หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เพราะคำว่ารัก ทำให้นางต้องกลายเป็นหมากในกระดานของใครหลายๆ คน แล้วในโลกนี้จะมีผู้ใดบ้างที่มอบความรักให้นางอย่างจริงใจ

ตอนที่ 19 เหตุการณ์เลวร้ายในคุก (2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 19 เหตุการณ์เลวร้ายในคุก (2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.9k

ความคิดเห็น : 39

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ธ.ค. 2560 15:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 19 เหตุการณ์เลวร้ายในคุก (2)
แบบอักษร




นึกไม่ถึงว่าเขาจะออกหน้าเอง จงเจิ้งเสี่ยวเหริน องค์รัชทายาทแห่งแคว้นหลินเทียน พระโอรสคนที่สองของฮ่องเต้หลินเทียน มีคำร่ำลือว่าตำแหน่งองค์รัชทายาทที่เขาได้มานั้น เป็นเพราะเสด็จแม่ของเขาแลกมาด้วยชีวิตตอนที่เขายังเป็นเด็ก หน้าตาของเขาดูอ่อนโยน ดวงตาแคบยาวดั่งจิ้งจอก แต่ในตานั้นดูมีประกายแห่งความใจดำอำมหิต

ใต้เท้าอวี๋รีบถวายบังคม แล้วสั่งคนไปยกเก้าอี้มาให้นั่ง จงเจิ้งเสี่ยวเหรินยกขาขึ้นไขว่ห้าง เหลือบตาไปมองม่านเยาที่ผมเผ้าเปียกปอนปิดหน้าอยู่บนพื้น แล้วพูดขึ้นอย่างช้าๆ “ใต้เท้าอวี๋ ท่านยังรออะไรอยู่”

ใต้เท้าอวี๋ส่งสายตาเป็นสัญลักษณ์ให้ผู้คุมคุกที่อยู่ข้างๆ คนผู้นั้นเข้าใจในทันที จึงหยิบเหล็กที่ถูกเผาจนร้อนแดงในเตาไฟขึ้นมาก้อนหนึ่ง เดินมาทางม่านเยา แล้วใต้เท้าอวี๋ก็พูดขึ้น “คุณชายหลีเยว่ ท่านยอมรับแต่โดยดีเถิด มิเช่นนั้น รสชาติแห่งเหล็กร้อนก้อนนี้ หากไปอยู่บนเนื้อตัวนั้น มันคงไม่สนุกเท่าไรนัก”

หลิงเอ๋อร์ตกใจมาก นางจึงดิ้นรนออกจากทหารที่จับตัวไว้ “พวกท่านจะทำสิ่งใด อย่ามาทำร้ายเจ้านายของข้า”

จงเจิ้งเสี่ยวเหรินขมวดคิ้วขึ้นอย่างไม่พอใจ พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดใจ “มันเป็นใคร? ถึงได้กล้าดีมาส่งเสียงโวยวายต่อหน้าข้า ตบปาก!”

ม่านเยาตกใจ โดยไม่ทันและไร้วิธีจะเข้าไปยับยั้ง  ทหารองครักษ์ที่อยู่ข้างๆ จงเจิ้งเสี่ยวเหรินสองนายเดินเข้ามา คนหนึ่งจับเข้าที่ไหล่ของหลิงเอ๋อร์ข้างหนึ่ง ออกแรงมากเหมือนจะเอาให้ไหล่นางหลุด หลิงเอ๋อร์คิดจะดิ้นรน แต่กลับพบว่านางขยับเขยื้อนไปไหนไม่ได้แม้แต่น้อย เหมือนกับองครักษ์ทั้งสองจะรู้ว่าเธอต่อสู้เป็น จึงจงใจที่จะกดเธอเอาไว้อย่างนั้น

“เพี๊ยะๆๆ...” ตบไปติดกันสิบครั้ง ม่านเยาได้ยินเข้าก็ราวกับมีค้อนตอกลงในหัวใจของนางอย่างไรอย่างนั้น หลิงเอ๋อร์กับเซียวชาเป็นสองคนที่นางสนิทที่สุดในโลกแห่งนี้ นางเงยหน้าขึ้นมองหลิงเอ๋อร์ที่แก้มเขียวบวมปูดพร้อมกับเลือดสีแดงที่ไหลออกมา นางถอนสายตากลับมา ในใจก็เจ็บปวดไม่หยุด

