หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เพราะคำว่ารัก ทำให้นางต้องกลายเป็นหมากในกระดานของใครหลายๆ คน แล้วในโลกนี้จะมีผู้ใดบ้างที่มอบความรักให้นางอย่างจริงใจ

ตอนที่ 20 เข้าพักในจวนองค์ชายหลี

ชื่อตอน : ตอนที่ 20 เข้าพักในจวนองค์ชายหลี

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.6k

ความคิดเห็น : 46

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ก.พ. 2561 17:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 300
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 20 เข้าพักในจวนองค์ชายหลี
แบบอักษร



ดาบเล่มหนึ่งที่มีประกายเย็นยะเยือกขวางอยู่กลางม่านเยากับองค์รัชทายาท

“ใครที่กล้าบังอาจเยี่ยงนี้!” จงเจิ้งเสี่ยวเหรินโกรธจัดหันไปดูก็พบกับเหลิ่งเหยียนชายหนุ่มผู้แข็งทื่อดั่งตอไม้ ส่วนด้านหลังเหลิ่งของเหยียนนั้นคือจงเจิ้งอู๋โยวที่กำลังชำเลืองมองเขาอยู่ด้วยสีหน้าเย็นชาไร้ความรู้สึก แววตาดั่งหงส์นั้นดูเยียบเย็นยิ่งนัก จงเจิ้งเสี่ยวเหรินตั่วสั่นผละออกจากม่านเยาลุกขึ้นแล้วเหยียดยิ้มพูดว่า “น้องเจ็ดเจ้ามาได้อย่างไร แต่ไหนแต่ไรมาเจ้าก็ไม่เข้ามาที่เช่นนี้”

จงเจิ้งอู๋โยวดูเหมือนจะยิ้มก็ไม่ใช่ไม่ยิ้มก็ไม่เชิง พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเชิงถากถาง “พี่สองลงแรงเพื่อเรื่องของข้าเช่นนี้ ข้าที่เป็นน้องชาย มีเหตุผลใดที่ข้าจะไม่มาดูให้เห็นกับตาเล่า” สายตาของเขาส่งผ่านองค์รัชทายาทไปที่หญิงสาวท่าทางสะบักสะบอมที่ถูกเซียวชาประคองขึ้นมา เห็นแต่เพียงผมเผ้าเธอที่เปียกปอน สีหน้าดูแปลกไป ร่างกายดูอ่อนแอไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจึงหันไปมองใต้เท้าอวี๋ที่ตามเข้ามาอย่างเย็นชาแล้วพูดถามขึ้นด้วยเสียงทุ้มต่ำ “พวกท่านลงโทษเขาแล้วหรือ”

ใต้เท้าอวี๋ตกใจตัวสั่นจึงรีบพูดขึ้น “ไม่ ไม่พ่ะย่ะค่ะข้าน้อยเพียงเห็นเขาหลับอยู่ปลุกอย่างไรก็ไม่ตื่นก็เลยให้คนราด…ราดน้ำเย็นใส่นิดหน่อย”

เซียวชาเหยียดคิ้วทำเสียงหึด้วยความเย็นชา เขาเป็นคนรู้ว่าอะไรควรไม่ควรจึงได้แต่ฝืนทนความโกรธนั้นไว้ ม่านเยารู้สึกโล่งใจ ถึงแม้ว่าจะรู้ตัวเองว่ายืนไม่ไหวแล้วแต่ก่อนที่จะล้มหมดแรงลงไปก็มองหน้าจงเจิ้งอู๋โยว ยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดขึ้นเสียงเบาว่า “ในที่สุดองค์ชาย…ก็มาแล้ว”

จงเจิ้งอู๋โยวตกตะลึง เพียงแค่รอยยิ้มบางๆ กับประโยคที่พูดเบาๆ แต่กลับแฝงไว้ด้วยความหมายที่มากมาย นางเชื่อมั่นขนาดนั้นเชียวหรือว่าเขาจะต้องมา ในใจของเขาหวั่นไหวเล็กน้อย เห็นหญิงสาวล้มลงในอ้อมแขนของผู้ชายอีกคนเขาก็ขมวดคิ้วขึ้น โดยไม่รู้ตัวจึงรีบปรี่เข้าไปตามสัญชาตญาณรวดเร็วยิ่งกว่าสายฟ้าแล้วรับเอาตัวหญิงสาวมา

