ปิงปองโต้คลื่น

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Thirteenth Song

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.2k

ความคิดเห็น : 29

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ม.ค. 2561 20:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Thirteenth Song
แบบอักษร


เคยมีคนกล่าวไว้ว่า บางครั้งคนเราก็สามารถรับรู้เรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ด้วยสิ่งที่เรียกว่าลางสังหรณ์

ลางสังหรณ์อย่างนั้นเหรอ...

ใบหน้าคมเข้มของคนในห้องกระจกผินออกไปมองท้องฟ้าอึมครึมด้านนอกด้วยความรู้สึกบางอย่าง มันเป็นความรู้สึกทึมเทาในใจเหมือนกับท้องฟ้าสีเทาด้านนอกไม่มีผิด ฝนจะตกก็ไม่ตก แดดจะส่องก็ไม่ส่อง

เป็นความรู้สึกอึดอัดไร้ที่ไปที่มา

จู่ๆ ทำไมถึงรู้สึกแบบนี้ขึ้นมาก็ไม่รู้

...

...ไม่รู้ที่ไหนกัน...

เขาก็แค่พยายามปฏิเสธความจริงที่ว่าตัวเขาไม่มีอะไรจะไปสู้กับชายหนุ่มอดีตคนรักของเจ้าแมวน้อยเขาได้เลยต่างหาก ผู้ชายคนนั้นเป็นคนหนุ่มที่จัดได้ว่าน่าจับตามอง สมัยเรียนก็เก่งไม่เป็นรองใคร พอโตขึ้นมาก็มีพรสวรรค์ในด้านการทำธุรกิจ อีกทั้งยังเป็นคนในโลกสว่าง ดูยังไงก็น่าคบหามากกว่าเขา

สีขาวยังไงเสียก็ดีกว่าสีดำอยู่แล้ว

เสียงพนักเก้าอี้หนังชั้นดีดังเอี๊ยดอ๊าดเมื่อถูกกดทับด้วยแผ่นหลังแกร่ง เขาถอนหายใจออกมาเป็นรอบที่เท่าไหร่ของวันแล้วก็ไม่รู้ กองเอกสารปึกใหญ่ตรงหน้าที่รอการอนุมัติ ไหนจะเรื่องคาสิโนที่เขาต้องไปจัดการอีก

ทั้งๆ ที่มีเรื่องให้ทำเยอะแยะขนาดนี้ ในใจของเขาก็ดันวกกลับไปหาอีกคนอยู่ไม่จบไม่สิ้น

ถ้าต้องเสียอีกคนไป เขาจะอยู่ยังไงกันนะ...

แย่จริงๆ อายุปูนนี้แล้วยังมากังวลเรื่องความรักอย่างกับเด็กหนุ่มวัยขบเผาะไปได้

ถ้อยคำในเอกสารขอผ่อนผันหนี้ของพวกผีพนันในคาสิโนไม่ได้เข้าไปในหัวเขาเลยสักนิด

ต้องตายแน่...

ถ้าเด็กคนนั้นทิ้งเขาไป...เขาคงตายแน่

ทำไมเขาถึงเป็นคนช่างยึดติดขนาดนี้กันนะ

-ก๊อก ก๊อก-

“ขออนุญาตครับนาย”

ถ้อยคำคุ้นเคยจากอีกฝากของบานประตูทำให้เขาต้องกลับมาอยู่ในสภาวะพร้อมทำงานอีกครั้ง

รอก่อนนะที่รัก เสร็จงานเมื่อไหร่ฉันจะไปหา

“เข้ามา”

สิ้นเสียงอนุญาต บานประตูไม้หนาหนักก็ถูกเปิดออกโดยชายวัยกลางคนรูปร่างสูงหนาคนหนึ่ง ชุดสูทสีดำสุภาพรับกับใบหน้าดุดันมีดวงตาข้างขวาเหลือกลืมอยู่เพียงข้างเดียว รอยแผลเป็นลึกที่พาดผ่านดวงตาข้างซ้ายของคนๆ นี้ทำให้เขารำลึกถึงความหลังแสนโหดร้ายได้ไม่รู้ลืม

“ว่าไงภพธร วันนี้ถ่อมาถึงสาขาใหญ่ มีอะไรรึเปล่า”

ทันทีที่ได้ยินคำเอ่ยทักจากเขา ใบหน้าแข็งกร้าวก็พลันมีสีหน้าอ่อนลง

“เปล่าครับนาย ผมแค่ว่างพอดีเลยเอาเอกสารของสาขาชายแดนมาให้นายเอง”

