หอหมื่นอักษร

เพราะคำว่ารัก ทำให้นางต้องกลายเป็นหมากในกระดานของใครหลายๆ คน แล้วในโลกนี้จะมีผู้ใดบ้างที่มอบความรักให้นางอย่างจริงใจ

ตอนที่ 22 จริงใจต่อกัน

ชื่อตอน : ตอนที่ 22 จริงใจต่อกัน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 10k

ความคิดเห็น : 31

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ธ.ค. 2560 07:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 22 จริงใจต่อกัน
แบบอักษร



สำรับมื้อเที่ยงมากมายละลานตา แต่ทว่าไร้คนร่วมทานด้วย ความอยากอาหารก็แทบจะไม่มี นางจึงทานไปเพียงไม่กี่คำ ไม่รู้ว่าตอนนี้หลิงเอ๋อร์จะเป็นอย่างไรบ้าง ตามสัจจะที่จงเจิ้งอู๋โยวให้ไว้ก็ควรจะมาถึงในไม่ช้านี้ไม่ใช่หรือ

“องค์หญิง องค์หญิงเพคะ” เมื่อพูดถึงก็มาทันที เงาของใครคนหนึ่งแล่นผ่านเข้ามาในห้อง พุ่งตรงเข้ามาหยุดอยู่หน้าเตียงของนาง พลางเอ่ยถามขึ้นอย่างร้อนรน “องค์หญิงเพคะ ไอ้องค์รัชทายาทนั่นได้ทำอะไรองค์หญิงหรือไม่เพคะ”

ม่านเยาส่ายหน้าเบาๆ มือประคองแก้มที่มีรอยช้ำเป็นสีม่วงของหลิงเอ๋อร์ไว้ แล้วพูดออกไปด้วยความเสียใจยิ่งนัก “ข้าขอโทษ เป็นเพราะข้า จึงทำให้เจ้าต้องลำบากไปด้วยเช่นนี้”

แววตาของหลิงเอ๋อร์แดงก่ำ คุกเข่าดังตึงลงไปบนพื้น ใบหน้าก้มต่ำ พูดออกมาด้วยความละอาย “เป็นหม่อมฉันที่ไม่ได้เรื่องเองเพคะ ไม่เพียงแต่ปกป้ององค์หญิงไว้ไม่ได้ แต่ยังทำให้องค์หญิงต้องมากังวลพระทัยกับเรื่องของหม่อมฉันอีก”

ม่านเยายื่นมือออกไปรั้งนางไว้ พลางพูดปลอบโยนว่า “มันไม่ใช่ความผิดของเจ้า รีบลุกขึ้นมาเถิด เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่ชอบให้ใครมาคุกเข่าต่อหน้าข้า” 

จงเจิ้งอู๋โยวที่ตามเข้ามาทีหลังหรี่ตาคมมองภาพเหตุการณ์ตรงหน้า หรือจะเป็นกระจกดั่งที่ว่าไว้จริงๆ ขอแค่ซื่อสัตย์ต่อนาง ก็จะได้รับความซื่อสัตย์จากนางตอบเช่นกัน? เขาสั่งให้คนพาหลิงเอ๋อร์กลับไปทายาและพักผ่อน จากนั้นจึงนั่งลงตรงขอบเตียง หัวเราะเบาๆ พลางพูดว่า ”คนของเจ้าถูกปล่อยตัวออกมาแล้ว ระยะนี้เจ้าก็อยู่ที่นี่ไปก่อน...จะได้ปลอดภัย ส่วนเรื่องการเปิดสวนชาที่ถูกสั่งปิดไปนั้น รอไปอีกสักพักก่อนแล้วกัน”

ม่านเยายิ้มออกมาน้อยๆ พลางพูดขอบคุณขึ้นอย่างจริงใจ “ขอบคุณท่านมากนะ...อู๋โยว”