ในสายตาของหลิงเอ๋อร์ เจ้านายของนางนั้นสงบนิ่งมาตลอด แต่ครานี้เห็นว่าในดวงตาของนางแฝงไว้ด้วยความตำหนิตัวเอง หลิงเอ๋อร์จึงฝืนทนความเจ็บปวดนั้นไว้ แล้วเหยียดยิ้มออกมา “นายท่าน ข้า...ไม่เป็นไร”

แก้มสวยทั้งสองข้างของนางบวมแดงเป็นหมั่นโถว แล้วจะไม่เป็นอะไรได้อย่างไร ม่านเยาเม้มริมฝีปากแน่น มองไปที่จงเจิ้งเสี่ยวเหรินด้วยความโกรธเคือง ฝืนใจยืนขึ้น แล้วพูดทุกคำออกมาด้วยความเยือกเย็น “ผู้ใดไม่ทำร้ายข้า ข้าก็ไม่ทำร้ายผู้นั้น องค์รัชทายาท ท่านทำร้ายคนของข้า แล้วพระองค์จะเสียใจ”

จงเจิ้งเสี่ยวเหรินทำเสียงหึออกมาด้วยความเย็นชาแล้วพูดขึ้น “เสียใจงั้นรึ? น่าขันนัก ข้าขอเตือนเจ้า อย่ามามองข้าด้วยสายตาเช่นนี้! คนที่แววตาดุร้ายกว่าเจ้าร้อยเท่าพันเท่า ข้าก็เคยเจอมานักต่อนักแล้ว แต่ตอนนี้ข้าก็ยังอยู่ดี เช่นนั้น...จงเก็บความเกลียดชังของเจ้าไว้ มิเช่นนั้น เจ้าจะได้ตายเร็วกว่าเดิมเป็นแน่”

ม่านเยายิ้มยะเยือกแล้วพูดขึ้น “ก็ใช่ ความใจดำอำมหิตขององค์รัชทายาทไม่รู้ว่าทำลายคนบริสุทธิ์ไปสักเท่าใดแล้ว คนที่มือเปื้อนเลือดอย่างพระองค์ กลางค่ำกลางคืนระวังวิญญาณคนบริสุทธิ์พวกนั้น...จะมาตามเอาชีวิตถึงที่”

จงเจิ้งเสี่ยวเหรินพูด “ใกล้จะตาย ยังจะกล้าปากดี...เจ้านายคนใช้รักกันดีใช่หรือไม่ ทหาร! ตบปากมันอีก!”

ม่านเยาเกรี้ยวกราด จึงพูดขึ้นเสียงดัง “หยุด! องค์รัชทายาท พระองค์มาเสียเวลาจัดการข้าอยู่ที่นี่ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก องค์ชายหลีรู้เสียตั้งนานแล้วว่าคนที่ว่าจ้างคือพระองค์”

จงเจิ้งเสี่ยวเหรินชำเลืองมองนาง แล้วพูดด้วยความไม่สนใจ “เขาไม่มีหลักฐาน รู้แล้วจะทำอันใดได้”

เขาดูไม่ได้กังวลเลยแม้แต่น้อยว่าจงเจิ้งอู๋โยวจะรู้เรื่องนี้ ดูเหมือนว่าสงครามระหว่างพวกเขาสองคน ทั้งสองฝ่ายก็ล้วนแต่รู้ดีอยู่แล้ว หลักฐานงั้นหรือ? ทันใดนั้นม่านเยาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ เช่นนั้นจึงพูดขึ้น “ใครบอกว่าไม่มีหลักฐานกัน เดิมทีพระองค์ไปจ้างคนที่หออู๋หยิ่น แต่จ้างไม่สำเร็จ ต่อมาก็ยอมถอยแล้วไปขอร้องนักฆ่าของอูเสี้ยว”

