หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เพราะคำว่ารัก ทำให้นางต้องกลายเป็นหมากในกระดานของใครหลายๆ คน แล้วในโลกนี้จะมีผู้ใดบ้างที่มอบความรักให้นางอย่างจริงใจ

ตอนที่ 17 อ่อนโยนดั่งหยก

ชื่อตอน : ตอนที่ 17 อ่อนโยนดั่งหยก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.9k

ความคิดเห็น : 24

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ธ.ค. 2560 15:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 17 อ่อนโยนดั่งหยก
แบบอักษร



เมื่อม่านเยาตื่นมาก็เป็นยามเย็นของอีกวันเสียแล้ว พบว่าตนอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคย ห้องนั้นเรียบง่ายสะอาดสะอ้าน แต่ของใช้ในห้องแต่ละอย่างกลับงดงามละเอียดลออ แม้แต่แจกันเครื่องเคลือบลายดอกสีฟ้าตรงขาโต๊ะที่ดูไม่เข้าตานั้นก็ล้วนแต่มีราคา

ทุกสารทิศดูเงียบสงบ  ท่ามกลางความสะลึมสะลือนั้นนางจำอะไรขึ้นได้รางๆ มีคนป้อนยาให้นาง หลังจากนั้นนางก็หลับมาจนถึงตอนนี้ นางใช้มือคลำหน้าผากดู ก็พบว่าไข้ลดลงแล้ว ร่างกายก็ไม่ได้อึดอัดขนาดนั้นแล้ว ดูเหมือนว่าเป็นเพราะยาถ้วยนั้น ต้องเป็นชายคนที่อยู่บนรถม้านั้นให้หมอมาดูอาการนาง แต่ทว่าเหตุใดกำลังภายในของนางถึงยังไม่กลับมาเล่า


นางลุกขึ้นลงจากเตียง แล้วค่อยๆ เดินออกจากห้องอย่างช้าๆ ข้างนอกเป็นลานกว้าง แต่กลับไม่เห็นใครแม้แต่คนเดียว นางรู้สึกสงสัย เหมือนจะมีเสียงพิณดังมาประเดี๋ยวหนึ่ง ได้ยินเสียงไพเราะลอยมาเบาๆ นางจึงเดินไปตามเสียงพิณที่ดังมานั้น

สุดทางเดินหินคดเคี้ยวแคบๆ นั้นเป็นป่าไผ่สีเขียวเข้ม กลางป่านั้นมีพื้นที่โล่งกว้าง มีบันไดขึ้นไปสามขั้น พื้นนั้นสะอาดเรียบเนียนราวกับหยก ชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิด้วยท่าทางสบายๆ หันหลังให้นาง เสียงพิณดังมาจากปลายนิ้วของเขา แสงอาทิตย์ยามอัสดงสาดส่องไปทั่วทั้งผืนป่า แสงสีเหลืองอมส้มดูนุ่มนวลที่สาดส่องควบคู่กับลมเบาๆ พัดพากลิ่นหอมของต้นไผ่มาจางๆ ทั้งยังมีเสียงพิณที่ไพเราะพลิ้วไหว ทำให้ผู้คนเคลิบเคลิ้ม ตกอยู่ในภวังค์อย่างไร้สติ

“เจ้าฟื้นแล้ว” ชายหนุ่มวางมือลง สองมือวางลงบนสายพิณ แล้วหันไปมองนาง สายตานั้นดูอบอุ่น ราวกับพูดทักทายกับคนที่รู้จักสนิทสนม

คิ้วดั่งดาบ ดวงตาเป็นประกายดั่งดวงดาว ปากแดงนั้นบางเฉียบ ใบหน้าได้รูปชัดเจน ทำให้คนที่พบเจอยากจะลืม แต่ทว่าใบหน้านี้ที่เดิมทีเย็นชา แต่พอยิ้มกลับให้ความรู้สึกสุภาพสง่างาม ม่านเยาตกตะลึงไปชั่วขณะ นี่คือผู้ชายที่ยื่นมือมาช่วยนางเมื่อคืนอย่างนั้นหรือ “เมื่อคืน ท่านป้อนยาให้ข้า?”

