only_offgun

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : SF: My papii (1/3)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.1k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ธ.ค. 2560 21:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
SF: My papii (1/3)
แบบอักษร

“ป่าปี๊ เร็วๆ สายแล้วววว”


เสียงใสลอยแว่วเข้ามาในหู น้ำเสียงเดิมๆที่คอยเป็นนาฬิกาปลุกให้เขาทุกเช้า เสียงที่มักจะตามมาด้วยกลิ่นกายหอมๆ และน้ำหนักตัวที่ทับลงบนร่างหนาอย่างที่ชอบทำ ราวกับลืมไปว่าตัวเองไม่ใช่เด็กตัวเล็กๆเหมือนแต่ก่อนแล้ว


“อุก...เชี่ย จุกเลยกู”


“อะไร ป่าปี๊ว่ากันอ้วนหรอ!”


ลืมตาขึ้นมาก็เจอใบหน้าเหวี่ยงๆของเฟรชชี่ตัวเล็กบนร่าง เจ้าเด็กน้อยที่โตแต่ตัว แต่ความขี้อ้อนขี้งอนนี่ไม่ต่างจากเมื่อสิบกว่าปีก่อนเลยสักนิด


“เปล่าซะหน่อย กูไม่ได้พูดนะ”


ยกมือขึ้นหมายจะดึงแก้มป่องๆนั่นเล่น แต่เจ้าตัวยุ่งกลับโยกตัวหลบ ซ้ำยังส่งสายตาขุ่นๆมาให้เขาอีก


“ป่าปี๊”


“หื้ม”


“กันหมายถึงให้ป่าปี๊แทนตัวเองว่าป่าปี๊”


เงื่อนไขเดิมๆถูกส่งมาให้อีกครั้ง เราเถียงกันเรื่องนี้นับครั้งไม่ถ้วน เรียกว่าเถียงกันมาตั้งแต่เจ้าตัวน้อยนี่อายุยังไม่ถึงสิบขวบ จนถึงวันนี้ที่อีกไม่กี่วันก็จะครบยี่สิบแล้ว


“เคยคุยเรื่องนี้กันไปแล้วนี่หว่า”


“แต่หนูงอนอยู่ ป่าปี๊ก็ต้องง้อไง!”


สรรพนามเปลี่ยนไป ประกอบกับการเปลี่ยนจากนอนทับอก เป็นลุกขึ้นนั่งกอดอก เชิดหน้า แก้มป่อง ทั้งหมดนั้นบอกให้รู้ว่าคนตรงหน้ากำลังงอแง และต้องการให้เขาเอาใจ


...บอกแล้วไงว่าเด็กนี่มันโตแต่ตัว


“โอเคครับ โอเค ไหนดูซิ”


ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง ฝ่ามือใหญ่ตบลงบนช่องว่างระหว่างขาทั้งสองข้างของตัวเอง เป็นสัญญาณบอกเด็กขี้งอนว่าให้มานั่งลงตรงนี้


“มานี่มา”


“ไม่”


“ดื้อขนาดนี้ ไม่รักซะดีมั้ยเนี่ย”


สองมือส่งไปหมายจะประคองพวงแก้มใส แต่กลับถูกฝ่ามือเล็กปัดทิ้ง อารมโกรธปะทุขึ้นแต่ก็ดับลงทันทีเมื่อเห็นดวงตากลมใสเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา


“ฮึก”


นั่นไง


“ชู่วว อย่าร้อง”


“ป่าปี๊ใจร้าย”


ขยับตัวเข้าหาคนงอแง สองแขนโอบประคองร่างเล็กที่พยายามขืนตัวหนี แต่ก็หลบไม่พ้นอ้อมแขนของคนใจร้ายอยู่ดี


“มองหน้าป่าปี๊หน่อยคนเก่ง”


“ฮึ”


เพิ่มแรงโอบรัดให้แผ่นหลังเล็กแนบชิดอกแกร่ง โน้มหน้าลงหอมแก้มนุ่มนิ่ม อย่างหมันเขี้ยวกับท่าทางการสะบัดใบหน้าหนีราวกับกลัวว่าเขาจะไม่รู้ว่าตัวเองกำลังงอนอยู่


“ไม่ต้องมาหอม ถ้าไม่รักก็ไม่ต้องมาหอมเลย”


“หึหึ”


ยกยิ้มให้กับคำพูดประชดน่ารักๆนั่น ก่อนจะกดปลายจมูกลงบนพวงแก้มใสอีกหลายครั้ง


“อือออ ไม่ให้หอม ปลอยกันนะ”


“แก้มเด็กขี้งอนนี่หอมจังเลยนะ”


“ฮื่ออ ป่าปี๊ปล่อยหนู ไม่รักไม่ใช่รึไง หอมทำไมเล่า”


