หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

ยามเมื่อเมฆฝนพัดผ่าน สองเราจะฝ่าฟันมันไปด้วยกันนะ...

ตอนที่ 28 คืนดีกัน / ตอนที่ 29 คุณชายเสเพล

ชื่อตอน : ตอนที่ 28 คืนดีกัน / ตอนที่ 29 คุณชายเสเพล

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.2k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ม.ค. 2561 15:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 28 คืนดีกัน / ตอนที่ 29 คุณชายเสเพล
แบบอักษร



ตอนที่ 28 คืนดีกัน

บางครั้งคนเราก็รังแกคนที่อ่อนแอกว่า แต่ก็เกรงกลัวคนที่แข็งแกร่งกว่า ตั้งแต่ทะเลาะกับสือเหยียน ฝ่ายนั้นก็ไม่กล้ามาชี้นิ้วบงการอะไรอวิ๋นตั่วอีก เวลาเจอกันก็มักจะเดินเลี่ยงไป หากบังเอิญเจอกันก็จะรีบพูดขอโทษขึ้นมา


เดิมทีอวิ๋นตั่วคิดว่าเป็นแบบนี้น่ะดีแล้ว แต่ไม่นานเธอก็รู้สึกว่าตัวเองนั้นถูกทิ้งให้โดดเดี่ยว


เวลาเข้าเรียน คุณครูก็มักจะเมินเธอ ไม่ว่าเธอจะยกมือสูงแค่ไหน ครูก็จะไม่ยอมให้เธอตอบ เพื่อนๆ เองก็ถอยห่างจากเธอ เวลาพูดก็พูดด้วยความสุภาพ

อวิ๋นตั่วเริ่มรู้สึกกลุ้มใจขึ้นมาบ้างแล้ว!

เพราะแบบนั้น เธอจึงเป็นคนเข้าไปคุยกับสือเหยียนก่อน “สือเหยียน วันเสาร์นี้ไปเล่นที่บ้านฉันไหม”

แต่สือเหยียนก็รีบปฏิเสธทันที “สุดสัปดาห์นี้ฉันจะไปบ้านคุณยายกับแม่”

“ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลย ฉันก็จะไปบ้านคุณยายด้วยเหมือนกัน งั้นเราไปบ้านคุณยายทวดด้วยกันดีไหม”

คุณยายทวดก็คือคุณยายของชูยินกับจ้าวเยว่ คุณยายผู้ซึ่งอายุแปดสิบกว่า ผมหงอกขาว ทว่าร่างกายยังแข็งแรง มีเพียงแต่สายตาที่ไม่ค่อยดี คุณยายมักมองอวิ๋นตั่วกับสือเหยียนสลับกันมั่วไปหมด

คุณยายจับมือของอวิ๋นตั่วยามพูดว่า “เสี่ยวเหยียน ได้ยินว่าหลานสอบได้หนึ่งร้อยคะแนนอีกแล้วหรือ”

อวิ๋นตั่วหน้าแดง “หนูไม่เคยสอบได้หนึ่งร้อยคะแนนนะคะ”

“ทำไมล่ะ คะแนนลดลงหรือ” ใบหน้าของคุณยายทวดยังคงเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม “ไม่เป็นไรๆ เด็กๆ คะแนนดีบ้างไม่ดีบ้างก็เป็นเรื่องปกติ”

อวิ๋นตั่วเองก็คิดแบบนั้น คะแนนของเด็กๆ มันก็ต้องมีดีบ้างแย่บ้าง แต่ทำไมคะแนนของสือเหยียนถึงไม่เคยแย่เลยล่ะ เธอหวังอยากให้สือเหยียนสอบไม่ผ่านบ้างสักครั้ง อยากเห็นจริงๆ ว่าอีกฝ่ายจะมีสีหน้ายังไง


จ้าวเยว่กับชูยินรวมตัวกันอยู่ที่บ้านของคุณยาย และเพราะการที่เด็กๆ มีปัญหากัน ทำให้พวกเธอไม่ค่อยสนิทใจกับอีกฝ่ายสักเท่าไหร่

แม่ของจ้าวเยว่เป็นคนที่พูดขึ้นก่อน “เด็กๆ น่ะยากที่จะห้ามไม่ให้มีเรื่องทะเลาะกัน แต่ถ้าพวกเธอจะมามองหน้ากันไม่ติดเพียงเพราะอารมณ์ร้อนของเด็กๆ น่ะ คนอื่นคงหัวเราะเอาแน่”

