เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

มาทำวันนี้เป็นวันที่ดีกันเถอะเจ้าค่ะ✿◕ ‿ ◕✿

ตอนที่ 21 คราปักษาประชุมลับบนเตียง

ชื่อตอน : ตอนที่ 21 คราปักษาประชุมลับบนเตียง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 643

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 18 พ.ค. 2563 22:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 21 คราปักษาประชุมลับบนเตียง
แบบอักษร

ตอนที่ 21 คราปักษาประชุมลับบนเตียง 

เมรัยมิชอบความวุ่นวาย นางคิดว่าใครๆก็มิชอบเช่นกัน สมัยก่อนที่นางเป็นเพียงเด็กสาวใสซื่อ เข้มแข็ง และยังมีพลัง ความมุ่งมั่นและความหวังสีเปลวเพลิงของหัวใจนางมิใช่เกิดจากพื้นเพนิสัยรักสงบและรักสันโดษแต่อย่างใด เมรัยมีความทรงจำสมัยก่อนเลือนรางประหนึ่งภาพห่าฝนที่กำลังตกปรอยๆในเพลานี้ นางที่ก่อนหน้านี้ยังคงมีรอยยิ้มเฉยชาและใช้ชีวิตเรื่อยมาอย่างไร้จุดหมาย กับนางในตอนนี้ที่หัวใจเริ่มมีเปลวไฟแห่งความหวังอีกครั้ง เมรัยมิรู้จักปกป้องอุ้มชูมันไปถึงจุดหมายหรือไม่ ด้วยสองอุ้งมือบอบบางราวมือทารกและอ่อนแอของนาง นางมิมั่นใจและเชื่อในความหวังเสียเลย 

“อย่ามัวแต่เหม่อยัยหนู เอานี้ไปให้ลูกค้าซะ” 

“อ อื้อ” 

ลุงซิกดีดหน้าผากเมรัยเป็นเชิงเตือนสตินางที่ออกไปลอยเล่น สาวน้อยสะดุ้งตื่นจากภวังค์ สีหน้าแตกตื่นเหมือนถูกคุณแม่จับได้ว่ากำลังแอบอ่านเทพนิยายอิโรติก เมรัยในหัวมักว้าวุ่นและนึกถึงสมัยอดีต บ่อยครั้งที่ลุงซิกต้องดีดหน้าผากเรียกนางกลับสู่โลกความเป็นจริง สาวน้อยส่ายหน้าพลางยิ้มอ่อน นางรับถาดแพนเค้กพร้อมยกเครื่องดื่มไปให้ลูกค้าในร้าน วันนี้ข้างนอกมีฝนตกประปราย กระนั้นแสงสว่างจากหน้าต่างก็ยังคงสว่างไสวแลอบอุ่น ครื้นเครง ไม่ต่างจากวันธรรมดา 

“เมรัยขอผ้าเช็ดโต๊ะ” 

“รับนะ” 

เวลากลางคืนแลยุ่งชุลมุน ลูกค้าเมาเหล้าและนักเดินทางแวะเวียนเข้ามานั่งรับประทานอาหารและสั่งเครื่องดื่มอุ่นๆดับกระหายและแก้หนาว เมรัยและนารีทำงานตัวเป็นเกี้ยว วิ่งตรงโน้น โผล่หัวตรงนี้ พวกนางคิดว่าตัวเองใกล้สำเร็จวิชานินจา เมื่อมีการสั่งอาหารเป็นสิบเป็นร้อยครั้ง บริกรสาวสองหน่อต้องทำงานหนักมิต่างจากข้ารับใช้ กระนั้นพวกนางมิเคยบ่นโอครวญ บ่นต่อหน้าลุงซิกนะ แต่ลับหลังแทบจะกระโดดเขมือบหัวลุงซิก 

“ได้ข่าวว่าเมืองแบลดแอน์มีดาวตกถึงสิบห้าดวง” 

“จริงรึ มิน่าเมืองถึงมีนักเดินทางมากมายเช่นนั้น” 

“มีข่าวท่านเจ้าเมืองขอพรกับดาวตกทำให้ไวโอลินค่ำคืนแห่งรัตติกาลบรรเลงเพลงอีกครั้ง” 

