เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 22 คราปักษากล่าวลาสรวงสวรรค์ [จบบทที่ 4]

ชื่อตอน : ตอนที่ 22 คราปักษากล่าวลาสรวงสวรรค์ [จบบทที่ 4]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 408

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 18 มิ.ย. 2561 13:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 22 คราปักษากล่าวลาสรวงสวรรค์ [จบบทที่ 4]
แบบอักษร

​ตอนที่ 22 คราปักษากล่าวลาสรวงสวรรค์

             ตำนานเผ่าปักษาเล่าถึงแดนสวรรค์และแดนนรกไว้ว่า ชาวปักษาที่ทำความดีตลอดชีวิตตายแล้ววิญญาณจักล่องลอยไปยังแดนสวรรค์ สถานที่ซึ่งอุดมด้วยความสุขปีติชั่วทิวาวิกาล เปรียบดั่งนิพานแห่งผู้บรรลุและหยั่งลึกถึงจิตใจก้นบึ้งแห่งความจริงอันเป็นนิรัน ชาวปักษาที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่นและมุ่งมั่นในแสวงหาอิสรภาพคือผู้ประเสริฐสูงสุด แตกต่างกับชาวปักษาอีกด้านหนึ่ง “อปักษา” คือนามเรียกของชาวปักษาที่แสวงหาความมืดมิดและทำเรื่องชั่วร้ายเลวทราม พวกเขาตายแล้วจักมิได้เดินทางไปยังแดนสวรรค์ ดวงวิญญาณของอปักษาจักล่องลอยและถูกดูดกลืนเข้าไปยังแดนนรก [เฮมเวเลส] สูญสิ้นโลกา ดินแดนสีดำทมิฬไร้ซึ่งดวงตะวัน ดวงเดือน ตราบดวงดารา โลกสีดำปราศจากสลมหายใจและไอหยดน้ำฝน ไร้สรรพสิ่ง สรรพเสียง สรรพเวลา เป็นกรงขังที่ไม่มีรั่วเหล็กรั่วทองคำ เป็นโลกอันกว้างใหญ่ไพรศาลที่ไม่มีขอบฟ้าขอบเวหา ชาวปักษาที่หลงมั่วเมาในอำนาจ พลัง และอีกาปีศาจ จักต้องติดอยู่ในนั้นตลอดกาล ตราบกระทั่งฟ้าลิขิตให้พวกเขาเป็นอิสระ และถือกำเนิดใหม่

          ความลับอย่างหนึ่งที่ชาวปักษามิเคยบอกเล่าคือ ชาวปักษาส่วนมากไม่มีทางไปยังแดนนรก ในประวัติศาสตร์พงศวดารมิเคยเขียนจารึกถึงชาวปักษาคนใดที่เคยเยี่ยมเยือนดินแดนอีกฝั่งของแดนสวรรค์ และมิว่าไปที่ใด ชาวปักษาตายแล้วสามารถเกิดใหม่ได้

          ถ้าหากดวงวิญญาณยังไม่แหลกสลาย ชาวปักษาจักฟื้นคืนชีพอีกครั้ง นี้คือสัจธรรมของชาวปักษา [จุติร้อยพัน]  

เมรัยเคยฟังเรื่องราวหลังความตายเผ่าปักษา หมอผีน้อยมีอาชีพเกี่ยวข้องกับทางโลกวิญญาณดังนั้นจึงมิอาจปฏิเสธว่านางมิรู้จักตำนานหรือเรื่องเล่ายมทูตของมนุษย์และปักษา เมรัยเคยพูดคุยกับวิญญาณชาวปักษาท่านหนึ่ง ระหว่างที่ท่านกำลังล่องลอยไปยังแดนสวรรค์ ท่านเล่าตำนานเรื่องนี้ให้เมรัยฟังเป็นบทเรียนและความรู้ใส่สมอง หมอผีน้อยมิใคร่สนใจฟังเรื่องพวกคนติดปีกเหมือนไก่นัก กระนั้นเพื่อให้คนตายมีความสุขไร้ความกังวล นางจึงต้องอดทนนั่งกินบะหมี่พลางฟังปักษาเฒ่าพร่ำพรรณนา

