repey

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 7 เปิดเทอม

ชื่อตอน : บทที่ 7 เปิดเทอม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 525

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ธ.ค. 2560 01:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 7 เปิดเทอม
แบบอักษร

"แม่ เห็นเข็มขัดผมไหม" ผมเดินวุ่นวายหาเครื่องแต่งกายของตัวเองตั้งแต่เช้า ไม่รู้ว่าแต่ละอย่างมันหายไปอยู่ไหน ทั้งถุงเท้า เข็มขัด เชือกผูกรองเท้า หรือแม้แต่อุปกรณ์การเรียนที่ไม่เหลือสักชิ้น

"แกเอาไว้ไหนมันก็อยู่นั่นแหละ ถามฉันแล้วฉันจะไปถามใครล่ะ"

"ก็หาไม่เจออะ จำได้ว่าวันนั้นมันยังพาดอยู่ที่เก้าอี้เลย" ผมบอก ก็จำได้ว่ายังเห็นอยู่เลย ถ้าแม่ไม่ได้เข้ามาเก็บห้องมันก็คงยังอยู่ที่เดิมแหละ

"ใช้แล้วไม่รู้จักเก็บ ไปๆเดี๋ยวฉันหาให้ ออกไปกินข้าวเลย เดี๋ยวก็ไปไม่ทัน"

ผมรับคำแล้วเดินไปหยิบกระเป๋าออกไปนอกห้อง ตักข้าวราดกับสองสามอย่างในฝาชีแล้วเดินตักกินไปนั่งหน้าทีวี

"พ่อกินข้าวยัง" ผมถามขณะวางจานข้าวและกระเป๋าลงที่พื้น หยิบรองเท้ามาร้อยเชือกไปด้วย

"ยัง ว่าแต่แกเถอะ ทำอะไรทีละอย่างสิวะ เดี๋ยวข้าวก็ติดคอตายพอดี"

"นี่พ่อ เดี๋ยวนี้เขาก็ทำแบบนี้กันได้ทั้งนั้นแหละ ผมมันเด็กยุคใหม่ ไม่เหมือนพ่อหรอก" ผมแย้ง ก่อนจะยัดข้าวคำใหม่เข้าปาก เคี้ยวไปร้อยเชือกไป เดี๋ยวไม่ทัน

"เห้ออออ สิบปีที่แล้วเป็นยังไงทุกวันนี้ก็เป็นอย่างนั้น" พ่อส่ายหัวระอา แล้วหันกลับไปดูทีวีต่อ

อย่างที่พ่อบอกแหละครับ สิบปีที่แล้วผมหล่อยังไง วันนี้ก็เป็นอย่างนั้น ง่อวววววววว

ไม่ใช่ละ ผมก็เป็นเบ๊บคนเดิมที่ตื่นสายและทำอะไรไม่เคยจะทันเวลา ข้าวของไม่เคยเตรียมไว้ล่วงหน้าเพราะขี้เกียจล้วนๆไม่มีอะไรผสม เปิดเทอมเมื่อไรภาพอย่างวันนี้ก็วนมาฉายซ้ำๆจนพ่อชินไปเอง



"นี่เข็มขัดแก ก็อยู่ในห้องนั่นแหละ วันหลังก็หัดเก็บให้มันสะอาดจะได้หาง่ายๆ แล้วขยะก็เอาไปทิ้งบ้าง รกไปหมด" แม่เดินเอาเข็มขัดมายื่นให้ ก่อนจะเทศนาธรรมยามเช้าให้ผมกับพ่อฟัง

"บ่นไรนักอะแม่ ห้องผมไม่เห็นจะรกตรงไหนเลย ก็ปกติเด็กผู้ชาย" ยิ่งถ้าเทียบกับห้องพี่เป้นะ ของผมนี่วังชัดๆ

"เดี๋ยวเถอะ เถียงคำไม่ตกฟาก เดี๋ยวฉันจะให้ย้ายมานอนหน้าทีวีเอาไหม ทิ้งไปให้หมดเลยข้าวของ จะได้ไม่ต้องเก็บ ห้องจะได้ไม่รก" เห็นพูดอย่างนี้ทุกที แต่สุดท้ายผมก็ยังมีห้องนอนอยู่

"วู้ววว บ่นไปเดี๋ยวแก่เร็วนะแม่" ผมแกล้งคนแก่อีกสักหน่อยก่อนจะยัดข้าวเข้าปากเร็วๆ ร้อยเชือกรองเท้าเสร็จแล้วแต่ข้าวยังไม่หมด นี่มันความไม่สมดุลโดยแท้จริง