เมืองแบลดแอน์หรือที่ชาวบ้านชาวเมืองเรียกว่า เมืองมดดำ นครเมืองแห่งการประชุม สถานที่พักพิงของปักษาแห่งเสียงเพลง เมืองที่เมรัยมิเคยไปและคิดอยากจะไปแต่ขี้เกียจ หมอผีน้อยเงี่ยหูฟังเก็บรวบรวมข่าวสาร นางแอบมุดใต้โต๊ะหวังได้ยินเรื่องราวมากกว่านี้ ทว่าถูกนารีลากจากที่แอบซุ่มสุ่มเสียก่อนได้ยินใจความสำคัญ “ไปเก็บจานตรงนั้นเร็ว” นารีเม้นปากชี้นิ้วสั่ง เมรัยหน้านิ่ง “ข้าสั่งให้พวกวิญญาณช่วยเก็บแล้ว” 

นารีเลิกคิ้วมองโต๊ะที่มีถาดอาหารวางเรียงราย แต่ไม่มีความเคลื่อนไหว นางหันขวับเขม่นเมรัย หมอผีน้อยยิ้มแห้งรีบย้ายก้นไปเก็บกวาดก่อนที่สหายสาวจักเผยด้านมืด 

“ไว้แวะมาใหม่นะค่ะ” 

“บ๊ายบาย” 

ทั้งคู่โค้งตัวบอกลาลูกค้าคนสุดท้าย และทำการเก็บกวาดร้าน ลุงซิกทำความสะอาดห้องครัวและปิดประตูหน้าร้าน เขาจัดการตรวจบัญชีและรายการสินค้าในห้องเพียงลำพัก เมรัยลากเก้าอี้มาขึ้นเหยียบ ส่วนสูงพวกนางเตี้ยจนมือเอื้อมไม่ถึงที่ล้างจาน ขณะที่ทั้งสองกำลังช่วยกันอย่างสนุกสนาม นารีถือโอกาสถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างที่นางไม่อยู่ “เจ้าทำอะไรเรไรฮึ” 

“ฮาๆแค่จูบน่ะ”เมรัยยิ้มเริงร่า กระทั่งถูกนารีจ้องอย่างแม่เสือ หมอผีน้อยจึงแผ่วเสียงค่อยตอบอย่างกล้าๆกลัวๆ 

“ล แล้วก็บีบก้นนางนิดหน่อย” 

นิดหน่อย นารีสีหน้าอึมครึมราวฟ้ามีฝน ย้อนกลับไปตอนที่นารีและเรไรมาถึงเมืองลักลี้ เนื่องจากนารีเป็นห่วงเมรัยและคิดว่าฝนใกล้ตกจึงฝากกุญแจร้านไว้กับเรไรพร้อมบอกให้ปักษาน้อยไปรอที่ร้านเหล้าซิก หลังจากฝากเรไรแล้วนารีรีบตรงดิ่งไปบ้านคุณอีโมทันที พอไปถึงนางจึงรู้ว่าตนเองวิ่งสวนทางกับเมรัย เมรัยหลังหนีรอดจากเงื้อมือโซฟีก็รีบวิ่งกลับบ้านคุณอีโมทันที พอทราบว่าเด็กน้อยกิฟปลอดภัย นางกล่าวลาสองแม่ลูกและวิ่งกลับร้านเหล้าซิก ไม่เสียเวลานั่งรอนารี 

สรุปคือเมรัยเห็นว่าฝนใกล้ตกและขี้เกียจรอนารี จึงเผ่นกลับบ้านก่อน ส่วนนารีที่มาบ้านคุณอีโม ครั้นพบว่าเมรัยหนีกลับบ้านแล้วก็โมโหและโล่งอกโล่งใจ เพราะรู้ว่าอย่างน้อยเมรัยก็ปลอดภัย 

และสิ่งที่นารีกลับเห็นที่ร้านเหล้าซิกคือ เมรัยถูกเรไรตบหน้าจนเละ และมีเรไรนั่งร้องห่มร้องไห้อย่างน่าสงสารเหมือนพึ่งถูกโจรข่มขืน นารีถามเรไรว่าเกิดอะไรขึ้น ปักษาน้อยกระโดดสวมกอดและเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้น นารีผงกหัวรับฟังด้วยความอดทนอดกลั้นมิให้ตนเองตบตีเมรัย ดวงดาวน้อยลูบหลังเอ่ยปลอบโยนปักษาน้อย บอกว่าอีกสักพักนารีต้องทำงาน ให้เรไรขึ้นไปรอที่ห้องนอนด้านบนก่อน 

“บีบจนมีรอยนิ้วมือเลยหรือ” 

นารีเลือดเดือดพล่านเมื่อเห็นว่าก้นเรไรถูกบีบจนแดงเป็นก้นลิง นารีต้องบอกตัวเองว่า ใจเย็นไว้ 