          ตำนานเรื่องความตายของชาวปักษาเป็นเพียงนิทานหลอกเด็กไม่แตกต่างจากเรื่องเล่านรกสวรรค์ของมนุษย์ ความจริงเรื่องราวเหล่านี้มีไว้เพื่อให้คนขยันทำความดี และเกรงกลัวต่อการทำชั่วก่อบาปเท่านั้น เมรัยจักไม่บอกว่าสวรรค์และนรกมีจริงต่อให้นางเคยเดินทางไปยังที่ทั้งสองแห่งแล้วก็ตาม ทำไมนะหรือ เพราะนางอยากบอกเช่นนั้นน่ะสิ หมอผีน้อยจักมิก้าวก่ายเรื่องดินแดนสองแห่ง ขอบเขตงานนางถึงเพียงเส้นแบ่งเขตความเป็นและความตายเท่านั้น มิมีทางเหยียบข้ามเส้นกั้นกลางไปอีกฝั่งเด็ดขาด เพราะนรกและสวรรค์ล้วนเป็นโลกของคนตาย ซึ่งสิ่งที่ไปได้มีแต่..คนตายเท่านั้น

          คนตายมิอาจพูด แต่ถ้าเมรัยอยากให้ผีพูด นางทำได้ เหมือนที่นางมีชีวิตเรื่อยมาโดยการมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น ยินความลับมากมายจากปากวิญญาณ ผีสาง ภูตพราย เมรัยรู้ความลับที่โลกมิทราบ แต่สิ่งที่นางทำคือรับฟังอย่างตั้งใจพลางนอนตื่นหนึ่งก็ลืมมันให้หมด 

เรื่องคนอื่นหาใช่สิ่งที่นางต้องใส่ใจ

          เหมือนเรื่องราวของแดนทั้งสองแห่ง เมรัยเป็นพวกเชื่อในสิ่งที่ตานางมองเห็น ความจริงที่ไม่มีใครเคยรู้จัก ใช่ว่านางมิรู้จักมัน

          เช้าสายตะวันแขวนฟ้า แอ่งน้ำใสปรากฏประปรายคราวเมื่อคืนสายฝนตกกระหน่ำ หลังจากพวกนางตื่นลืมตามองวันใหม่ เมรัยเสนอให้มีงานต้อนรับเรไรโดยพาเรไรแนะนารีไปขอข้าวเช้าคุณบาเบลร่าทานที่บ้านนาง หญิงสาวผู้เล่อโฉมประหนึ่งแม่มดตื่นแต่หัววัน นางกำลังทำมื้อเช้าในห้องครัว ขนมปัง ไข่ดาว เบคอน นางได้ยินเสียงเมรัยเคาะหน้าต่างจึงวางทัพพี หญิงสาวรู้ว่าเมรัยชอบมาขอข้าวเช้าๆตนกินบ่อยๆอย่างไม่มีความเกรงใจ ถ้าเป็นคนอื่นคงโบกไม้กวาดฟาดหัวเมรัยไล่ไปไกลๆแต่บาเบลร่ามิดุร้ายเช่นนั้น หญิงสาวภายนอกแลเข้าหายาก กระนั้นสำหรับคนรู้จักมักคุ้น บาเบลร่าเป็นสตรีนิสัยสันดานอ่อยโยนและรักเด็ก ถึงแม้เอือมระอาเมรัย แต่นางมิเคยขับไล่เมรัยสักครั้ง สาเหตุที่ทำให้หญิงสาวเอ็นดูและใจดีกับเมรัยเสมือนลูกสาวอาจเป็นเพราะเหตุการณ์ในอดีต ในค่ำคืนที่หนาวเหน็บ ในวันที่ไม่แตกต่างจากทุกวัน ถ้าหากวันนั้นนางมิพบเมรัย

          บาเบลร่ามิอาจรู้ว่าสาวน้อยผู้มีรอยยิ้มบ้าบอ เช่นนี้จักยังมีชีวิตอยู่ถึงวันนี้หรือไม่..