พอยัดข้าวหมดเรียบร้อยผมก็รีบลุกเอาจานไปล้าง กินน้ำแล้วรีบวิ่งมาโฉบกระเป๋านักเรียนพาดบ่า

"พ่อจ๋าขอเงินหน่อยสิจ๊ะ" ผมหันไปอ้อล้อพ่อ เพราะแม่ยังบ่นงึมงำของเขาไปเรื่อย ขืนเข้าไปขอแม่ตอนนี้นอกจากจะโดนบ่นแล้วยังไม่ได้เงินอีก

"เอาเท่าไรล่ะ"

"ไม่ต้องไปให้มันเยอะหรอก ดัดนิสัยซะบ้าง" แต่คุณนายแกก็ยังไม่เลิกจิกกัดผม ก็ว่าพูดเบาแล้วแต่แม่ก็คือคือแม่ หูดีเหลือเกิน

"ขอร้อยเดียวพ่อ" ผมกระซิบกับพ่อเบาๆ พ่อก็เห็นว่าไม่มากไปเลยยื่นแบงค์ร้อยใส่มือผม

"ไปๆรีบไปได้แล้ว เดี๋ยวแม่แกบ่นอีก"

"ขอบคุณคร้าบบบบบ ไปละนะคุณท่านทั้งสอง" ผมยิ้มและบอกลาคนแก่สองคนในบ้าน สวมรองเท้าเป็นอย่างสุดท้ายก่อนจะเดินทางออกจากบ้าน

พอสตาร์ทรถได้ก็บิดด้วยความเร็วมากกว่าวันที่ไปแข่งซะอีก เพราะตอนนี้แปดโมงแล้ว ถามว่าโรงเรียนเข้ากี่โมง คำตอบก็คือแปดโมงครับ

สายเสมอคือนายแทนคุณคนนี้เองงงงง





"แทนคุณ!"

"ครับๆๆๆ" ผมหลุดจากอาการเหม่อลอย ความจริงไม่ได้เหม่อหรอกครับ หลับไปแล้วแต่ตายังเปิดอยู่

ก็คาบเช้าแม่งเป็นฟิสิกส์กับคณิตใครจัดตารางก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าทรมานมาก แถมเมื่อเช้าผมมาสาย เลยไม่ได้ไปเข้าแถวสบายๆกับเพื่อน ต้องไปวิ่งรอบสนามตั้งนาน เหนื่อยก็เหนื่อย เข้าห้องมาก็อยากพักสายตาบ้างนี่นา

"ข้อนี้ตอบอะไร"

ผมเหลือบไปมองบนกระดาน เดี๋ยวนะ เมื่อกี้เราไม่ได้เรียนเรื่องนี้นี่

"แป๊บนะครับ ขอผมทดก่อน" ผมมองโจทย์บนกระดาน ก็พอจะคิดได้ แต่ประเด็นคือผมไม่มีแม้แต่ปากกาสักด้ามพอจะเขียนทดได้เลย

"ถ้าตอบไม่ได้ผมต้องโดนอะไรครับ"

"ฮ่าๆ ได้หรอวะ"

คำถามของผมเรียกเสียงฮาของเพื่อนทั้งห้อง ผมก็แค่อยากรู้นี่นา ถ้าบทลงโทษไม่ร้ายแรง ผมก็จะยอมโดนลงโทษ ผมขี้เกียจคิดดดดดด

"กินข้าวช้าครึ่งชั่วโมง" แต่คุณครูหน้าห้องก็ตอบผมเสียงเรียบๆเหมือนยมทูตผู้กุมชะตาชีวิตเด็ก

โอเค ตัดสินใจได้เลย

"มึง ขอยืมดินสอหน่อย" ผมสะกิดเรียกเพื่อนข้างๆ มันก็ยืนมาให้แต่โดยดี

ผมทดอยู่สามบรรทัดก็ได้คำตอบ เรานี่มันเทพจริงๆ

"ได้ sin60° ป่ะครับ" ผมตอบ วันนี้เราเรียนเรื่องเอกลักษณ์ตรีโกณมิติกันครับ ผมอยากจะร้องไห้ เปิดเทอมวันแรกครูก็รีบสอนจนเหมือนจะจบเทอมแล้ว

"แล้วค่าของมันคือเท่าไร" คุณครูถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แต่ภายใต้หน้ากากตรีโกณ ผมรู้ว่าครูรู้ว่าผมไม่รู้

เออ เพราะกูจำไม่ได้ไงว่า sin60° มีค่าเท่าไร หันไปส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากเพื่อนข้างๆ แต่มันก็ส่งยิ้มแห้งๆมาให้ทำนองว่า แค่คิดโจทย์เมื่อกี้กูยังคิดไม่ได้เลย หวังพึ่งคนอื่นไม่ได้ก็ต้องพึ่งตัวเองตามคติพจน์ของโรงเรียน ‘ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน’