สีหน้าของจงเจิ้งเสี่ยวเหรินเปลี่ยนไป จึงพูดถามขึ้น “เจ้ารู้ได้อย่างไร” เขากำชับคนของอูเสี้ยวแล้วว่าห้ามให้ใครรู้ อีกทั้งคนๆ นี้ยังรู้ว่าเขาจ้างคนจากหออู๋หยิ่นไม่สำเร็จ

สีหน้าของม่านเยาดูเหยียดหยามแล้วพูดขึ้น “องค์รัชทายาทคิดว่าเพราะเหตุใดองค์ชายหลีถึงได้อยู่เล่นหมากรุกกับข้าที่สวนชาจนดึกดื่นเช่นนั้นเล่า”

จงเจิ้งเสี่ยวเหรินมองด้วยความสงสัย แล้วย้อนถามกลับไป “ความหมายของเจ้าคือ เขาจงใจจัดฉากนี้รอให้ข้าส่งคนไปฆ่า เพื่อเขาจะได้ใช้โอกาสนี้หาหลักฐาน?”

ม่านเยาหัวเราะเสียงต่ำโดยไม่ตอบคำถามของเขา องค์รัชทายาทผู้นี้ มองดูก็รู้ว่าเป็นคนใจคอคับแคบ ขี้ระแวงสงสัย หากนางพูดออกไปมาก อาจจะเกิดข้อผิดพลาดได้ ไม่สู้เว้นช่องว่างให้เขาคิดเอาเอง ถ่วงเวลาได้สักหน่อยก็ยังดี

จงเจิ้งเสี่ยวเหรินขมวดคิ้ว เดินไปเดินมาอยู่ในห้องทรมานนั้น ในใจก็คิดไปว่า เหตุใดเสด็จพ่อถึงได้รู้เรื่องที่เจ้าเจ็ดถูกลอบสังหารเร็วเช่นนี้ หลายปีมานี้ เจ้าเจ็ดก็ไม่เคยเป็นฝ่ายเข้าวังก่อน ส่วนเสด็จพ่อก็ไม่ค่อยวางใจเขามาตลอด ครั้งนี้เหตุใดจึงมีรับสั่งให้ใต้เท้าอวี๋ของเขาจัดการพิพากษาเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ยกเว้นเสียแต่ว่าจะจงใจลองใจเขา หากในมือของเจ้าเจ็ดมีหลักฐานอยู่จริง เหตุใดเสด็จพ่อถึงยังอยากจะลองใจเขาอีก

จู่ๆ เขาก็หยุดฝีเท้า สายตาดูมีความสงสัยหันไปมองม่านเยา  แล้วพูดด้วยสีหน้าเยือกเย็น “เจ้าเจ็ดเป็นคนเย็นชา จะพูดเรื่องพวกนี้กับเจ้าได้อย่างไร เจ้าอย่าบอกข้าว่าเจ้าคาดเดาเอาเองนะ”

ม่านเยาอึ้ง คิดไม่ถึงว่าเขาจะคิดได้รวดเร็วเพียงนี้ ดังนั้นจึงพูดขึ้นว่า “ครึ่งเดือนมานี้องค์ชายหลีมาที่สวนชาของข้า ดื่มชาพูดคุยสารทุกข์สุขดิบกันทุกวันจนสนิทกันมานานแล้ว อีกทั้งฝีมือในการเล่นหมากรุกก็พอกัน ก็เลยมองอีกฝ่ายเป็นเพื่อนรู้ใจกันไปโดยธรรมดา เพราะเช่นนี้จะพูดออกมาประโยคสองประโยคโดยไม่ได้ตั้งใจก็ไม่เห็นแปลก”

จงเจิ้งเสี่ยวเหรินขมวดคิ้วตึง เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แล้วเดินมานั่งคุกเข่าลงข้างๆ นาง ใช้มือจับไปที่ชีพจรของนาง หลังจากนั้นไม่นาน แววตาของเขาก็ดูเคร่งขรึม มือคว้าที่ผมของนาง แววตาดูโหดเหี้ยมแล้วพูดขึ้น “เจ้ากล้าโกหกข้า! เจ้าไปเอาความกล้ามาจากที่ใด เพื่อนรู้ใจอย่างนั้นหรือ เจ้าคิดว่าเพื่อนรู้ใจของเจ้าเจ็ดจะเป็นกันได้ง่ายๆ เช่นนั้นหรือ! ถ้าเขาคิดว่าจ้าเป็นเพื่อนรู้ใจ เหตุใดเขาถึงไม่แก้พิษ ‘ผงหอม’ ให้เจ้าเล่า เจ้าโดนยาพิษ แต่เขากลับไม่เป็นอะไร ชัดเจนว่าเขามีใจป้องกันตัวจากเจ้า ขอถามหน่อยว่า คนเช่นนี้จะเห็นเจ้าเป็นเพื่อนรู้ใจได้อย่างไรกัน!”

