หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เพราะคำว่ารัก ทำให้นางต้องกลายเป็นหมากในกระดานของใครหลายๆ คน แล้วในโลกนี้จะมีผู้ใดบ้างที่มอบความรักให้นางอย่างจริงใจ

ตอนที่ 24 ถูกเรียกตัวเข้าวัง

ชื่อตอน : ตอนที่ 24 ถูกเรียกตัวเข้าวัง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.3k

ความคิดเห็น : 37

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ม.ค. 2561 10:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 24 ถูกเรียกตัวเข้าวัง
แบบอักษร



ม่านเยาดึงมือกลับมาเนียนๆ องค์ชายเก้ายังคงหมกมุ่นกับการใช้ความคิด เวลานั้น ก็แว่วเสียงตะโดนก้องมาแต่ไกลจากนอกประตูว่า อันเชิญพระบรมราชโองการถึงองค์ชายหลี!”

ได้ยินเช่นนั้น องค์ชายเก้าก็ลืมเรื่องที่กำลังครุ่นคิดอยู่ก่อนหน้าไปทันที หันมาเอ่ยพลางหัวเราะว่า “พี่เจ็ด ผิดจากที่ข้าว่าเสียที่ไหนเล่า ท่านดูสิ มานั่นแล้ว”

จงเจิ้งอู๋โยวหันไปมองทางประตูครู่หนึ่งด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ เมื่อเข้ามาถึงแล้ว เฉินกงกงก็ทำหน้าขรึม แล้วประกาศพระบรมราชโองการ โดยไม่รอให้องค์ชายหลีคุกเข่าฟังด้วยซ้ำ เพราะรู้ดีว่าถึงรอไปก็ไร้ประโยชน์


พระบรมราชโองการนั้นก็เพียงบอกว่าจงเจิ้งอู๋โยวมีความดีความชอบจากการคิดวางแผนจนสามารถตีพ่ายศัตรูได้ เวลานี้กองทัพหวนกลับเมืองหลวงพร้อมชัยชนะ จะมีการยกย่องและพระราชทานรางวัลให้ จงเจิ้งอู๋โยวยิ้มยะเยือก แล้วพูดกับเฉินกงกงว่า “ท่านกลับไปกราบทูล บอกว่าข้าเป็นคนพูดว่าต่อไปอย่าเรียกข้าเข้าวังบ่อยๆ ก็นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันสูงสุดสำหรับข้าแล้ว”

เฉินกงกงได้ฟังก็รีบลนลานคุกเข่าลงพื้นดัง “ตึง” ก้มหน้าลงแล้วพูดตอบแฝงไว้ด้วยน้ำเสียงแห่งวัยชราว่า “ข้าน้อยมิบังอาจพ่ะย่ะค่ะ! ฮ่องเต้ทรงรับสั่งว่าหลังจากข้าน้อยประกาศพระบรมราชโองการแล้วเสร็จ ให้คุกเข่าอยู่ในตำหนักจนกว่าองค์ชายจะเสด็จเข้าวังพ่ะย่ะค่ะ ขอองค์ชายทรงโปรดเมตตาและเห็นแก่ความจงรักภักดีที่ข้าน้อยได้เคยถวายการรับใช้พระชายาและองค์ชายมาหลายปีด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ ได้โปรดทรงเห็นแก่เฒ่าชราอย่างข้าน้อย อย่าทรงตั้งแง่กับฮ่องเต้ต่อไปอีกเลย ทรงรีบเสด็จเข้าวังเถิดพ่ะย่ะค่ะ” เฉินกงกงเคยเป็นหนึ่งในคนรับใช้คนสนิทของพระชายาอวิ๋นเฟยมาก่อน จนเมื่อพระชายาอวิ๋นเฟยทรงสิ้นพระชนม์ เขาจึงได้รับการเลื่อนขั้นขึ้นไปรับใช้ฮ่องเต้หลินเทียน