แฟ้มสีดำวางลงบนโต๊ะไม้เนื้อหนาประกอบคำพูด

“ภพธรสบายดีนะ ลูกล่ะเป็นยังไงกันบ้าง”

ดวงตาอ่อนแสงที่ส่งมาให้ทำเขานึกถึงวันวานเมื่อหลายสิบปีก่อน

เวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน

“สบายดีครับนาย ลูกผมก็เรียนจบกันหมดแล้วครับ”

น้ำเสียงสั่นน้อยๆ ของอีกฝ่ายทำให้เขาไม่คิดจะพูดแทรกอะไรออกไป นัยน์ตาข้างเดียวนั้นส่งแววตาเทิดทูนมาให้อย่างเหลือล้น

“ต้องขอบคุณนายมากนะครับ ถ้าไม่มีนายป่านนี้ลูกผมคง...”

“ช่วยกันได้ก็ช่วยกันไป อย่างไรเสียก็ครอบครัวเดียวกัน”

เขาสบลึกเข้าไปในดวงตาสีดำข้างนั้น

“พ่อฉันเก็บพวกนายมาเลี้ยงแล้วก็หมายความว่าเราเป็นตระกูลเดียวกันแล้ว เจือจุนกันได้ก็ต้องทำ”

แล้วเขาก็ได้รับแววตาเคารพสุดใจกลับมา

นี่คือสิ่งที่พ่อสอนเขามาตลอด ใจคนไม่ได้ซื้อได้ด้วยเงินหรือความสุขทางกาย ใจต้องแลกใจ นายที่ดีต้องรู้จักวิธีใช้ใจ ใช้คำพูดให้ลูกน้องมอบใจให้ ถ้าได้ใจมาแล้ว ที่เหลือก็สบาย

ถ้าคนมันศรัทธาแล้ว มันยอมตายได้เพื่อสิ่งที่มันศรัทธาและเทิดทูน

คิดจะใช้คน ต้องเลี้ยงคนให้เป็น

เขาเลี้ยงคนเป็น เขาใช้คนเป็น แต่เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองเลี้ยงแมวเป็นรึเปล่า

แย่จริงๆ เผลอคิดถึงอีกแล้ว

“เช่นนั้นผมขอตัวก่อนนะครับนาย มีนัดกินข้าวกับลูกสาวน่ะครับ”

“ลูกสาว...เจ้ากิ่งน่ะเหรอ”

นัยน์ตาข้างนั้นเบิกกว้างด้วยความปีติ

“นายจำได้ด้วยเหรอครับ”

“ทำไมจะจำไม่ได้กัน”

เขาว่าพลางหยิบแบงค์สีเทาขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกงหนึ่งใบ

“ฉันก็ไม่มีเงินสดติดตัวมากนักหรอก แต่เอาไปให้เจ้ากิ่งเสีย บอกว่าของขวัญจากฉัน บอกว่าให้เจริญรุ่งเรืองในชีวิต”

ร่างสูงใหญ่ค้อมตัวลงพร้อมกับพนมมือไหว้ปลกๆ

“ขอบคุณครับนาย ขอบคุณจริงๆ ครับ”

แล้วแขกผู้มีเยือนก็จากไป ทิ้งไว้เพียงตัวเขาที่ได้รับความเทิดทูนเสียจนล้นปรี่

นัยน์ตาสีดำเสมองไปทางกระจกใสตรงมุมห้อง ภาพที่สะท้อนออกมาคือชายสูงวัยผู้มีผมสีเทาแซมสลับไปกับผมสีดำเข้ม ใบหน้าเหี่ยวย่นด้วยริ้วรอยนี้จะอยู่แย้มยิ้มให้เจ้าแมวน้อยได้อีกนานแค่ไหนกัน

เราควรรักกันจริงๆ ใช่ไหม

“แมวน้อยของฉัน”

เขาพึมพำกับตัวเอง...พึมพำถึงอีกคนในห้วงคำนึง

“รัก ฉันรักเธอเหลือเกิน”

ตะกอนขุ่นคลั่กที่ฟุ้งกระจายอยู่ในใจของเขาจะเกิดจากอะไรก็ช่าง...ช่างมันสิ อย่างไรเสียเขาก็ขาดเด็กคนนั้นไปไม่ได้อยู่แล้ว ต่อให้ไม่เหมาะไม่ควร เขาก็จะอยู่ตรงนี้อยู่ดี

