หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เพราะคำว่ารัก ทำให้นางต้องกลายเป็นหมากในกระดานของใครหลายๆ คน แล้วในโลกนี้จะมีผู้ใดบ้างที่มอบความรักให้นางอย่างจริงใจ

ตอนที่ 21 สตรีดั่งกระจกเงา

ชื่อตอน : ตอนที่ 21 สตรีดั่งกระจกเงา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.7k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ธ.ค. 2560 11:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 21 สตรีดั่งกระจกเงา
แบบอักษร



ม่านเยาถึงกับอึ้งไป จะเริ่มทดสอบกันเร็วขนาดนี้เลยหรืออย่างไร นางหันไปมองยังนอกหน้าต่าง แล้วพูดในสิ่งที่ดูเหมือนจะไม่สลักสำคัญไปตามอำเภอใจ วันนี้อากาศช่างดีเหลือเกิน

จงเจิ้งอู๋โยวหรี่ตาดั่งหงส์นั้น ค่อยๆ ลุกขึ้นเปิดหน้าต่างทั้งบานออกจนสุด ทันใดนั้นทั่วทั้งห้องก็พลันสว่างไสวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แสงอาทิตย์งดงามเจิดจ้า อาบไล้ไปบนกายของเขา เปล่งรัศมีสีเหลืองอบอุ่นออกมา แต่กลับไม่อาจปิดบังความเย็นชาที่ฝังลึกไปถึงกระดูกของเขาได้ ความระแวดระวังภัยของหญิงนางนี้ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว เช่นนั้นเขาจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที “เหตุใดจึงให้คนมาหาข้า เจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าข้าจะไปช่วยเจ้า”

คนอย่างเขา เคยชินแต่กับการควบคุมผู้อื่น คงไม่ชอบใจนักหากต้องถูกผู้อื่นควบคุม ม่านเยารู้ดีแก่ใจ เช่นนั้นจึงเผยรอยยิ้มบางๆ แล้วขยับกายลงไปที่พื้นคว้าชุดคลุมมาสวม จากนั้นก็เดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าต่างเคียงข้างกับเขา แล้วเอ่ยขึ้นเสียงราบเรียบว่า “หม่อมฉันไม่ได้มั่นใจหรอกเพคะว่าพระองค์จะมาหรือไม่ หม่อมฉันรู้เพียงว่าคนที่จะพาหม่อมฉันออกจากคุกนั่นได้ ก็มีแค่พระองค์ผู้เดียวเท่านั้น”

“เหตุใดเจ้าจึงคิดเช่นนั้น” จงเจิ้งอู๋โยวเอ่ยถามออกไปโดยที่ไม่ได้หันกลับมามองนาง น้ำเสียงนั้นยังคงความเย็นชาไว้เช่นเคย

นอกหน้าต่างนั้นเต็มไปด้วยมวลหมู่บุปผางดงามหลากสี ต้นไม้ใบไม้ดกหนา ผืนน้ำสีมรกตสะท้อนแผ่นฟ้าสีคราม ม่านเยาหันกลับมามองยังซีกหน้างดงามไร้ที่ติของบุรุษข้างกาย แล้วเอ่ยอย่างปนขำเล็กน้อยว่า “เพราะพระองค์ทราบดีว่าหม่อมฉันไม่ใช่คนร้าย และก็เพราะว่าพระองค์ทรงโปรดหมากรุกมากอย่างไรเล่าเพคะ” ที่เขามาช่วยนาง มิใช่เพียงเพราะคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อกันเท่านั้น หากยังเป็นเพราะนางมีความลับบางอย่างที่เขาอยากจะรู้อยู่

จงเจิ้งอู๋โยวเหลือบตามองนาง แววตานั้นดูสงบนิ่งจนยากจะเข้าใจได้ แล้วเอ่ยขึ้นว่า “สตรีที่เขลาเกินไป ทำให้น่ารำคาญเอาได้ง่ายๆ แต่ทว่าหากฉลาดมากไป...ก็ใช่ว่าจะดี จะทำให้เหนื่อยเสียเปล่า เจ้าเอง ก็ควรจะทำตัวให้เขลาลงเสียบ้าง” ทั้งสองต่างเป็นคนที่ระมัดระวังและรอบคอบทั้งคู่ ดังนั้นทุกคำพูดที่เอ่ยออกไปล้วนเป็นการคาดการณ์และประเมินกันไปมา

ดวงตาดำขลับทั้งสองคู่นั้นประสานสายตากันนิ่ง คู่หนึ่งนั้นดูใสซื่อ แต่แท้ที่จริงกลับฉลาดรู้จักคิด อีกคู่หนึ่งนั้นกำลังสะท้อนแสงนวลอบอุ่นจากดวงอาทิตย์ แต่กลับยังคงไว้ซึ่งความเย็นชาดั่งสระน้ำในยามเหมันต์ สายตาของนางนั้นราวกับจะมองทะลุดวงตาเข้าไปในหัวใจของเขา ส่วนสายตาเขานั้นประหนึ่งจะมองทะลุร่างกายเข้าไปให้ถึงจิตวิญญาณของนาง ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบงัน ไร้ซึ่งเสียงใดๆ