แววตาหงุดหงิดส่งมาให้ทั้งที่พวงแก้มยังเปื้อนไปด้วยน้ำตา


ออฟยกยิ้มให้เด็กน้อยตรงหน้า นิ้วโป้งปาดเอาน้ำตาสองข้างแก้มออก ก่อนจะกดจูบลงกลางหน้าผากเจ้าตัวน้อยเป็นการปลอบโยน


“เชื่อจริงๆหรอว่าป่าปี๊จะไม่รักหนู”


“ก็ป่าปี๊พูด”


“แล้วที่ดูแลมาตลอด มันไม่ได้ทำให้หนูเชื่อใจป่าปี๊สักนิดเลยหรอครับ หื้ม”


ตากลมช้อนขึ้นมองปลายคางของเจ้าของอ้อมอกอุ่น ก่อนจะเสหลบเมื่อรู้ว่าอีกคนก็กำลังก้มลงมองตนเหมือนกัน


“กะ...ก็ ก็เผื่อป่าปี๊เปลี่ยนใจ เผื่อหนูดื้อ แล้วป่าปี๊ไม่อยากรักหนูแล้ว”


ปลายเสียงแผ่วเบาอย่างคนขาดความมั่นใจ เขาไม่ชอบให้กันเป็นแบบนี้ ทำไมเด็กคนนี้ถึงไม่เคยเชื่อมั่นในตัวเขาซักทีนะ


“เลี้ยงมาเองกับมือ แถมยังน่ารักขนาดนี้ จะเลิกรักได้ไงครับ”


ปลายจมูกโด่งคลอเคลียพวงแก้มนิ่ม ขณะเดียวกันกับที่เจ้าตัวเล็กยอมพลิกตัวเข้าหา ส่งมือมาทาบลงสองข้างแก้มของคนโตกว่า แหงนใบหน้าขึ้นสบตาอย่างต้องการค้นหาความจริงจากดวงตาเรียวเล็กคู่นั้น


“รักหนูนะ ป่าปี๊ต้องรักหนูเยอะๆเลยนะ”


“หึหึ ครับ ป่าปี๊จะรักหนูเยอะๆเลยครับผม”


โน้มใบหน้าลงให้หน้าผากแนบชิดกับเด็กน้อยที่ยอมแหงนหน้าขึ้นและหลับตารับสัมผัสอุ่นๆจากชายผู้เป็นทุกอย่างของชีวิต


กันยกยิ้มยามเมื่อรับรู้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนที่กระทบอยู่บนใบหน้า ขณะเดียวกันกับที่ออฟเองก็หลุดยิ้มออกมาเมื่อลืมตาแล้วพบว่าใบหน้าน่ารักกำลังหลับตาพริ้ม ราวกับกำลังซึมซับสัมผัสจากเขา


“กันรักป่าปี๊”


เสียงใสเอ่ยคำพูดเดิมๆที่เขาได้ยินมากว่าครึ่งชีวิต


...และเขายังจำวันนั้นได้ดี


.


.


.


ออฟ จุมพลในวัยเพียงสิบห้าปี เขาเป็นเพียงเด็กม.3ที่ออกมาทำงานพิเศษหาเลี้ยงตัวเอง เพียงเพราะคิดว่ามันท้าทาย และส่วนหนึ่งก็อยากแบ่งเบาภาระให้ครอบครัว แต่ใครจะคิดว่าชีวิตเขาจะต้องเจอสิ่งที่ท้าทายมากกว่านั้น เมื่อเขาได้เจอกับเด็กตัวขาวแก้มย้วย นั่งสะอื้นฮักๆตากฝนอยู่หลังร้านที่เขารับงานกะดึก


‘น้อง มานั่งตากฝนอะไรตรงนี้เนี่ย ดึกแล้ว กลับบ้านไป’


‘อึก...ฮึก..นะ น้องกัน มะ...ฮึก...ไม่มีบ้าน...ฮือออ’


‘ห้ะ เห้ยอย่าพึ่งร้องดิวะ’


‘น้องกันหนาว น้องกันกลัว ฮึก’


‘โอเค เอางี้ ไปคุยกันที่ห้องกู เดินไหวป่ะเนี่ย’


‘หวะ..ไหวฮะ’


นั่นคือจุดเริ่มต้นที่เขารับเจ้าเด็กแปลกหน้าที่อายุน้อยกว่าเขาเกือบสิบปีมาดูแล เด็กน้อยเล่าให้ฟังว่าครอบครัวเสียชีวิตจากเหตุการณ์ไฟไหม้ ทั้งบ้าน...ไม่มีใครรอดจากเหตุการณ์ครั้งนั้น...เหลือเพียงเขาคนเดียว


‘แล้วไม่มีญาติเลยหรอวะ’


‘มีฮะ แต่เค้าให้กันไปอยู่บ้านเด็กกำพร้า’


‘โคตรเหี้ย’


คำสบถด่าหลุดออกมาขณะที่อ้อมแขนแกร่งถูกส่งไปโอบรัดเด็กน้อยตรงหน้าอย่างลืมตัว


‘ป่าปี๊...’