เขามาไม้นี้อีกแล้ว! คราวก่อนก็เจ้าเก้า คราวนี้ก็เฉินกงกง คราวต่อไปจะเป็นใครอีกกันเล่า จงเจิ้งอู๋โยวขมวดคิ้วตึง ดวงตาค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา บีบถ้วยชาในมือแน่น จนได้ยินเสียง “โพล๊ะ” ดังขึ้น ถ้วยชาในมือโดนบีบจนแตกละเอียด เศษกระเบื้องทิ่มแทงตามฝ่ามือและง่ามนิ้ว เจ็บลึกเข้าไปถึงหัวใจ แต่เขากลับชินชาจนไม่รู้สึกอะไรไปเสียแล้ว ทำเพียงสะบัดมือทีหนึ่ง เพื่อเขวี้ยงเศษกระเบื้องทิ้งอย่างไม่ใยดี ชิ้นกระเบื้องลายครามตกกระแทกพื้นอิฐสีขาว เศษกระเบื้องที่แตกละเอียดกว่าเดิมนั้น เต็มไปด้วยคราบเลือดสีแดงเข้มจนน่าตกใจ

“พี่เจ็ด นี่ท่านทำอะไรลงไป!” องค์ชายเก้าตกใจแตกตื่น รีบพุ่งเข้าไปคว้ามือเขาไว้ หวังช่วยดูบาดแผลบนมือให้ แต่กลับถูกเขาสะบัดมือทิ้ง

“องค์ชาย ทรงทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไรพ่ะย่ะค่ะ” ดวงตาของเฉินกงกงแดงก่ำ พูดออกไปด้วยความหมดสิ้นหนทาง

ม่านเยาตะลึงงันด้วยความตกใจ จงเจิ้งอู๋โยวที่เป็นแบบนี้ นางก็เพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก ทั้งที่ควรจะแสดงสีหน้าโกรธจัด แต่นัยน์ตาคู่นั้นของเขากลับไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาให้เห็น นอกเสียจากความนิ่งขรึมและเย็นชา ในใจของเขาฝังซ่อนความเจ็บปวดเอาไว้มากมายเพียงใด ถึงได้เลือกที่จะใช้วิธีทำร้ายตัวเอง เพียงเพื่อจะใช้ความเจ็บปวดทางกายระบายความเจ็บปวดทางใจออกมาเช่นนี้หรือ ในใจของนางเหมือนโดนอะไรบางอย่างกระแทกเข้ามา แล้วความเจ็บปวดเล็กๆ นั้นก็ค่อยๆ ลุกลามไปทั่วทั้งใจ ความอาลัยอาวรณ์ของลูกที่มีต่อพ่อแม่นั้นเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างมา พวกเขาโหยหาความอบอุ่นจากพ่อแม่ อยากได้รับความรักความเอาใจใส่จากพ่อแม่ แต่เหตุใดจงเจิ้งอู๋โยวถึงได้จงเกลียดจงชังความรักจากฮ่องเต้หลินเทียนถึงเพียงนี้

จงเจิ้งอู๋โยวไม่แม้แต่จะมองดูมือของตัวเอง ทำเพียงหันไปมองแล้วพูดเสียงขรึมกับเฉินกงกงว่า “คำพูดเหล่านั้น เขาสั่งให้ท่านพูดหรือ”

เฉินกงกงก้มหน้าลง แต่ก็ยังคงรู้สึกได้ถึงแรงกดดันหนักอึ้งที่อยู่เหนือหัว ถอนหายใจออกมา เงยหน้าขึ้นมาด้วยท่าทีเศร้าเสียใจและจนปัญญา “องค์ชาย ฮ่องเต้ทรงมีความจำเป็น แต่พระองค์ทรงรักองค์ชายมากนะพ่ะย่ะค่ะ ความรักที่ฮ่องเต้ทรงมีต่อพระชายานั้นใครก็มิอาจเทียบได้ เรื่องราวตอนนั้น...”

“พอแล้ว!” จงเจิ้งอู๋โยวตะคอกออกมาเสียงดัง ตัดบทเฉินกงกงที่ยังพูดไม่จบ สีหน้าของเขาขาวซีด ดวงตาคู่นั้นดูเคร่งขรึมเย็นชาดุร้าย ดูโกรธจัดชัดเจน แล้วพูดเสียงเย็นยะเยือกว่า “เห็นแก่เสด็จแม่ของข้า ครั้งนี้ ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า หากต่อไปเจ้ายังกล้าเอ่ยถึงเรื่องนี้อีก ข้า...ไม่เอาเจ้าไว้แน่! เหลิ่งเหยียน ส่งเฉินกงกง!”