แม่ของชูยินเองก็พูดขึ้นว่า “ใช่ พวกเธอน่ะเป็นลูกคนเดียว ไม่มีพี่น้อง เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ก็เหมือนญาติสนิทร่วมสายเลือดกันนั่นแหละ”

ลูกสาวนั้นเป็นเหมือนเสื้อนวมนุ่มของแม่ ในเมื่อคนเป็นแม่พูดแบบนั้นแล้ว ชูยินกับจ้าวเยว่จึงจำต้องคืนดีกัน และสั่งให้ลูกทั้งสองจับมือเป็นมิตรกัน

ตั้งแต่เด็กจนโต จ้าวเยว่กับชูยินก็ใช่ว่าไม่เคยขัดแย้งกัน แต่ก็เพราะไม้เรียวของคุณยายนั่นแหละ ที่ทำเอากระดูกแทบแตก เส้นเอ็นแทบขาด

เพื่อแสดงความเป็นมิตร พอถึงเวลาไปโรงเรียน อวิ๋นตั่วจึงให้คนขับรถแวะไปรับสือเหยียนที่บ้านตระกูลสือด้วย ทั้งสองลงจากรถพร้อมกัน เดินจูงมือพากันเข้าโรงเรียน

“ที่จริงฉันไม่ชอบนั่งรถไปโรงเรียน ขี่จักรยานดูน่าสนุกกว่าอีก ได้เห็นวิวข้างทางด้วย” อวิ๋นตั่วว่า

“ขี่จักรยานไปโรงเรียนลำบากจะตายไป”

ถึงจะพูดแบบนั้น แต่อวิ๋นตั่วก็ไม่ได้ถือสา “รอฉันโตกว่านี้อีกสักหน่อย จะซื้อจักรยานสักคัน ขี่ไปโรงเรียนเองเหมือนพี่อวี่เจ๋อ”

“แม่เธอไม่ยอมหรอก”

“ทำไมล่ะ”

“ก็เธอเป็นเจ้าหญิง เธอเคยเห็นเจ้าหญิงขี่จักรยานไปโรงเรียนเองเหรอ”

อวิ๋นตั่วหัวเราะ “เธอก็เป็นเจ้าหญิง เราทุกคนก็เป็นเจ้าหญิงในใจของพ่อกับแม่ทั้งนั้นแหละ”

สือเหยียนหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข เธอปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอวิ๋นตั่วพูดได้ดี คำที่พูดออกมานั้น ทำให้คนฟังรู้สึกสบายใจ

“ใช่ เราทุกคนต่างก็เป็นเจ้าหญิง”

ทั้งสองจูงมือกัน เดินเข้าห้องเรียน ทำเอาครูประจำชั้นถึงกับงุนงง เด็กสองคนนี้ดีกันแล้วหรือ? งั้นไม่ใช่เท่ากับตัวเองเป็นตัวร้ายหรอกหรือไง 

“สวัสดีค่ะคุณครู!” เด็กทั้งสองทักทายคุณครูพร้อมกัน

คุณครูยกมือขึ้นขยับแว่น ยกยิ้มบางๆ “พวกเธอดีกันแล้วเหรอ”

“จริงๆ ก็ไม่มีเรื่องอะไรนี่คะ” สือเหยียนว่า

คุณครูจึงใช้โอกาสนี้ในการสอนเด็กๆ ในชั้นเรียนไปในตัวด้วย คุณครูบอกว่าต้องเป็นเหมือนสือเหยียน รู้จักอดทน รู้จักยอมถอย ต้องใจกว้าง ไม่เก็บเรื่องมาคิดเล็กคิดน้อย

อวิ๋นตั่วคิดว่าสือเหยียนพูดถูก เธอจึงยืนอยู่ข้างๆ และปรบมือให้สือเหยียน


--------------------​----------​----------​----------​



ตอนที่ 29 คุณชายเสเพล

กว่าที่อวิ๋นตั่วจะมีจักรยานเป็นของตัวเอง ก็หลังจากที่เธอเรียนจบ ป.6 ไปแล้ว ตอนนั้นอวี่เจ๋อก็เป็นนักศึกษาชั้นปีที่สามแล้ว และแน่นอนว่าอวี่เจ๋อยังคงเป็นครูของอวิ๋นตั่ว หลายปีมานี้ เขามองดูคะแนนของอวิ๋นตั่วที่ขยับจาก 27 เป็น 90 ช่างเป็นความสำเร็จที่ยอดเยี่ยมจริงๆ 

