หอหมื่นอักษร

เพราะคำว่ารัก ทำให้นางต้องกลายเป็นหมากในกระดานของใครหลายๆ คน แล้วในโลกนี้จะมีผู้ใดบ้างที่มอบความรักให้นางอย่างจริงใจ

ตอนที่ 25 พบกันอีกครั้ง

ชื่อตอน : ตอนที่ 25 พบกันอีกครั้ง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.8k

ความคิดเห็น : 34

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ม.ค. 2561 15:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 25 พบกันอีกครั้ง
แบบอักษร




ทั่วทั้งวังหลวงถูกประดับประดาไปด้วยผืนผ้าและโคมไฟหลากสีสวยงาม ดูครึกครื้นผิดจากยามปกติ ฮ่องเต้หลินเทียนได้ทรงโปรดให้มีการจัดเลี้ยงเฉลิมฉลองเพื่อปูนบำเหน็จรางวัลแก่ทั้งสามเหล่าทัพต่อหน้าฟ้าดิน เหล่าข้าหลวงขุนนางน้อยใหญ่ที่มีความดีความชอบต่างได้รับปูนบำเหน็จรางวัลกันถ้วนหน้า คงมีเพียงองค์ชายหลีที่ยังมาไม่ถึง


ก่อนพระอาทิตย์ตกดินเพียงไม่นาน รถม้าคันงามซึ่งถูกอาบไล้ด้วยแสงแห่งอาทิตย์อัสดง ค่อยๆแล่นผ่านถนนหลายสายเข้าสู่ประตูวัง ตรงเข้าไปยังเขตพระราชวังชั้นใน ไร้คนขัดขวาง ม่านเยามองนิ่งอยู่ที่บุรุษรูปงามที่นั่งอยู่ตรงข้ามกันอย่างไร้คำพูดใดตั้งแต่เช้าจรดเย็น นี่หรือที่เขาเรียกว่า...เร่งรีบ? ดูเหมือนว่าจงเจิ้งอู๋โยวจะไม่ถูกโฉลกกับการเข้าวังยิ่งกว่านางเสียอีก

“อวี้” รถม้าแล่นเข้ามาถึงเส้นทางสายหนึ่งที่เงียบสงัดภายในวังหลวง ทันใดนั้นก็มีชายในชุดดำคนหนึ่งปรากฏกายขึ้น คุกเข่าดักหน้ารถ แล้วพูดขึ้นด้วยสีหน้าท่าทางร้อนรนว่า “องค์ชาย ข้าน้อยมีเรื่องด่วนมากราบทูลพ่ะย่ะค่ะ!”

จงเจิ้งอู๋โยวที่อยู่บนรถม้านั้นได้ยินเสียงก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นองครักษ์คนสนิทประจำตัวขององค์ชายเก้านามว่าเหลิ่งหาน เช่นนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วขึ้น แล้วพูดตอบไป “ว่ามา”

 เหลิ่งหานรีบพูดทันที “ทูลองค์ชาย องค์ชายเก้าทรงปฏิเสธการอภิเษกพระราชทาน ทำให้ฮ่องเต้ทรงกริ้ว จึงถูกสั่งลงโทษโบยร้อยที แล้วพาไปขังไว้ยังตำหนักโยวซือพ่ะย่ะค่ะ” ตำหนักโยวซือเป็นที่ๆ ใช้สำหรับกักขังองค์ชายหรือองค์หญิงที่กระทำความผิดใหญ่หลวงโดยเฉพาะ ใครที่เข้าไปแล้ว ถึงจะรอดออกมาก็เหลือเพียงครึ่งชีวิตเท่านั้น

สีหน้าของจงเจิ้งอู๋โยวเปลี่ยนไปเล็กน้อย พลางเอ่ยถามไปว่า “ตั้งแต่เมื่อใด”             “เมื่อครึ่งชั่วยามที่แล้วพ่ะย่ะค่ะ” เหลิ่งหานทูลตอบ

จงเจิ้งอู๋โยวถามต่อไปอีกว่า “เขา...ฮ่องเต้ตอนนี้อยู่ที่ใด”

“ทูลองค์ชาย ทรงอยู่ที่ห้องทรงงานหลวงพ่ะย่ะค่ะ”

