใจเฮียกันเยอะๆ นะคะ เมนท์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วย *_*

SS2-STATE RED SUN - [ 1 เผชิญหน้า ]

ชื่อตอน : SS2-STATE RED SUN - [ 1 เผชิญหน้า ]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.5k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ม.ค. 2561 07:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
SS2-STATE RED SUN - [ 1 เผชิญหน้า ]
แบบอักษร

1 เผชิญหน้า

                “ริกกี้!”

                ฉันเขย่าเรียกคนข้างๆ ให้ตื่น ใบหน้าหล่อเหลาขมวดเกร็งมีเหงื่อผุดขึ้นตามรูขุมขนเต็มไปหมด ไรผมเปียกชุ่ม ทั้งที่อากาศภายในห้องเย็นฉ่ำ

                แพรขนตายาวหนาแบบไม่เกรงใจผู้หญิงขยับไหว เปลือกตาเขาเปิดโพลงขึ้นทันที ริกกี้ผวาลุกขึ้นนั่งมองฉันด้วยแววตาแตกตื่น

                “คนิ้ง....”

                “อื้อ ริกเป็นไร ฝันร้ายเหรอ”

                ริกกี้มองสบแววตาฉันนิ่งครู่หนึ่งก่อนที่ใบหน้านั่นจะคลายความตึงเครียดลงเล็กน้อยตามมาด้วยผ่อนลมหายใจยาวเหยียด

                “เฮ้อ... จู่ๆ ก็ฝันเห็นเรื่องราวในอดีตน่ะ”

                “เรื่องในอดีต?”

                “อือ”

                จะว่าไปฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอดีตของริกกี้เลยนี่.... นอกจากเรื่องแม่ เรื่องน้าริช และเรื่องตารางงานของเขาในปัจจุบันฉันก็แทบไม่รู้จักด้านอื่นของริกกี้ด้วยซ้ำ ฉันมองใบหน้าที่ยังเหลือร่องรอยความเคร่งเครียดของริกกี้อย่างสงสัย

                “ฝันว่าอะไรเหรอ เล่าให้นิ้งฟังหน่อยสิ”

                ริกกี้มองหน้าฉัน แววตาคมกริบไหววูบท่าทางอึดอัด “ไม่มีอะไรหรอก แค่เรื่องไร้สาระน่ะ”

                เขาเลิกผ้าห่มออกจากตัวแล้วลุกขึ้นเดินโทงๆ ไปเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบผ้าเช็ดตัวพันสะโพกเปลือยเปล่าเข้าห้องน้ำไปเงียบๆ

                ฉันรู้สึกเหมือนริกกี้กำลังปิดบังอะไรสักอย่างอยู่...

                ผ่านมาแล้วเกือบสองเดือนตั้งแต่วันที่น้าริชมาพบพ่อฉัน เราคบกันอย่างเปิดเผย ครอบครัวทั้งสองฝ่ายยอมรับเพราะริกกี้เป็นลูกผู้ชายพอรักษาคำพูดที่ให้ไว้กับพ่อ ทำให้พ่อฉันเชื่อใจและไว้ใจให้ฉันมาค้างกับเขาได้

ฟังดูมีความสุขใช่ไหม ทว่าถึงแม้ความรักของเขาจะราบรื่นและเป็นไปได้ด้วยดีแต่บางครั้งฉันก็ยังรู้สึกว่าช่องว่างระหว่างเราสองคนไม่ได้ลดลงเลย

                เฮ้อ....

                ฉันถอนหายใจเอาความรู้สึกแย่ๆ ที่มีตั้งแต่เช้าทิ้งไป ขยับตัวออกจากเตียง หาเสื้อตัวหลวมๆ มาสวมเสร็จก็เดินออกมาหาอะไรในครัวทาน

                Ding! Dong~

                เสียงออดหน้าประตูดังขึ้น ฉันวางแก้วไมโลลงเดินมาเปิดประตูอย่างไม่ได้คิดอะไรมาก ทีแรกนึกว่าเป็นแม่บ้านแต่ไม่ใช่....

                ผู้ชายวัยสามสิบปลายๆ สวมสูทสีดำสนิทเรียบร้อย บนใบหน้ามีรอยแผลเป็นนูนคาดเกี่ยวตั้งแต่หัวตาขวาเฉียงผ่านดั้งจมูกลงมาถึงกลางแก้มซ้าย

                ฉันยืนอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก็รู้สึกตัว “มาหาใครคะ”

                “นี่ห้องคุณริกกี้หรือเปล่า”

                “ค่ะ....”