“แน่นอนว่าบนเหรียญความดีความชอบนี้ ครึ่งหนึ่งเป็นของหนู ส่วนอีกครึ่งเป็นของพี่” อวิ๋นตั่วมักจะพูดกับเขาแบบนี้

“ความสำเร็จเกิดจากหลายปัจจัย ผมไม่กล้าเอาเป็นความดีความชอบของตัวเองหรอกครับ”

ถึงอวี่เจ๋อจะพูดแบบนั้น ทว่าบ้านอวิ๋นก็ปฏิบัติกับเขาราวกับเป็นคุณครูคนหนึ่งจริงๆ พอถึงตรุษจีน อวิ๋นตั่วก็ต้องมาเยี่ยมคุณครู

อวี่เจ๋อพูดกับชูยินว่า “ต่อไปอย่ามาเลยนะครับ ทำอะไรเป็นทางการแบบนี้แล้วเหมือนผมอายุมากเลย”

มันยากมากที่ชูยินจะทำตามคำบอกนั้น “อวิ๋นตั่วมีวันนี้ได้ ก็ถือว่าเป็นความดีความชอบของเธอ ศิษย์เคารพครูเป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้ว จริงไหมจ๊ะอวิ๋นตั่ว?”

ในตอนนั้นอวิ๋นตั่วกำลังดูนิตยสารแฟชั่นกับคุยเรื่องซุบซิบอยู่กับอวี่ซี เพราะแบบนั้นเธอจึงตอบรับไปอย่างใจลอย “ค่า!”

“เธอเรียกพี่ฉันว่าครู เธอก็ต้องเรียกฉันว่าชืออี๋” ( 师姨 ชืออี๋ : ความหมายตรงตัวแปลว่าอาจารย์อา)

“หนูเรียกเขาว่าครูเมื่อไหร่กัน หนูเรียกเขาว่าพี่ต่างหาก”

“แต่เขาเป็นพี่ชายของฉัน จะให้ยอมให้เธอหยิบไปแบบไม่มีเหตุผลได้ยังไงกัน”

“ถ้าอย่างนั้นหนูให้พี่ชายหนูก็ได้”

“พี่ชายของเธอไม่ได้เรื่อง ฉันไม่เอาหรอก”

“ถึงจะไม่มีความสามารถ แต่หน้าตาก็พอถูๆ ไถๆ ไปได้นะคะ”

“นุ่มนิ่มเป็นหมอกปัก สมองแบบนั้นใครเขาจะไปอยากได้”

“เขามีคุณพ่อคอยสนับสนุน ต่อให้ไม่เอาการเอางานก็ยังมีคนต้องการ”

ตรงจุดนี้อวี่ซีเองก็เห็นด้วย ตั้งแต่อวิ๋นเฉียวไปอังกฤษ ทุกครั้งที่เขาส่งรูปกลับมาก็มักจะมีสาวข้างกายไม่ซ้ำหน้า เพียงแต่ไม่รู้ว่าผู้หญิงพวกนั้นต้องการอะไร เพราะหน้าตาของเขาหรือ คุณชายที่หน้าตาดีกว่าเขาก็มี หรือหากหวังเงินของครอบครัวเขา มุ่งตรงเข้าหาพ่อของเขาจะไม่ได้ผลเร็วกว่าหรือไง ได้ยินว่ามีครั้งหนึ่งเขาก่อกวนอวิ๋นอี้ฟานจนถูกระงับบัตรเครดิต สุดท้ายก็ต้องอาศัยเงินค่าขนมของอวิ๋นตั่วใช้ชีวิตไปอย่างยากลำบาก แต่ถึงแบบนั้น เขาก็ยังเปลี่ยนคู่ควงอยู่ตลอด

ทุกคนต่างก็ถามเขาว่า “คนข้างๆ คือใครกัน”

เขาก็จะตอบว่า “เพื่อน”

ได้ฟังเช่นนั้นทุกคนก็ได้แต่หัวเราะ เพื่อนของเขานั้นเยอะเสียจริงๆ ครอบคลุมไปถึงห้าทวีปสี่มหาสมุทร มีทุกชนชาติ ทุกสีผิว