เฉินกงกงลุกขึ้นยืน จ้องมองใบหน้าองค์ชายเจ็ด พระราชโอรสที่เคยเฉลียวฉลาดและมีจิตใจดี ที่มีใบหน้าเหมือนพระชายาอวิ๋นเฟยเอกราวกับแกะ ใบหน้าที่ดูแก่กว่าอายุจริงของเฉินกงกงไร้แววหวาดกลัวใดๆ นัยน์ตาคู่นั้นมีเพียงความทุกข์ใจและจนใจอย่างลึกซึ้ง เขาถอนหายใจออกมาอีกครั้ง หันมองไปทางม่านเยาที่ยืนตะลึงงันอยู่ข้างๆ จึงค่อยๆ พูดต่อไปว่า “ฮ่องเต้ยังมีรับสั่ง หากองค์ชายไม่วางใจให้คุณชายหลีเยว่อยู่ที่ตำหนักคนเดียว ก็ให้พาเข้าวังไปด้วยได้พ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยยังต้องอันเชิญพระบรมราชโองการไปยังตำหนักองค์หญิงหรงเล่อฉางต่อ ขอทูลลาพ่ะย่ะค่ะ”

ม่านเยาตะลึงอีกครั้ง หลังจากที่จงเจิ้งอู๋โยวอุ้มพานางออกมาจากคุกคุมขังนั้น ภายนอกนั้นก็มีข่าวลือมากมาย ว่ากันว่าเหตุที่องค์ชายหลีไม่ยอมใกล้ชิดสตรีใดก็เป็นเพราะทรงพิสมัยในบุรุษนั่นเอง ช่วงนี้ก็ไปถูกตาต้องใจกับคุณชายหลีเยว่ผู้งดงามกว่าสตรีใดแห่งไร่ชาหล่งเยว่ และถือโอกาสที่คุณชายถูกขังอยู่ในคุกพาตัวมาอยู่ในตำหนักเสีย ถึงขนาดมีคนพูดกันว่า การลอบสังหารในครั้งนั้นแท้จริงแล้วเป็นองค์ชายหลีเองที่กุเรื่องขึ้นมา เพื่อเป็นวิธีพาตัวนางเข้ามาอยู่ในตำหนักด้วยกัน ไม่ต้องเสียเวลาคิดก็รู้ว่า องค์รัชทายาทต้องเป็นคนปล่อยข่าวลือเสียๆ หายๆ เช่นนี้แน่ แต่ทว่าฮ่องเต้หลินเทียนให้จงเจิ้งอู๋โยวพานางเข้าวังไปด้วยเช่นนี้ ทรงมีพระประสงค์ใดกัน อีกอย่าง เมื่อครู่นี้เฉินกงกงบอกว่าต้องอันเชิญพระบรมราชโองการไปยังจวนองค์หญิงหรงเล่อ? ม่านเยาตกใจยิ่งนัก ลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่างกำลังแผ่ซ่านในจิตใจของนาง

องค์ชายเก้ารั้งเฉินกงกงไว้ แล้วพูดออกไปด้วยน้ำเสียงเคารพอย่างน้อยครั้งนักที่จะมีว่า “หยุดก่อนกงกง! ท่านบอกว่าจะอันเชิญพระบรมราชโองการไปจวนองค์หญิงหรงเล่อ หรือว่าองค์หญิงหรงเล่อฉางก็ต้องเข้าวังเช่นกันหรือ อย่าบอกนะว่าวันนี้เสร็จจากพระราชทานรางวัลแก่ท่านแม่ทัพแล้ว ก็ยังจะมีงานเลือกคู่ให้นางอีกด้วย อะไรจะรวดเร็วปานนั้น นี่ยังไม่ถึงหกเดือนเลยนะ”