การอภิเษกพระราชทาน? ม่านเยาตกใจขึ้นมา องค์ชายเก้าเป็นหนึ่งในรายชื่อตัวเลือกของนาง หากมีการการอภิเษกพระราชทาน ก็ต้องเกี่ยวข้องกับนางเป็นแน่ ฮ่องเต้หลินเทียนเป็นถึงกษัตริย์ของแคว้น ในเมื่อทรงรับปากแล้วว่าจะให้เวลาครึ่งปี ถึงไม่ประสงค์จะรักษาคำพูด แต่ก็ไม่น่าจะตระบัดสัตย์ต่อหน้าธารกำนัลเยี่ยงนี้ ทั้งที่ทรงอนุญาตให้นางเลือกคู่ครองได้เองแล้วแต่กลับมาตัดสินพระทัยตามใจตนเองเช่นนี้ หรือว่า......เรื่องนี้มีการเปลี่ยนแปลงอันใดเกิดขึ้น นางพอรู้ว่าช่วงเวลาแห่งอิสระของตนคงไม่ถึงครึ่งปีแน่ แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะรวดเร็วปานนี้ แค่ในระยะเวลาไม่ถึงสามเดือน หรือว่า นางจะต้องแต่งงานออกไปในเร็ววันแล้วจริงๆ หรือ นางเผลอเลื่อนสายตาขึ้นไปมองยังจงเจิ้งอู๋โยว เห็นว่าเขาขมวดคิ้วเบาๆ และกำลังมองมาที่นางพอดี ม่านเยารู้ดีว่าห้องทรงงานนั้นหาใช่สถานที่ๆใครก็เข้าไปได้ เช่นนั้นจึงลุกขึ้นพลางพูดว่า “ท่านไปเถอะ ข้าก็อยากลงไปเดินเล่นเสียหน่อยเหมือนกัน”

จงเจิ้งอู๋โยวใคร่ครวญอยู่เล็กน้อยก่อนพยักหน้าเบาๆ แล้วล้วงเอาแผ่นป้ายหยกสลักอันงามออกมาจากอกส่งให้กับนาง แล้วพูดขึ้นว่า “งานเลี้ยงจัดอยู่ที่ตำหนักอี๋ชิ่ง เจ้าสามารถถือแผ่นป้ายหยกนี้ไปให้ใครพาเข้างานก่อนก็ได้”

ม่านเยารับแผ่นป้ายหยกนั้นมา หยกนั้นมีสีเขียวมรกตตลอดทั้งแผ่น ให้ความสัมผัสเย็นชุ่มชื้น แค่มองก็รู้ว่าเป็นหยกชั้นเลิศ บนแผ่นป้ายนั้นสลักอักษร “หลี” ไว้ นางกำมันไว้ในมือ ยิ้มพลางก้าวลงจากรถม้าไป จงเจิ้งอู๋โยวมองตามนางไปอย่างไม่วางตา ดวงตาคู่นั้นลึกล้ำยากเกินจะคาดเดาว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ม่านรถปิดลงตามเดิม จากนั้นรถม้าก็ออกวิ่งตรงไปยังทิศทางของห้องทรงงานทันที


บนถนนเส้นนั้นดูอ้างว้างห่างไกลผู้คน แต่ทัศนียภาพกลับสวยงามยิ่งนัก และยังเงียบสงบมากด้วย ม่านเยากำแผ่นป้ายหยกในมือแน่น มองรถม้าและชายหนุ่มงามดั่งเทพบุตรที่ค่อยๆ ห่างออกไปจากสายตาของนาง ในใจก็พลันรู้สึกกังวลจนอยู่ไม่สุข นางยืนนิ่งอยู่ที่เดิมนั้นครู่หนึ่ง หลังจากนั้น ก็ค่อยๆ ออกเดินไปตามเส้นทางมุ่งตรงเข้าวัง นึกถึงเรื่องการอภิเษกพระราชทานแล้ว ในใจก็รู้สึกกระวนกระวาย ต่างจากความรู้สึกครั้งแรกที่ไม่ได้ใส่ใจกับการเข้าวัง

ไม่รู้ว่าเดินมานานแค่ไหนแล้ว แต่ดูเหมือนยิ่งเดินยิ่งเปลี่ยว นางนึกอยากหาใครสักคนเพื่อถามทาง แต่มองไปทางไหนก็ไม่เห็นใครเลยสักคน ทำได้เพียงเดินต่อไปเรื่อยๆ ยามนี้ ในรั้วกำแพงวังทางขวามือก็มีเสียงสนทนาลอยมาเบาๆ นางหยุดการก้าวเดิน เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ 

เสียงชายคนหนึ่งพูดขึ้นมา “สำนักอูเซียวถูกกวาดล้าง เกรงว่าต่อไป ถึงเราจะเสนอเงินให้มากแค่ไหน ก็คงไม่มีใครกล้ารับงานนี้อีก”

เสียงนี้...เป็นเสียงขององค์รัชทายาทแห่งแคว้นหลินเทียน คนชุดดำพวกนั้นเป็นคนที่เขาส่งมาจริงๆด้วย

