หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เพราะคำว่ารัก ทำให้นางต้องกลายเป็นหมากในกระดานของใครหลายๆ คน แล้วในโลกนี้จะมีผู้ใดบ้างที่มอบความรักให้นางอย่างจริงใจ

ตอนที่ 18 เหตุการณ์เลวร้ายในคุก (1)

ชื่อตอน : ตอนที่ 18 เหตุการณ์เลวร้ายในคุก (1)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 12k

ความคิดเห็น : 37

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ธ.ค. 2560 15:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 18 เหตุการณ์เลวร้ายในคุก (1)
แบบอักษร




นางถูกจับไปขังในคุกของแคว้นหลินเทียนโดยไม่มีทางเลือกใดๆ

“องค์หญิง” หลิงเอ๋อร์ที่เพิ่งจะเข้าไปอยู่ในคุกก็รีบกระโดดเข้ามาแล้วถามขึ้นด้วยความกังวล “องค์หญิงไปไหนมาเพคะ เมื่อคืนเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ เหตุใดในสวนชาถึงได้มีคนตายเต็มไปหมด องค์หญิงบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่ ให้หม่อมฉันดูหน่อยเพคะ”

ม่านเยาตีมือนางเบาๆ ยิ้มแล้วพูดขึ้น “ข้าไม่ได้เป็นอะไร” เช่นนั้นหลิงเอ๋อร์ถึงได้โล่งอกขึ้นมา

คนอื่นๆ ของสวนชาที่ถูกขังอยู่รอบๆ ล้วนแต่เรียก “คุณชาย” ขึ้นด้วยความร้อนรน ม่านเยายิ้มเบาๆ แล้วพูดปลอบใจพวกเขา “วางใจเถิด ไม่มีอะไร” สีหน้าท่าทางของนางดูสงบนิ่ง ดวงตาใสวาววับของนางนั้นมีพลังบางอย่างที่สามารถทำให้ผู้อื่นเชื่อมั่น ทุกคนพากันเงียบลง สายตาของม่านเยาตกไปอยู่ที่เฉินอวี่ที่อยู่ห้องคุมขังฝั่งตรงข้าม สายตาของนางดูไม่ออกถึงความร้อนรน ม่านเยาหยุดชะงักอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นเฉินอวี่มองมา จึงยิ้มออกมาด้วยท่าทางสบายๆ เฉินอวี่อึ้งไปเล็กน้อย หลังจากนั้นก็ยิ้มกลับมาให้นาง ม่านเยากวาดสายตามองรอบๆ เมื่อไม่เห็นเซียวชา จึงกระซิบถามหลิงเอ๋อร์ขึ้น “เซียวชาไม่ได้เข้ามาใช่หรือไม่”

หลิงเอ๋อร์พยักหน้า แล้วพูดกระซิบกลับไปเช่นกัน “องค์หญิงไม่กลับมาที่จวนทั้งคืน พวกเราก็คิดว่าองค์หญิงพักที่ในสวน เช่นนั้นข้าก็เลยรีบไปที่สวนก่อนเพื่อเอาอาหารเช้าไปส่งให้ แต่พอข้าเข้าไป จู่ๆ ก็ถูกจับเสียอย่างนั้น แน่นอนเซียวชาต้องเห็นพวกองครักษ์นั้นก็เลยรีบแอบหลบไป เฮ้อ เซียวชานะเซียวชา เหตุใดไม่เฝ้าระวังที่ข้างสวนให้ดี จะได้ห้ามไม่ให้องค์หญิงเข้าไป”

ม่านเยาขมวดคิ้ว คนที่อยู่ในที่เกิดเหตุเมื่อคืน นอกจากนางกับจงเจิ้งอู๋โยวและก็เหลิ่งเหยียนแล้ว ก็ไม่มีใครที่เหลือชีวิตรอดไปได้ เหตุใดถึงได้มีขุนนางประจำเมืองมารอเข้าไปตรวจสอบศพพวกนั้นแต่เช้า เรื่องการสังหารองค์ชายหลีเป็นใครที่ปล่อยข่าวกันแน่ หรือว่าเมื่อคืนนี้นอกจากพวกเขาแล้วยังมีคนอื่นที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วย นางส่ายหน้าแล้วพูดขึ้น “อย่าไปโทษเซียวชาเลย ข้านั่งรถม้ากลับมา ถึงว่าเขาจะอยู่ใกล้ๆสวน แต่ตอนที่เห็นข้าก็ขัดขวางไม่ทันแล้ว หวังว่า...เขาจะเห็นเครื่องหมายที่ข้าทิ้งเอาไว้”