ไม่รู้ว่าสายลมจากที่ใดพัดพาใบไม้ใบหนึ่งเข้ามา ลอยอยู่ตรงกลางระหว่างสายตาสองคู่ที่กำลังประสานกันนิ่ง ม่านเยายกมือขึ้น ใบไม้สีเขียวสดใบนั้นก็ร่วงลงสู่ฝ่ามือขาวนวลของนาง กิริยานั้นช่างงดงามยิ่งนัก ชวนให้คนมองใจสั่น ปรารถนาจะรวบทั้งใบไม้และมือเรียวสวยนั้นไว้พร้อมกัน

จงเจิ้งอู๋โยวถอนสายตาออกมาจากภาพตรงหน้านั้น แล้วหันกลับไปมองทิวทัศน์ในสวนนอกหน้าต่างนั้นตามเดิม สายตาเลื่อนไปเลื่อนมา ยากเกินกว่าจะจดจ่ออยู่ที่ใดที่หนึ่งได้

ม่านเยาเหลือบตามองขึ้นไปยังกลุ่มเมฆที่ลอยอยู่ตรงขอบฟ้าไกลสุดสายตาเล็กน้อย การเรียนรู้นางทำให้รู้สึกเหนื่อยเช่นนั้นหรือ หากเป็นไปได้ นางเองก็ปรารถนาจะใช้ชีวิตให้มันง่ายกว่านี้อีกสักหน่อย แต่ทว่าในโลกแห่งนี้ การคบค้าสมาคมกับคนในราชวงศ์ หากไม่ฉลาดมากพอ ก็อาจต้องสิ้นลมหายใจได้ตลอดเวลา นางยกริมฝีปากยิ้มเยาะตัวเองพลางเอ่ยพูดขึ้น “ครั้งหนึ่ง...เคยมีคนบอกว่าหม่อมฉันก็เป็นดั่งกระจกเงาบานหนึ่ง” ไม่ว่าคนหน้ากระจกจะทำอะไรกับนาง ตัวนางที่อยู่ในกระจกนั้น ก็จะตอบแทนกลับไปอย่างสาสมกัน เพราะนางเป็นคนที่ตระหนักในเรื่องของการปกป้องตนเองเป็นที่สุด แม้ถูกทำร้ายนางก็จะไม่เกลียดชัง แต่เลือกที่จะลืมและลืมอย่างสนิทใจ เพราะการเกลียดใครสักคนนั้นต้องใช้ความรู้สึกที่เหนื่อยมิใช่น้อย

กระจกงั้นหรือ! จงเจิ้งอู๋โยวดูประหลาดใจไม่น้อย จากนั้นจึงเลิกคิ้วพลางพูดขึ้น “เจ้าพูดเช่นนี้ ก็กลายเป็นว่าข้าผิดสินะ”

ม่านเยายิ้มเบาๆ ขณะพูดตอบกลับไป “หามิได้เพคะ เพียงแต่พระองค์ทรงคิดแต่จะทดสอบหม่อมฉันทุกอย่าง แล้วจะให้หม่อมฉัน...ตอบกลับไปตรงๆ ได้อย่างไรกันเล่าเพคะ” 

ดวงตาของจงเจิ้งอู๋โยวไล่มองไปทั่วใบหน้าของนาง ครั้งนี้สายตาของนางดูสงบนิ่ง แต่เบื้องหลังความสงบนั้นกลับมีประกายที่สะท้อนให้เห็นว่านางคงผ่านเรื่องราวมามากมาย แสดงออกมาโดยที่นางไม่ทันได้เก็บอาการ  เขาจ้องมองนางนิ่งอยู่เช่นนั้นนานพอสมควร จากนั้นก็พลันเปล่งเสียงหัวเราะออกมา ม่านเยาขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาถึงหัวเราะออกมาเช่นนั้น

จงเจิ้งอู๋โยวคว้ามือของนางขึ้นมาจับไว้ ร่างของม่านเยาแข็งขึ้นมาทันที จากนั้นก็ปล่อยให้เขาจับจูงไปอย่างนั้น ฟังเขาเดินไปพูดไปว่า “เจ้าเพิ่งจะหาย ร่างกายยังต้องการการพักผ่อน”

นางมิอาจไล่ตามความคิดที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างรวดเร็วของเขาได้ทัน สายตาของเขากลับมาอ่อนโยน แต่ไร้ไออุ่นอีกครั้ง เช่นเดียวกับมือที่เย็นเฉียบของเขา จู่ๆ นางก็กำลังคิดว่าความอบอุ่นใดกันที่จะสามารถทำให้มือข้างนี้ของเขากลับมามีไออุ่นเป็นปกติอีกครั้งหนึ่ง

จงเจิ้งอู๋โยวประคองนางกลับไปจนถึงเตียง เมื่อเห็นว่านางกำลังจ้องมองมือที่โดนเขาเกาะกุมไว้ตลอด ท่าทางเหมือนกำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่ จึงเอ่ยถามออกไป “เป็นอะไรไป ไม่เคยชิน?”