ในอ้อมแขนของเซียวชาพลันว่างเปล่า เขาตกตะลึงเล็กน้อยคิดจะพูดอะไรบางอย่างแต่ในที่สุดก็ไม่ได้พูดออกมา เหลิ่งเหยียนเงยหน้าขึ้นมาก็ก้มงุดลงไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ส่วนองค์รัชทายาทกับใต้เท้าอวี๋ต่างก็งุนงงเบิกตาโพลงด้วยความแปลกใจราวกับเห็นสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในโลก องค์ชายหลีผู้เย็นชาไร้ความรู้สึกที่แม้แต่หญิงรับใช้ก็ไม่ให้เข้าใกล้ จู่ๆ ก็แย่งตัวผู้ชายคนหนึ่งจากอ้อมแขนของผู้ชายอีกคนมากอดไว้ในอ้อมแขนของตัวเอง? มันช่าง…ผิดวิสัยยิ่งนัก

จงเจิ้งอู๋โยวเองก็อึ้งสนิท รู้สึกได้ถึงร่างบางในอ้อมแขนของเขานั้นตัวร้อนเป็นไฟ แต่ก็รู้สึกโล่งใจเพราะผู้หญิงคนนี้ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะเร็วจะช้าก็ต้องเป็นของเขา ดังนั้นเขาถึงได้ทำเช่นนี้ ผู้หญิงของจงเจิ้งอู๋โยวจะให้ผู้ชายคนอื่นแตะต้องได้ย่างไร เขามองใบหน้าของหญิงสาวที่ดูไม่เป็นปกติจึงกระชับแขนขึ้นอย่างไม่รู้ตัวอุ้มนางแล้วพาออกไปจากห้องทรมาน

ใต้เท้าอวี๋นึกขึ้นได้จึงรีบขัดขวาง “องค์ชายหยุดก่อนพ่ะย่ะค่ะ!”

สีหน้าของจงเจิ้งอู๋โยวเคร่งขรึมไม่มีอารมณ์จะเสียเวลากับพวกเขาจึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ใต้เท้าอวี๋ยังมีเรื่องอันใด”

แววตาที่ดูเย็นชาเคร่งขรึมของเขาทำเอาใต้เท้าอวี๋เห็นแล้วถึงกับตกใจ องค์รัชทายาทจึงรับช่วงพูดต่อ “คนที่อยู่ในอ้อมแขนของน้องเจ็ดเป็นนักโทษที่เสด็จพ่อมีราชโองการให้ไต่สวน หากเจ้าเอาตัวไปเช่นนี้ เจ้าจะให้ใต้เท้าอวี๋กราบทูลกับเสด็จพ่อเช่นไร น้องเจ็ดเจ้าอย่าทำให้ใต้เท้าอวี๋ต้องลำบากใจเลย”

ใต้เท้าอวี๋พยักหน้าหงึกๆ จงเจิ้งอู๋โยวเลิกคิ้ว ในตาดูหมดความอดทนแล้วพูดขึ้นว่า “ควรจะกราบทูลอย่างไรก็เป็นเรื่องของพวกท่าน มีอันใดเกี่ยวข้องกับข้า ข้าจะเอาตัวไปใครอยากได้ตัวก็ให้เขามาหาข้า!”