หืมม


ก้มมองเด็กตัวเล็กในอ้อมกอดที่พยายามใช้แขนสั้นๆโอบรอบตัวเขาแต่ก็ไม่รอบเสียที กายเล็กซุกซบเข้าหาอกแกร่งอย่างต้องการที่พึ่งพิง พร้อมกับประโยคสุดท้ายที่ทำให้คนฟังใจอ่อนยวบ


‘อย่าทิ้งกันไปนะ ฮึก ชีวิตกัน...กันยกให้ป่าปี๊’


เขาไม่เคยรู้เลยว่าไอ้คำว่า’ป่าปี๊’นี่มันมาจากไหน แต่ก็ยอมให้เด็กนี่เรียกมาตลอดเป็นสิบปี ตอนแรกก็คิดเอาไว้ว่ารอให้กันโตอีกหน่อย และรอให้ตัวเองมีวุฒิภาวะพอที่จะไปเจรจากับญาติของเจ้าตัวเล็ก เพื่อส่งคืนเจ้าเด็กนี่ให้ญาติดูแลตามกฎหมาย แต่นั่นแหละ สุดท้ายแล้วก็เป็นตัวเขาเองที่ปล่อยเด็กคนนี้ไปไม่ได้เสียเอง


‘ป่าปี๊กอดหน่อยย’ ทุกเย็นหลังกลับมาจากโรงเรียน เด็กตัวน้อยวิ่งโร่เข้ามากอดเขาอย่างเคยชิน และแน่นอนว่าเขาเองก็รีบช้อนตัวเจ้าตัวยุ่งมาวางไว้บนตักเพื่อให้ใบหน้าอยู่ในระดับเดียวกัน


...เพื่อให้เราแสดงความคิดถึงกันได้ง่ายขึ้น...


จุ้บ


ปากนุ่มแตะลงบนริมฝีปากหนาแรงๆอย่างที่ทำมาเสมอ


ป่าปี๊บอกว่าการคิสคือการแสดงความคิดถึง ถ้าคิดถึงไม่เยอะก็แค่กอด แต่ถ้าคิดถึงมากๆก็ต้องคิส


‘หนูคิดถึงป่าปี๊มากๆ’


‘ครับ ป่าปี๊ก็คิดถึงหนูมากๆ’


ตาเรียวมองจ้องมองเด็กน้อยบนตัก ใบหน้าชื้นเหงื่อคงเพราะเล่นซนมาทั้งวัน ไหนยังแก้มเนียนซับสีชมพูระเรื่อ ที่มักขึ้นสีแบบนี้ทุกครั้งที่โดนเขาจ้องมองแบบนี้


‘ป่าปี๊’


‘หื้ม’


‘ทำไมเวลาป่าปี๊มองกัน แล้วใจกันต้องเต้นแรงด้วยล่ะ นี่ๆดูสิ’


สองแขนคว้ามือใหญ่มาวางแปะบนอกเล็ก เพื่อยืนยันว่าหัวใจกำลังเต้นระส่ำ ทั้งที่เจ้าตัวก็ไม่เข้าใจ แววตาใสซื่อที่มีคำถามอยู่มากมายถูกส่งมาให้เจ้าของตัก จนออฟหลุดยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู


‘เพราะกันรักป่าปี๊ไง’


‘งั้นใจป่าปี๊เต้นแรงมั้ยเวลาที่กันมอง’


‘แรงครับ แต่มันจะแรงกว่านี้ถ้ากันทำแบบนี้...’


สิ้นคำพูดนั้น ปากสีซีดเข้าครอบครองกลีบปากอวบอิ่มโดยที่คนบนตักไม่ได้ตั้งตัว แต่สุดท้ายก็ยอมปล่อยให้อีกคนทำตามใจเพราะคิดว่ามันก็คือการคิสธรรมดา แม้ว่าครั้งนี้มันจะแปลกๆไปซักหน่อยก็เถอะ


จุ้บ...จ๊วบ...อืมม


ปากเล็กถูกดูดดึงจนบวมเจ่อ การคิสครั้งนี้ไม่ได้มีแค่ริมฝีปากสัมผัสกัน แต่สิ่งที่เพิ่มมากลับเป็น...ปลายลิ้น...


‘ปา..จุ้บ...อื้มม...ป่าปี๊...แฮ่ก’


ฝ่ามือเล็กดันอกคนโตกว่า ด้วยรู้ว่าลมหายใจกำลังจะหมดลง ออฟยอมถอนริมฝีปากออกมาจากความหวานหอมชวนลุ่มหลงตรงหน้า มองดูเด็กตัวน้อยที่กำลังหอบแฮ่ก ซบหน้าลงกับอกของเขา


นั่นคือครั้งแรกที่การ’คิส’ ถูกเปลี่ยนเป็น’ดีฟคิส’ และดูเหมือนเจ้าตัวน้อยจะติดใจรสจูบแบบนี้มากกว่า การแสดงความคิดถึงระหว่างพวกเขาจึงเปลี่ยนรูปแบบจากการใช้ริมฝีปากสัมผัสกันธรรมดา มาเป็นการสัมผัสกันของปลายลิ้นแทน


.