จะไปหนีไปไหนทั้งนั้น

-กริ๊ง กริ๊ง-

เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นมาอย่างกะทันหันทำให้เขาสะดุ้งจนหงุดหงิดตัวเอง

โชคดีแค่ไหนที่ไม่มีใครอยู่ในห้องนี้ ไม่งั้นคงขายหน้าแย่

ใครกันนะช่างโทรมาไม่รู้เวล่ำเว...ดิม

อีกแล้ว...เขาไม่ชอบเวลาเด็กคนนี้โทรมาหาเลย มันไม่เคยเป็นเรื่องดีสักครั้ง

“ว่าไง”

[ลุง]

เขาได้ยินเสียงลม

[ลุงครับ]

เขาได้ยินเสียงน้ำ

[ผมที่มันแย่จริงๆ เลย]

ถ้อยคำนั้นแผ่วเบาราวกับจะขาดใจ

ทำไม...ใครทำอะไรแมวน้อยของเขากัน

“ทำไมหืม ไหนใครทำอะไรแมวน้อยของฉันกัน”

ปลายสายหัวเราะ

ทำไมถึงหัวเราะด้วยน้ำเสียงโศกเศร้าขนาดนั้นกัน

[ผมมันโง่เป็นบ้า]

ทำไม เกิดอะไรขึ้นกัน

[คุณปราณครับ]

ปลายสายเงียบไปอึดใจ

[ผมน่ะชอบสีเหลืองนะครับ ผมชอบสีที่สดใส ไม่ชอบอะไรที่มันทึมทึบนักหรอก ยิ่งสีดำ สีเทา ยิ่งไม่ชอบ]

เขาก็ชอบ เขาชอบให้เด็กหนุ่มอยู่ท่ามกลางแสงสว่างเหมือนกัน ไม่อยากลากเข้ามาในวังวนมืดดำนี่เลยสักนิด

เจ็บ...แค่คิดว่าตัวเขาไม่คู่ควรกับเด็กคนนี้มากแค่ไหนก็เจ็บหัวใจเหลือเกิน

[แต่ถ้าคุณชอบสีดำ...]

เขาได้ยินเสียงลมพัดหวีดหวิวเคล้าคลอไปกับเสียงซ่าๆ ของน้ำ

[ผมก็จะชอบสีดำเหมือนกัน]

เพียงถ้อยคำสั้นๆ หัวใจของเขาก็เหมือนถูกปลดจากบ่วงพันธนาการทั้งปวง

อาการใจเต้นรัวจนแทบทะลุออกมาจากอกแบบนี้เรียกอะไรกันนะ

ดีใจ...ดีใจใช่ไหม

“อืม ขอบคุณนะ”

อีกฝ่ายเงียบไปพักใหญ่แต่ยังไม่กดตัดสาย เพราะแบบนั้นเขาจึงถือสายรอเช่นกัน

เขารอมาทั้งชีวิตแล้ว รออีกสักหน่อยจะเป็นไรไป

[ถ้าเสร็จงานแล้ว มาหาผมที่ร้านเดิมด้วยนะครับ]

ในที่สุดปลายสายก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงขึ้นกว่าเก่า

...ดีแล้ว...

“ร้านเดิมเหรอ ที่อยู่ตรงริมเจ้าพระยารึเปล่า”

[ครับ]

มิน่าล่ะถึงได้ยินเสียงน้ำกับลมชัดนัก

“ได้ ฉันขอเวลาอีกหนึ่งชั่วโมงแล้วจะรีบไปหา สั่งอาหารกินก่อนได้เลยนะ แล้วก็...”

เขาอยากพูด...อยากขออีกคนว่าอย่าสั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ไหม ถ้าเกิดท้องขึ้นมาจริงๆ แล้วดื่มสุราเข้าไปก็คงจะแย่ แต่เขาไม่กล้าพูด ไม่รู้ป่านนี้เจ้าเหมียวยังโกรธเขาอยู่รึเปล่า แล้วถ้าอีกคนไม่อยากมีลูกก็คงจะไม่ใส่ใจเรื่องแบบนะ...