ดวงตาของจงเจิ้งอู๋โยวเป็นประกาย เป็นรอยยิ้มที่ดูงดงามสง่ายิ่งนัก “สนใจจะเล่นหมากรุกเป็นเพื่อนข้าสักกระดานหรือไม่”

นี่เขาเริ่มรู้จักการถามความสมัครใจของผู้อื่นตั้งแต่เมื่อใดกัน ม่านเยายิ้มตอบอย่างยินดี “เอาสิ”

ทั้งสองนั่งลงตรงริมหน้าต่าง และเช่นเดิม นางหมากแดงส่วนเขาหมากดำ ต่างคนต่างนั่งประจำที่ของตน จงเจิ้งอู๋โยวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเอ่ยออกมาเสียงเบาๆ อย่างช้าๆ “อาม่าน เรามาเล่นสนุกกันเถอะ ใครกินหมากของฝ่ายตรงข้ามได้ตัวหนึ่ง จะสามารถตั้งคำถามได้หนึ่งข้อ....และไม่ว่าจะเป็นคำถามใด ฝ่ายตรงข้ามต้องตอบทุกคำถามนั้น เจ้าว่าอย่างไร กล้าเล่นหรือไม่”

ม่านเยาเงยหน้าขึ้น มองสบสายตาล้ำลึกคู่นั้น นัยน์ตาคู่นั้นยังคงไว้ซึ่งการวัดใจ แต่ก็ดูจริงใจ แม้จะรู้ดีอยู่แก่ใจถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของเขา แต่ฝีมือการเล่นหมากรุกของทั้งคู่นั้นถือว่าสูสีกัน วิธีการเล่นแบบนี้จึงยุติธรรมดีไม่น้อย อีกทั้งเขายังเป็นคนที่ช่วยคนในสวนชาออกมาด้วย ก็ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมีน้ำใจ ดังนั้นนางจึงตอบตกลง

ทั่วทั้งห้องมีเพียงเสียงลมหายใจเบาๆ ของคนทั้งคู่ ลานนั้นว่างเปล่าไร้ผู้คน บรรยากาศเงียบสงบเป็นอย่างมาก เมื่อหมากสีแดงตัวแรกโดนกิน จงเจิ้งอู๋โยวเงยขึ้นมองหน้านาง แววตาทอประกายเจิดจ้า เอ่ยถามคำถามแรกออกมาทันที “เจ้ามาจากอีกโลกหนึ่ง แล้วยุคสมัยในโลกแห่งนั้นเรียกว่าอย่างไร”

ถามอย่างเรียบง่ายและตรงไปตรงมา หากแท้จริงแล้ว คำถามนี้กลับไม่ได้มีเพียงข้อเดียว ประโยคแรกนั้นเป็นการคาดเดา ม่านเยาตอบไปว่า “ศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด” นางยกมือขึ้น วางหมากแดงลง แล้วหมากดำก็โดนกินทันที ครานี้เป็นฝ่ายนางที่ตั้งคำถามบ้าง “เสด็จแม่ของท่าน ก็มาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดเช่นกันใช่หรือไม่”

จงเจิ้งอู๋โยวถึงกับอึ้งไป ประโยคเดียว แต่ไม่ได้ถามเพียงหนึ่งคำถามเช่นเดียวกับเขา เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย พลางเอ่ยถามออกไป “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าไม่ใช่ตัวข้า”

ม่านเยายิ้มออกมาบางๆ อธิบายออกไป “หากท่านเป็นคนจากยุคปัจจุบันจริง ยามที่ข้ารายชื่อชาผลไม้ให้ ท่านก็ควรจะมีปฏิกิริยาทันที หาใช่เอาแต่คอยลองชิมอย่างระมัดระวังเช่นนั้นไม่”

จงเจิ้งอู๋โยวพยักหน้า เอ่ยถามต่อไปว่า “แล้วเจ้าแน่ใจได้อย่างไรว่าเป็นเสด็จแม่ของข้า”