.


.



“กันไปเรียนแล้วนะ”


ยื่นหน้าหอมแก้มสากของคนที่โน้มตัวมาปลดเบลท์ให้


“เข้ามหาลัยวันแรกอย่าซ่านะรู้มั้ย หื้ม”


มือหนาวางลงบนกลุ่มผมนิ่มที่ตัวเองพึ่งจะสระให้ไปเมื่อเช้า พร้อมกับขยี้ไปมาอย่างเอ็นดู


“รู้หน่า ป่าปี๊ตั้งใจทำงานนะ เดี๋ยวเลิกเรียนแล้วกันเข้าไปหาที่บริษัท”


“ให้กูมารับป่าว”


“กันโตแล้วหน่า แค่ไปหาป่าปี๊เอง กันไปได้”


“ครับๆ ตามใจเลยครับคนเก่ง”


เอื้อมตัวไปหยิบกระเป๋าส่งให้เฟรชชี่หมาดๆ ปากอิ่มเอ่ยขอบคุณเบาๆก่อนจะรับมาสะพายไว้ เอื้อมเปิดประตูเพื่อลงจากรถ


“เดี๋ยว”


“หื้ม”


“คือ...หะ...ห้ามให้ใครมาจีบรู้ป่ะ”


กันยกยิ้มให้กับคำสั่งน่ารักๆของคนตัวโตตรงหน้า ใครผ่านมาเห็นอาจจะคิดว่าเหมือนคุณพ่อหวงลูกชาย แต่เขาทั้งคู่รู้ดีว่ามันไม่มีอะไรใกล้เคียงกับความสัมพันธ์ในรูปแบบนั้นเลย


ปั้ง


ประตูรถถูกปิดลงอีกครั้ง พร้อมกับเด็กตัวยุ่งที่กลับลงมานั่งที่ตำแหน่งเดิม


“นี่”


สองแขนส่งไปทาบแก้มหยาบทั้งสองข้างของคนตัวโตข้างกายเอาไว้ เพื่อบังคับให้ยอมหันมามองหน้ากัน


“อะ...อะไร ไปเรียนดิ สายแล้วไม่ใช่รึไง”


ออฟคิดในใจว่าหากพนักงานของเขาสักคนมาเห็นเขาในสภาพนี้คงหมดความศรัทธาในตัวผู้บริหารคนนี้ไปเลย


“ถึงใครมาจีบกันก็ไม่สนหรอกนะ”


“...”


“เพราะกันมีเจ้าของแล้ว...รักมากด้วย”


ฝ่ามือที่ขนาบใบหน้าของคนพี่ไว้ ออกแรงรั้งให้อีกคนโน้มลงมารับรสจูบหอมหวานอย่างที่กันรู้ดีว่าคนตรงหน้าชอบมันมากแค่ไหน


“เดี๋ยวก็ไม่ได้ไปเรียนหรอกตัวแสบ”


“คิก กันไปดีกว่า เจอกันตอนเย็นนะครับ ป่าปี๊คนหื่น”


โน้มหน้ามาหอมแก้มสากอีกครั้งก่อนจะลงจากรถไปอย่างอารมดี ออฟทำได้เพียงหลับตาข่มอารมและรวบรวมสมาธิที่มันกระเจิดกระเจิงไปเพราะเจ้าเด็กจอมยั่วคนนั้น อดคิดไม่ได้เหมือนกันว่าเด็กน้อยใสซื่อคนนั้นกลายมาเป็นแมวจอมยั่วแบบนี้ได้ยังไง


หรือเป็นเพราะตัวเขาเองวะ...


.


.


.


ชีวิตที่ต้องดูแลรับผิดชอบชีวิตของใครอีกคนนั้นไม่ใช่เรื่องตลก แต่จุมพลในวัยยี่สิบปีก็คิดได้ว่าการเสียเจ้าตัวน้อยข้างกายไปก็ไม่ใช่เรื่องตลกเหมือนกัน เขาจึงยอมทำทุกทางเพื่อพิสูจน์กับตัวเองและสังคมว่าเขาสามารถดูแลเด็กคนนี้ได้ แน่นอนว่าที่บ้านของเขารู้เรื่องนี้แล้ว พ่อแม่พร้อมยื่นมือเข้ามาช่วยเต็มที่ด้วยเหตุผลง่ายๆว่าพวกเขาเองก็ติดบ่วงความน่ารักของเจ้าเด็กคนนี้ไปไม่น้อย แต่ก็นั่นล่ะ เป็นเขาเองที่ปฏิเสธทุกความช่วยเหลือ ด้วยเหตุผลโง่ๆอย่าง...