          คราวนึกถึงแววตาเลือนลอยคู่นั้นที่ชวนให้คนหวาดกลัว บาเบลร่าส่ายหน้าถอนหายใจดัง หญิงสาวทำอาหารเผื่อลุงซิงทุกมื้อ แต่ดูเหมือนวันนี้อาหารของคนที่นางหมายปองจักต้องลงท้องพวกเด็กๆเสียแล้ว

          “หนูรักท่านที่สุดเลย”เมรัยยิ้มตาหยีพลางกอดน่องขาหญิงสาวเหมือนลูกโคอาร่า พยายามออดอ้อนขอขนม

          “จ้าๆเอ้าช่วยนารีเก็บจานเร็ว”

ในสวนข้างเรือนบ้าน นารี เรไร เมรัยช่วยบาเบลร่าเก็บจานเก็บถ้วย คุณบาเบลร่าต้องเตรียมเปิดร้านดอกไม้จึงฝากบ้านไว้กับพวกเมรัยเนื่องจากพวกเมรัยขอใช้พื้นที่เพื่อหลอมยา คราวแรกบาเบลร่าสงสัยจังว่าเด็กๆคิดทำอะไรพิเรนอีกหรือไม่ แต่เห็นนารีช่วยขอร้อง บาเบลร่าจึงเลิกคิดเรื่องนั้น เพราะนางคิดว่านารีคงไม่ทำอะไรเสี่ยงอันตรายและสร้างความเดือดร้อนเหมือนเมรัยกระมัง

หญิงสาวคลี่ยิ้มละไมมือลูบหัวเด็กน้อยทั้งสาม พลางย้ำเตือนว่าอย่าระเบิดบ้านนาง มิเช่นนั้นโดนโทษก้นลายทั้งสามแน่

ริ้วคลื่นสายลมฤดูฝนพัดโชยกลิ่นหุบเขาหิมะเป็นครั้งคราว ผีเสื้อปีกแดงโบยบินดื่มดำรสน้ำหวานอย่างสนุกสนาม

เมรัยกับเรไรนั่งมองนารีใช้เครื่องหลอมยาสำเร็จรูปของเผ่าดารา ดวงดาวน้อยทั้งตัวไม่มีของอะไร กระนั้นคราวนางอยากได้เครื่องมือหรือสิ่งอำนวยความสะดวก นางจักใช้มือหยิบของวิเศษต่างๆจากประตูโยดา เทคโนโลยีล้ำยุคไม่มีที่ใดในโลก เมรัยเคยคิดว่าในนั้นต้องมีขีปนาวุธทำลายล้างโลกเหมือนสมัยที่เมรัยยังมีชีวิตแน่ๆ

          แต่แท้จริงเมรัยคิดผิด ในประตูโยดามีแต่อาวุธทำลายล้างมหาจักรวาลเท่านั้น

“ฝากด้วยนะ เตาหลอมเลโอ”

          หนึ่งในเครื่องมือสารพัดประโยชน์ “เตาหลอมเลโอ” เตาหลอมยาลักษณะเหมือนหม้อหลอมยาพิษของแม่มดในป่าผลไม้ ลักษณะภาพนอกมีผิวสีครามระยิบระยับ ขนาดใหญ่เท่าลูกช้าง มีน้ำหนักเท่าลูกวัว มันมีความสามารถในการหลอมยาทุกชนิด เป็นเตาหลอมที่ชาวดาราใช้เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย พวกชาวดาราจักนำสมุนไพรและวัตถุดิบต่างๆนาๆโยนใส่เตาหลอม รุ่นเก่าจักทำงานด้วยระบบกดปุ่ม รุ่นปัจจุบันมีระบบสั่งงานด้วยเสียง รุ่นพิเศษเฉพาะเชื้อพระวงศ์มักพังบ่อยๆนารีจึงต้องใช้ไม้เคาะๆสองสามครั้ง

          ใส่หยกน้ำค้างลงไป ใส่ผงปะการังลงไป เติมน้ำใต้บาดาลหนึ่งถัง ตามด้วยตัวยาสำคัญ ใส่ต้นศรพิษพิฆาตลงไป

          นารีหลับตาฉีกยิ้มกว้างพลางปรบมือหนึ่งทีสั่งไม้เท้าให้คันๆ กระบวรการหลอมดำเนินไปอย่างรวดเร็วเพียงกระพริบตาสามสิบครั้ง ไม่นานยารักษาโรคสำหรับคุณอีโมก็เสร็จสมบูรณ์ ของเหลวสีฟ้ามีออร่าสีแดงเปล่งประกายถูกใส่ไว้ในขวดยาทรงกลม นารีรับขวดยาถือไว้ในอุ้งมือพลางส่งสายตาให้พวกเมรัยที่นั่งรออย่างใจจดใจจ่อ “เรียบร้อย”ดวงดาวเอ่ยให้สองสหายวางใจ