เฉินกงกงตอบกลับไปว่า “ข้าน้อยก็เพียงแค่ทำหน้าที่อันเชิญพระบรมราชโองการเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ ส่วนเรื่องอื่นนั้น ข้าน้อยก็มิอาจทราบได้ แต่ทว่าถึงฮ่องเต้จะทรงพระราชทานพระราชานุญาตให้เป็นหกเดือน แต่เรื่องการอภิเษกเชื่อมสัมพันธ์สองแคว้นนั้นหากปล่อยนานไปก็ไม่เหมาะนักนะพ่ะย่ะค่ะ หลายวันมานี้ ฮ่องเต้ทรงกังวลจนบรรทมไม่หลับเพราะเรื่องนี้ หากจะถือโอกาสนี้ให้องค์หญิงได้พบหน้าค่าตากับบุรุษตามรายชื่อ ก็อาจทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น องค์ชายเก้าเองก็ทรงอยู่ในรายชื่อนั้น ก็ทรงควรแบ่งเบาภาระของฮ่องเต้บ้างถึงจะถูกนะพ่ะย่ะค่ะ! ข้าน้อยทูลลา!”

เมื่อเฉินกงกงจากไปแล้ว คิ้วดำเรียวของม่านเยาก็ขมวดแน่น หรือฮ่องเต้หลินเทียนจะทรงเรียกคืนคำมั่นเรื่องหกเดือนที่ทรงเคยให้ไว้? โชคดีที่ก่อนหน้าพวกหลิงเอ๋อร์จะกลับเข้าจวน นางได้กำชับเอาไว้แล้วว่าหากพบกับคนจากในวังควรรับมือเช่นไร เพียงแต่สิ่งที่น่าปวดหัวที่สุดตอนนี้ก็คือ คุณชายหลีเยว่ต้องเข้าวัง องค์หญิงหรงเล่อฉางก็ต้องเข้าวัง...ได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้เกิดเรื่องขึ้นเท่านั้น


องค์ชายเก้าคว้าตัวจงเจิ้งอู๋โยวไว้ไม่ปล่อย แล้วพูดออกไปด้วยความร้อนรนว่า “พี่เจ็ด จะทำอย่างไรดีเล่า ถ้าเกิดองค์หญิงหรงเล่อฉางเลือกข้าขึ้นมา ท่านต้องช่วยข้านะ” ท่าทีของเขานั้น ประหนึ่งว่าองค์หญิงหรงเล่อฉางคือหายนะอันใหญ่หลวง ม่านเยาอดขมวดคิ้วเอ่ยถามอย่างสงสัยไม่ได้ว่า “องค์ชายเก้ากลัวโดนองค์หญิงหรงเล่อฉางเลือกถึงเพียงนี้ เป็นเพราะนางมีรูปโฉมอัปลักษณ์มากเช่นนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ”

องค์ชายเก้าตอบกลับไปว่า “ข้าไม่ชอบสตรีที่มีหน้าตาอัปลักษณ์ก็จริง แต่ก็หาใช่เพราะเหตุผลนี้เพียงอย่างเดียวไม่ ผู้หญิงคนนั้น มองแค่ภายนอกก็ไม่มีอะไรเสียหาย แต่แต่งเข้าบ้านเมื่อไหร่ คงได้วุ่นวายไม่จบไม่สิ้นเป็นแน่ เช่นนั้นตอนนี้ข้าจึงยังไม่อยากแต่งเมีย...แต่ทว่า หากเปลี่ยนเป็นคนงามอย่างเจ้านะหลีเยว่ ข้าจะไม่โต้แย้งอันใดเลย” เขาพูดไปยิ้มไป พร้อมทั้งพาตัวเข้าไปใกล้นางเรียบร้อยแล้ว

ม่านเยายังไม่ทันได้หลบ ก็ถูกมือใหญ่ข้างหนึ่งดึงตัวออกไปหลายก้าวอย่างไม่ทันตั้งตัว จนนางโซเซแทบยืนไม่อยู่ แหงนหน้าขึ้นมองอย่างประหลาดใจ ก็เห็นเพียงประกายในดวงตาของจงเจิ้งอู๋โยวที่ฉายวาบมาครู่หนึ่ง แล้วก็หายไปอย่างรวดเร็ว สีหน้าดูไร้อารมณ์ แล้วพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงนิ่งเฉยว่า “ไปเตรียมตัว อีกสักพักต้องตามข้าเขาวัง”