“กูอยากให้ชีวิตมึงเป็นของกูคนเดียว”


เขาตอบคำถามนี้กับอรรถพันธ์วัยสิบสองขวบ เด็กน้อยเดินมานวดแขนนวดขาให้เพราะสภาพไร้เรี่ยวแรงเพราะความเหน็ดเหนื่อยจากการเรียนและการทำงาน คนตัวเล็กเอ่ยปากถามว่าทำไมถึงไม่ยอมให้เจ้าตัวรับเงินจากพ่อแม่ของเขาเลย


และนั่นคือเหตุผลโง่ๆที่เขาพอจะคิดออก แต่ก็ดูจะได้ผลเพราะมันทำให้เด็กขี้สงสัยคนนั้นยอมนั่งนิ่งๆให้เขาขโมยจูบแต่โดยดี พร้อมกับคำตอบรับที่ทำให้เขาหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง


‘กันก็เป็นของป่าปี๊อยู่แล้วไง แล้วก็จะเป็นของป่าปี๊คนเดียวด้วย’


.


.


.


“ออฟ”


“...”


“ออฟฟฟฟ”


“...”


“ไอ้เหี้ยออฟโว้ยยยย”


เสียงตะโกนข้างหูทำให้ออฟสะดุ้งออกจากภวังค์ ไม่วายหันไปด่าเพื่อนสนิทอย่างไอ้คริส โทษฐานที่มาตะโกนใส่หูแทบอื้อ


“ตะโกนหาพ่อมึงหรอ”


“ตะโกนหามึงนี่แหละสัด แหม ใจลอยเป็นสาวน้อยพึ่งหัดมีผัวเลย ไอห่า”


“กูใจลอยหรอวะ”


“ค่าาาา”


“ค่าพ่อง กูขนลุกไอสัดนี่”


เวลาเที่ยงเป็นเวลาที่คนทั้งบริษัทพากันทิ้งงานเพื่อพาร่างกายตัวเองออกไปเติมพลัง แต่สำหรับผู้บริหารระดับสูงสองคนอย่างออฟและคริส ก็คิดตรงกันแล้วว่าการสั่งอาหารมากินบนห้องดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสภาพอากาศที่พร้อมจะเปลี่ยนโลกให้เป็นนรกเข้าไปทุกทีแบบนี้


“คิดไรอยู่วะ เรื่องน้องกันหรอ”


“อืม”


“ทะเลาะกันหรอวะ”


“เปล่าอ่ะ แค่อยู่ๆก็เผลอคิดไปว่ากูแม่งเลี้ยงมันมาได้ไงวะ ฮ่าๆๆ”


“เออ เรื่องนี้กูยอมใจมึงจริงๆเลย ตอนนั้นทุกคนเอาแต่พูดว่ามึงแอบไปทำสาวท้อง แอบมีลูก มึงแม่งก็ไม่เถียงใครซักแอะ”


ออฟยกยิ้มมุมปากเมื่อนึกไปถึงสภาพชีวิตตัวเองตอน ม.ปลาย ที่ต้องรีบวิ่งจากโรงเรียนตัวเองไปโรงเรียนอนุบาล เพื่อไปรับเจ้าตัวน้อยกลับจากโรงเรียน บ่อยครั้งที่เพื่อนๆในห้องเจอเขาเดินจูงมือเด็กตัวเล็กในชุดเอี๊ยมสีสดอย่างที่เด็กอนุบาลทุกคนต้องใส่ และหลายครั้งก็ถูกนินทาไปต่างๆนานาว่าเขาไปทำใครท้องมาแล้วต้องมาเลี้ยงลูกเช่นนี้


“เถียงทำไมวะ กูเอาเวลาเถียงคนพวกนั้นไปทำงานซื้อของเล่นให้กันไม่ดีกว่าหรอ”


“ยอดคุณพ่อจริงๆไอห่า เพื่อนกู”


“งี้แหละ กูรักของกู พูดไปมึงก็ไม่เก็ท”


“เออ กูไม่เก็ท” คริสยกยิ้มอย่างหมันไส้จนต้องเอ่ยแซวออกไป “ไม่เก็ทที่พ่อที่ไหนมันจูบลูกตัวเองดูดดื่มขนาดนั้นวะ” พูดพร้อมกับหัวเราะลั่นเมื่อได้เห็นหน้าเหวี่ยงๆของเพื่อนรัก


“ไอสัด มึงก็รู้ว่ากูกับกันไม่ได้เป็นแค่นั้น”


“เออ อันนี้กูเก็ท น้องกันโตมาน่ารักชิบหาย ถ้ากูเป็นมึงกูก็ไม่ทนหรอก ฮ่าๆๆๆ”


ฝ่ามือหนาประเคนลงบนหัวเพื่อนรักเบาๆโทษฐานที่พูดถึงเจ้าตัวเล็กแบบนั้น


“หยุดความคิดกามๆของมึงไปเลย ไอสัด คนนี้กูหวง แค่ความคิดของมึงกูก็หวง”