          เนื่องจากไม่เคยเห็นเครื่องมือชาวดารา เมรัยจึงเตือนเรไรว่า เครื่องมือพวกนี้อันตรายมาก หากทำงานผิดพลาดอาจทำให้เมืองลักกี้ระเบิดเป็นผุยผง ผลจากคำเตือนเมรัยคือ เรไรกลัวจนหน้าถอดสี อยากห้ามนารีมิให้ใช้เครื่องหลอมนั้น แต่นารียืนกร้านว่าไม่เป็นไร หาเตาหลอมระเบิดมิใช่แค่เมืองลักกี้ที่หายไปจากแผนที่ ดังนั้นไม่ต้องห่วง

          “เรไรอย่าเชื่อคำเมรัยนักเลย”

          “ข้าไม่เชื่อ”เรไรสั่นหน้าปฏิเสธเสียงแข็ง นางเชื่อที่ไหนกัน

          “พูดโกหกระวังตายแล้วบินไปแดนนรกนะเรไร”

          หมอผีน้อยยิ้มเยาะสีหน้าชั่วร้าย เรไรเม้นปากอยากคืนคำพูดนั้นให้เมรัย ตัวนางหลอกข้าแท้ๆ ฝ่ายที่ต้องไปแดนนรกคือเมรัยมากกว่ากระมัง

          “ข้ามิใช่เผ่าปักษาเสียหน่อย”

          “มนุษย์มีนรกเช่นกันมิใช่หรือ”

          “กระนั้นยมทูตมิต้อนรับข้าหรอก”

          นารีเอียงคอสีหน้ากลุ้มใจปนขบขันเพราะระหว่างทางมาบ้านคุณอีโม นางต้องทนฟังเสียงบ่นเสียงพูดคุยระหว่างเมรัยและเรไรตลอดเส้นทาง หมอผีน้อยไม่ว่าอย่างไรต้องแกล้งต้องแหย่ปักษาน้อยให้ได้ การทำให้เรไรอับอายจนอยากแทรกแผ่นดินหนีคือภารกิจของเมรัย หมอผีน้อยชวนเรไรพูดคุยทุกเรื่องที่ตนนึก อาทิเรื่องความฝัน เรื่องบ้านเมือง คราวนี้เมรัยยกเรื่องตำนานหลังความตายของชาวปักษา[ตำนานแดนมลาย]ขึ้นมาล้อเล่นกับเรไร ผลคือเรไรโมโหอย่างรุนแรง อยากกระโดดกัดคอเมรัยยิ่งนัก

          “เอ้าๆอย่าพูดคุยเรื่องพวกนี้เลย”นารีทนฟังมิไหว คนยังมีชีวิตยังหายใจ พวกนางจักพูดเรื่องโดนหินทับตายทำไมหน่อ

          “แล้วชาวดาราตายแล้วไปไหนหรือ”

          “สำหรับพวกข้าตายแล้วก็กลายเป็นดาว”

          “..พวกเจ้ามิใช่เป็นดาวอยู่แล้วหรือ”เมรัยสีหน้างุนงง นี่หรือข้าเข้าใจอะไรผิด นารีไม่ใช่มนุษย์ต่างดาว แต่เป็นดวงดาวต่างดาว?

          ทนเห็นสีหน้าปัญญาอ่อนของสหายมิไหวจึงตอบตามความจริง “พวกเราชาวดารามีอายุขัยเทียบเท่าอายุจักรวาล พวกเรามีวันตายเช่นกันนั้นคือวันดับสลาย ดับสลายแล้วก็มิมีไปไหนทั้งนั้น แต่ตามความเชื่อและนิทาน บอกว่าพอพวกเราตายแล้วจะกลายเป็นดวงดาว”

          “แคกๆผู้น้อยต้องขอโทษด้วย ยายนารี”

          โป้ง..

          “หุบปากเจ้าเดี๋ยวนี้”ขืนเรียกข้ายายอีก คืนนี้เมรัยอย่าหวังนอนบนเตียงเลย ไปนอนในห้องน้ำโน่น หมอผีน้อยสีหน้าตื่นตกใจพลันยกยิ้มเริงร่า ฝั่งเรไรแอบครุ่นคิดอย่างจริงจัง หากว่ากันตามจริง อายุของนารีก็..อือ เรื่องนี้ยังไม่รู้วันเกิดนารีอย่าพึ่งคิดดีกว่า เรไรผงกหัว

          “ถึงแล้ว”

          “พวกเจ้ามาทำไมอีก”