หลิงเอ๋อร์ถามขึ้น “เครื่องหมายอะไรหรือเพคะ”

ม่านเยาตอบ “ข้าให้เขาไปหาใครคนหนึ่ง ขอเพียงแค่คนๆ นี้ยอมมา อย่างมากพวกเราก็แค่บาดเจ็บแค่ภายนอก”

หลิงเอ๋อร์ถามต่อ “แล้วหากคนๆ นั้นไม่มาล่ะเพคะ”

แววตาฉลาดปราดเปรื่องของม่านเยาหมุนวนไปมา มุมปากเผยรอยยิ้มเล็กๆ “เขาต้องมา”

เมื่อเห็นท่าทางนายหญิงของนางมั่นอกมั่นใจ หลิงเอ๋อร์ก็วางใจ แล้วถามขึ้นอีกว่า “องค์หญิง ถ้าเช่นนั้นตอนนี้พวกเราควรจะทำอย่างไรดีเพคะ”

ม่านเยาอุทานออกมาเบาๆ “เพียงแค่พวกเขาสืบคดีไปตามกระบวนการที่ถูกต้อง ข้าก็ไม่กังวลใจ จะกลัวก็แต่......การทรมานขั้นรุนแรง บังคับให้ยอมรับผิด เพราะมีคนทนรอไม่ไหวอยากให้พวกเรากลายเป็นแพะรับบาปในคดีลอบสังหารนี้”

หลิงเอ๋อร์พูดขึ้นด้วยความตกใจ “หากพวกเขากล้าก็ลองดู! แม้ว่าข้าต้องยอมแลกด้วยชีวิต ก็จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายองค์หญิง ยิ่งไปกว่านั้นตัวตนที่แท้จริงขององค์หญิง...อุ๊บ...”

ยังไม่ทันที่นางจะพูดจบ ม่านเยาก็รีบปิดปากของนางไว้ แล้วกระซิบที่ข้างหูของนาง “เจ้าจำไว้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ตัวตนที่แท้จริงของข้า ห้ามพูดออกไปเป็นอันขาด”

หลิงเอ๋อร์ถามออกมาด้วยความสงสัย “เหตุใดถึงพูดออกมาไม่ได้หรือเพคะ”

คิ้วเข้มของม่านเยาขมวดตึง แววตาดูคิดหนักแล้วพูดขึ้น “หากว่าตอนนั้นตัวตนของข้าถูกเปิดเผย แล้วมีคนเอาไปใช้ประโยชน์ ก็อาจจะทำให้เกิดสงครามระหว่างแคว้นขึ้นได้” หลิงเอ๋อร์กะพริบตาปริบๆ ด้วยความไม่เข้าใจ ม่านเยาจึงพูดขึ้นอีกว่า “กลยุทธ์ขององค์ชายหลีล้ำเลิศเกินใคร การใช้แผนการเอาชนะแคว้นเป่ยอี๋ในครั้งนี้ ฮ่องเต้แคว้นอื่นๆ จะต้องคิดว่าพระองค์เป็นภัย เพราะกลัวเพียงอย่างเดียวว่าในภายภาคหน้าจะถูกรุกรานแผ่นดิน หรือไม่ก็ส่งผลกระทบให้แคว้นอื่นตัดสินใจมาตีเพื่อรวมแคว้นเอาเสีย แล้วการแต่งงานเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างแคว้นครั้งนี้ คนที่เสด็จพี่ทรงเลือกก็คือองค์ชายหลี หากมีคนปล่อยข่าวออกไปว่าการแต่งงานเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างแคว้นครั้งนี้ก็เพื่อจะแอบกำจัดองค์ชายหลี ถ้าเช่นนั้น ด้วยความสงสัยของเสด็จพี่กับความรักที่ฮ่องเต้หลินเทียนมีต่อองค์ชายหลี ถึงแม้ว่าพวกเราจะผ่านเคราะห์ร้ายครั้งนี้ไปได้ วันข้างหน้าก็เกรงว่าจะอยู่ยาก”

“ซับซ้อนขนาดนี้เลยหรือเพคะ” หลิงเอ๋อร์อุทานออกมาด้วยความตกใจ แล้วมองเจ้านายของตัวเองด้วยความยกย่องแล้วพูดขึ้น “แต่องค์หญิงทรงคิดรอบคอบมากเพคะ แต่ว่า เป็นใครกันที่จะคิดทำลายการอภิเษกเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างแคว้นหรือเพคะ”