ม่านเยาเอ่ยตอบปนหัวเราะว่า “ก็เหมือนกับที่ท่านทรงทำก่อนหน้านี้เช่นไรเล่า คาดเดา! แท้จริงแล้วท่านเองก็มิได้มั่นใจว่าหม่อมฉันจะเป็นเช่นท่านหรือไม่ เพียงแต่ทรงรู้จักคนที่ข้ามมิติมาจากโลกนั้นเท่านั้นเอง คำถามต่อไป”

แววตาของจงเจิ้งอู๋โยวแสดงออกถึงความชื่นชม ดูเหมือนว่าการสนทนากับหญิงนางนี้ เขาควรจะพูดออกไปง่ายๆ ตรงๆ ดีกว่าเสียเวลาคิดหลอกล่อให้เหนื่อยเสียเปล่าๆ เมื่อคิดได้เช่นนั้น จึงถามออกไปทันที “เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไรกัน”

มือที่กำลังจับหมากรุกของม่านเยาชะงักไปเล็กน้อย ค่อยๆ หลุบตาลงต่ำ แล้วเอ่ยออกมาเสียงเรียบว่า “ตาย หลังจากตื่นขึ้นมา ดวงวิญญาณก็เข้ามาอยู่ในร่างนี้แล้ว”

สายลมอ่อนๆ โชยพัดมา พัดพาเส้นผมปลิวไสวเล็กน้อย นางหลุบตาลงทำให้แพขนตานั้นปิดบังแววตาเอาไว้ มุมปากนั้นโค้งขึ้นเล็กน้อย เสียงที่พูดออกมาฟังดูเย้ยหยัน จงเจิ้งอู๋โยวตกตะลึงเล็กน้อย นึกใคร่รู้ขึ้นมาทันทีว่าหญิงอย่างนางตายด้วยเหตุผลใดกัน สมองคิดปากก็เอ่ยถามออกไป “เพราะเหตุใดที่ทำให้เจ้าได้ตายลงในโลกแห่งนั้น”

ม่านเยาช้อนสายตาขึ้นมองเขา ขมวดคิ้วแน่นพลางพูดออกไปว่า “นี่เป็นอีกคำถามหนึ่งแล้ว ครานี้เป็นตาหม่อมฉันถามบ้างแล้ว เสด็จแม่ของท่าน...สิ้นพระชนม์ได้อย่างไรกัน”

จงเจิ้งอู๋โยวตัวสั่นสะท้านขึ้นมาทันที หมากรุกในมือถูกกำแน่น แววตานั้นเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมาในทันใด ม่านเยามองเขานิ่ง รู้สึกได้ว่าภายใต้เบื้องหลังดวงตาดุร้ายทรงเสน่ห์ที่เย็นชาคู่นั้นของเขามีความเจ็บปวดที่ไม่อาจให้ใครรับรู้ นางยิ้มแบบไม่ใส่ใจ แล้วพูดออกมาว่า “คำถามนี้ ท่านจะไม่ตอบก็ได้ ถือเสียว่า...เป็นข้อแลกเปลี่ยนที่ท่านจะไม่ทรงถามเรื่องสาเหตุการตายของหม่อมฉันอย่างไรเล่า”

จงเจิ้งอู๋โยวมองนางอย่างประหลาดใจ ค่อยๆ วางหมากรุกในมือลง แล้วลุกขึ้นยืน หันมองออกไปนอกหน้าต่าง ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนที่จะเอ่ยออกมา “ต้องทำเช่นไรถึงจะข้ามไปยังโลกที่เจ้าจากมาได้ คนที่มาจากที่นั่น หากมาตายที่โลกนี้ ยังจะกลับไปได้อีกหรือไม่”