          คนต้อนรับพวกนางคือกิฟที่กำลังตากผ้า เด็กชายตัวน้อยแสดงสีหน้าก้าวร้าวปานเผชิญหน้ากลุ่มโจรปล้นข้าวสาร เมรัยและนารีสบตากันพลันยิ้มพราย พวกนางไม่สนใจกิฟและเดินตรงเข้าบ้านทันที เด็กน้อยโมโหจนควันออกหูพยายามขวางทางพวกสาวๆแต่มีหรือเขาสามารถปิดเส้นทางพวกนางได้ สุดท้ายคนทั้งกลุ่มเข้ามานั่งพักในกระท่อม นารีส่งมอบยารักษาให้คุณอีโม ในใจดวงดาวน้อยภาวนาให้ยานี้สร้างความหวังและสานต่อชีวิตหญิงสาวและลูกชาย ขอให้วันข้างหน้าพวกเขามีแต่ความสุขยั่งยืนนาน ปราศจากภัยร้ายทั้งหลายทั้งปวง

          เมรัยยืนหลังผิงผนัง มองภาพคุณแม่เผยยิ้มโดยมีลูกชายนั่งเคียงข้าง รอยยิ้มของผู้อื่นพลอยทำให้นางมีความสุขไปด้วย ไม่ว่ารอยยิ้มจากคนที่รู้จักกันมินานหรือผู้ที่พานพบเพียงชั่วคราว เมรัยยกมือกดแผ่นอก แววตาปิดลดลงเพื่อซ่อนความหวั่นไหวความรู้สึกตื้นตัน ยินดี และโศกเศร้า

          คุณแม่จักเป็นอย่างไรบ้างนะ จากกันคราวนั้นมิคิดว่าจักเป็นการจากลาตลอดกาล…

          “พวกเราทำเสร็จแล้วนะ”นารียืนตรงหน้าเมรัย ดวงดาวน้อยมือกุมไว้ด้านหลังแผ่นหลัง ยืดหน้าประชิดใกล้ รอยยิ้มสง่างามมีแสงแดดอุ่นๆส่องกระทบขับให้มันเจิดจ้าทอประกายความรู้สึกมากมายนับพัน ความหวัง ความสำเร็จ ความท้าทาย และความตื้นเต้นนิดหน่อย เมรัยยิ้มตอบกลับ แม้เพียงรอยยิ้มเศร้าๆที่มีความดีใจเบาบาง “ยังเหลืออีกห้าคนมิใช่หรือ”

          แม้ก้าวสั้นๆกระนั้นเมรัยก้าวข้ามมันมาแล้ว จากจุดเริ่มต้นในคืนที่มีดวงดาวเต็มม่านฟ้า ตราบวันนี้ที่พวกนางช่วยเหลือผู้อื่นสำเร็จ ความยินดีมีมากจนความเศร้าเสียใจไม่มีที่อยู่ เมรัยยกชายเสื้อถูม่านตา รู้สึกขอบตาแสบร้อนคล้ายมีหยดน้ำตาไหลทะลัก

          “ขอบคุณพวกหนูมาก”  

          คุณอีโมยิ้มให้กำลังใจเมรัย สำหรับคนที่สิ้นหวังและวิ่งหนีมาตลอด เมรัยมิคิดว่าตนจะได้รับรอยยิ้มและคำขอบคุณจากผู้อื่นอีก

          “เพราะชีวิตมิอาจเอาแต่ภาวนากับดวงดาว แต่ต้องพยายามเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ”

          นารีเคยบอกว่าไม่ใช่ทุกคนที่ขอพรกับดาวตกแล้วจะได้สมหวังดั่งปรารถนา คนที่ดวงดาวจะทำให้คำขอพรเป็นจริง คือคนที่ดวงดาวยอมรับฟัง คนที่น้องสาวนารียอมรับคือผู้ที่พยายามสร้างความหวังและพยายามไขว้คว้าสิ่งที่หมายปองอย่างถึงที่สุด ดวงดาวน้อยจดจำเรื่องราวของเด็กชายนิสัยเกเรแต่รักมารดาสุดหัวใจ กระทั่งยอมขึ้นเขาบุกป่าสุสานเพื่อตามหาสมุนไพรรักษาโรคให้มารดา พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อต่อชีวิตคนที่รัก เพื่อต่อชีวิตที่จวนเจียนสิ้นใจให้มีความหวังอีกครั้ง คนแบบนี้ถึงคู่ควรให้ดวงดาวช่วยเหลือ คนที่จริงใจและกล้าลุยอย่างมิหวาดหวั่นต่อโชคชะตา

          กิฟคือเด็กคนนั้น นารียอมรับจากหัวใจ

          หมอผีน้อยสะบัดร่างเดินออกข้างนอกกระท่อม ความสุขในนั้นทำให้นางรู้สึกอาลัยโหยหาความหวัง มันอบอุ่นและร้อนระอุจนจักแผดเผานางให้มอดไหม้เป็นเถ้าธุลี

          “ขอบคุณนะพี่สาว!!”