ใครอีกคนพูดขึ้นมาว่า “ใช่แล้ว คิดไม่ถึงเลยว่าอิทธิพลมืดขององค์ชายหลีจะเก่งกาจถึงเพียงนี้! แต่ข้าน้อยยังสงสัยอยู่เรื่องเดียว ในเมื่อองค์ชายหลีทรงทราบแล้วว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือขององค์รัชทายาท แล้วเหตุใดจึงกดเรื่องนี้ให้เงียบไปอย่างง่ายๆ เช่นนี้กันเล่า”

องค์รัชทายาทพูดขึ้นอีกว่า “ใต้เท้าอวี๋ไม่รู้อะไร ตอนนั้นพระชายาอวิ๋นเฟยเป็นคนโปรดที่สุดของฮ่องเต้ มีคนมากมายหวังที่จะฆ่านาง ระหว่างที่นางตั้งท้องก็ถูกลอบสังหาร เสด็จแม่ของข้าได้สละชีวิตตนเพื่อช่วยนางไว้ พระชายาอวิ๋นเฟยรับปากเสด็จแม่ก่อนตายไว้ว่าจะดูแลข้าเป็นอย่างดี ปกป้องข้าให้อยู่รอดปลอดภัยตลอดชีวิต”

ใต้เท้าอวี๋พูดต่อไปว่า “ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง หากเป็นเช่นนั้น องค์ชายหลีต้องทำตามคำขอของเสด็จแม่ ก็มิควรที่จะมาแย่งตำแหน่งฮ่องเต้ไปจากพระองค์ถึงจะถูกสิพ่ะย่ะค่ะ”

องค์รัชทายาทพูดต่อ “เจ้าเจ็ดหาได้ปรารถนาในตำแหน่งฮ่องเต้ไม่ แต่เสด็จพ่อกลับตั้งใจอยากให้เขาขึ้นมาครองบัลลังก์ต่อจากพระองค์ หากเขาไม่ตาย ไม่ช้าไม่นานข้าก็คงถูกเสด็จพ่อปลดออกจากตำแหน่งองค์รัชทายาท และลดชั้นไปเป็นเพียงคนธรรมดา แม้แต่ชีวิตก็คงรักษาไว้ไม่ได้ ดังนั้นเจ้าเจ็ดต้องตายสถานเดียว!”

ใต้เท้าอวี๋พูดขึ้นมาว่า “เช้าวันนี้ ฮ่องเต้ทรงได้รับสาส์นจากฮ่องเต้ฉี่อวิ๋น ชาวแคว้นฉี่อวิ๋นไม่พอใจเป็นอย่างมากเรื่องที่ส่งองค์หญิงมาเพื่ออภิเษกเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างแคว้นแล้วถูกปฏิเสธ จึงเรียกร้องให้ทางเราชี้แจงเหตุผล พร้อมเร่งดำเนินการให้เป็นจริงโดยเร็วที่สุด ฮ่องเต้ทรงเป็นกังวลกับเรื่องนี้มาก คงกำลังคิดหาทางบังคับให้องค์ชายหลีอภิเษกสมรสกับองค์หญิงหรงเล่อฉางโดยเร็วที่สุดเป็นแน่ หากเรื่องนี้สำเร็จขึ้นมาจริงๆ คงไม่เป็นผลดีกับองค์ชายแน่ๆ พ่ะย่ะค่ะ”

“เรื่องนี้ไม่ต้องกังวลไปหรอก ด้วยนิสัยของเจ้าเจ็ด หากเขาไม่เต็มใจ ไม่ว่าเสด็จพ่อจะทำเช่นไรก็ไร้ประโยชน์ หึ เสด็จพ่อตั้งใจอยากสร้างฐานอำนาจให้เจ้าเจ็ด ไม่ได้รู้เลยว่าเจ้าตัวเขาไม่ต้องการ”

“เช่นนั้นแล้วองค์รัชทายาททรงคิดว่า ครั้งนี้ฮ่องเต้จะทรงพระราชทานสมรสองค์หญิงหรงเล่อฉางให้แก่ใครพ่ะย่ะค่ะ”

“เสด็จพ่อก็ต้องยกให้เจ้าเก้าอยู่แล้ว เจ้าเก้าเป็นคนของเจ้าเจ็ด หากเขาแต่งกับองค์หญิงก็คงได้รับการสนับสนุนที่แข็งแกร่งจากแคว้นฉี่อวิ๋น ก็ย่อมเป็นผลดีกับเจ้าเจ็ดอยู่แล้ว แต่ว่าจากการวิเคราะห์ของข้า ฮ่องเต้ฉี่อวิ๋นน่าจะลำเอียงไปทางท่านแม่ทัพฟู่โฉวที่รบเอาชนะทัพแคว้นเป่ยอี๋มาได้ครั้งนี้มากกว่า”

“พระองค์ทรงวิเคราะห์ได้อย่างเฉียบแหลมนัก ฟู่โฉวถูกแต่งตั้งให้เป็นถึง ‘แม่ทัพใหญ่เว่ยกั๋ว’ แล้ว หากเราสามารถดึงมาเป็นพวกเดียวกันได้ ตำแหน่งของพระองค์ก็คงจะแข็งแกร่งขึ้น”

“อืม เรื่องนี้ยกให้ท่านจัดการ......”