“โห เพื่อนกูเป็นเอามากว่ะ...ว่าแต่...” คริสเว้นจังหวะพูดนิดหน่อยก่อนจะยื่นหน้ามากระซิบถามในสิ่งที่รู้ดีว่าไอ้เพื่อนบ้านี่ต้องไล่ถีบเขาแน่นอน “...มึงได้กับน้องกันยังวะ”


“ไอ้เชี่ยนี่”


ถามจบก็โกยอ้าวหลบตีนเพื่อนรัก มือแกร่งกระชากประตูห้องผู้บริหารมาป้องกันตัวเองไว้ ส่งตัวเองออกไปด้านนอก แต่ก็ไม่วายยื่นหน้าเข้ามาเอ่ยคำพูดล่อตีนเป็นการทิ้งท้าย


“ถ้ายังก็รีบนะจ้ะ เดี๋ยวเด็กมันจะคิดว่าพ่อมันไม่มีน้ำยา คิคิคิ ไปล้าาา...ปั้งง”


“ไอเชี่ยนี่แม่งง”


ร่างสูงในชุดสูทรยืนหอบหายใจสงบสติอารมตัวเองจากการวิ่งไล่ถีบไอ้เพื่อนเวรเมื่อครู่ ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆให้กับความกวนตีนของเพื่อนสนิท คริสคือเพื่อนคนเดียวที่รู้ชีวิตความเป็นไปของเขาทุกอย่าง อยู่กันมาตั้งแต่เกิดเลยก็ว่าได้ และแน่นอนว่าความเอ็นดูเจ้าตัวเล็กของมันก็ไม่ได้น้อยไปกว่าเขาเลย


หากเขาเป็นพ่อ ไอคริสก็คงเป็นพ่อบุญธรรม


แต่บังเอิญว่าเขาไม่ได้เป็นแค่พ่อนี่สิ...


.


.


.


‘ป่าปี๊~ กันเอาเกรดมาอวดดด’


เด็กม.5ในชุดนักเรียนวิ่งเข้ามาในห้องทำงานของผู้บริหารระดับสูง ห้องที่เขาเข้าออกจนเคยชิน และคนทั้งบริษัทก็เคยชินกับการปรากฏตัวของเด็กม.ปลายคนนี้เช่นกัน


‘ป่าปี๊...ยุ่งอยู่หรอ’


‘อืมม’ ออฟครางรับโดยไม่ได้ละสายตาจากกองเอกสาร หรือแม้แต่จะหันมามองเด็กน้อยที่ค่อยๆหุบยิ้ม ลดใบผลการเรียนลงข้างตัว และยอมถอยหลังออกไปด้วยไม่ต้องการรบกวนการทำงานของคนตรงหน้า


‘โอเค งั้นกันกลับเลยแล้วกัน’


‘...’


‘อยู่นี่คงเกะกะ’


ฟึบ!


ใบผลการเรียนถูกวางแรงๆไว้บนโต๊ะรวมกับกองเอกสารมากมาย ความน้อยใจถาโถมให้การวางครั้งนี้เป็นเหมือนการปาใส่หน้าอีกคนมากกว่า เขาไม่ได้อยากเอาแต่ใจ แต่ความน้อยใจความเสียใจมันสั่งให้เขาทำแบบนั้น รู้ดีว่าที่อีกคนต้องทำงานหนักขนาดนี้ก็เพื่อตัวเขาเองทั้งนั้น เพราะฉนั้นการกลับไปสงบสติตัวเองที่บ้านคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด


‘อ้าวน้องกัน กลับแล้วหรอคะ’


พี่ฝน เลขาคนเก่งของป่าปี๊เอ่ยทักอย่างอารมดี แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเด็กน้อยที่ดูร่าเริงตอนวิ่งเข้าไป กลับมีน้ำตาอยู่เต็มสองข้างแก้มเมื่อกลับออกมา


‘น้องกัน...’


พี่สาวคนสวยลุกออกจากตำแหน่งประจำตัว เดินเข้ามาเพื่อลูบหัวลูบหลังปลอบใจเด็กน้อยที่เอาแต่สะอื้นฮักๆไม่พูดไม่จา


‘พี่ฝน ฮึก ป่าปี๊งานยุ่งมากเลยหรอฮะ’


ตาใสแจ๋วเอ่อคลอด้วยน้ำตาช้อนมองหญิงสาวตรงหน้า ทำเอาฝนใจหายวาบ ด้วยไม่เคยเห็นเด็กน้อยในเวอร์ชั่นนี้


‘ใช่ค่ะ คุณออฟรีบเคลียงานทั้งหมด บอกว่าจะพาน้องกันไปเที่ยว’


‘หืมม’


แววตาสุกใสทอประกายอีกครั้งแม้น้ำตายังเปรอะเต็มใบหน้า ทำเอาฝนหลุดยิ้มออกมา


‘คุณออฟบอกพี่ว่าน้องกันอยากไปญี่ปุ่น’ กันพยักหน้ารับ เพราะนั่นคือเรื่องที่เขาพูดขอเล่นๆกับคนตัวโตไว้เมื่อคืน


‘วันนี้คุณออฟก็เลยเรียกประชุมล่วงหน้า แล้วก็เอาเอกสารทั้งหมดไปเคลีย น่าจะยังไม่ได้ทานข้าวเลยมั้งคะ’


คนตั้งใจฟังน้ำตารื้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นการร้องไห้ด้วยความรู้สึกที่ต่างออกไป


...รู้ดีว่าป่าปี๊รัก...แต่ไม่คิดว่าจะรักขนาดนี้...