ม่านเยาเหลือบมองคราบเลือดสีแดงเข้มที่ติดอยู่บนแขนเสื้อนั้น คิ้วก็ขมวดเข้าหากัน แล้วเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก

องค์ชายเก้ารีบพูดขึ้น “พี่เจ็ด ท่านทำเสื้อของเขาเปื้อนแบบนั้น เขาคงโกรธเข้าให้แล้ว”

ถึงตอนนี้จงเจิ้งอู๋โยวจึงได้ก้มลงมองมือของตัวเองด้วยสีหน้าเรียบเฉย ราวกับว่าบาดแผลเหล่านั้นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาเลย แล้วยังคงนั่งลงและดื่มชาต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น องค์ชายเก้ามองไปยังแผลบนมือของเขา จึงพูดขึ้นอย่างจนใจว่า “ข้าก็จะกลับไปเตรียมตัวเช่นกัน พี่เจ็ด ท่านอย่าลืมทำแผลตัวเองด้วย”


เมื่อองค์ชายเก้ากลับไปไม่นาน ม่านเยาก็กลับมาในเสื้อผ้าชุดเดิม ในมือถือผ้าขาวสำหรับพันแผล พร้อมยกน้ำในอ่างเล็กๆ มาด้วยอ่างหนึ่ง นั่งลงข้างๆ เขา แล้วเอ่ยออกมาเสียงเบา “ส่งมือมาเถิดเพคะ”

จงเจิ้งอู๋โยวตกใจ ที่นางขมวดคิ้วไม่ใช่เพราะโกรธที่เลือดจากมือเขาเปื้อนแขนเสื้อของนางหรอกหรือ! เมื่อได้สบเข้ากับดวงตาใสดั่งน้ำของนางนั้น ก็ได้เห็นถึงความห่วงใยอย่างไม่ปิดบัง ดูจริงใจผิดจากยามปกติ เขาแบมือให้นางอย่างเลื่อนลอย ฝ่ามือนั้นเต็มไปด้วยเลือดจนแทบมองไม่เห็นผิวเนื้อ

จงเจิ้งอู๋โยวมองนางที่ทำแผลให้เขาอย่างระมัดระวังอย่างอึ้งๆ นางค่อยๆ เช็ดเอาเศษกระเบื้องเล็กๆที่ทิ่มแทงอยู่ในเนื้อของเขาออกทีละชิ้นๆ ด้วยท่าทางจริงจัง ราวกับกำลังทำในเรื่องที่มีความสำคัญกับนางมาก นางทำอย่างเบามือและอ่อนโยน จนเหมือนจะทำให้ความรู้สึกเจ็บจากบาดแผลนั้น กลายเป็นความรู้สึกซับซ้อนยากเกินจะอธิบายไหลซึมเข้ามาสู่หัวใจเขาอย่างช้าๆ ทั้งอบอุ่นและอ่อนโยน จนจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเขาไม่ได้สัมผัสกับความรู้สึกอ่อนโยนเช่นนี้มานานแค่ไหนแล้ว 

“อาม่าน...” เขาเอ่ยเรียกชื่อของนางออกไปอย่างไม่รู้ตัว

“หืม?” ม่านเยาเงยหน้าขึ้นมองเขา ทันได้เห็นถึงความอ่อนโยนที่ไม่ทันได้ซ่อนไว้อยู่ในดวงตาของเขา มันเป็นความรู้สึกที่ไร้ซึ่งความเย็นชา แฝงไว้ซึ่งความจริงใจอย่างที่นางไม่เคยรับได้มาก่อน

เมื่อได้สบเข้ากับดวงตาคู่นั้นของนางที่เหมือนจะรู้ทันเขาทุกอย่าง จงเจิ้งอู๋โยวจึงรีบหันหลบไปอีกทาง เพื่อเก็บซ่อนความรู้สึกนั้นไว้ หลุบตาลงต่ำพลางเอ่ยออกไป เร่งมือเข้าหน่อย ต้องเข้าวังกันแล้ว





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น