ม่านเยาได้ฟังเช่นนั้นก็ตกใจยิ่งนัก ที่แท้เสด็จพี่ทรงทราบเรื่องนี้แล้วและยังส่งสาส์นมาแล้วด้วย หากแต่นางกลับไม่รู้เรื่องอะไรเลย หลายวันมานี้นางอยู่แต่ในตำหนักองค์ชายหลี ไม่ได้รับรู้เรื่องราวภายนอกแม้แต่น้อย สิ่งที่องค์รัชทายาทแห่งแคว้นหลินเทียนพูดนั้นไม่ผิดเลย หากไม่ได้อภิเษกกับองค์ชายหลี เสด็จพี่ต้องเลือกฟู่โฉวอย่างแน่นอน แม่ทัพหนุ่มผู้เป็นที่เลื่องลือเรื่องความกล้าหาญและโหดเหี้ยมไม่มีใครเทียบ และยังเจ้าแผนการอย่างเหลือร้าย แต่ทว่า นางเองไม่เหลือทางเลือกใดอีกแล้ว นอกเสียจากว่า...จงเจิ้งอู๋โยวจะเปลี่ยนใจ เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ม่านเยาก็รู้สึกตกใจ นี่นางกำลังคิดอะไรอยู่ นางกำลังคาดหวังว่าจงเจิ้งอู๋โยวจะแต่งกับนาง เหตุใดจึงมีความหวังเช่นนี้ได้ หรือเพราะสนิทสนมกันแล้ว จึงรู้สึกวางใจ นางยิ้มเยาะตัวเอง เตรียมที่จะเดินออกไปจากตรงนั้น แต่ไม่ทันระวังจึงเหยียบไปโดนเศษหินเข้า จนเกิดเสียงดังขึ้นมาเบาๆ ทำให้คนหลังกำแพงนั้นรู้สึกตัว

“ใคร!?” องค์รัชทายาทและใต้เท้าอวี๋ที่อยู่อีกฝั่งของกำแพงนั้นต่างตกใจจนลุกขึ้นยืน แล้วรีบกระโดดข้ามกำแพงออกมาตรวจดู แต่กลับไม่พบแม้เงาของใครสักคนเดียว


อีกด้านหนึ่งในรั้วกำแพงวัง บนต้นไม้สูงใหญ่ที่มีใบไม้ดกหนาอำพรางไว้ ม่านเยาที่ยังไม่รู้ตัวว่าได้ถูกพาขึ้นมาบนนี้แล้วกำลังถูกใครบางคนใช้มือปิดปากไว้ ดวงตาเบิกกว้าง นางมองไม่เห็นคนที่อยู่เบื้องหลัง แต่ก็รับรู้ได้ว่าเขาไม่ได้มีเจตนาร้าย

“แปลก เมื่อครู่ยังได้ยินเสียงอยู่เลย”

องค์รัชทายาทพูดขึ้น “ที่นี่เปลี่ยวขนาดนี้ คงไม่มีใครหรอก หรือไม่...พวกเราก็คงหูแว่วไปเอง ไปเถิด อีกไม่นานงานเลี้ยงจะเริ่มแล้ว”

ม่านเยาได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ ค่อยๆ ก้าวห่างออกไปเรื่อยๆ แต่ยังคงนิ่งค้างไม่ไหวติง นั่งนิ่งเงียบอยู่บนต้นไม้นั้น ชายหนุ่มเบื้องหลังค่อยๆ ปล่อยมือออกอย่างช้าๆ แล้วก็ไร้การเคลื่อนไหวใดๆ  ผ่านไปพักใหญ่ ก็มีเสียงดังมาจากนอกกำแพงนั่นอีกครั้ง “องค์รัชทายาท ดูเหมือนว่าข้าจะหูแว่วไปเองจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ”

“อืม ไปได้แล้ว”

ม่านเยาเชิดมุมปากขึ้นเล็กน้อย จนกระทั่งมั่นใจว่าองค์รัชทายาทและใต้เท้าอวี๋ได้จากไปแล้วจริงๆ จึงได้หันกลับไปมองคนด้านหลัง เมื่อเห็นว่าเป็นใคร นางก็อดร้องออกไปอย่างอดแปลกใจไม่ได้ ท่าน!?”





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น