[ครับ ผมไม่สั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรอก]

คำพูดที่ตอบกลับมาทำให้หัวใจเขาเต้นรัวอีกครั้ง

[เห็นแบบนี้ผมก็ไม่อยากเสี่ยงเหมือนกันนะครับ]

รู้ใจ...เป็นแมวที่รู้ใจเหลือเกิน

[แต่ว่าแค่คืนเดียวคงไม่ท้องหรอกครับ]

คำพูดเปรยๆ ของอีกฝ่ายทำให้หัวใจที่พองโตเมื่อครู่เริ่มเหี่ยวแฟบลงอีกครั้ง

แมวน้อย...เธอไม่อยากมีลูกกับฉันจริงๆ เหรอ

[แต่ถ้ามาซ้ำอีกสักทีอาจจะติดก็ได้นะครับ]

แล้วปลายสายก็ตัดไป ทิ้งชายสูงวัยอย่างเขาให้นั่งค้างอยู่กับก้อนเนื้อในหน้าอกที่เต้นรัวจนแทบทะลุออกมา

เด็กสมัยนี้นี่มัน...ช่างยั่วจริงๆ











มือเรียวปล่อยโทรศัพท์เครื่องเล็กลงบนโต๊ะข้างตัวแล้วเอามือเท้าคางเหม่อมองออกไปยังแม่น้ำกว้างใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงห้าเมตร

ทำตามใจตัวเองแบบนี้มันดีแล้วจริงๆ ใช่ไหม

...ใครจะรู้ล่ะ...

สุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครรู้อนาคตเลยสักคน สิ่งที่เราทำได้ก็เพียงแค่เลือกทางเดินที่เราจะไม่ย้อนกลับมาเสียใจภายหลังเท่านั้น

แสงสีส้มพาดทับลงบนผืนน้ำกว้างใหญ่ เหนือแผ่นน้ำขึ้นไปคือสิ่งก่อสร้างสูงใหญ่พาดผ่านเชื่อมสองฝั่งแม่น้ำเข้าด้วยกัน อีกไม่นานแสงไฟมากมายก็คงฉายออกมาจากตึกสูงทุกหนทุกแห่ง ฉายออกมาจากเสาไฟทุกต้นเพื่อนำทางผู้คนให้สัญจรไปได้อย่างปลอดภัย

แล้วเสาไฟของเขาอยู่ไหนกันนะ...มีใครพอจะนำทางเขาบ้างไหม

“อ้าวดิม”

เสียงร้องทักจากใครบางคนทำให้เขาต้องหันไปมอง

“อ้าวทีน ไปยังไงมายังไงเนี่ย”

ในตอนแรกก็กะจะเมินเฉยอยู่เหมือนกัน แต่พอเห็นว่าคนเอ่ยปากทักเป็นใคร เขาก็กลับเป็นฝ่ายที่ต้องร้องทักกลับไปแทน

ไม่น่าเชื่อว่าจะได้พบกันอีก

“ร้านนี้เป็นร้านของเพื่อนสมัยมหาลัยเราอะ ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะได้มาพบดิมแบบนี้”

“จริงเหรอ นี่ร้านโปรดผมตั้งแต่กลับไทยเลยนะ”

“จริงป่ะ”

“มาๆ มานั่งก่อน จะยืนคุยกันอยู่ทำไมเล่า”

เด็กหนุ่มคนนั้นหัวเราะ เพื่อนคนนี้ของเขาเป็นคนอารมณ์ดีเสมอ

เป็นคนดี เป็นคนอารมณ์ดี เป็นเพื่อนที่ดี

“ได้มาเจอกันแบบนี้นี่โคตรพรหมลิขิตเลยอะ”

อีกคนว่าพลางหัวเราะร่วน ใบหน้าแย้มยิ้มและเสียงหัวเราะนั้นสดใสเสียจนเขาต้องยิ้มตาม

ทำไมถึงสดใสได้ขนาดนี้กันนะ

“ผมก็ไม่คิดว่าจะได้เจอทีนที่นี่เหมือนกัน นึกว่ากลับภูเก็ตไปแล้วเสียอีก”

“โถ กลับอะไรล่ะ เรามีงานสัมมนาของบริษัทต่อเนี่ย เหนื่อยจะแย่แล้ว”

“นี่แอบโดดมากินข้าวรึเปล่าเนี่ย”

“น้อยๆ หน่อย นี่เวลาว่าง ประชุมเสร็จแล้วถึงได้มา ก็กะจะมาหาเพื่อนที่เป็นเจ้าของร้านนี่แหละ ใครจะเหมือนดิมล่ะ ชอบโดดรั้วโรงเรียนออกไปซื้อไอติมกะทิสดทุกวันเลย”