"เอ่อ...ไม่รูทสามส่วนสอง ก็หนึ่งส่วนสองนี่แหละครับ" ผมคุ้นเลขสองตัวนี้ แต่จำแม่นๆไม่ได้

"โอเค แทนคุณไปกินข้าวช้ากว่าเพื่อนสิบห้านาทีเนาะ ครูลดให้เพราะอย่างน้อยก็ตอบถูก แต่ทุกคนจำไว้นะว่าในห้องสอบครูจะให้คะแนนเต็มเฉพาะคนที่ตอบคำตอบสุดท้ายเท่านั้น"

"ครับ/ค่ะ"

"นั่งลงได้แทนคุณ ต่อไปครูจะสอนเรื่อง&/);@/"-;;&71:฿@->€]^}="

จิตใจของเธอช่างโหดร้ายยิ่งนัก ทำร้ายกระเพาะของเด็กตาดำๆคนหนึ่งได้เยี่ยงไรรรรรร




สิ้นสุดการยัดห่าข้าวกะเพรามื้อกลางวันของผมเข้ากระเพาะไปอย่างรวดเร็ว ผมก็ต้องรับวิ่งแจ้นกลับมาขึ้นเรียน เพราะเวลาพักกลางวันแม่งมีแค่สี่สิบห้านาที แถมยังแบ่งปล่อยกินข้าวเป็นรอบๆ รอบของม.ห้านี่หมดไปแล้ว ตอนผมลงไปคือต้องไปต่อแถวแย่งข้าวกับพี่ม.หก กว่าจะได้กินก็แทบจะหมดเวลาพัก

ความคิดเดียวในหัวคือ กูจะกลับไปท่องค่าตรีโกณให้ได้หมดเลย!!!

กลับมาช่วงบ่ายก็ยิ่งง่วงไปกันใหญ่ เพราะคุณครูไม่สอน แค่ยืนอธิบายตัวชี้วัดต่างๆว่าเราจะเรียนอะไรในเทอมสองบ้าง ยิ่งฟังหนังตาผมก็ยิ่งย้อยลงมาเรื่อยๆ แม่งโคตรง่วงเลย

แต่แล้วฟ้าก็ผ่าลงกลางหัวผมในวันที่ไม่มีฝนสักเม็ด เมื่อคุณครูภาษาไทยอันเลื่องชื่อในเรื่องของความเหี้ยมโหด มองเห็นว่าผมกำลังพักสายตาอยู่มุมห้อง

"นายแทนคุณ!!!" รู้แล้วว่าชื่อเพราะ แต่ทำไมวันนี้มันโดนเรียกบ่อยวะ

"ครับๆๆ"

"เธอได้ฟังที่ฉันพูดหรือเปล่า"

"ฟังครับ"

"เมื่อกี้ฉันพูดถึงไหน พูดว่าให้จดอะไรเพิ่ม" ครูไม่เพียงแต่ถาม แต่ยังขยับแว่นและส่งสายตากดดันมาให้อีกต่างหาก

ผมก้มมองสมุดตัวเองก็พบว่ามันว่างเปล่าไม่ต่างกับสมอง เลยส่งสายตาขอความเห็นใจจากเพื่อนข้างๆอีกครั้ง คราวนี้โชคดีเพราะเพื่อนรักมันจดไว้ทุกรายละเอียด ยื่นสมุดมาให้ผมช้าๆ แถมยังชี้บอกอีกว่าต้องตอบตรงไหน

"เอ่อ...อาจารย์พูดถึงหัวข้อสามจุดสองครับ เราจะเรียนวรรณคดีสองเรื่อง คือลิลิตตะเลงพ่ายและมัทนะพาธา ให้จดเพิ่มว่ามันทนะพาธาเป็นทบละครพูดครับ" เยี่ยมไปเลย คราวนี้ตอบแบบไม่พลาดอีกแล้ว

"เธอมั่นใจในคำตอบแล้วหรอ" เดี๋ยวนะ ผมอยู่ในห้องเรียน ไม่ใช่รายการแข่งตอบคำถามชิงรางวัลช่องสามตอนเย็นป่ะวะ

"ผมยืนยันคำตอบครับ"

"ผิด! ฉันให้เธอจดเพิ่มทุกคำที่ฉันพูดใช่ไหม และเมื่อกี้ฉันพูดว่ามันทนะพาธาเป็นทบละครพูดคำฉันท์ ไม่ใช่บทละครพูดเฉยๆ"

"..."

