หอหมื่นอักษร

ยามเมื่อเมฆฝนพัดผ่าน สองเราจะฝ่าฟันมันไปด้วยกันนะ...

ตอนที่ 19 ลืมตาอ้าปาก / ตอนที่ 20 นิสัยแย่ๆ จำเป็นต้องเปลี่ยน

ชื่อตอน : ตอนที่ 19 ลืมตาอ้าปาก / ตอนที่ 20 นิสัยแย่ๆ จำเป็นต้องเปลี่ยน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.3k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ม.ค. 2561 08:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 19 ลืมตาอ้าปาก / ตอนที่ 20 นิสัยแย่ๆ จำเป็นต้องเปลี่ยน
แบบอักษร



ตอนที่ 19 ลืมตาอ้าปาก

อวิ๋นตั่วไม่เคยมีความสุขแบบนี้มาก่อนเลย การที่สือเหยียนเอ่ยขอโทษเธอแบบนี้ เป็นเรื่องที่เธอไม่เคยกล้านึกถึงมาก่อนด้วยซ้ำ

“ไม่ใช่ทุกครั้งหรอกนะที่จะมีคนมาคอยออกหน้าให้ ถ้าเธอไม่รู้จักปกป้องตัวเอง ก็จะถูกรังแกแบบนี้ไปตลอด เข้าใจไหม” อวี่เจ๋อเอ่ยเตือน

“เข้าใจแล้ว” เธอรับปากเสียงดังฟังชัด จับมืออวี่เจ๋อไว้ไม่ยอมปล่อย “ให้หนูกลับบ้านกับพี่ด้วยนะคะ หนูอยากไปกินบะหมี่ฝีมือคุณน้า”

อวิ๋นเฉียวที่เดินตามอยู่ข้างหลังรู้สึกอับอายจนเหงื่อตก เรื่องที่พี่แท้ๆ อย่างตัวเองควรทำ กลับต้องให้อวี่เจ๋อทำแทนเสียนี่

“ค่ำมากแล้ว เธอกลับไปกับพี่ชายเถอะ” อวี่เจ๋อว่า

“ไม่เอา หนูจะกลับบ้านกับพี่ด้วย”

อวี่เจ๋อหันมองอวิ๋นเฉียว ในตอนนั้นเองที่ฝ่ายนั้นถึงได้เอ่ยขึ้น “งั้นฉันกลับไปบอกแม่ให้ นายก็พาเธอกลับบ้านไปด้วยเลย เดี๋ยวฉันไปรับก่อนสองทุ่ม”

เมื่อตกลงกันได้แบบนั้น อวิ๋นเฉียวก็นั่งรถกลับไปก่อน ส่วนอวิ๋นตั่วก็ซ้อนท้ายจักรยานของอวี่เจ๋อไปยังบ้านตระกูลหลิว


คานรถจักรยานที่สั่นน้อยๆ ทำให้นั่งแล้วรู้สึกไม่สบายเอามากๆ

อวี่เจ๋อเป็นคนขี่ โดยมีเด็กน้อยนั่งอยู่ข้างหน้า

“พี่คะ ถ้าพี่มีเงินแล้วซื้อรถจักรยานที่ดีกว่านี้สักหน่อยสิ เอาแบบที่หนูนั่งได้สบายๆ น่ะ”

“พูดเหมือนเธอจะนั่งบ่อยๆ”

“ไม่ได้เหรอคะ”

“ทำไมไม่นั่งรถยนต์ ที่บ้านมีรถตั้งหลายคันนี่”

“นั่งในรถมันไม่เห็นวิวข้างทางแบบนี้นี่คะ จักรยานดีกว่าอีก”

อวี่เจ๋อได้แต่ยิ้มฝืนๆ ช่างเป็นเจ้าหญิงน้อยที่เติบโตมาในเทพนิยายซะจริงๆ ไม่รู้เลยสักนิดว่าโลกใบนี้ยังมีเรื่องลำบากอีกตั้งมากมาย มีผู้คนตั้งมากมายที่ต้องเหนื่อยสายตัวแทบขาดเพื่อรถสักคัน เพื่อบ้านสักหลัง! เช่นพ่อของเขานี่ไง ต้องออกจากบ้านแต่เช้า กว่าจะได้กลับเข้าบ้านก็มืดค่ำ ไม่ว่าจะฝนตกหรือพายุเข้า ยังไงก็ไม่กล้าแม้แต่จะหยุดพักเลยสักวัน หากวันไหนมีโอทีก็จะดีใจเป็นพิเศษ เพราะนั่นหมายความว่าเขาจะได้เงินเพิ่มมาอีกหน่อย เมื่อปีก่อนพ่อของเขาถูกรถชนเข้าที่ขา จนกระดูกแตก ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลหนึ่งสัปดาห์ ช่วงนั้นเอะอะอะไรก็เอาแต่จะออกจากโรงพยาบาล ไม่ได้เป็นห่วงร่างกายของตัวเองเลยสักนิด กังวลอยู่แต่กับเงินไม่กี่หยวน

