หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เพราะคำว่ารัก ทำให้นางต้องกลายเป็นหมากในกระดานของใครหลายๆ คน แล้วในโลกนี้จะมีผู้ใดบ้างที่มอบความรักให้นางอย่างจริงใจ

ตอนที่ 23 รสชาติชีวิต

ชื่อตอน : ตอนที่ 23 รสชาติชีวิต

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.7k

ความคิดเห็น : 21

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ก.พ. 2561 17:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 23 รสชาติชีวิต
แบบอักษร



ผ่านไปสองวัน สำนักมือสังหารอูเสี้ยวที่ใหญ่เป็นอันดับสองในยุทธภพนี้ก็ถูกกวาดล้าง ทุกคนในสำนักล้วนหายไปอย่างไร้ร่องรอย แต่ไหนแต่ไรมาจงเจิ้งอู๋โยวมิเคยใช้อำนาจแห่งราชสำนักใดๆ ไม่มีใครรู้ว่าเขาทำได้อย่างไร ส่วนคดีลอบสังหารนั้น เพราะองค์ชายหลีมิได้ติดใจสืบหา เรื่องจึงเงียบหายไปในที่สุด

ม่านเยาพักอยู่ในตำหนักองค์ชายหลีมาตั้งแต่บัดนั้น จนตอนนี้ก็ผ่านมาเป็นเวลาสิบวันแล้ว ส่วนใหญ่จงเจิ้งอู๋โยวจะเย็นชา จนดูเหมือนความเย็นชานั้นฝังลึกเข้าไปในไขกระดูกของเขาเสียแล้วนั้น บางคราวก็เข้ามาใกล้ชิดนาง แต่ก็มิได้ทำอันใดที่เป็นการหักหาญน้ำใจอีก และไม่ใช่จงเจิ้งอู๋โยวที่คอยหยั่งเชิงจับผิดอีกต่อไป นางพบว่าการอยู่ร่วมกัน แท้ที่จริงแล้วก็ไม่ได้ยากอย่างที่นางคิดไว้


สวนที่นางอาศัยนั้นเขาได้ตั้งชื่อให้ว่า “หอม่านเซียง” ทุกวันเขาจะมาเล่นหมากรุกกับนาง ฟังนางเล่าถึงโลกที่เขาไม่คุ้นเคยใบนั้น ส่วนเขาจะฟังอย่างสงบ แม้จะเล่าถึงเครื่องบินและระเบิด สีหน้าของเขาก็ยังไร้ซึ่งการเปลี่ยนแปลงใดๆ นานๆ ทีถึงจะถามคำถามออกมาสักครั้ง

ยามเช้าวันนี้อากาศแจ่มใส ทั้งคู่นั่งดื่มน้ำชาอยู่ตรงข้ามกัน ชาหลงจิ่งชั้นดีจากซีหู ส่งกลิ่นหอมกรุ่น นางยกชาขึ้นดื่ม พลันเหมือนนึกสิ่งใดขึ้นมาได้ จึงพูดถามออกไป “อู๋โยว วันนั้นในหอน้ำชา เหตุใดท่านจึงสั่งชาผลไม้ทั้งหมดนั่นกันเล่า”

จงเจิ้งอู๋โยวชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นจึงตอบออกไปอย่างครุ่นคิดว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่ามีชาชนิดหนึ่ง ไม่ใช่ น่าจะเป็น...เครื่องดื่ม ที่ดื่มเข้าไปแล้วจะมีทั้งรสชาติขมและหวานอยู่ด้วยกัน...สีของมันจะเข้มๆ...”

มีทั้งรสขมและรสหวาน สีเข้มๆ งั้นหรือ “กาแฟ?”