"เธอตอบผิด เพราะมัวแต่นอนหลับเอาแรงเพื่อนน่ะสิ"

"ผมนอนหลับเอาแรงให้ตัวเองครับ" ผมแย้ง ก็นอนหลับเองจะเอาแรงให้เพื่อนทำไมวะ

"อย่ามาเถียง!!"

"ขอโทษครับ"

"เคาะโต๊ะไปห้าสิบครั้ง นับให้ฉันได้ยินด้วย"

นี่ก็จะปี 2018 แล้ว ผมยังต้องเคาะโต๊ะลงโทษตัวเองอีกหรอวะ...อาภัพแท้




คาบสุดท้ายของวันเป็นวิชาพละ งงมากกับการแต่งชุดนักเรียนในวันเปิดเทอม แต่ต้องมาฝึกเสิร์ฟวอลเลย์บอล คือครูจะให้ผมเริ่มเรียนวันที่พร้อมกว่านี้ไม่ได้จริงๆหรอครับ...

"นี่เธอ เป็นผู้ชายก็ออกแรงให้มันเยอะๆหน่อยสิ ลูกบอลมันไม่เจ็บหรอกนะ"

อาจารย์ผู้ชายเดินเข้ามาเตือนผม คงเห็นว่าผมเสิร์ฟไม่ข้ามตาข่ายเลยสักครั้ง สู้เพื่อนผู้หญิงสุดแกร่งบางคนไม่ได้ ที่ถึงแม้จะสวมกระโปรงจีบรอบ แต่พวกเธอก็สามารถเสิร์ฟได้สวยเหมือนผ่านการซ้อมมาเป็นปี

"ลูกบอลไม่เจ็บแต่ผมเจ็บนี่ครับ แขนผมแดงไปหมดแล้ว" ผมไม่พูดเปล่า ชูแขนสองข้างให้ดูเป็นภาพประกอบ

"ออกแรงที่ใต้ลูกด้วย มันจะได้โด่งขึ้น เธอไปตีข้างๆแบบนั้นมันก็พุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียวสิ"

"อ๋อ อย่างนี้ป่ะครับ" ผมเริ่มสวิงแขนอีกครั้งเมื่อได้ฟังคำแนะนำใหม่

คราวนี้บอลไปไกลกว่าที่คิดไว้ แถมยังข้ามตาข่ายเป็นครั้งแรกอีกดะ...

ตุบ

"โอ๊ยยยยยย"

"เห้ย ขอโทษๆๆๆ" ผมรีบวิ่งตามบอลเจ้าปัญหาไปทันที เมื่อมันไม่รักดีพุ่งลงพื้นเหมือนลูกอื่น แต่มันเลือกหัวเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งอีกฝั่งแทนน่ะสิ

"เป็นอะไรหรือเปล่า"

"เจ็บน่ะสิ มึนไปหมดแล้ว" พอได้เห็นหน้าคู่กรณีชัดๆก็พบว่าเธอคือหญิงแกร่งที่เสิร์ฟแม่นทุกลูก นี่ผมทำร้ายร่างกายว่าที่นักวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยหรือเปล่าวะเนี่ย

"ไม่ได้ตั้งใจ เดี๋ยวพาไปห้องพยาบาล" ผมรีบตาเหลือกยกมือไหว้ ถ้าเพื่อนความจำเสื่อมไปผมคงรับผิดชอบไม่ไหว

อาจารย์ที่เพิ่งวิ่งตามมาถึงก็อนุญาตให้ผมพาเพื่อนไปดูอาการที่ห้องพยาบาลทันที

.

.

.

แม้แต่วิชาสุดท้าย ผมก็ยังคงทำสถิติให้ตัวเองซวยสินะ









[Gun’s part]**

ผมเพิ่งปิดเทอมได้หนึ่งสัปดาห์ แต่ช่วงนี้ไอ้เบ๊บก็เปิดเทอมพอดี ด้วยความที่เรียนไม่เหมือนกันผมกับมันเลยไม่ค่อยได้เจอกัน แต่ผมรู้สึกถูกชะตากับเบ๊บเป็นพิเศษ เหมือนกับว่ามันเป็นคนคุยสนุกแล้วก็มีความคิดตลกๆ จนบางทีก็เหมือนเด็กเกินอายุจริง ให้ความรู้สึกไม่เหมือนเพื่อนเทคนิคที่จะห้าวๆและรุนแรง ผมว่าไอ้เบ๊บมันแปลกดี