แล้วพวกเขาก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน

ความสุขแบบนี้...ไม่ได้สัมผัสมานานแค่ไหนแล้วนะ

“แล้วนี่เดลเป็นไงบ้าง ยังคบเป็นเพื่อนกับมันอยู่ไหม”

เขาหัวเราะลั่นกับคำถามของอีกฝ่าย

“คบสิ จะให้ทิ้งมันไปไหนเล่า”

“อ้าว ก็ไม่รู้อะ เห็นมันบ้าๆ บอๆ ทิ้งๆ ไปบ้างก็ได้นะ”

ชอบ...เขาชอบช่วงเวลาที่ได้อยู่กับคนๆ นี้เหลือเกิน

ดี...ดีจริงๆ ที่ได้เจอกันในช่วงเวลาแบบนี้

“ดิม เป็นอะไรรึเปล่า หน้าดูไม่ดีเลย”

“เปล่า ผมก็แค่...”

ไม่รู้ทำไม ทุกครั้งที่ถูกนัยน์ตากลมโตเหมือนลูกหมาของอีกฝ่ายจ้องมองเขามาเขาก็พูดโกหกไม่ออกทุกที

ความเป็นห่วงเป็นใยจากใจจริงที่ล้นทะลักออกมาจากดวงตาคู่นั้นทำให้เขาอับจนด้วยคำพูดอยู่เสมอ

สุดท้ายแล้วความจริงทุกอย่างก็จะทะลักทลายออกมาจากปากจนหมดสิ้น

“ผมแค่...มีปัญหานิดหน่อย”

อีกฝ่ายส่งยิ้มบางๆ มาให้

“ให้เราช่วยอะไรไหม”

ใจทั้งใจรู้สึกอุ่นวาบราวกับโดนโอบกอดไว้ด้วยอ้อมแขนที่มองไม่เห็น

ดี...ช่างเป็นคนที่แสนดีเหลือเกิน

“ผมก็แค่ไม่รู้ว่าสิ่งที่เราเลือกไป มันดีจริงๆ รึเปล่า”

เขาสบตาเข้าไปในดวงตาห่วงใยของอีกฝ่าย

“ผมกลัวจะต้องมาเสียใจภายหลัง”

พอเขาพูดจบ ใบหน้าของอีกคนก็ฉีกยิ้มกว้าง...กว้างขนาดเขาที่อยู่ในอารมณ์ไม่มั่นคงนักยังเผลอยิ้มตาม

“ดิมเคยได้ยินคำพูดของลุงธีโอดอร์ โรสเวลต์ที่ว่า ในทุกๆ การตัดสินใจของคนเรานั้น สิ่งที่ดีที่สุดที่เราสามารถทำได้คือการเลือกหนทางที่ถูกต้อง สิ่งที่ดีรองลงมาคือการเลือกหนทางที่ผิด ส่วนสิ่งที่เลวร้ายที่สุดก็คือการไม่เลือกอะไรเลย รึเปล่า”

เด็กหนุ่มไม่รอให้เขาตอบ คนตัวสูงโน้มตัวลงมาหาแล้วเอาฝ่ามือใหญ่ตบลงบนหัวเขาเบาๆ

“ถ้าเลือกไปแล้วก็ไม่ต้องเสียใจหรอก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ช่างมันเถอะ อย่างน้อยเราก็ได้ทำดีที่สุดในส่วนของเราแล้วจริงไหม”

ทีนเป็นแบบนี้เสมอ

เป็นคนดี เป็นคนอารมณ์ดี เป็นเพื่อนที่ดี เป็นสิ่งดีๆ เพียงไม่กี่สิ่งในชีวิตของเขาที่อยากให้อยู่ด้วยกันตลอดไปเหมือนกับคนๆ นั้น...

...ลุง...รีบมาหาผมสักทีสิ...




***********************************************************************************************​

[เกร็ดความรู้]



คำพูดของทีนแปลมาจากคำพูดของ Theodore Roosevelt ประธานาธิบดีคนที่ 26 ของสหรัฐอเมริกาที่ว่า


"In any moment of decision, the best thing you can do is the right thing, the next best thing is the wrong thing, and the worst thing you can do is nothing."


นอกจากจะเป็นประธานาธิบดีแล้ว Theodore Roosevelt ยังเป็นต้นกำเนิดของเท็ดดี้แบร์ด้วยนะเออ




***********************************************************************************************​​


พูดคุยกันได้ที่ #ปราณดิม หรือ #หลงลุง ใน twitter นะคะ






แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น