“หม่อมฉันเองก็ไม่รู้” ม่านเยานั่งมองกระดานหมากรุกนิ่งอย่างเลื่อนลอย นี่คงเป็นคำตอบที่จงเจิ้งอู๋โยวใคร่รู้ที่สุดสินะ แต่น่าเสียดายที่นางไม่รู้จริงๆ เพราะนางไม่เคยคิดว่าจะกลับไปยังที่นั่นอีก โลกแห่งนั้นไม่มีสิ่งใดทำให้นางต้องคิดถึงอีกต่อไปแล้ว  

ไม่รู้หรือ? จะไม่มีใครให้คำตอบนี้กับเขาได้เลยจริงๆ น่ะหรือ? จงเจิ้งอู๋โยวย่นหัวคิ้วแน่น แล้วถามต่อไปว่า “เจ้าไม่เคยคิดที่อยากจะกลับไปที่นั่นเลยหรืออย่างไรกัน ไม่คิดถึงพ่อแม่ญาติพี่น้องของเจ้าเลยหรือ ข้าเคยได้ยินมาว่าที่โลกนั้นสงบสุขและสวยงามนัก ผู้คนอยู่กันอย่างสบาย  ไม่มีการวางแผนยึดแย่งชิงอำนาจ ผัวเดียวเมียเดียว ทุกคนปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียมกัน เรียกได้ว่าเป็นโลกที่สมบูรณ์แบบทีเดียว” ตอนเขาเด็กๆ เสด็จแม่เคยเล่าให้เขาฟังเช่นนั้น

ม่านเยาหันกลับมาอย่างเงียบๆ เอนหลังพิงผนัง ทิ้งศีรษะไปทางด้านหลังเล็กน้อย แหงนหน้ามองไปยังคานแกะสลักในห้อง แววตาว่างเปล่า เอ่ยเย้ยหยันออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ไม่มีโลกไหนที่สมบูรณ์แบบหรอกเพคะ มนุษย์ย่อมมีความโลภอยู่ไม่สิ้น  การไล่ตามลาภยศสรรเสริญเป็นสิ่งที่มิอาจหลีกได้ ในโลกธุรกิจ หลอกลวงกันไปมา เจ้าคิดเจ้าแผนการ ก็มีอยู่ทุกที่ไป ส่วนเรื่องผัวเดียวเมียเดียวนั้น ก็เป็นแค่ระบบเท่านั้น ผู้ชายได้ใหม่ก็ลืมเก่า ทรยศต่อความรักไร้ศีลธรรมในใจ คนที่ไม่ร่ำรวยก็นอกใจไปหาหญิงบริการ คนมีเงินก็เลี้ยงเมียน้อยไว้ แล้วเอาเรื่องงานมาอ้าง กระทั่งงานศพเมียตัวเองก็ยังไม่ยอมมาร่วมงาน แต่กลับไปมีความสุขกับเมียน้อยที่ต่างประเทศ...สันดานมนุษย์ก็เป็นเช่นนี้ ไหนเลยจะเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบได้” ไม่รู้เพราะอะไร จู่ๆ นางถึงพูดออกมามากมายเช่นนี้ บางครานางก็ดูหมดอาลัย รู้สึกว่าชีวิตช่างเหนื่อยนัก ไร้ซึ่งความหวังใดๆ ในใจว่างเปล่า แต่ทว่านางก็ยังคงพยายามมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้ 