ใต้เท้าอวี๋พูดขึ้น “เอ่อ เอ่อ เอ่อ…องค์ชาย…”

จงเจิ้งอู๋โยวไม่มองเขาแม้แต่น้อย หันไปชำเลืององค์รัชทายาทแล้วพูดขึ้นอย่างเย็นชา “ใครที่อยากจะเอาชีวิตข้าครั้งแล้วครั้งเล่าข้ารู้ดี ครั้งนี้ข้าจะให้โอกาสมันผู้นั้นเป็นครั้งสุดท้าย หากมีครั้งหน้าอีกข้า…จะไม่เมตตาอีกต่อไป ระวังตัวให้ดีเถิด และหากพรรคอูเสี้ยวกล้าที่จะต่อกรกับข้า ภายในสามวันข้าจะต้องทำให้พรรคอูเสี้ยวหายไปจากโลกนี้ตลอดกาล”

จงเจิ้งอู๋เสี่ยวเหรินหวาดกลัวอยู่ในใจจนตัวสั่น เขาแอบกำมือไว้แน่นโดยไม่พูดอะไรออกมาอีก ใต้เท้าอวี๋ยืนมองนักโทษที่ฮ่องเต้มีราชโองการให้ไต่สวนถูกองค์ชายหลีพาตัวออกไป จึงได้แต่ก้มหน้าลงไม่กล้าเปล่งเสียงใดๆ ออกมา




จวนองค์ชายหลี

แสงแดดในยามเช้าสาดส่องผ่านช่องว่างปลายยอดต้นไม้เข้ามาในห้องกว้างขวางทางหน้าต่างที่เปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง แสงสีเหลืองนวลทำให้รู้สึกได้ถึงความอบอุ่น

จงเจิ้งอู๋โยวนั่งมองใบหน้าของหญิงสาวที่นอนหลับอยู่อย่างสงบแลดูงดงามอยู่ข้างหัวเตียง นางนอนหลับอย่างสบาย สบายจนน่าอิจฉา จะต้องมีความรักนางถึงจะยอมเช่นนั้นหรือ ความรักสำหรับคนที่เย็นชาไร้ความรู้สึกแล้วเป็นคำที่ช่างไม่คุ้นเคยและห่างไกลเพียงใด! เขายิ้มเยาะตัวเองแล้วยื่นมือไปหยิบถ้วยยาข้างๆ ขึ้นมาเพราะเวลานี้นางน่าจะตื่นแล้ว


ตอนที่ม่านเยาตื่นขึ้นมานั้น ภาพของชายหนุ่มหน้าตาไร้ที่ติดั่งเทพบุตรถือถ้วยยาอยู่ สายตาคู่ที่ดูชั่วร้ายแต่แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนที่กำลังมองมาที่นางนั้นก็ปรากฏเข้ามาในในสายตาของนาง ทำให้นางตั้งตัวไม่ทันราวกับตกอยู่ในห้วงแห่งความสุข นางงุนงง ขมวดคิ้วแล้วเปล่งเสียงเรียกขึ้นด้วยความไม่มั่นใจ “องค์ชาย...หลี”

จงเจิ้งอู๋โยวพิงข้างเตียง ผมยาวดำขลับนั้นแผ่กระจายสยายไปกับเตียงจนพันเข้ากับผมงามของนางที่อยู่บนเตียง เขาส่งเสียงตอบ “อืม” ขึ้นมา เสียงอีกครึ่งหนึ่งส่งผ่านมาทางโพรงจมูก  เสียงนั้นดูยืดยานอย่างเกียจคร้าน ฟังดูแล้วชวนให้จักจี้หัวใจ

ดวงตาสดใสของหญิงสาวดูมีความง่วงงุนและสับสนจากอาการเพิ่งตื่นนอน ทำให้ดูแล้วใจอ่อนยวบ เขาก้มลงมองแล้วยื่นมือข้างหนึ่งไปประคองนาง จากนั้นก็พูดด้วยเสียงเบาๆ อย่างช้าๆ “ลุกขึ้น ดื่มยา”