ม่านเยาอึ้ง นางถูกพิษ ‘ผงหอม’ ! นางเคยได้ยินเซียวชาพูดถึงมันมาก่อน คนที่ถูกพิษนี้จะไม่สามารถได้กลิ่นหอม แต่จะสูญเสียกำลังภายในไปหมดภายในสิบสองชั่วโมง อีกทั้งร่างกายของคนที่ต้องพิษนี้จะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ กระจายออกมา คนรอบข้างที่ได้กลิ่นหอมนี้จะทำให้ตกอยู่ในภวังค์ แล้วก็จะค่อยๆ สูญเสียกำลังภายใน มิน่าเล่าตอนที่เล่นหมากรุกนั้นจงเจิ้งอู๋โยวถึงได้มองนางใจลอย นางเรียกอยู่หลายครั้งเขาถึงจะได้สติ หลังจากนั้นสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป สายตาที่มองนางดูซับซ้อน ต่อมาเขาจึงล่อให้ชายชุดดำมาจับตัวนาง ก็น่าจะอยากลองใจนางดูว่าชายชุดดำกับนางเป็นพวกเดียวกันหรือไม่ แต่นางต้องพิษ ‘ผงหอม’ ได้อย่างไรกัน ยิ่งคิดหัวก็ยิ่งหนักอึ้ง สะลึมสะลือจนอยากจะหลับ แต่ผมที่ถูกจงเจิ้งเสี่ยวเหรินกำอยู่นั้นเหมือนกับถูกถลอกหนังหัวออกทั้งเป็น ความเจ็บปวดทำให้นางรู้สึกตัวขึ้นมาไม่น้อย

นางถูกบังคับให้เงยหน้าขึ้นมองไปที่ชายที่อยู่ตรงหน้า หายใจหอบแล้วพูดขึ้น “ไม่ว่าจะอย่างไร ขอให้องค์รัชทายาทลองไตร่ตรองให้ดี เรื่องทั้งหมดนี่มันมีความบังเอิญมากมาย จะต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่ ข้าก็แค่คนที่ที่ไม่เกี่ยวข้อง ถึงแม้ว่าพระองค์จะฆ่าข้า ก็แก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้”

จงเจิ้งเสี่ยวเหรินคิดไปคิดมาก็มืดแปดด้าน มองนางอยู่นานแล้วพูดขึ้น “แต่เจ้าโกหกข้า เจ้าก็ควรต้องได้รับการลงโทษ! อ่อ...ใช่แล้ว ข้าได้ยินมาว่าคุณชายหลี่เยว่หน้าตางามยิ่งกว่าผานอัน* ไม่ได้ด้อยไปกว่าเจ้าเจ็ด ข้าเองก็อยากจะชมสักหน่อย”

เขาใช้มือเปิดผมเผ้าที่เปียกปอนของเธอออกช้าๆ ใบหน้างดงามไร้ซึ่งการแต่งเติมใดๆ ก็ปรากฏต่อหน้าเขา งดงามยิ่งกว่าใครๆ งดงามยิ่งกว่าชายาหรือสนมในจวนของเขายิ่งนัก สายตาของจงเจิ้งเสี่ยวเหรินเป็นประกาย จ้องมองจนหลงใหลอยู่ในภวังค์

“องค์รัชทายาท องค์รัชทายาท” ใต้เท้าอวี๋เห็นแววตาของเขาตกตะลึงเสียยิ่งกว่าตอนที่เห็นลูกสาวของเขาในตอนแรกเสียอีก ทันใดนั้นก็ขมวดคิ้วแล้วเรียกขึ้นเบาๆ