“กา...แฟ...?” จงเจิ้งอู๋โยวพูดทวนซ้ำขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงเบาและลากยาวเล็กน้อย ประหนึ่งกำลังพยายามรำลึกถึงความหลังบางอย่าง เมื่อผ่านไปครู่ใหญ่ เขาถึงได้พยักหน้าหงึกๆ แล้วพูดออกไปว่า “ดูเหมือนว่า...มันจะเรียกว่ากาแฟนั่นแหละ! ก่อนที่เสด็จแม่ของข้าจะล้มป่วยลง ท่านชอบดื่มมันมาก ยามนั้นข้าอายุเพียงสี่ขวบ ไม่เข้าใจว่าเหตุใดท่านแม่ถึงได้ชอบรสชาติแบบนั้น” ผู้เป็นแม่บอกเขาว่า ในความขมนั้นก็มีความหวานอยู่ ก็เหมือนกับรสชาติของชีวิต ถึงแม้ในใจจะขมขื่นเพียงใด แต่ก็ยังมีความหวานเล็กน้อยอยู่ในนั้นด้วยเสมอ และเขาก็เป็นความหวานเล็กๆ นั้นในชีวิตของผู้เป็นแม่ แต่มาบัดนี้เขากลับรู้สึกว่าชีวิตนั้นช่างมีแต่ความทุกข์ตรมขมขื่นไม่มีที่สิ้นสุด

น้ำเสียงของจงเจิ้งอู๋โยวแฝงไว้ด้วยความรู้สึกเศร้าหมองที่ยากจะมองเห็น น้อยครั้งนักที่เขาจะพูดถึงเสด็จแม่ของเขา ม่านเยาจ้องมองสายตาที่ยังคงระลึกอยู่ในความหลังของเขา เบื้องหลังความเย็นชาทีซ่อนความเจ็บปวดจากเรื่องราวในอดีตเอาไว้นั้น ทำให้นางอดที่จะสงสารเขาไม่ได้ ได้ยินมาว่าพระชายาอวิ๋นเฟย มารดาของจงเจิ้งอู๋โยวนั้นเคยเป็นถึงสาวงามอันดับหนึ่งแห่งแคว้นหลินเทียน สิ้นพระชนม์ไปเมื่อสิบสามปีก่อน ทั้งนางยังเคยครองตำแหน่งผู้ดูแลวังหลังอยู่หลายปี แต่ต่อมาเกิดความวุ่นวายขึ้นภายในราชสำนัก ฮ่องเต้จึงเพิ่มตำแหน่งชายาเข้ามาเพื่อรักษาความสมดุลของสถานการณ์ในราชสำนัก ทำให้พระชายาอวิ๋นเฟยต้องตรอมใจจนล้มป่วย ฮ่องเต้หลินเทียนได้เชิญหมอยอดฝีมือจากทั่วหล้ามาถวายการรักษา จนสามปีผ่านไป พระอาการเริ่มจะดีขึ้น แต่ก็กลับสิ้นพระชนม์ไปอย่างกะทันหัน

ชายหนุ่มที่ดูเหมือนจะไม่สนใจสิ่งใดเลย แท้จริงแล้วก็เคยมีความรู้สึกหลากหลายมาก่อนเหมือนกันสินะ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงชอบฟังทุกครั้งเวลาที่นางเล่าถึงเรื่องราวในโลกศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด เพราะต้องการใช้สิ่งนี้เป็นเครื่องประโลมใจตัวเอง เขาหวังว่าหลังจากมารดาของตนได้จากโลกนี้ไปแล้ว ท่านจะยังสามารถกลับไปสู่โลกอีกใบที่จากมาได้และยังมีชีวิตอยู่ที่นั่น เขาคงรักผู้เป็นแม่ของเขามากใช่หรือไม่! ในใจของเขา เก็บซ่อนแผลเป็นอันใดไว้กันแน่ จึงทำให้เขากลายเป็นคนที่เย็นชาได้ถึงเพียงนี้

“พี่เจ็ด” องค์ชายเก้าโบกพัดในมือ พลางก้าวอาดๆ เข้ามาหาพวกเขาทั้งสอง แล้วก็นั่งลงทันที เขาสังเกตเห็นสีหน้าของจงเจิ้งอู๋โยวที่ดูนิ่งขรึม จึงเลิกคิ้วขึ้นพลางเอ่ยปนหัวเราะว่า “เอ๋ เหตุใดพอข้ามา ถึงเอาแต่นิ่งเงียบกันไปเสียเล่า หลีเยว่ ก่อนหน้านี้พวกเจ้ากำลังคุยอะไรกันอยู่หรือ คงมิได้กำลังนินทาข้าอยู่กระมัง”

ม่านเยาเม้มริมฝีปากฝืนยิ้มเบาๆ แต่ก็ไม่ได้พูดตอบกลับไป เพราะหลังจากมาอยู่ตำหนักองค์ชายหลี ก็ได้พบหน้ากันบ่อยๆ จนรู้สึกสนิทสนมคุ้นเคยกันไปแล้ว แม้แต่กฎหลายอย่างก็ล้วนได้รับการยกเว้นไปเสียด้วย จงเจิ้งอู๋โยวหันไปดื่มชาอย่างไม่สนใจ แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดก่อนหน้านั้น