ม่านเยาพูดตอบ “นั่นก็ต้องดูว่าหากการแต่งงานเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างแคว้นสำเร็จ จะเป็นภัยกับผู้ใดมากที่สุด” ถึงแม้ว่าองค์ชายหลีจะปฏิเสธการอภิเษก แต่นางก็เคยประกาศกลางท้องพระโรงแล้วว่าภายในครึ่งปีจะทำให้องค์ชายหลียอมรับที่จะแต่งงานกับนางให้ได้ นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วองค์ชายหลีจะไม่ยอมแต่งงานกับนาง ในรายชื่อก็ยังมีองค์ชายเก้าที่สนิทสนมกับองค์ชายหลีมากที่สุด ในสายตาของคนอื่น องค์ชายเก้าไม่มีชายาไม่มีสนม ความเป็นไปได้จึงมากกว่าใครคนอื่น

หลิงเอ๋อร์ยังอยากที่จะถามอะไรอีก แต่กลับพบว่าหน้าตาของม่านเยาดูเหน็ดเหนื่อย จึงประคองนางไปนั่งบนผ้าปูที่มองไม่เห็นสีมานานโขแล้ว



ในคุกนั้นทั้งมืดทั้งชื้น กลิ่นเหม็นอับลอยเต็มอยู่ในอากาศ ผ่านไปไม่นาน ม่านเยาก็รู้สึกเริ่มจะหน้ามืด หน้าผากค่อยๆ ร้อนขึ้น อาการไม่สบายเพราะความหนาวเข้าร่างกายที่เพิ่งจะดีขึ้นนั้นมีท่าทีรุนแรงขึ้น อาหารมื้อเย็นในคุกนั้นนั้นมีเพียงหมั่นโถวเย็นชืดก้อนหนึ่ง ที่ทั้งแห้งทั้งแข็งเหมือนกับก้อนหิน อย่างน้อยก็คงน่าจะเหลือมาแล้วสองวัน นางอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วขึ้นมา ถ้ารู้เช่นนี้น่าจะกินข้าวที่โรงเตี๊ยมตงเจียวให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยมา อย่างน้อยกินอิ่มก็จะได้มีแรงต่อต้าน ไม่เช่นนั้นจากสถานการณ์ของนางในตอนนี้ เกรงว่าจะรอไม่ถึงการถูกทรมาน นางก็จะทนไม่ไหวแล้ว

หลิงเอ๋อร์เห็นนางไม่กินหมั่นโถว หน้าก็แดงดูไม่เป็นธรรมชาติ ก็เลยแตะที่หน้าผากของนางแล้วก็ต้องร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ “ไอหยา ร้อนมากเลย ช่วยด้วย! ใครก็ได้รีบเข้ามาหน่อย! เจ้านายพวกเราไม่สบายแล้ว รีบช่วยพวกเราเรียกหมอมาหน่อย”

ผู้คุมพูดสาปแช่งพร้อมเดินก้าวยาวๆ เข้ามา แล้วเตะที่ประตู “เรียกอะไรนักหนา! ลองเรียกอีก ข้าจะเอาแส้มาฟาด พวกเจ้าคิดว่าพวกเจ้าเป็นใครกัน! ป่วยตายไปก็ยิ่งดี! ตายให้หมดข้าจะได้ไม่ต้องมาเฝ้าที่นี่ดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้” พูดด่าจบก็หันหลังออกไป

หลิงเอ๋อร์จ้องตาถมึงทึง โกรธจนพูดอะไรไม่ออก ม่านเยายกมือที่ไร้เรี่ยวแรงขึ้นแล้วพูดห้าม “ช่างเถอะ พูดอะไรไปก็ไม่มีประโยชน์ เข้ามาในนี้แล้ว พวกเขาก็ไม่คิดที่จะให้พวกเรามีชีวิตรอดออกไป”

หลิงเอ๋อร์พูดสบถใส่หลังของผู้คุมด้วยความโกรธ “ใช้อำนาจของผู้อื่นมาอวดเบ่ง ต่อไปอย่าให้ข้าเห็นหน้าพวกเจ้านะ...องค์หญิง ตัวท่านร้อนมาก ทำอย่างไรดีเพคะ”