จงเจิ้งเสี่ยวเหรินถึงได้สติแล้วพูดขึ้น “สมคำร่ำลือจริงๆ ใบหน้างดงามเสียจนทั้งคนทั้งทวยเทพต้องอิจฉา น่าเสียดาย...มาเกิดผิดในร่างของผู้ชาย” เขาส่ายหน้าเบาๆ แล้วอุทานออกมาด้วยความเสียใจ แล้วก้มตาลงมองร่างผอม ไหล่บาง เอวคอดของนางที่อยู่บนพื้นอย่างอันธพาล...มองอย่างไรก็เหมือนร่างกายของอิสตรี แต่ลูกกระเดือกดูแล้วกลับจริง เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเอามือไปจับ ใต้เท้าอวี๋ที่อยู่ข้างหลังจึงกระแอมออกมา ทำให้เขาชะงักการกระทำ โบกมือให้กับคนที่อยู่ด้านหลังแล้วพูดขึ้น “พวกเจ้าออกไปก่อน เรื่องนี้ ข้าจะจัดการด้วยตัวเอง”

ท่าทางของใต้เท้าอวี๋ดูไม่พอใจ แต่ก็ทำได้เพียงถอยออกไป

“ข้าไม่ออก นายท่าน นายท่าน” หลิงเอ๋อร์ดิ้นรนสุดชีวิต สุดท้ายก็ถูกตีจนสลบแล้วเอาตัวออกไป

ม่านเยาเห็นสายตาของจงเจิ้งเสี่ยวเหรินดูบ้าคลั่ง ทันใดนั้นก็รู้สึกอะไรบางอย่าง กำปั้นขึ้นมาแต่กลับไม่มีแรงแม้แต่น้อย “องค์รัชทายาท ท่านจะทำสิ่งใด ข้า...เป็นผู้ชาย”

จงเจิ้งเสี่ยวเหรินขยับเข้าใกล้นาง ลมหายใจเป่ารดใบหน้าร้อนแดงเพราะพิษไข้ของนาง หัวเราะเสียงต่ำแล้วพูดขึ้น “ผู้ชายแล้วอย่างไร วันนี้ข้าขอยกเว้น...ให้เจ้าหนึ่งวัน”

ม่านเยาตกใจ ทันใดนั้นก็ไม่รู้ว่าควรจะโต้ตอบอย่างไร ในตอนนี้นางไม่มีเรี่ยวแรงที่จะโต้ตอบแม้แต่น้อย ทำได้เพียงฝืนทำเป็นสงบนิ่งแล้วพูดขึ้นอย่างเย็นชา “จงเจิ้งเสี่ยวเหริน หากว่าวันนี้เจ้ากล้าที่จะขืนใจข้า วันหน้า ข้าจะให้เจ้าชดใช้ด้วยความทุกข์ทรมานกว่านี้พันเท่า!”

จงเจิ้งเสี่ยวเหรินตะลึงเล็กน้อย ท่าทางของชายผู้นี้ดูแข็งแกร่งยิ่งนัก แต่เขาก็ไม่ได้ตกใจอะไรมาก เพียงใช้มือลูบไล้ใบหน้าของนาง ดวงตาดั่งจิ้งจอกคู่นั้นเลิกขึ้นแล้วพูดออกมาอย่างยิ้มๆ “ดูเจ้าสิ คำพูดไม่ตรงกับใจ ข้ายังไม่ได้เริ่มเลย ตัวเจ้าก็ร้อนถึงเพียงนี้แล้ว” พูดพลางมือก็ฉีกเสื้อผ้าของนาง  ส่วนมืออีกข้างก็เชยคางนางเอาไว้ แล้วประกบปากลงไป แต่ทว่าความรู้สึกที่รับรู้บนริมฝีปากนั้นไม่ใช่ความหอมหวานแต่กลับเป็นของแข็งทั้งยังเย็นดั่งน้ำแข็ง ทำเอากายเขาถึงกับแข็งทื่อไปชั่วขณะ




*ผานอัน (潘安) เป็นชายหนุ่มที่ได้ชื่อว่าเป็น “หนุ่มงามอันดับหนึ่งในยุคโบราณ” ของจีน มีอายุอยู่ในช่วง ค.ศ 247 – 300 






แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น