          เสียงตะโกนดังไล่หลัง กิฟเคยหมดหวังและคิดยอมแพ้แล้ว แต่เพราะมีพวกเมรัย คุณแม่จึงหายป่วย หากไม่ได้พวกเมรัยช่วยไว้ หากเป็นเช่นนั้น..

“เจ้าพยายามได้ดีมาก”

          เมรัยเอ่ยชมเด็กน้อย แม้คำพูดอาจฝืดขมและบาดลึกหัวใจนาง แต่นางยังอยากเอ่ยให้กิฟ เมรัยมิรู้ว่าสิ่งที่เอ่ยนั้นเกิดขึ้นจากนิสัยที่ฝังลึกในกาย หรือคือคำพูดจากใจจริงกันแน่ กระนั้นเรื่องราวของกิฟและคุณอีโมคือความจริงมิใช่ความฝัน เมรัยยอมรับว่ามันเจ็บ แต่ความเจ็บนี้มันทำให้นางก้าวอีกครั้ง

          ถ้าอยากให้กำลังใจตนเอง ก็ต้องบอกให้กำลังผู้อื่น ประโยคนี้เมรัยมิเคยลืม มันทำให้นางมีหวังอีกครั้ง และจะมีตลอดไป..

-คำขอแรกสำเร็จลุล่วง คำขอจากเด็กน้อยเกเร ผู้ขอพรให้คุณแม่หายจากโรคร้าย-

-mission complete-

วันต่อๆมา เมรัยและนารีจัดเตรียมแผนเดินทางเรียบร้อย เรไรเก็บเสื้อผ้าที่ซักทำความสะอาดเข้ากระเป๋าพลันส่งกระเป๋าให้นารีเก็บเข้าประตูโยดา สองสาวเตรียมตัวเรียบร้อย ตอนนี้กำลังยืนรอเมรัยหน้าร้านเหล้าซิง

          ในห้องนอนชั้นบน เมรัยยืนเหม่อลอยแลเตียงนอน ตู้เก็บของ โต๊ะเขียนหนังสือ ภาพแขวนผนัง แจกันดอกไม้ ตุ๊กตา ของเล่น รูปปั้น ภาพถ่าย แววตากลมใสทอประกายวามรู้สึกซับซ้อนยากคาดเดา สาวน้อยก้าวเท้ามือลูบผ้าปูเตียง ในหัวครุ่นคิดถึงช่วงเวลาสองปีที่อาศัยที่ห้องนอนนี้ ทำงานบริกรและทำงานเป็นหมอผีคอยช่วยเหลือผู้คนในเมือง วันวานอันแสนเงียบเหงาเต็มอบอวลความเงียบงัน ไม่มีใคร ไม่มีครอบครัว ไม่มีคุณแม่ ไม่มีมิตรสหาย มีเพียงขี้เมาและลุงซิง วันวานดั่งฝันร้ายกัดกินนางทุกค่ำคืน ทุกราตรีที่นางเงยหน้ามองฟ้าและคิดว่าทำไมตนถึงมาอยู่ที่นี้นะ

          เพราะวิ่งหนี..วิ่งมาไกลถึงตรงนี้

          “ที่นี้คือบ้านของเจ้า”ด้านหลังนอกห้อง บาเบลร่ายืนอมยิ้มให้เมรัย หญิงสาวรู้ว่าสาวน้อยผู้นี้เกรงกลัวอดีตมากกว่าสิ่งใด เพราะอดีตอันเลวร้ายทำให้นางมิกล้าหวังก้าวพ้นกำแพงเมืองลักกี้ ไม่กล้าคิดหวังถึงสิ่งใหม่ๆ พยายามฝืนทนยอมรับชีวิตที่นอนฝันร้ายและร้องไห้เรื่อยมา

          “หนูจะไป..”