“ก้นนางนุ่มดีนะขนาดใหญ่กว่ามือข้าด้วย”เวลาบีบรู้สึกเต็มไม้เต็มมือ คิดว่าหากใช้หัวหนุนคงรู้สึกสบาย 

“เมรัย…”นารีขู่ต่ำ จวบจนทำการธุระและงานเรียบร้อย ทั้งคู่จึงเดินมาที่ประตูห้องนอน ลุงซิกไม่รู้ว่าพวกเด็กๆมีเรื่องอะไรกัน กระนั้นเขามิสนใจอยากสืบเสาะ 

ก๊อกๆ 

เมรัยเคาะประตูด้วยความเอียงอาย นางรู้ว่าตนเองพลั่งพลาดจนย่ำยีอีกฝ่ายอย่างรุนแรง นางต้องขอโทษ 

หมอผีน้อยและดวงดาวน้อยยื่นรอให้คนข้างในห้องขานรับ พวกนางรอครู่หนึ่งกระทั่งประตูแง้มเปิดเล็กน้อยพอให้เห็นใบหน้าและแววตาของปักษาน้อยที่จ้องเขม่น ความโกรธแค้นปานเมรัยพึ่งเผาบ้านเรไรฉายเป็นประกายแสงสีน้ำเงิน แลดุดัน คุกขาม ร้ายกาจ น่ากลัวยิ่งนัก “อย่าเข้ามานะ..” 

“นี่ห้องข้านะ” 

ปึก!! 

เสียงประตูปิดกระแทงหน้าเมรัย หมอผีน้อยอมยิ้มค้างมุมปากนิ่ง นารีถอนหายใจพลันร้องเรียกเรไรอีกครั้ง คิดว่าหากนางเรียก คนข้างในห้องคงรับฟังมากกว่ากระมัง “เรไรๆให้พวกข้าเข้าไปเถอะ ปล่อยให้พวกข้าอยู่ข้างนอก เจ้าจักลงโทษเมรัยอย่างไร” นารีมุมปากโค้งเอียง เมรัยปากเหงื่อ คิดในใจว่า พวกเจ้าวางแผนลงโทษข้าแล้วหรือ ไม่นะ 

คราวเรไรเปิดประตูอีกครั้ง นางมองเมรัยด้วยความแค้นเคืองพลางเลื่อนสายตามองนารีที่ยืนข้างๆด้วยแววตาน้อยเนื้อต่ำใจ หากไม่ใช่เพราะนารีขอร้อง เรไรไม่มีวันต้อนรับเมรัยอย่างแน่นอน ให้น้ำทะเลแห้งเหือดเสียก่อนเถอะ 

“สวัสดียามค่ำคืน แม่สาวน้อย ข้าชื่อเมรัยเป็นหมอผี เห็นอย่างนี้ข้าก็เป็นคนจริงใจนะ ข้าจะรับผิด..!!” 

แนะนำตัวยังไม่จบประโยค นารีพลั่งใช้มืออุดปากเมรัยเสียก่อน รีบหยุดคำพูดบ้าบอที่จะทำให้เรื่องราวปะทุระเบิดอีกครั้ง ภายในห้องนอนขนาดเล็ก มีเตียงและโต๊ะเขียนหนังสือ นารีนั่งเอาผ้าห่มห่มตัวอย่างแน่นหนา พยายามถอยห่างจากเมรัยปานประหนึ่งลูกกระต่ายกำลังเผชิญหน้าหมาจิ้งจอก แม้ภายนอกเมรัยแลน่ารัก งดงาม เสียงไพเราะ แต่เมื่อเจอกับพฤติกรรมยามบ่ายของอีกฝ่ายแล้ว เรไรส่ายหน้าระรัว นางกลัวเมรัยจับใจ 

เมรัยหลุบตา โบกมือให้นารีไปชกชา ดวงดาวน้อยหรี่ตาครุ่นคิด ไม่กล้าปล่อยเมรัยและเรไรอยู่ตามลำพัก 

“ไปเถอะๆข้าไม่กินนางหรอก” เมรัยขับไล่ด้วยการผลักไสไล่ส่ง นารีแอบส่งค้อนอีกฝ่าย และออกไปนอกห้อง 

เรไรเห็นนารีไปแล้วจึงยิ่งหวาดกลัว นางวิตกกังวลพลางกระชับผ้าห่มถอยหลังชิดกำแพง ถอยกระดืบไปหลบมุมหัวเตียง พลางใช้สายตาจ้องเขม็งเมรัยปานมองศัตรูคู่แค้นตั้งแต่ชาติปางก่อน หากเมรัยทำอะไรตุกติก นางจักใช้พลังมาโฮสาปให้เมรัยแข็งตายทันที อย่าคิดว่านางมิกล้านะ นางกล้าทำแน่ เพราะเมรัย..เมรัยย่ำยีความบริสุทธิ์นาง 