‘น้องกันอย่าโกรธคุณออฟเลยนะคะ’


‘ครับ ฮึก กันไม่โกรธป่าปี๊แล้ว ไม่โกรธแล้ว’


หญิงสาวมองภาพตรงหน้าสลับกับภาพในกล้องวงจรปิดแล้วยิ้มออกมา คนหนึ่งร้องไห้กับความเอาใจใส่ที่ได้รับ ขณะที่อีกคนก็เอาแต่จ้องมองประตูห้องสลับกับเอกสารงานด้วยห่วงความรู้สึกของคนที่พึ่งจะวิ่งออกมา


‘จะเข้าไปหาคุณออฟมั้ยคะ’


‘ไม่ดีกว่าฮะ ไม่อยากรบกวนป่าปี๊’ พูดพร้อมกับเช็ดน้ำตาตัวเองลวกๆ ‘เอ้อพี่ฝน กันรบกวนสั่งข้าวให้ป่าปี๊หน่อยนะครับ’


เลขาสาวพยักหน้ารับ กันเอ่ยขอบคุณเบาๆแล้วเดินออกมา เขาเลือกที่จะกลับมานอนแช่น้ำเย็นๆเพื่อคิดบทวนเรื่องราวทั้งหมด และได้บทสรุปตัวโตๆว่าตัวเองคงต้องทำอะไรเพื่อตอบแทนคนตัวโตสักอย่าง และกันรู้ดีว่าป่าปี๊ของเขาต้องการอะไร


        หกโมงคือเวลาเลิกงาน และเอกสารเล่มสุดท้ายถูกปิดลงพร้อมกับออฟที่ยันตัวลุกขึ้นและจ้ำอ้าวออกจากบริษัทโดยไม่บอกลาใครทั้งสิ้น เป้าหมายของเขาคือการง้อเจ้าตัวน้อยด้วยทริปญี่ปุ่น ที่เขาตั้งใจเคลียงานมาเพื่อการนี้


ประตูห้องถูกไขเมื่อเจ้าของห้องมาถึง ความเย็นปะทะใบหน้าทันทีที่เปิดประตูเข้ามา กวาดสายตาก็เจอคนที่ทำให้เขากระวนกระวายใจทั้งวันนอนขดอยู่บนโซฟา ในมือกอดหนังสือสอนทำอาหาร


...หืม ตัวเล็กจะทำอาหารหรอ...


ยอบตัวลงนั่งมองเด็กตัวน้อยที่หลับไหลอยู่บนโซฟา ปลายนิ้วเกลี่ยเอาปอยผมที่ยาวปรกหน้าหวานออกอย่างเบามือ


...ตัวเล็กของเขาสวยจริงๆ...


‘อื้ออ’ เสียงครางประท้วงเมื่อถูกรบกวนการนอน ออฟผละมือออกจากใบหน้าเนียน แต่ก็โดนมือเล็กจับไว้แล้วเอาไปแนบแก้มอยู่ดี


‘ป่าปี๊’ เสียงหวานเอ่ยเรียกขณะที่ดวงตากลมใสยังลืมขึ้นได้ไม่มากเท่าไหร่นัก มือเล็กอีกข้างพยายามที่จะขยี้ตาตัวเอง แต่ก็โดนคนตัวโตห้ามเอาไว้ แล้วเลือกที่จะกดจูบลงบนเปลือกตาทั้งสองข้างของคนตัวเล็กแทน


‘ตื่นเต็มตาเลยทีนี้’ รอยยิ้มสดใสส่งมาให้คนที่นั่งอยู่บนพื้น ออฟหลุดยิ้มให้กับความน่ารักของคนตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยถามในสิ่งที่ติดอยู่ในใจมาทั้งวัน


‘โกรธป่าปี๊มั้ย หื้ม’


‘ตอนแรกโกรธป่าปี๊...ตอนนี้โกรธตัวเอง’ กันพูดพร้อมกับลุกขึ้นนั่ง ขยับตัวชิดโซฟาด้านหนึ่งเพื่อให้คนตัวสูงขึ้นมานั่งข้างๆกัน


‘หืม โกรธตัวเองทำไม’


‘หนูเอาแต่ใจ ดื้อกับป่าปี๊’ ตากลมหลุบต่ำ ก้มลงมองตักตัวเองอย่างสำนึกผิด ท่าทีที่ทำเอาออฟใจอ่อนยวบ เขาไม่เคยนึกโกรธเจ้าตัวน้อยนี่เลยสักนิด กลับกัน เขายังอยากให้คนตรงหน้า ดื้อ และเอาแต่ใจกับเขาเพียงคนเดียว