                ฉันพยักหน้าอย่างไม่แน่ใจ เขามองชุดตอนเดียวที่ฉันสวมแวบหนึ่ง สายตาคมกริบไม่บ่งบอกความรู้สึกใดๆ แต่ฉันกลับรู้สึกเหมือนโดนดูถูกอยู่นิดๆ

                “ขอเข้าไปข้างในได้หรือเปล่า”

                ฉันเริ่มใจไม่ดี ท่าทางเขาดูน่ากลัวและไม่น่าไว้ใจ กำลังลังเลว่าจะเอายังไงเสียงหมอนั่นก็ตะโกนถามมาจากด้านใน

                “ใครมานิ้ง”

                “.......”

                ฉันกลับเข้ามาเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ในห้องนอนก่อนออกมาชงกาแฟในห้องครัวแล้วยกมาเสิร์ฟริกกี้กับแขกที่กำลังนั่งคุยกันอยู่บนโซฟาห้องโถง

                ท่าทางผู้ชายคนนั้นจะรู้จักกับริกกี้ ฉันเก็บความสงสัยเอาไว้และพยายามปั้นยิ้ม เดินมาถึงยังไม่ทันได้วางแก้วกาแฟด้วยซ้ำ ผู้ชายคนนั้นก็ลุกขึ้น

                “ผมขอตัวก่อนนะครับ ยังไงก็ช่วยเก็บเอาไปคิดด้วย นายท่านกำลังรอคุณอยู่”

                ริกกี้ไม่ตอบ เหลือบมองไปด้านหน้าเหมือนจมอยู่ในภวังค์อะไรสักอย่าง ส่วนผู้ชายคนนั้นพูดเสร็จก็เหลือบมองฉันครู่หนึ่งก่อนเดินออกไปพร้อมกับบรรยากาศตึงเครียดแปลกๆ

                “ริกกี้...เมื่อกี้ใคร”

                ฉันวางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะ นั่งลงข้างกายเขาแล้วจับแขนริกกี้บีบ ท่าทางเขาดูเครียดเป็นพิเศษพลอยทำให้ฉันรู้สึกแย่ไปด้วย

                “คนของหมอนั่น”

                “หมอนั่น?”

                ฉันไม่เข้าใจว่าเขากำลังเอ่ยถึงใคร ริกกี้เลื่อนสายตามาจับจ้องใบหน้าฉันนิ่งๆ ก่อนผ่อนลมหายใจอย่างหนักหน่วง

                “พ่อริก ...ผู้ชายคนนั้นเป็นลูกน้องพ่อริก”

                “พ่อริก...”

                “อือ”

                “แล้ว... แล้วเขามาทำไม” ฉันรู้สึกสับสนไม่ต่างจากสีหน้าที่ริกกี้แสดงออกมา ริกกี้เคยบอกฉันว่าพ่อเขาไม่เคยกลับมาอีกเลยตั้งแต่วันที่แม่เสีย พวกเขาไม่เคยเผชิญหน้ากันตรงๆ ในฐานะพ่อลูกสักครั้งเดียว

                “คนคนนั้นต้องการพบริก”

                น้ำเสียงของริกกี้เบาโหวงไร้น้ำหนัก ฉันไม่เคยเห็นเขาลังเลใจแบบนี้มาก่อน เรื่องพ่อคงเป็นเรื่องละเอียดสำหรับเขามาก

                “แล้วริกจะไปไหม”

                “นิ้งว่าริกควรไปหรือเปล่า”

                “ไปสิ ริกไม่อยากรู้เหรอว่าพ่อริกจะพูดอะไร”

                “.....”

                หลายวันต่อมา...