ไม่ใช่แค่ไม่เคยชินแต่เป็นไม่เคยชินเอามากๆ เสียต่างหาก อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ของเขา นางยังพอปรับตัวได้ แต่ความอ่อนโยนของเขานั้น กลับทำให้นางทำตัวไม่ถูก ตามเขาไม่ทัน นางพยายามนึกหาถ้อยคำ แล้วค่อยๆ เอ่ยปาก “องค์ชาย...”

“ต่อไปเวลาอยู่กันสองคน ข้าอนุญาตให้เจ้าเรียกชื่อของข้าได้” น้ำเสียงนั้นทำให้นางมิอาจโต้แย้งใดๆ ได้อีก ครั้งนี้เขาพูดอย่างจริงจัง จากนั้นก็ปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนลง แล้วพูดขึ้นอีกครั้งว่า “เดี๋ยวเจ้าก็จะเคยชินไปเอง อาม่าน...เจ้าพักผ่อนก่อนเถิด เดี๋ยวบ่ายๆ ข้าจะกลับมาเยี่ยมเจ้าอีกครั้ง” พูดจบก็ปล่อยมือนาง ยิ้มออกมาอย่างสง่างาม ไม่รอให้นางพูดอะไรออกมาก็หันหลังเดินออกไป เชิดปากนั้นขึ้นเหมือนเป็นรอยยิ้ม บางทีการเคยชินผู้หญิงสักคนก็ไม่ได้ยากอย่างที่เขาคิด เพียงแค่ปล่อยไปตามความต้องการเท่านั้น


ม่านเยาพิงขอบเตียงเบาๆ ปลายนิ้วยังคงเหลือไอเย็นจากมือของเขาอยู่ สายตาจ้องมองตามแผ่นหลังสง่าของเขาที่กำลังห่างออกไปเรื่อยๆ จากนั้นก็เหม่อลอยออกไป นึกย้อนกลับไปถึงทุกครั้งที่พบหน้ากัน ใบหน้าที่เปลี่ยนไปทุกครั้งของเขา ครั้งแรก ที่ท้องพระโรงในพระราชวัง เขาดูหยิ่งยโสและบ้าอำนาจอย่างที่ไม่เห็นใครอยู่ในสายตา แต่จริงๆ แล้วก็แอบต่อต้านฮ่องเต้อยู่ ความเกลียดชังใดกันที่ทำให้คนๆ หนึ่งใช้วิธีสุดโต่งเช่นนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการพบหน้ากับบิดาของตนได้ ครั้งที่สอง เขาดูเย็นชาเคร่งขรึม ทำการใดๆ อย่างโหดเหี้ยมเด็ดขาด มองว่าผู้หญิงเป็นเหมือนงูพิษ แต่กลับไว้ชีวิตหญิงนางหนึ่งเพราะเห็นแก่องค์ชายเก้าที่เป็นน้องชายต่างมารดาของตน ครั้งที่สาม ในสวนชาหล่งเยว่ แค่มองแวบเดียวเขาก็รู้เท่าทันถึงกลไกการสร้างช่องทางลับของนางอย่างทะลุปรุโปร่งเสียแล้ว คำชมที่ว่า “ตาใสดังแก้ว เปล่งปลั่งดั่งพระจันทร์” นั้นดูจะไม่เข้ากับนางเท่าใดนัก หากแต่ท่อนหลังที่กล่าวไว้ว่า “เป็นผู้หญิงก็ควรต้องเป็นเช่นนั้น” กลับสะท้อนความจริงเรื่องที่นางปลอมกายเป็นชายได้ดีเสียยิ่งกว่า การลิ้มชิมรสชาผลไม้ พร้อมประกายตาหม่นแสง ไหนจะยังกระแสแห่งความคะนึงหาและความเศร้าโศกที่มิอาจซ่อนไว้ได้ทันจากแววตาคู่นั้น แท้ที่จริงแล้วมันเป็นเพราะเหตุใดกัน แสงนวลจากจันทร์ครึ่งดวงอาบไล้สวนชาอย่างอาลัยอาวรณ์ สะท้อนเงาแห่งความเปลี่ยวเหงา แววตาที่จ้องมองนางในบางครา แฝงไว้ซึ่งการสืบเสาะและรอคอย ในวันสุดท้ายนั้นก็บอกว่าสตรีเช่นนางควรอยู่บ้านรอแต่งงานมีลูก แต่ในยามที่คำตอบของนางขัดต่อแนวคิดของสตรียุคนี้ เขากลับดูไร้ซึ่งอาการประหลาดใจ หากยังตั้งใจสอนนางเล่นหมากรุกด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เมื่อไตร่ตรองอย่างละเอียดแล้ว ทุกการกระทำของเขาคงเต็มไปด้วยการทดสอบอย่างแยบยล ทว่าเหตุใดเขาถึงต้องทุ่มเทขนาดนี้ เพียงเพื่อจะตามหาใครสักคนที่มาจากยุคปัจจุบันหรือ






แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}