เมื่อองค์ชายเก้าเเห็นว่าแหย่แล้วไม่สนุก แต่ก็ไม่ได้ไม่พอใจ เพียงหันไปรินน้ำชาให้ตัวเองอย่างไม่รีบร้อน แล้วกล่าวต่อไปว่า “วันนี้เป็นวันที่ท่านแม่ทัพหลวงจะเคลื่อนทัพกลับมาพร้อมชัยชนะ ข้างนอกวังคึกคักกันใหญ่ ได้ยินมาว่าเสด็จพ่อจะทรงแต่งตั้งให้ฟู่โฉวเป็นถึง ‘แม่ทัพเว่ยกั๋ว’  ควบคุมทหารทั้งสามกองทัพ ตำแหน่งเทียบเท่าองค์ชาย พี่เจ็ด ดูเหมือนท่านต้องเข้าวังอีกแล้วนะ”

จงเจิ้งอู๋โยวนั่งพิงเก้าอี้ มองไปยังองค์ชายเก้าด้วยแววตาหน่ายๆ “เขาได้รับการแต่งตั้ง แล้วมันเกี่ยวอันใดกับข้า”

องค์ชายเก้าพูดขึ้น “ต้องเกี่ยวสิ ตอนแรกที่กองทัพทหารกว่าสองแสนคนคนถูกจับตัวไว้ อันตรายจนเกือบจะทำให้ทั้งกองทัพต้องพ่ายแพ้ยับเยิน ถ้าไม่ได้แผนการอันเฉียบแหลมของพี่เจ็ด มีหรือเขาจะได้โอกาสสร้างความดีความชอบเช่นนี้”

จงเจิ้งอู๋โยวหัวเราะหึอยู่ในลำคอ แล้วพูดเย้ยหยันออกไปเสียงเรียบสนิทว่า “ต่อให้ไม่มีข้า เขาก็ยังหาช่องทางตีทัพศัตรูให้แตกพ่ายไปได้แน่ คว้าชัยเหนือแคว้นเป่ยอี๋ โจมตีหวงหลง แล้วยกทัพกลับพร้อมชัยชนะ”

องค์ชายเก้าได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไป แล้วเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัยว่า “จะเป็นไปได้อย่างไรกัน หากเขาคนเดียวสามารถทำได้ แล้วเหตุใดยังต้องขอความช่วยเหลือจากราชสำนักกันเล่า”

จงเจิ้งอู๋โยวยกชาขึ้นจิบทีหนึ่ง แววตาเย็นเยียบ เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงขรึม “หากไม่ได้ข้าเข้าไปแบ่งความดีความชอบครึ่งหนึ่ง เจ้าคิดว่า...เขาได้ชัยชนะกลับมา แล้วจะควบคุมกองทัพทั้งสามได้เช่นนั้นหรือ”  

ม่านเยาทำเพียงนั่งฟังเงียบๆ ไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ ในใจแอบคิดว่า หากเป็นเช่นนี้จริง แม่ทัพผู้ที่ได้รับการกล่าวขานถึงความกล้าหาญชาญชัยผู้นี้ก็นับว่าทั้งกล้าหาญและช่างวางแผน ไม่เพียงแต่เข้าใจกลยุทธ์การศึก หากยังชำนาญในแผนการศึกอีกด้วย หากเป็นเช่นนี้แล้ว ไม่เพียงแต่จะได้ความดีความชอบอันยิ่งใหญ่จากการตีพ่ายแคว้นเป่ยอี๋เท่านั้น หากยังสามารถหลีกเลี่ยงจากความหวาดระแวงของฮ่องเต้ได้อีกด้วย ถ้าเพียงแต่ฮ่องเต้หลินเทียนโลภในอำนาจ ต้องทรงพระราชทานอำนาจทางกองทัพแก่เขาเป็นแน่ กลอุบายนี้ช่างแยบยลจนเกินกว่าใครจะคาดเดานัก! คนๆ นี้ไม่ธรรมดา ส่วนจงเจิ้งอู๋โยวนั้นช่างแตกต่างจากกันโดยสิ้นเชิง เขาสามารถมองทุกอย่างตามรูปแบบการเปลี่ยนแปลงได้อย่างทะลุปรุโปร่ง คนสองคนที่ตรงข้ามกันเช่นนี้ หากวันใดต้องมาเป็นศัตรูกัน คงยากจะตัดสินว่าใครแพ้ใครชนะ