ล่าสุดมันก็ยังโทรมาถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของผมว่ายังอยู่รอดปลอดภัยไหม ท่าทางมันจะกลัวผมโดนฉุดไปฆ่ามาก เพราะตั้งแต่วันที่ผมไปมีเรื่องกับไอ้เป้ คำถามแรกที่มันจะถามผมก็คือ ‘วันนี้มึงเจอพี่เป้ไหม’

พูดถึงแล้วก็อดฉุนไม่ได้ เรื่องวันนั้นถ้าผมไม่บังเอิญไปได้ยินเข้า ไม่รู้ว่าไอ้เป้จะพาไอ้เบ๊บไปทำอะไรไม่ดีหรือเปล่า ฟังจากคำพูดมันคือคงเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาก่อนหน้านั้นโดยที่เบ๊บไม่เต็มใจ ผมถามมันหลังจากนั้นมันก็ไม่เล่าให้ฟัง ผมยิ่งมั่นใจว่าไอ้เป้คงเคยทำชั่วไว้ แถมมันยังไม่สำนึกอีกด้วย

ผู้ใหญ่บางคนน่ะแค่เคารพ แต่ผมไม่นับถือหรอก

เลวๆอย่างนี้ปล่อยผ่านไปไม่ได้ ผมมั่นใจในฝีมือการต่อสู้ของตัวเอง เพราะบ้านผมเปิดค่ายมวย ถึงจะเป็นเด็กใหม่ในวงการแว้น แต่บอกเลยว่าเรื่องชกต่อยผมนี่แชมป์รุ่นไม่เกินสิบเจ็ดปี พ่อสอนเตะต่อยมาตั้งแต่ยังตั้งไข่ไม่ได้

มวยอย่างไอ้เป้ก็คงได้แค่พอไปวัดไปวา คิดจะเป็นใหญ่จริงๆผมว่ายาก

พลั่ก ตุบ ตุบ

"ต่อยขนาดนั้นไปโกรธใครมาวะ" เสียงพ่อตะโกนถามขณะที่เขากำลังเดินดูคนอื่นๆซ้อม

"มีเรื่องนิดหน่อยพ่อ"

"อย่าไปมีเรื่องมีราว เป็นเด็กมีหน้าที่เรียนก็เรียนไป"

"รู้แล้วหน่า"

พลั่ก

คิดถึงหน้ามันแล้วอยากจะเตะจนกระสอบยุบ

"ไอ้กัน ไปพักก่อนไป" พ่อเดินมาหาผม ก่อนจะบอกด้วยสีหน้าเครียด "กูเคยบอกแล้วว่าถ้ามึงอารมณ์เสียก็อย่ามาลงกับข้าวของ ที่นี่ค่ายมวย ไม่ใช่ที่ระบาย"

"เห้ออออ รู้แล้ว"

ผมเดินไปถอดนวมออกแล้วพักจิบน้ำ วันนี้คงซ้อมได้เท่านี้แหละ ขืนฝืนไปก็มีแต่จะโดนพ่อด่า แถมไม่มีสมาธิแบบนี้จะเจ็บตัวเปล่าๆ

ผมลุกขึ้นเดินไปใส่เสื้อแล้วเดินไปหยิบกุญแจรถ ตั้งใจจะขับรถไปเล่นเกมกับเพื่อนสักหน่อย




"กัน จะไปไหน" แต่ยังไม่ทันได้เดินออกไป แม่ก็เรียกไว้

"จะไปหาเพื่อน"

"เพื่อนที่ไหน ที่เทคนิคหรอ"

"ผมมีเพื่อนที่อื่นอีกหรอ ก็เพื่อนที่เรียนทั้งนั้นแหละ"

"จะคบเพื่อนก็เลือกดีๆหน่อย ช่วงนี้แม่ได้ยินคนที่ตลาดพูดกันว่าไอ้พวกเด็กแว้นมันกำเริบใหญ่ สร้างความวุ่นวายไม่เว้นแต่ละวัน"

"อือ" หลังจากที่พี่ฝ้ายจากไป พ่อกับแม่ก็เริ่มเข้มงวดกับชีวิตผมมากขึ้น จะไปไหนทำอะไร ไปกับใครต้องบอกก่อน ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะก็เข้าใจความสูญเสีย ผมเองก็เสียใจไม่ต่างกัน

แต่ถ้าเขารู้ว่าผมรู้ความจริงทั้งหมดแล้ว ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าเขาจะกล้าว่าคนอื่นไม่ดีได้อีกไหม เขาหลอกผมมาเป็นปี ใส่สีตีไข่ ให้ร้ายคนอื่นมาตลอด ผมตัดสินพี่บอยและพวกเด็กแว้นทั้งหมดจากคำบอกเล่าของพ่อกับแม่ ไม่เคยรู้เลยว่าเบื้องหลังมันเป็นยังไง ที่พี่ฝ้ายต้องเสียใจและทรมานขนาดนั้นเพราะใครกันแน่