เมื่อมาถึงปากซอย อวี่เจ๋อก็ลงจากจักรยาน ใช้มือข้างหนึ่งประคองให้อวิ๋นตั่วกระโดดลงมาด้วย

อวี่ซีที่ลงมาทิ้งขยะพอดี เมื่อเห็นทั้งสองเข้าก็ร้องทักเสียงดัง “อวิ๋นตั่ว มาได้ยังไง”

“หนูอยากกินบะหมี่ฝีมือคุณน้า”

“เธอนี่จริงๆ เลย อาหารอร่อยๆ ก็กินมาหมดแล้วยังจะอยากกินบะหมี่อีกเหรอ”

อวี่ซีจูงมืออวิ๋นตั่วเดินขึ้นไปชั้นบน

อวี่เจ๋อล็อคจักรยานให้เข้าที่ จักรยานของเขาคันนี้ค่อนข้างจะเก่าแล้ว คงต้องรอเงินเดือนค่าสอนพิเศษจากบ้านอวิ๋นเดือนนี้ก่อน ถึงจะได้ซื้อคันใหม่

“แม่คะ อวิ๋นตั่วมาค่ะ” อวี่ซีตะโกนเรียกแม่เสียงดัง

ฟางผิงเดินออกมาต้อนรับด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “อวิ๋นตั่วมาแล้ว รีบมานั่งสิจ๊ะ”

“คุณน้าขา” อวิ๋นตั่วเรียก ก่อนที่จะวิ่งเข้าสู่อ้อมกอดของฟางผิง

ฟางผิงชะงักไปเล็กน้อย แต่ใบหน้าก็ยังคงยิ้มด้วยความยินดี อ่า เธอเรียกได้น่าขนลุกจริงๆ

อวี่ซียกมือลูบแขนไปมา “น่าขนลุกจริงๆ! แม่เคยเรียกหนูแบบนั้นหรือเปล่าน่ะ?”

“พวกลูกสนิทกับแม่แบบนี้เมื่อไหร่กันล่ะ”

อวี่เจ๋อเดินลงมาจากชั้นบน เห็นภาพตอนที่แม่ของตัวเองย้อนกับน้องสาวแบบนั้นแล้วก็หัวเราะออกมา “เธอโตป่านนี้แล้วยังอยากให้แม่กอดอีก ก็คงไม่รู้จักโตสักทีน่ะสิ”

อวี่ซีเห็นด้วย “จริงด้วย”

ฟางผิงแอบรู้สึกทุกข์ใจอยู่ไม่น้อย สำหรับครอบครัวอย่างพวกเธอนั้น การปรนนิบัติพ่อแม่แทบจะเป็นเรื่องฟุ่มเฟือย เพราะเวลาทุกนาทีนั้นเป็นเงินเป็นทอง พ่อแม่นั้นต้องเข้มงวดกับลูกๆ ถึงจะทำให้ลูกๆ นั้นประสบความสำเร็จได้ ทุกครั้งที่ลูกอยากเข้ามาอ้อน พ่อแม่ก็ต้องหลบไปด้วยเพราะกลัวจะใจอ่อนเสียก่อน

“อวิ๋นตั่วอยากกินบะหมี่ฝีมือคุณน้าค่ะ” อวิ๋นตั่วว่า

“ได้สิ รอแปปหนึ่งนะ” ฟางผิงเดินเข้าห้องครัวไป

“อวิ๋นตั่ว เธอไปหาพี่ชายฉันที่โรงเรียนอีกแล้วเหรอ” อวี่ซีนั่งยองๆ ลงตรงหน้าของอวิ๋นตั่วแล้วเริ่มซักถามขึ้น

อวิ๋นตั่วเล่าเรื่องคำพูดไม่น่าฟังของสือเหยียนในวันนี้ออกมาด้วยท่าทางภูมิอกภูมิใจ “นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่สือเหยียนขอโทษหนู”