“ขอโทษนะ ข้ารู้ว่าเจ้าชอบ ดังนั้นเจ้าไม่เสียเปรียบหรอก” 

หา เรไรอ้าปากค้างผงะ เครื่องหมายคำถามเด้งเต็มหัว เมรัยพูดอะไรนะ นางเห็นข้าชอบหรือที่ถูกขย้ำถูกกดจูบเช่นนั้น เป็นไปได้อย่างไร ยากนักเรไรจะโมโหจนสีหน้าเปลี่ยนสี ยามนี้บอกได้เลยว่าความโกรธแค้นยังน้อยนิด ตอนนี้เรไรไม่อยากฟังเมรัยพูดอะไรทั้งนั้น ปักษาน้อยยกมือปิดหู ปฏิเสธทุกวาจา 

“ช่วยด้วยนารี..” 

“นางไม่มาหรอก เพราะนางทิ้งเจ้าแล้ว หึหึๆ”เมรัยหัวเราะชั่วร้าย นางกระโจนขึ้นเตียงและกางแขนเหมือนปีศาจกำลังจะเขมือบเด็กนิสัยไม่ดี เรไรต่อให้เป็นเผ่าปักษาแต่หัวใจยังอยู่ในวัยสาวน้อยวัยกระเตาะ นางเห็นสีหน้าเมรัยพลันอยากกรีดร้องเสียงหลง ตะโกนไล่เมรัยอย่างกลัวตาย “อย่าเข้ามานะ อย่าจูบข้า ไม่” 

โป้ง 

“โอ๊ย..” 

“เจ้ากำลังทำอะไรรึ”นารีทนฟังไม่ไหว นางแอบดักฟังทั้งสองคุยกันด้านนอกห้อง นางคิดผิดจริงๆที่ปล่อยให้ทั้งสองคุยกันตามลำพัก เพราะฟังแล้วมีหวังเมรัยได้แกล้งเรไรจนเรไรสมองฝ่อกลัวเป็นเจ้าเข้าแน่ 

พื้นเพนิสัยเรไรภายนอกแข็งกร้าว ภายในขี้อาย แกล้งเบาๆนางก็เขินจนหน้าร้อนผ่าว เปล่งสีแดงตลอดวัน 

“เห็นนางน่ารักขี้อายเช่นนี้ ข้าย่อมต้องรักใคร่”สำหรับเมรัยคือ ยิ่งแกล้งยิ่งรัก 

“งั้นรึ เช่นนั้นถอยไปได้แล้ว” 

“แล้วแต่เจ้าเถิด” 

เมรัยอมยิ้มละมุนละไมสบตาเรไรที่ซุกหัวใต้ผ้าห่มเหมือนเต่าหัวหด นางยกมือลูบหัวเรไรเบาๆเหมือนคุณแม่กล่อมลูกสาว เมรัยปล่อยหน้าที่ดูแลเรไรให้นารีโดยมีตนเองนั่งมองห่างๆเมรัยถอดเสื้อคลุม วางไม้เท้า ใบหน้าผิวพรรณขาวเนียนปรากฏรอยยิ้มจนใจ 

“ไม่ต้องกลัว เมรัยแค่เพี้ยนเท่านั้น” 

“นางจะจูบข้า..”เรไรฟ้องเสียงลูกแมว นารีแผ่วหัวร่อ กระซิบหูเรไร “ข้าอยากจูบเจ้าเช่นกัน” 

“!!” 

“ฮึๆ” 

เรื่องราวเริ่มต้นมิดีนัก กระนั้นทั้งสามยอมรับซึ่งกันและกัน ภายในห้องนอน เรไรยังคงหวาดหวั่นทุกคราวเมื่อใกล้เมรัย กระนั้นกลิ่นไอผู้ใหญ่ของเมรัยทำให้เรไรสงบเสงี่ยม คำพูดประโยคนั้นดังขึ้นในหัวพร้อมความรู้สึกน่าหงุดหงิดที่เรไรมิกล้ายอมรับ 

“ข้าไม่ได้ชอบเสียหน่อย..” 

พวงแก้มสีขาวหิมะปรากฏสีชมพูดอกท้อ เรไรมิอยากยอมรับ..นางรู้สึกดีจริงๆ 

ความคิดเห็น