          “เช่นนั้นหรือ”บาเบลร่าสีหน้าน้อยใจและผิดหวัง กระนั้นนางอยากให้เมรัยไปกับนารีและเรไร ออกไปจากเมืองลักกี้ ไปตามเส้นทางที่เมรัยเลือก บาเบลร่าส่ายเอวเดินมากอดเมรัยเหมือนยามคุณแม่บอกลาลูกสาว ศีรษะเมรัยจมหายลับไปในเนินอกอวบอิ่มราวลูกแตงโม สาวน้อยกัดฟันพลิกตัวมาสวมกอดบาเบลร่า สองแขนบางสวมรัด กระซิบเสียงสะอื้น “ขอบคุณนะคะ..”

          ตลอดมา ตลอดมา ตลอดมา ในโลกใบนี้ บนโลกที่นางมิรู้จัก ถ้าหากไม่ได้เจอหญิงสาวผู้นี้

          “โอ้ๆไม่ร้องๆเมรัยเข็มแข็ง ข้าเชื่อเช่นนั้น เจ้าต้องทำได้แน่”

          หากเมรัยหมดแรงก็กลับมาที่นี้ ร้านเหล้าซิงและบ้านนางเปิดต้อนรับเมรัยเสมอ ไม่ว่าเวลาจักผ่านไปนานเท่าไหร่ กี่เดือนกี่ปี ลุงซิงและนางจักคอยเฝ้ามองเมรัยจากตรงนี้  

          “อย่ายอมแพ้..”บาเบลร่าจูบหน้าผากเป็นการอวยพรให้ชีวิตที่น่าสงสารได้พบกับความหวังอีกครั้ง ชีวิตที่เคยพังทลายและหมดสิ้นทุกสิ่งอย่าง ขอให้เปลวไฟแห่งความหวังในใจเมรัยลุกไสวอีกคราว ไม่ว่ายามประจันหน้าสิ่งใด ไม่ว่ามีอุปสรรคใดขัดขวางขอให้เมรัยข้ามผ่านทุกผู้ไป ขอให้สาวน้อยมีแรงสู้อย่างกล้าหาญ แน่วแน่ และหนักแน่น ขอให้เมรัยมีชีวิตที่รายล้อมด้วยพวกพ้องและคนที่รักนาง คำปลอบประโลมจากหัวใจผู้ที่เคยรักเมรัย  

          “ค่ะ..”

          หนูจักพยายาม…

          หลังจากอำลา เมรัยลงมาข้างล่าง มาหาพวกนารีที่ยืนรอจนปวดหลัง

          “ช้าจังเมรัย”เรไรบ่นอุบสีหน้าทุกข์ร้อน

          “มีพวกข้าอยู่ไม่ต้องห่วง”นารีรู้ว่าการไปจากสถานที่แห่งนี้สำหรับเมรัยคือเรื่องยากเพียงใด เมรัยต้องฝืนใจและบังคับใจตนเองอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน  

          “ข้ามีอะไรให้ห่วงฮึ”

          เมรัยหน้าแดงระเรื่อพลางเบือนหนีสหายสาว นางพึ่งร้องไห้มาหมาดๆไม่อยากให้เรไรและนารีเห็นสภาพหน้าตาเด็กขี้แย เมรัยหันมองบาเบลร่าพลางฉีกยิ้มกว้าง “หนูจะกลับมาที่นี้อีกครั้ง แม่บาเบลร่าเตรียมมันบดให้ข้าได้เลย”

          “แล้วข้าจักรอ”

          หญิงสาวสูงโปร่งเอ่ยเตือนและเน้นย้ำเรื่องต่างๆข้างนอกนั้นคือโลกกว้างใหญ่ พวกนางต้องรู้จักดูแลกันและกัน สามัคคีคือพลัง ห้ามทอดทิ้งกันเด็ดขาด บาเบลร่าเหมือนคุณครูโรงเรียนเด็กอนุบาลที่กำลังสั่งสอนเด็กให้ๆระวังคนแปลกหน้า นารียังพอพึ่งพาได้ แต่เมรัยและเรไรนี่ต้องระวังให้มาก เมรัยได้โปรดอย่าบ้าไปกัดกับหมา เรไรให้คอยตามนารีอย่าให้ห่าง ถ้าถูกคนลวนลามให้แช่แข็งมันไม่ต้องส่งเจ้าหน้าที่  