แต่ที่อวี่ซีสนใจกลับไม่ใช่เรื่องนี้ เธอหันกลับไปตะโกนใส่อวี่เจ๋อว่า “พี่! พี่ไม่เคยออกหน้าแทนฉันเลยสักครั้ง”

อวี่เจ๋อยกถ้วยเดินออกมาจากห้องครัว วางมันลงตรงหน้าของอวิ๋นตั่ว “เธอเคยโดนรังแกแบบนี้เมื่อไหร่กัน แค่เธอไม่ไปรังแกคนอื่นเขาก็ดีแค่ไหนแล้ว”

อวี่ซีไม่ยอมรับคำอธิบายของพี่ชาย “พรุ่งนี้ฉันจะไปหาคนมาแกล้งฉัน!”

“เธอบ้าไปแล้วเหรอไง” อวี่เจ๋อคนซอสที่อยู่ด้านบนให้เข้ากัน แล้วบอกกับอวิ๋นตั่ว “รีบกินเถอะ กินเสร็จจะได้ทำการบ้าน”



----------​----------​----------​----------​----------​



ตอนที่ 20 นิสัยแย่ๆ จำเป็นต้องเปลี่ยน

พออวิ๋นตั่วกินเสร็จ อวี่ซีก็ยกเก้าอี้มาวางตรงหน้าเธอ “เธอคงต้องทำการบ้านบนนี้”

อวิ๋นตั่วมองเก้าอี้ด้วยความกลุ้มใจ เล็กขนาดนี้แล้วเธอจะทำการบ้านได้ยังไงล่ะ

อวิ๋นซีพูดกลั้วหัวเราะขึ้น “เธอนี่อยู่ดีไม่ว่าดี บ้านของเธอก็ออกจะสะดวกสบายเสียขนาดนั้น แต่ยังถ่อมาทำการบ้านถึงที่นี่อีก”

“หนูไม่ทำการบ้านได้ไหม” อวิ๋นตั่วถามอวี่เจ๋อ

“ไม่ได้ กว่าพี่ชายของเธอจะมารับก็ตั้งสองทุ่ม ถ้าไม่ทำการบ้านตอนนี้ กว่าจะกลับถึงบ้านก็ดึกแล้ว”

อวิ๋นตั่วใช้มือวัดบนเก้าอี้ เมื่อโยนกระเป๋าหนังสือลงไป ก็ไม่เหลือที่ว่างให้เธอแล้ว

“คุณหนูเจ้าขา คุณหนูก็วางกระเป๋าไว้ที่พื้นสิเจ้าคะ” อวี่ซีแนะนำ

อวิ๋นตั่วเอากระเป๋าหนังสือวางบนพื้น แล้วหยิบหนังสือเรียนออกมา เอาสมุดการบ้านออกมาวาง และก็ต้องบิดตัวเพื่อเขียนหนังสือ

“ช่างเถอะๆ เธอไปทำในห้องของฉันก็ได้” อวี่เจ๋อเห็นแล้วก็รู้สึกสงสารขึ้นมาแปลกๆ 

เพราะแบบนั้น อวิ๋นตั่วจึงเก็บหนังสือ และเข้าไปในห้องของอวี่เจ๋อ

อวี่ซีที่อยู่ข้างหลังนั้นก็ต้องถอนหายใจยาวออกมา “ในห้องของพี่ก็ใช่ว่าจะมีที่ว่างสักเท่าไหร่เลยนะ”

และในห้องของเขาก็ไม่ได้มีที่ว่างจริงๆ นั่นแหละ ตู้เสื้อผ้า เตียงสำหรับนอนคนเดียว โต๊ะหนังสือ ก็กินพื้นที่ไปกว่าครึ่งหนึ่งของห้องแล้ว มีเหลือแค่ทางพอเดินได้ และอวี่เจ๋อเองก็มีหนังสืออยู่ค่อนข้างเยอะ เตียงนอนของเขาถูกวางอยู่ชิดติดผนัง และใกล้ๆ นั้นก็มีหนังสืออยู่อีกกองหนึ่ง มันทำให้เตียงสำหรับนอนคนเดียวที่แคบอยู่แล้วยิ่งคับแคบมากเข้าไปอีก บนตู้เสื้อผ้าก็มีหนังสือวางซ้อนสูงจนแตะเพดาน บนโต๊ะหนังสือก็มีกองหนังสือที่ดูท่าอาจจะล้มลงมาได้ทุกเมื่อ