‘มานี่มา’ ส่งแขนข้างหนึ่งไปโอบเอวบางแล้วรั้งคนตัวเล็กมาซบอก


‘ถ้าหนูดื้อกว่านี้ ป่าปี๊จะทิ้งหนูมั้ย’ ออฟก้มมองดวงตาใสที่กำลังช้อนมองมาแล้วยกยิ้ม


‘จำไว้นะ กูเป็นคนสุดท้ายบนโลกใบนี้ที่จะทิ้งมึง’


คำสัญญาถูกดูดกลืนโดยริมฝีปากอวบอิ่ม ร่างเล็กปีนขึ้นตักคนตัวโต แขนเล็กโอบรอบลำคอหนา ขณะที่ท่อนแขนแกร่งก็โอบประคองสะโพกอวบไว้กันตกเช่นกัน


ริมฝีปากหนาดูดดึงความนุ่มหยุ่นราวกับกำลังติดใจ แต่ไม่นานปลายลิ้นเล็กก็ถูกป้อนเข้าปากมาแทน


จ๊วบ..อืม...จ๊วบ...แฮ่ก


เสียงหอบหายใจสลับกับเสียงดูดดึงปลายลิ้นดังสลับกันไปมา ลิ้นร้อนเข้าสำรวจโพรงปากหวานนุ่ม ขณะที่ตัวเล็กเองก็เผยอปากรับเอาเรียวลิ้นของพี่เข้ามาอย่างเต็มใจ น้ำใสๆไหลออกมาตามแนวสันคางไปตามลำคอ แต่ไม่ได้มีใครสนใจจะเช็ดมันแม้แต่น้อย มีเพียงริมฝีปากหนาที่ไล่ดูดซับลงไปจนถึงแผ่นอกบาง ขณะที่คนตัวเล็กเองก็เข้าขบเม้มลำคอแกร่งของคนพี่เช่นกัน


‘จุ๊บ อืมมม...อ๊า ป่าปี๊’


เสียงหวีดครางแผ่วเบาหลุดออกมา ยามเมื่อรับรู้ถึงความเปียกชื้นของเรียวลิ้นบนตุ่มไตสีอ่อนผ่านเสื้อยืดตัวบาง สองมือสอดเข้าขยุ้มกลุ่มผมสีดำของคนตัวโตตามแรงอารม พร้อมกันแผ่นอกที่แอ่นขึ้นราวกับต้องการให้อีกคนสัมผัสให้มากกว่านี้อีกหน่อย


‘กัน อืมมม...เด็กดี’


ออฟรู้ดีว่าการสัมผัสของพวกเขาในครั้งนี้กำลังเลยเถิด ใช่ว่าไม่เคยจูบกัน แต่เขาไม่เคยสัมผัสเจ้าตัวน้อยถึงขั้นนี้ เขาควรจะหยุดมันเหมือนทุกครั้ง


ร่างสูงหยุดการกระทำทุกอย่างและเลือกที่จะซุกใบหน้าลงกับซอกคอหอมๆเพื่อดับอารมที่กำลังเดือดพลุ่งพล่าน แต่ดูเหมือนว่าครั้งนี้ เด็กดีของเขาจะไม่ให้ความร่วมมือ


‘อืออ...กัน อย่าซน’


มือหนาตะครุบฝ่ามือเรียวที่ปลดกระดุมเสื้อของเขาออกหมดตั้งแต่ไม่ไหร่ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีเมื่อปลายนิ้วเรียวกำลังสะกิดยอดอกของเขาเล่น


‘ป่าปี๊ไม่อยากหรอ’


ออฟผละใบหน้าออกจากซอกคอหอม ด้วยไม่เคยได้ยินเด็กน้อยของเขาพูดอะไรแบบนี้มาก่อน แต่เขาคงลืมไปว่าเจ้าตัวเล็กบนตักเป็นวัยรุ่นเต็มตัว คงเข้าใจเรื่องพวกนี้อยู่ไม่น้อย


‘พอแล้วกัน มึงยังเด็ก...อึก’


‘ป่าปี๊ก็สอนกันสิ’ มือเล็กวางแปะลงบนส่วนแข็งขืนผ่านกางเกงสแล็กสีกรม การขยับมือถูไถไปมาอย่างไม่เดียงสานั้น กระตุ้นอารมของออฟได้เป็นอย่างดี


‘กัน ฮืมมม...อย่าดื้อ...อาาา’


‘ป่าปี๊ไม่อยากจริงๆหรอ’ ถามพร้อมกับยืดตัวขึ้นกระซิบข้างหูคนตัวโต ด้วยประโยคต่อท้ายที่ทำเอาความอดทนของออฟขาดสะบั้นในทันที


‘แต่หนูอยากนะ...’

ความคิดเห็น