          หญิงสาวถอนหายใจพลางโอบกอดเด็กทั้งสาม “พวกเจ้าต้องระวังตัวเข้าใจหรือไม่”

          “อืม”

          เมรัยส่งเสียงตอบเบาๆเพียงแค่นี้ บาเบลร่าก็ว่างใจ คราวตะวันลอยขึ้นเหนือเส้นชอบฟ้า เมรัย นารี เรไร เริ่มเดินทาง พวกนางขออาศัยไปกับกองคาราวานพ่อค้า อาศัยไปพร้อมคนกลุ่มใหญ่ พวกนางถึงจักปลอดภัย เมรัยสัญญาจะส่งจดหมายและหากมีเรื่องจนปัญญาจะขอความช่วยเหลือ

         บาเบลร่ายิ้มส่งให้พวกเด็กๆจนกระทั่งลับสายตา หญิงสาวรู้สึกใจหาย แต่ก็ทำใจได้อย่างรวดเร็วปานคำโกหก

          “ขอให้พวกเจ้ามีความสุข..เดินทางปลอดภัย”

          ฝากเมรัยด้วยนารีเรไร เด็กคนนั้นภายนอกเข้มแข็งแต่ภายในเจ็บช้ำ แม้อดีตของเมรัย บาเบลร่ายังไม่ทันเล่าให้นารีและเรไรฟัง แต่คิดว่าสักวันพวกนางทั้งคู่คงได้รับฟังความจริงจากปากเมรัย ถึงเรื่องราวอันโหดร้ายและชีวิตที่ราวตายทั้งเป็น…

          “พวกเด็กๆไปแล้วหรือ”

          “ท่านมิมาบอกลา พวกนางเสียใจนะรู้หรือไม่”

          “อย่างไรพวกเด็กๆต้องกลับมาที่นี้สักวัน ข้าไม่จำเป็นต้องกล่าวลา”

          “เช่นนั้นหรือ”

          ลุงซิงแอบหลบในร้านเหล้า ชายแก่ผู้มีสีหน้าเข้มขรึมราวทหารผ่านศึกหรี่ตามือใช้ผ้าถูแก้วด้วยความตั้งใจ หญิงสาวนั่งวางเนินอกบนโต๊ะไม้ นิ้วเรียวยาวเคาะๆช้าๆวันเวลาหลังจากนี้จะเหลือเพียงตนและลุงซิงเพียงสองคน ช่างวิเศษ…

บทส่งท้ายและเป้าหมายต่อไป

ณ นคราแห่งนักรบผู้เกียงไกร ท้องฟ้าสีดำรัตติกาลเงางามมีดวงดาราสกานับล้านทอประกายริบหรี่ดั่งสะเก็ดความฝัน ฝูงชนหนาแน่นเดินขวักไขว่ บริเวณลานน้ำพุโบราณ รูปปั้นชาวปักษาถือบทกวีคำกลอน และแปลงดอกต้อยติ่งสีม่วงอร่าม รอบข้างมีครอบครัวพ่อแม่ลูกเดินจูงมือกลิ่นไอความรักลอยอบอวล มีคู่รักชายหญิงนั่งแนบชิดพลอดรักกันหวานใส มีพ่อค้าแม่ค้าตั้งร้านแผงลอยสีหน้าล้วนเบิกบาน สายลมหนาวเย็นพัดปรอยๆพอทำให้ผู้คนรู้สึกเย็นสบายระคนสุขฤทัย   

          คราวแสงเดือนส่องไสวบนผิวน้ำกระเพื่อมไหว หญิงสาวปริศนาเดินมาหยุดหน้าน้ำพุ นางก้มตัวเปิดกระเป๋าเครื่องดนตรี เช็ดและตรวจเส้นเสียง คราทุกอย่างเพรียงพร้อมสำหรับราตรีแห่งแสงเดือนระยับ ผู้สัญจร และบรรดาผู้หลงทาง

          คราวสกุณานับสิบสยายปีกโผทะยานสู่ม่านฟ้านภา ครั้นเสียงไวโอลินบรรเลงขับขานท่วงทำนองอันไพเราะสะเดาะ พลันช่วงเวลาราวหยุดแน่นนิ่งเป็นใจสดับฟัง ราวโลกทั้งใบนั้นตกอยู่ในมนตราของดินแดนแห่งเทวนิยาย…

          โปรดติดตามบทต่อไป...

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น