ห้องของอวี่เจ๋อไม่ได้ต่างจากห้องรับแขกสักเท่าไหร่นัก เขาเว้นที่ว่างไว้ให้ตัวเองทำการบ้านแค่ไม่มาก เพราะเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีวันที่อวิ๋นตั่วจะมาเขียนหนังสือทำการบ้านในห้องของเขา

เมื่อคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ยกหนังสือลงมาวางไว้ที่พื้น เพื่อให้มีที่วาง จากนั้นก็ยกโต๊ะมาวาง แล้วให้อวิ๋นตั่วนั่งลงข้างตัว

“พี่ทำการบ้านที่นี่ทุกวันเลยเหรอคะ”

“อืม”

อวิ๋นตั่วไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก เธอเพียงแค่หยิบสมุดออกมาแล้วเริ่มทำการบ้าน

เมื่ออวี่เจ๋อหันไปก็เห็นอวิ๋นตั่วนั่งเบียดตัวอยู่ที่มุมหนึ่ง ราวกับพยายามเหลือที่ว่างให้เขาด้วย

“อวิ๋นตั่ว มานี่ นั่งเขียนหนังสือท่านั้นมันไม่ถูกนะ”

“ไม่เป็นไรค่ะ หนูชินแล้ว”

“ความเคยชินที่ไม่ดีน่ะจำเป็นต้องแก้ไข”

อวิ๋นตั่วขยับตัวไปอยู่ข้างๆ อวี่เจ๋อ

เขาลุกขึ้นยืน มองตัวหนังสือแล้วก็ส่ายหน้า “ตัวหนังสือของเธอไม่สวยเลยสักนิด”

อวิ๋นตั่วตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน “แม่ของหนูบอกว่าเขียนไม่สวยก็ไม่เป็นไร เพราะยังไงต่อไปก็ใช้คอมพิวเตอร์พิมพ์ ไม่ค่อยได้ใช้ปากกาเขียนอยู่ดีค่ะ”

“ตัวหนังสือก็เหมือนกับนามบัตรของเรา เธอคงไม่อยากโดนคนอื่นหัวเราะเยาะหรอกใช่ไหม”

“ก็ต้องไม่อยากสิคะ!”

“อย่างนั้นก็ฟังที่ฉันบอก เงยหน้าขึ้น รักษาระยะห่างระหว่างอกกับโต๊ะไว้เล็กน้อย” อวี่เจ๋อจับมืออวิ๋นตั่วมาวัดกับโต๊ะ “ใช่ แบบนั้นแหละ อย่าฟุบลงไปสิ แล้วท่าจับปากกาก็ผิดด้วย”

อวี่เจ๋อหยิบปากกาขึ้นมาแล้วทำเป็นตัวอย่างให้อวิ๋นตั่วดู “นิ้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือจับอยู่ที่ด้ามปากกา เว้นที่ว่างไว้ตรงกลาง นิ้วกลางรองไว้ด้านล่าง อีกสองนิ้วจะกลายเป็นคล้ายๆ ครึ่งวงกลม”

อวิ๋นตั่วจับปากกาขึ้นมา ทำตามที่อวี่เจ๋อบอก ตอนแรกก็ทำได้ดีอยู่หรอก แต่พอถึงตอนที่ต้องเขียนจริงๆ แล้ว ก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม

“ผิดแล้วอวิ๋นตั่ว” อวี่เจ๋อเตือน

อวิ๋นตั่วรู้สึกหมดหนทางเสียแล้ว “หนูว่าแค่เขียนได้ก็พอแล้ว ทำไมต้องไปสนใจการวางนิ้วด้วยล่ะ”

“นั่นก็เพราะเธอเขียนแบบนั้นมาเป็นเวลานาน กล้ามเนื้อถึงได้จดจำท่าทาง ถ้ามาแก้ทีหลังมันก็จะลำบาก เธอต้องเตือนตัวเองไว้ตลอดนะ” อวี่เจ๋อก้มลง ปลายนิ้วเย็นๆ จับเข้าที่ข้อมืออวิ๋นตั่ว “มานี่ ทำตามมือฉัน ค่อยๆ เขียน ไม่ต้องรีบ”

อวิ๋นตั่วถูกอวี่เจ๋อโอบไว้ทั้งตัว พอเงยหน้าขึ้น แก้มก็สัมผัสถูกหน้าของอีกฝ่ายเข้าพอดี ทำเอาอวี่เจ๋อชะงักไปเล็กน้อย


เธอรีบก้มหน้าลง ทำตามการชี้นำของมือที่ใหญ่กว่า ค่อยๆ ลากเส้น เขียนไปบนกระดาษ





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น