ม่านเยาลุกขึ้นนั่ง เขาส่งยาไปที่ปากนาง นางมองมือข้างนั้นที่ถือถ้วยยาด้วยความงุนงง นิ้วมือยาวเรียวดูมีพละกำลัง ข้อมือชัดเจน เจ้าของมือข้างนี้ก็คือจงเจิ้งอู๋โยว เขากำลังป้อนยาให้นางอย่างนั้นหรือ! สายตาของนางมองตามมือข้างนั้นขึ้นไปด้านบนอย่างช้าๆ ภาพที่เห็นนั่นคือใบหน้าไร้ที่ติอย่างถึงที่สุด ยามหลับตาดั่งเทพบุตร ยามเปิดตาดั่งปีศาจ ในขณะนั้นเขาปิดตาลงครึ่งหนึ่ง แววตาดูเกียจคร้าน ราวกับถูกปกคลุมด้วยผ้าปิดหน้าที่ลึกลับ ทุกส่วนในร่างของเขามีพลังดึงดูดอย่างรุนแรง ทำให้อยากที่จะเข้าใกล้โดยไม่รู้ตัว

เมื่อจงเจิ้งอู๋โยวเห็นนางมองเขาด้วยความใจลอยก็ขมวดคิ้วขึ้น มุมปากนั้นเชิดขึ้นด้วยความมีเสน่ห์แห่งความร้ายกาจ ยกยิ้มอย่างคลุมเครือแล้วพูดขึ้นว่า “ไม่พอใจวิธีป้อนเช่นนี้หรือ”

เมื่อม่านเยาได้สติก็ก้มหน้าลง กำลังจะยื่นมือไปรับถ้วยยานั้น จู่ๆ เขาก็ยกมือขึ้นแล้วส่งเข้าปากตัวเองไปดื่มคำโต นางเงยหน้าขึ้นด้วยความแปลกใจ ยังไม่ทันที่จะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เขาก็ยื่นมือมาจับที่คางของนางแล้วประกบปากลง ความรู้สึกจากสัมผัสนั้นยังไม่ทันได้รับรู้ ยาน้ำขมๆ ก็พลันไหลเข้าปาก นางเบิกตาโพลง ไร้ปฏิกิริยาไปชั่วขณะจนลืมกลืน

“แค่กๆๆ...” นางไอออกมาอย่างรุนแรง หน้าแดงไปทั่วทั้งใบหน้า จ้องมองไปยังคนที่ทำผิดคิดไม่ดีที่อยู่ข้างๆ

จงเจิ้งอู๋โยวเลิกคิ้วขึ้นเบาๆ เชิดมุมปากขึ้นข้างหนึ่ง หันไปมองนางเหมือนจะยิ้มก็ไม่ใช่ไม่ยิ้มก็ไม่เชิง แล้วพูดขึ้นช้าๆ “คนที่ฉลาด เหตุใดจู่ๆ ถึงได้โง่เขลาเสียเล่า”

ม่านเยารู้สึกโกรธ นางจึงยื่นมือไปแย่งถ้วยยามาจากเขา ดื่มรวดเดียวจนหมด แล้วเอาถ้วยนั้นวางกลับในมือเขาแรงๆ ด้วยความไม่เกรงใจ พูดขึ้นด้วยความสงสัย “พระองค์ถูก...เข้าสิงหรือเพคะ”

จงเจิ้งอู๋โยวเลิกหางคิ้วขึ้นโดยไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงแต่ส่งสายตากลับไป “หมายความว่าอย่างไร”

ม่านเยาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “จงเจิ้งอู๋โยวผู้ที่ไม่แตะต้องสตรี เหตุใดจู่ๆ ถึงได้ลวนลามหม่อมฉันครั้งแล้วครั้งเล่า หม่อมฉันก็แค่สงสัยว่าพระองค์จะถูกใครเข้าสิง”

“หา?” จงเจิ้งอู๋โยววางถ้วยที่อยู่ในมือลง แล้วหันไปมองนาง สองแขนนั้นกระชับเป็นวงให้นางอยู่ตรงกลาง สายตาเฉียบคมนั้น มองนางด้วยความตั้งใจ ราวกับว่าจะมองทะลุเข้าไปในจิตวิญญาณของนางครู่หนึ่งแล้วพูดขึ้น ถ้าเช่นนั้นเจ้าล่ะ...ไปสิงใครเขาเข้า





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น