เวลาอยู่ที่บ้าน อวี่ซีก็มักจะด่าเขาบ่อยๆ “มั่วไม่เลือกแบบนี้ ระวังจะเป็นโรคเอดส์เข้าสักวัน”

และอวี่เจ๋อก็จะตำหนิเธอ “เขาไม่ได้มายุ่งกับเธอสักหน่อย เธอจะไปด่าเขาทำไม”

“หรือเขาแค่ยังไม่ไปตรวจ”

“ยังไงมันก็ไม่ใช่เรื่องของเธอ นี่มันยุคสมัยไหนแล้ว”

“ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน เรื่องความรักก็ต้องจริงจังทั้งนั้นแหละ” จู่ๆ อวี่ซีก็เปลี่ยนมาพูดถึงเรื่องของคนเป็นพี่ซะเฉยๆ “ตอนนี้มันยุคไหนแล้ว พี่ยังไม่มีความรักอีกเหรอ”

“เรื่องความรักมันเป็นเรื่องของพรหมลิขิต มันบังคับกันได้ที่ไหน”

“แล้วพี่เพียวเพียวล่ะคะ”

อวี่เจ๋อเผยรอยยิ้มบางๆ “เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน”

แต่อวี่ซีกลับไม่คิดแบบนั้น ตั้งแต่ขึ้นมหาลัยมา ความรู้สึกของหลินเพียวเพียวที่มีต่ออวี่เจ๋อนั้นเธอแสดงมันออกมาอย่างชัดเจนสุดๆ เพียงแต่ถ้าหากไม่ได้ตาบอดก็คงดูออกว่าเธอสนใจในตัวอวี่เจ๋อ วันอาทิตย์พอกลับมาบ้าน แทนที่จะอยู่บ้านตัวเองก็กลับมาที่นี่ เดินตามแม่ของเธอ คุณน้าอย่างนั้น คุณน้าอย่างนี้ จนถึงขั้นม้วนแขนเสื้อ เข้าครัว ทำอาหาร ราวกับเป็นบ้านของตัวเอง

หลิวห้าวตงเคยพูดว่า “สถานะครอบครัวเราเป็นแบบนี้ ได้คนอย่างเพียวเพียวมาเป็นสะใภ้ก็ถือว่าดีมากแล้ว เพราะเธอไม่รังเกียจที่ลูกไม่ร่ำรวย ไม่มีอำนาจ ดูแลด้วยใจ แล้วยังจะหวังอะไรอีก”


ใช่ แล้วยังจะหวังอะไรอีก?


อวี่เจ๋อเข้าใจความรู้สึกของเพียวเพียว และรู้ด้วยว่าเพียงตัวเองเดินหน้าไปอีกหนึ่งก้าว ความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองก็จะไม่เหมือนเดิม ทว่าก้าวนี้สำหรับเขามันกลับหนักเสียเหลือเกิน

มหาลัยปี 3 เพื่อนผู้หญิงที่มาตามจีบเขานั้นพูดได้เลยว่านับไม่ถ้วน แต่เขาก็ปฏิเสธไป ทำไมถึงปฏิเสธงั้นเหรอ? เหตุผลที่เขาบอกกับคนอื่นคือเรื่องเรียนต้องมาก่อน เขายังไม่อยากที่จะมีความรัก แต่ความจริงแล้ว ใจของเขากำลังรออะไรบางอย่าง เขารออะไรน่ะเหรอ? ความรัก ใช่ สิ่งที่เขารอ...นั่นคือความรัก

เขารู้ดีว่าหลินเพียวเพียวเป็นคนดี เพื่อนผู้หญิงเหล่านั้นก็ดี แต่เขาไม่ได้รักพวกเธอ เขาคิดว่าสุดท้ายแล้วจะมีใครสักคน คนที่สามารถเดินไปด้วยกันกับเขา บุกน้ำลุยไฟไปด้วยกันได้ เพียงแต่ตอนนี้คนคนนั้นยังไม่ปรากฏตัว เพราะแบบนั้นเขาจึงเก็บรักษาความรักที่สวยงามและสมบูรณ์ไว้อย่างหวงแหน รอจนวันที่เธอปรากฏตัวขึ้นมา เขาถึงจะสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า “ผมให้หัวใจดวงนี้กับคุณ ให้คุณหมดทั้งใจเลย!"​




แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น