"ฉันเป็นห่วงแกนะ ไม่อยากเสียแกไปอีกคน ฉันถึงต้องพูดต้องบ่นแบบนี้"

"เดี๋ยวจะแวะไปตลาด แม่จะเอาอะไรหรือเปล่า" ผมเบี่ยงประเด็น ไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนี้อีก

"เห้อ ฉันฝากซื้อน้ำปลากับรสดี ส่วนเย็นนี้อยากกินอะไรก็ซื้อมา" แม่พูดจบก็ควักเงินยื่นให้ "ดูแลตัวเองด้วย"

"อืม ผมไปละ" ทุกครั้งแม่ก็จะแอบให้เงินผมไปกินไปเที่ยว เพราะเขารู้ว่าไม่ว่าผมจะทำเงินให้ค่ายมวยของพ่อได้มากมายเท่าไรผมก็ไม่เคยเก็บไว้เองสักบาท ยังต้องแบมือขอเขาตลอด

ที่ผ่านมาผมก็ไม่ได้อะไรที่ต้องมาผูกมัดอยู่กับพ่อแม่ แต่ตอนนี้ความคิดผมเริ่มเปลี่ยนไป บางทีถ้าผมทนอยู่อย่างนี้ ไม่คิดออกนอกกรอบที่โดนขีดเอาไว้ จุดจบของผมอาจจะไม่ต่างอะไรจากพี่ฝ้ายก็ได้







ผมขับรถพาตัวเองออกไปให้ไกลๆ ไม่ใช่ไปร้านเกมเหมือนตอนแรกที่ตั้งใจไว้ แต่ขับรถเข้าไปในที่ดินร้างต่างหาก บางทีที่ผมแค่อยากคิดอะไรคนเดียวผมก็แวะมาที่นี่

แต่ขับมาได้ไม่เท่าไรก็เกินกำลังที่รถจะเข้าได้ เพราะหญ้าเริ่มสูง ผมเลยจอดรถไว้แล้วเดินเท้าเข้าไป เส้นทางนี้ผมคุ้นเคยดีเพราะเป็นที่ของลุงที่รู้จัก ตอนเด็กๆมาวิ่งเล่น

ยังจำได้ว่าเดินเลี้ยวขวาไปอีกนิดจะมีต้นมะขามต้นใหญ่ที่ชอบมาปีนเล่นบ่อยๆ คิดแล้วก็เดินไปดูหน่อยดีกว่า

"เอาไปสั่งสอน"

หืม ผมว่าผมมาคนเดียวนี่หว่า แต่ทำไมได้ยินเสียงคนพูดและขยับตัววะ

"พี่เป้ อย่าทำอะไรผมเลย ผมผิดไปแล้ว" คำขอร้องที่ออกมาจากเสียงด้านหน้า แม้ผมจะยังไม่เห็นหน้าคนพูด แต่ผมเดาได้เลยว่ามันเป็นการร้องขอชีวิต

แล้วชื่อที่ออกมาจากปากคนคนนั้น ผมก็เดาได้ไม่ยากว่าเป็นใคร

"ทีตอนทำล่ะไม่คิด ตอนนี้ก็อย่ามาหวังความเห็นใจจากกู"

ยิ่งได้ยินเสียงที่เฉียบขาด ผมก็ยิ่งรู้สึกขนลุกเกรียวจนไม่กล้าขยับตัวเสียงดัง แถมหัวใจก็เต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา ถึงผมจะชอบเตะต่อยแต่ผมก็ไม่เคยผ่านเหตุการณ์เสี่ยงชีวิตแบบนี้มาก่อน

"ปล่อยผมไปเถอะพี่ ผมยังต้องเลี้ยงลูกนะ"

"พ่อชั่วๆจะมีไว้ทำไม เอามันไปได้แล้วไป!!!"

ได้ยินแบบนี้ผมยิ่งตกใจ ทำไมไอ้เป้มันถึงโหดเหี้ยมขนาดนี้วะ คิดจะฆ่าจะแกงคนไม่มีทางสู้ได้ลงคอ แถมเขายังมีภาระลูกเมียที่ต้องเลี้ยงดู จิตใจมันทำด้วยอะไรวะ!