จงเจิ้งอู๋โยวรู้สึกอึ้ง โลกที่เสด็จแม่คอยคะนึงหามาตลอด ก็มีเรื่องราวเลวร้ายมากมายถึงเพียงนี้หรือ ที่จริงแล้วสิ่งที่หญิงนางนี้พูดมาก็ไม่ผิดนัก สันดานมนุษย์ก็เป็นเช่นนี้ จะอยู่แห่งใดก็ไม่ต่างกัน มองเห็นสีหน้าอันแสนเย็นชา ได้ฟังนางเล่าเรื่องราวที่เหมือนจะไม่เกี่ยวกับนางเองแต่กลับกระทบความรู้สึกของนางอย่างชัดเจน ต่อให้นางพยายามกลั้นไว้เพียงใด แต่เขาก็ยังรับรู้ได้ถึงความโศกเศร้าอาดูรที่ซ่อนอยู่ในน้ำเสียงนั้นของนาง เขาโน้มตัวลงไป นิ้วเรียวยาวสัมผัสตรงมุมปากบางเย็นเฉียบนั้น มองลึกเข้าไปในดวงตาของนาง พูดออกมาด้วยน้ำสียงกึ่งปลอบโยนว่า “ทุกเรื่องย่อมมีข้อยกเว้น ใช่ว่าบุรุษทุกคนจะเลวดั่งที่เจ้าว่าหรอก” 

สายตาของเขาอ่อนโยนจนไม่เหลือเค้าของความเย็นชาเฉกเช่นในยามปกติ น้ำเสียงนุ่มนวลเป็นธรรมชาติ ประหนึ่งมีเวทมนต์ที่ทำให้คนไร้ทางต่อต้าน นางรู้สึกใจสั่นไหวขึ้นมาครู่หนึ่ง แล้วพึมพำออกไปว่า “เช่นนั้นหรือ มันจะมีข้อยกเว้นจริงๆ เช่นนั้นหรือ  หม่อมฉันเองก็เคยคิดเช่นนั้น แต่ที่น่าขันก็คือ...” นัยน์ตาที่หลุบต่ำของนางจู่ๆ ก็ปรากฏให้เห็นถึงความเจ็บปวด ทำให้เขาเข้าใจได้ทันทีว่านางเคยโดนทำร้ายมา เหมือนกับมีเข็มแหลมทิ่มแทงมายังดวงใจโดยไม่ทันตั้งตัว รู้สึกปวดจี๊ดอยู่ในอก ไม่รอให้นางพูดจบ เขาก็ก้มลงไปจุมพิตลงบนริมฝีปากของนางทันที 

ม่านเยาสั่นสะท้านไปทั้งกาย ครั้งนี้ไม่รุนแรงเหมือนในสวนชาครั้งนั้น และไม่เหมือนการกลั่นแกล้งเมื่อตอนเช้าด้วย จุมพิตนี้ แฝงไว้ด้วยความนุ่มนวลอ่อนโยนที่ทำให้จิตใจสงบลง ดั่งกำลังจุมพิตตรงบาดแผลที่รอวันหาย ทำให้คนหลงวนในภาพมายาว่าตนได้รับความรักความห่วงใย นางหลับตาลงอย่างไม่อาจควบคุมตัวเองได้ ปล่อยตัวปล่อยใจให้สัมผัสกับช่วงเวลาแสนงดงามนี้

จงเจิ้งอู๋โยวรับรู้ได้ว่านางเริ่มผ่อนคลายลง มือประคองดวงหน้าของนางไว้ ยิ่งจูบยิ่งลึกล้ำ ยากเกินจะหักห้ามใจ จนกระทั่งรู้สึกว่านางเริ่มหายใจไม่ทัน จึงได้ตัดใจผละห่างออกมา หัวคิ้วยับย่น หันไปอีกด้าน หายใจเสียงหนักหน่วง

ม่านเยาหันหน้าหนีไปอีกทางหนึ่ง รีบสูดเอาอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่ ลมหายใจถี่กระชั้น หัวใจนั้นเต้นแรงจนแทบหลุดออกมานอกอก


แสงอาทิตย์ยามบ่ายช่างแสนอบอุ่น สามลมอ่อนๆ โบกสะบัดมาเบาๆ พัดพาให้เส้นผมของคนทั้งคู่ปลิวไสวเกี่ยวพันกัน เมื่อผ่านไปครู่หนึ่ง ก็ยังไม่มีใครเอ่ยคำพูดใดออกมา ยังคงอยู่ในอิริยาบถเดิมนั้นไม่ขยับเขยื้อนใดๆ





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น