องค์ชายเก้าก็เป็นคนฉลาดคนหนึ่งได้ฟังเท่านี้ก็เข้าใจได้ เขาย่นคิ้วเข้าหากันแล้วรีบพูดออกไปว่า “ที่แท้ฟู่โฉวก็มีกลอุบายแยบยลถึงเพียงนี้ พี่เจ็ด ท่านต้องคิดหาวิธี หากอำนาจของกองทัพนี้ตกไปอยู่ในมือของเขา คงไม่ดีเป็นแน่ หากในภายภาคหน้าเขาเกิดคิดกบฏ...”

จงเจิ้งอู๋โยวพูดเสียงเย็นยะเยือกออกมา “เรื่องพวกนี้ มีคนที่คอยกังวลอยู่แล้ว”

เมื่อองค์ชายเก้าเห็นสีหน้าท่าทางเย็นชาของเขา ก็นิ่งเงียบอย่างฉลาด ยกถ้วยชาขึ้นเตรียมดื่ม ยังไม่ทันที่จะจ่อถึงขอบปาก สายตาก็เหลือบไปเห็นมือของม่านเยาที่กำลังถือประคองถ้วยชาไว้ นิ้วยาวเรียวงาม ขาวดั่งหยก เล็บสีชมพูอ่อนๆ ที่กำลังส่องสะท้อนแสงสีเหลืองนวลนั้น มองดูชุ่มชื้นเป็นประกาย จนใคร่อยากจะจับเอามือนั้นมาปกป้องไว้ในมือของตนเองเสีย ดวงตาของเขาเป็นประกาย ไม่ทันคิดอันใด ก็คว้าจับเอามือนางขึ้นมาชื่นชมอย่างละเอียดทันที แล้วพูดอุทานออกมา “ข้าเพิ่งรู้วันนี้เองว่า มือของหลีเยว่งดงามถึงเพียงนี้”

ม่านเยาไม่ได้คิดอะไร เพราะในโลกที่เธอเคยอยู่ก่อนหน้านั้น การจับมือก็ถือเป็นมารยาทปกติทั่วไปอย่างหนึ่งอยู่แล้ว ดวงตาของจงเจิ้งอู๋โยวนิ่งขรึมลง จ้องไปที่องค์ชายเก้าที่กำลังก้มลงไปไม่หยุดเขม็ง จนใบหน้านั้นแทบจะชิดติดมือนางอยู่แล้ว แต่นางกลับไม่มีทีท่าจะปัดป้องออกแต่อย่างใด เขาเงยหน้าขึ้นฟ้า รู้สึกว่าวันนี้อากาศอบอ้าวขึ้นมาทันที ทำให้ในใจรู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก รินชาใส่ถ้วย แล้วยกซดจนหมดในครั้งเดียว ชาที่เย็นแล้วให้รสชาติที่ขมกว่าชาที่เพิ่งชงใหม่ๆ เล็กน้อย คิ้วเข้มนั้นย่นเข้าหากันแน่น กระแทกวางถ้วยชาในมือลงอย่างแรงโดยไม่รู้ตัว จนม่านเยาชะงักค้างไปเล็กน้อย จึงเลื่อนสายตาขึ้นมองเขาด้วยความประหลาดใจ

องค์ชายเก้านั้นเหมือนจะไม่ได้ยินเสียงกระแทกนั้น เขายังคงตั้งหน้าตั้งตาพิจารณามือของนางต่อไป ประหนึ่งกำลังคิดถึงสิ่งใดอยู่ ทันใดนั้นก็ร้องขึ้นว่า “อ๋อ! เหมือนไม่นานมานี้ ข้าก็เคยเห็นสตรีนางหนึ่งที่มีมือที่งดงามมากเช่นกัน! ใครกันนะ...ขอข้านึกก่อน...”

ม่านเยารู้สึกตกใจขึ้นมา เพราะเมื่อกว่าสองเดือนที่แล้ว ที่หน้าตำหนักองค์ชายหลี เขาเคยชมว่ามือนางช่างงดงามนัก!






แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น