ตอนที่ใต้เท้าอวี๋ เสนาบดีฝ่ายพิพากษาคดีมาถึง ม่านเยานั่งหลับหมดสติหลังพิงฝา ถูกน้ำเย็นสาดให้ตื่น แต่หลิงเอ๋อร์ตาไวจึงรีบกระโดดเข้าไปบังตัวนางเอาไว้ รับน้ำไว้แทนได้ครึ่งหนึ่ง ผมเผ้าที่เปียกปอนปิดบังแก้มที่ร้อนระอุของนางเอาไว้ ยังไม่ทันจะได้สติ ก็ถูกคนเอาตัวออกมา หลิงเอ๋อร์คว้าจับตัวนางเอาไว้แน่นไม่กล้าปล่อยมือ ใต้เท้าอวี๋ยิ้มเยาะแล้วพูดด้วยความเย็นชา “เอาตัวไปทั้งคู่”


ในห้องทรมานมีเครื่องมือทรมานทุกแบบอยู่หลายสิบอย่าง ทุกชนิดล้วนแต่พอที่จะทำให้ทรมานจนตายไปดีกว่ามีชีวิตอยู่ ไฟในเตาลุกโชนสว่างจ้า สะเก็ดไฟเป็นประกาย นางถูกทหารโยนลงบนพื้นโดยที่นางไม่มีแรงเลยสักนิด

มืออวบอ้วนที่สวมแหวนวงใหญ่ของใต้เท้าอวี๋ ถือกระดาษที่เขียนการรับสารภาพเอาไว้อยู่ใบหนึ่งแล้วพูดขึ้นด้วยความชั่วร้าย “นี่เป็นโทษที่เจ้าจ้างคนไปลอบสังหารองค์ชายหลี เพียงแค่เจ้ายอมรับสักหน่อย ยอมลงชื่อพิมพ์ลายนิ้วมือแต่โดยดี ก็จะไม่ต้องถูกทรมานเนื้อหนัง”

ม่านเยาขมวดคิ้วแล้วพูดเย้ยหยันขึ้นมา “ข้าก็คิดว่าอย่างน้อยใต้เท้าอวี๋จะต้องดำเนินตามขั้นตอน แต่นึกไม่ถึงว่าจะบังคับให้ข้ารับผิดตรงๆ เช่นนี้”

ใต้เท้าอวี๋ หัวเราะด้วยความชั่วร้าย “เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องไต่สวน เพราะทุกอย่างแน่ชัดอยู่แล้ว”

ม่านเยาถามขึ้นด้วยความสงสัย “แน่ชัดงั้นหรือ ข้ากับองค์ชายหลีไม่มีความแค้นใดๆ ต่อกัน องค์ชายหลีก็เป็นแขกที่สวนชาของข้า ก็เท่ากับเป็นพ่อแม่ที่ให้เสื้อผ้าให้อาหารกับข้า แล้วข้าจะไปลอบสังหารพระองค์เพื่อตัดหนทางร่ำรวยด้วยเหตุอันใด” ในตอนนั้นนางทำได้เพียงถ่วงเวลา หวังว่าเซียวชาจะรีบมา

ใต้เท้าอวี๋พูด “เพราะเจ้าเป็นไส้ศึกของแคว้นเป่ยอี๋”

สืบหาตัวตนของนางไม่พบ ก็เลยใส่ความผิดเช่นนี้ให้นาง คนพวกนี้ช่างโหดร้ายเสียจริง สีหน้าของม่านเยายังคงเหมือนเดิม แล้วพูดขึ้นอย่างช้าๆ “ใต้เท้าบอกว่าข้าเป็นไส้ศึกของแคว้นเป่ยอี๋ แล้วหลักฐานเล่า”

“ที่มาที่ไปของเจ้าไม่ชัดเจน......” ใต้เท้าอวี๋เพิ่งจะอ้าปากพูด นอกห้องทรมานก็มีเสียงคนพูดขึ้นมาด้วยเสียงต่ำ “ใต้เท้าอวี๋ ไม่จำเป็นต้องไปพูดไร้สาระกับมัน หรือว่าเจ้าดูไม่ออกว่ามันกำลังถ่วงเวลาหรืออย่างไร!”

คนที่อยู่ด้านนอกพูดพลางแล้วก็รีบเดินเข้ามา เมื่อม่านเยาเห็นคนๆ นี้ก็ถึงกับตกใจขึ้นมา แววตาเปลี่ยนไปทันใด






แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น