                ฉันกับริกกี้ยืนอยู่หน้าประตูห้องทำงานขนาดใหญ่ภายในตึกสูงยี่สิบชั้น เขาคว้ามือฉันไปจับแน่น มือริกกี้ชื้นเหงื่อนิดๆ ฉันเหลือบมองเขาอย่างแปลกใจ ริกกี้จึงยิ้มน้อยๆ กลับมาให้

                ตลกจัง เขาดูเหมือนเด็กน้อยตื่นเวทีในงานโรงเรียนเปี๊ยบ

                “เชิญค่ะ”

                เลขาเป็นคนผลักประตูเข้าไป หันมาส่งสายตาเรียกเราทั้งสอง ฉันพยักหน้าให้ริกกี้เขาจับจ้องสายตาฉันครู่หนึ่งก่อนเดินนำไปข้างหน้า

                มือเขาเราผละออกจากกันตอนที่ยกขึ้นไหว้ชายวัยกลางคนที่นั่งพิงพนักเก้าอี้อยู่หลังโต๊ะทำงาน

                ผู้ชายตรงหน้าไม่ได้มีเค้าโครงตรงไหนเหมือนริกกี้เลยสักนิด ยกเว้นแววตา...

                สายตาดุกร้าวน่ายำเกรงนั่นทำให้ฉันนึกถึงครั้งแรกที่เจอกับริกกี้ ...ตอนนั้นริกกี้ก็มองฉันด้วยสายตาแบบนี้ น่ากลัวจนอยากหันหลังกลับแล้ววิ่งหนีให้ไกล

                “คุณเรียกผมมา มีเรื่องอะไร”

                เสียงริกกี้ดึงสติฉันกลับสู่ปัจจุบัน สายตาของพ่อริกกี้จ้องมองลูกชายแวบหนึ่งก่อนตวัดมาหยุดอยู่ที่ฉัน นานจนฉันเริ่มรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ

                ริกกี้เหลือบมองตามสายตาของพ่อ เมื่อเห็นว่าเขาจ้องฉันไม่วางตา เขาก็เค้นเสียงไม่พอใจออกมาทันที

                “ถ้าคุณไม่บอกว่าเรียกผมมาทำไม ผมก็ไม่มีธุระต้องอยู่ที่นี่ กลับเถอะนิ้ง”

                “เอ๊ะ...อื้อ”

                ริกกี้ตัดสินใจปุบปับจนฉันตั้งตัวไม่ทัน

                เขาแค่จับมือฉันเท่านั้นยังไม่ทันได้พากันเดินออกมาเสียงพ่อริกกี้ก็ดังขึ้น

                “เดี๋ยวก่อนสิ”

                “.....”

                “อุตส่าห์เจอกันทั้งที ทำไมเย็นชาแบบนี้หืม เจ้าลูกชาย”

                “....!!!”

                คำว่าลูกชายกระแทกใจริกกี้เข้าอย่างจัง สังเกตจากสีหน้าซีดเผือดกับแววตาที่สะเทือนไหวแบบอดกลั้นในอะไรบางอย่าง ริกกี้ดูน่าสงสารมากในสายตาของฉัน มันทำให้ฉันไม่เข้าใจว่าผู้ชายที่อยู่หลังโต๊ะทำงานนั่นต้องการอะไร

                “คุณอยากพูดอะไร”

                ริกกี้พยายามคงความเยือกเย็นไว้บนสีหน้าแม้ว่าเมื่อกี้เขาจะหลุดไปแวบหนึ่งก็ตาม

                “หึ....”

                พ่อริกกี้ไม่ตอบในทันที แต่ชำเลืองสายตานุ่มลึกมาที่ฉัน อึก...ฉันรู้ตัวทันทีว่ากำลังเป็นส่วนเกิน

                “เอ่อ นิ้งไปรอข้างนอกดีกว่า คุณพ่อคงอยากจะคุยกับริกเป็นการส่วนตัวมากกว่า”

                “นิ้ง....”

                “รอข้างนอกนะ”

                ริกกี้ส่งสายตามาเหมือนไม่อยากให้ฉันไปแต่เขาก็ไม่ได้ห้ามอย่างเด็ดขาดสักหน่อย ฉันยิ้มให้เขากำลังใจคนตรงหน้าก่อนเดินออกมาเงียบๆ แย่จัง... ลึกๆ เหมือนฉันเองก็อยากให้ริกกี้รั้งฉันเอาไว้ในห้องนั้นด้วย

ประตูห้องทำงานปิดลง ฉันหันกลับไปมองด้วยสายตาเป็นกังวล

ทำไมตอนนี้รู้สึกเหมือนมีกำแพงกั้นเราสองคนเอาไว้ทั้งที่แค่ประตูบานเดียว เฮ้อ... ฉันส่ายหน้าไปมา บางทีฉันอาจจะแค่คิดมากเกินไปก็ได้

ความคิดเห็น