ผมค่อยๆแหวกหญ้าที่สูงมิดหัวแล้วค่อยๆย่องไปทางต้นเสียงมากขึ้น พอเริ่มใกล้จนมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดผมก็ยิ่งโมโห ไอ้เป้ยืนค้ำหัวผู้ชายคนหนึ่งอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผม แต่ร่างกายสะบักสะบอมเหมือนผ่านศึกหนักมา แขนขามีรอยฟกช้ำ หน้านี่ก็มีเลือดไหลที่มุมปากและจมูก

และรอบๆก็มีคนของมันที่ยืนล้อมอยู่ราวสี่คน สิ้นคำสั่งสุดท้าย ผู้ชายสองคนก็เดินเข้ามาลากคนที่นั่งคุกเข่าพนมมืออยู่ที่พื้นไปอีกทาง ไม่พ้นโดนซ้อมต่อแน่

ไอ้เหี้ยเอ๊ยยยย ผมยอมไม่ได้จริงๆ ตายเป็นตายวะ!

ก่อนที่ภาพของผู้ชายที่ร้องขอชีวิตจะโดนรุมกระทืบ ผมก็ตัดสินใจลุกออกจากที่ซ่อน วิ่งเข้าไปถีบผู้ชายคนแรกออกให้พ้นทาง ก่อนจะตะโกนออกมาเสียงดัง เรียกความตกใจให้ทุกคนอย่างมาก

"จะทำอะไร!!" ผมถามพร้อมตั้งการ์ดขึ้น เตรียมป้องกันตัวอย่างดี

"มึงเป็นใครวะ" ไอ้คนที่โดนผมถีบลงไปที่พื้นลุกขึ้นมาถาม แต่สีหน้างงเป็นไก่ตาแตก

ผมไม่ได้สนใจไอ้ลูกน้องคนนั้น เดินไปหาไอ้เป้คนเดียว "คิดจะทำร้ายคนไม่มีทางสู้ ใช่ลูกผู้ชายหรอวะ"

"มึงอีกแล้วหรอ มาได้ยังไงวะ" ไอ้เป้ถามด้วยท่าทางหัวเสียบวกกับอยากจะกินเลือดกินเนื้อผมเต็มทน

"กูก็อยากรู้เหมือนกันว่าทำไมฟ้าส่งกูมาเจอมึงแต่ตอนที่ทำชั่ว ตอนมึงทำดีทำไมไม่เคยเห็นบ้าง หรือว่าความจริง มึงอาจจะไม่เคยทำดีเลยก็ได้" ผมพูดเยาะๆ ถึงตอนนี้ผมจะพาตัวเองมาเสี่ยงมาก แต่ผมเชื่อว่ายังไงผมก็สู้ไหว

"ปากดี ตั้งแต่คราวที่แล้วกูว่ากูจะปล่อยไปแล้วนะ เสือกรนหาที่เอง" ไอ้เป้โกรธเบือดขึ้นหน้า สีหน้าท่าทางแบบนี้เล่นเอาผมเริ่มหวั่นใจ

"งั้นก็ตัวต่อตัว ถ้ากูชนะก็ปล่อยไอ้นั่นไป แล้วเรื่องวันนี้ก็จบ" ผมชี้ไปที่ผู้ชายคนนั่งพนมมืออยู่ ยิ่งมาเห็นใกล้ๆแล้วยิ่งสงสารไปใหญ่ หน้าเขาช้ำมาก แถมเรี่ยวแรงก็แทบจะไม่มี

"คนดีหรอ? ลูกผู้ชายหรอ? เหอะ กูก็อยากจะรู้ว่าอย่างมึงจะไปได้สักกี่น้ำ" ไอ้เป้เดินเข้ามาหาผมช้าๆ สายตาเราสบกันอย่างไม่มีใครยอมใคร แถมทุกคนตรงนั้นก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมาเลยนอกจากผมกับมัน

"ก็ลองดู มึงกล้าก็มา"

"โทษทีนะ พอดีกูไม่ใช่ลูกเจ้าของค่ายมวยอย่างมึง แถมก็ไม่ใช่คนดีขนาดนั้น" มันหัวเราะร่า หันไปมองหน้าลูกน้องทั้งสี่คน "จับมันไว้"

ฉิบหายแล้วไงกู แม่งไม่เป็นไปตามแผน

"เอากุญแจรถแล้วหนีไป รถผมจอดไว้ข้างหน้า" ผมควักกุญแจรถจากกระเป๋ากางเกงแล้วโยนไปทางคนที่โดนซ้อมก่อนหน้า ตาเขาเป็นประกายขึ้นมาแว้บหนึ่ง ก่อนจะรีบตะครุบกุญแจนั้นแล้ววิ่งหายไป

"มึงสองคนไปตามมันกลับมาให้ได้!" ไอ้เป้ประกาศกร้าว ชี้ไปทางไอ้สองคนที่มัวแต่ยืนเอ๋อ

"ส่วนมึงสองคนจับไอ้เด็กปากดีนี่ไว้" สิ้นคำนั้นไอ้หน้าโง่สองคนที่เหลือก็เข้ามาล็อคแขนผมไว้อย่างแน่น โห งานนี้ไม่หมูแฮะ

"ปล่อยกูสิวะ ปล่อย!"

"ขอตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วนะ มึงเลือกเอง" ไอ้เป้ยิ้มอีกครั้ง ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้

พลั่ก

ยังไม่ทันที่มันจะโดนตัวผม ขาผมก็ถีบเข้าที่กลางท้องมันจนต้องถอยไปหลายก้าว

"ไอ้เหี้ยนี่!" ไอ้คนที่ล็อคแขนขวาผมใช้ขาข้างหนึ่งเตะเข้าที่ข้อพับ จนทำให้ขาผมทรุดลงไปกับพื้น แม่งโคตรเจ็บ แถมท่าทางมันจะอยากเข้ามาซ้ำ ดีที่ไอ้เป้ห้ามไว้

"หยุด! ไอ้นี่ของกู"

อ้อ มันไม่ได้ห้าม แค่อยากต่อยผมเองสินะ มันค่อยๆบรรจงบีบหน้าผมให้เงยขึ้นมาสบตากับมันช้าๆ ก่อนจะซัดเข้าไปเต็มแรง

          พลั่ก

          "นี่ที่มึงต่อยกูวันนั้น"

          พลั่ก

          "นี่ที่มึงถีบกู"

          พลั่ก

          "นี่ที่มึงเข้ามาเสือกวันนี้"

          พลั่ก

          "เด็กน้อย"

          .

          .

          .

        ผมไม่รู้ว่าผมโดนต่อยไปอีกกี่หมัด รู้แค่ว่าทุกหมัดแม่งหนักเหี้ยๆ ความเจ็บแล่นปรี๊ดทั่วหัวไปหมด แค่จะยกแขนป้องกันตัวเองยังทำไม่ได้ พยายามจะยันตัวลุกขึ้นยืนก็ยิ่งไม่ได้ เพราะขาทั้งสองข้างโดนเหยียบไว้จนคิดว่าตอนนี้ก้อนหินน่าจะปักเข้าไปจนเลือดออกแล้ว วันนี้เสือกใส่ขาสั้นมาอีก

          .

          .

          .

          "ถ้าคิดว่าทำแบบนี้แล้วมึงจะสูงขึ้น ก็ตามใจ"

          .        

          .

          .

เป็นประโยคเดียวที่หลุดออกมาจากปากผม จากนั้นร่างผมก็ทรุดลงไปกับพื้น เพราะคนที่จับไว้ปล่อยลงตามคำสั่ง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าผมจะได้มีโอกาสลุกขึ้นมาป้องกันตัวเอง ทั้งมือทั้งตีนของใครบ้างไม่รู้ผลัดกันเข้ามาจนผมได้แค่นอนกอดปิดหน้าตัวเองไว้ ป้องกันตัวได้แค่ไม่ให้หัวกระทบกระเทือน ยอมรับชะตากรรมของตัวเองแต่โดยดี

          .

          .

          .

ความคิดเดียวคือผมต้องอดทน ผมจะตายไม่ได้...แม่ยังไม่ได้น้ำปลากับรสดีที่ฝากซื้อเลย











--Talk--

ทำไมเนื้อเรื่องของสองคู่มันคอนทราสต์กันอย่างนี้55555555 ชีวิตเบ๊บก็ล่องลอย ตลก บ้าบอไปวันๆ แต่กันนี่จะค่อนข้างซีเรียสหน่อยเนาะ สงสารน้องงงงงง โดนทั้งครอบครัว ทั้งพี่เป้ ไอ้พี่เป้ไอ้เลว!! ทำน้องได้ลงคอ แต่ความจริงพี่มันก็ไม่ได้เลวขนาดนั้นหรอกน้า นางมีเหตุผลของนาง แต่ยังไงก็สงสารน้องกันอยู่ดี โดนกระทืบจนสลบ แต่ก็รอดมาได้...

เอาล่ะค่ะ เราไม่แน่ใจว่าช่วงปิดปีใหม่จะได้มาอัพไหมเพราะไปต่างจังหวัด เลยแวะมาลงให้ก่อน ขอให้ปีใหม่ทุกท่านมีความสุขมาๆนะคะ ใครเดินทางไปไหนก็ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพจ้า 

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามนะคะ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}