ชายหนุ่มยิ้มออกมาบางๆ แล้วพยักหน้าให้นาง ม่านเยาจึงพูดขอบคุณจากใจ “ขอบคุณท่าน” ตั้งแต่จำความได้ พ่อของ “เธอ” ก็ต้องการให้เธอยืนได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง ทุกครั้งที่ไม่สบายก็เป็นคนขับรถที่ขับไปส่งนางที่โรงพยาบาล ส่วนที่เหลือเธอก็ต้องเผชิญหน้าด้วยตัวเอง แต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคยมีใคร...ส่งน้ำให้เธอสักแก้วตอนที่เธอกินยา ไม่เคยมีเลย สามปีที่มายังโลกแห่งนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่นางไม่สบาย เมื่อมองใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่ม จู่ๆ นางก็รู้สึกว่าช่างคุ้นหน้าเขา ราวกับว่าเคยเจอที่ไหนมาก่อน แต่กลับนึกไม่ออก

ชายหนุ่มยิ้มแล้วพูดขึ้น “ไม่ใช่เรื่องหนักหนาอันใด แม่นางดีขึ้นแล้วหรือไม่”

ม่านเยาเดินขึ้นไปหาเขา นั่งลงฝั่งตรงข้ามชายหนุ่มด้วยท่านั่งเดียวกัน ยิ้มเบาๆ แล้วพูดขึ้นว่า “ไม่มีปัญหาอันใดแล้ว ทำให้คุณชายต้องลำบาก ข้าต้องขอโทษด้วยที่มารบกวน”

ชายหนุ่มยกยิ้มด้วยความสุภาพแล้วพูดขึ้น “ข้าเห็นแม่นางหมดสติไป จึงได้พาแม่นางมาที่นี่ แม่นางไม่กล่าวโทษที่ข้าพามาที่นี่โดยไม่บอกไม่กล่าวก็ดีแล้ว”

ม่านเยาหัวเราะเบาๆ แล้วพูดขึ้นว่า “คุณชายพูดอะไรกัน ท่านหวังดี ข้าจะไม่รู้บุญคุณเช่นนั้นได้อย่างไร”

ชายหนุ่มมองหญิงสาวที่ใส่ชุดปลอมตัวเป็นผู้ชาย แววตานั้นวาวใส แฝงไว้ด้วยความมีสติปัญญา บุคลิกท่าทางดูสง่างามโดดเด่น ดูมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก เรียกได้ว่าเป็นความงามอย่างถึงที่สุด สายตาของเขาเป็นประกาย แล้วพูดขึ้นอย่างช้าๆ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เราสองคนก็ไม่จำเป็นต้องพูดคำพูดเกรงอกเกรงใจกันแล้ว เพราะมันยิ่งทำให้ดูแปลกและยังไม่น่าฟัง” ม่านเยายิ้มแล้วพยักหน้า เขาจึงพูดขึ้นอีก “ไม่ทราบว่าแม่นางมีนามว่าอะไร”

ม่านเยาอึ้งไปเล็กน้อย ชื่อนางนั้นมีไม่น้อย แต่ดูเหมือนจะไม่เหมาะที่จะบอกออกไปทั้งนั้น ชายหนุ่มเห็นนางชะงักไปเล็กน้อย ก็เลยยิ้มแล้วพูดขึ้นอย่างไม่ถือสา “หากแม่นางไม่สะดวกจะบอกก็มิต้องฝืนใจ ไม่ทราบว่าแม่นางดีดพิณเป็นหรือไม่”

ชายหนุ่มผู้นี้รู้จักสังเกตสีหน้าคน ทั้งยังเข้าอกเข้าใจผู้อื่น เพียงแค่นางลังเลเขาก็เปลี่ยนประเด็นทันทีเพื่อหลบเลี่ยงการที่จะเกิดความกระอักกระอ่วนทำตัวไม่ถูกได้ง่าย ม่านเยาอมยิ้มแล้วพูดขึ้น “รู้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่กล้าเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน”

เพราะเจ้าของร่างเดิมนี้ชำนาญในการดีดพิณแทบจะไม่มีข้อผิดพลาดออกมาให้เห็น ทั้งยังเคยฝึกดีดพิณท่ามกลางความมืด จึงสามารถดีดได้อย่างชำนาญราวกับว่านางเกิดมาก็ทำได้แล้ว นางที่ยอมลงแรงไปเชิญเฉินอวี๋มาดีดพิณในสวนชา ก็เพราะอยากจะใช้ชื่อเสียงของนาง นอกจากนี้ตัวนางเองก็ไม่อยากที่จะให้ความบันเทิงกับแขกโดยการดีดพิณ นึกถึงเสียงพิณที่ได้ยินเมื่อสักครู่ นางจึงคิดแล้วพูดขึ้น “แต่ข้าคิดว่าเพลงที่คุณชายเล่นเมื่อสักครู่นั้นฟังดูแล้วไพเราะพลิ้วไหว ทว่าจริงๆ แล้ว...แม้ใบหน้าดูมีความสุข แต่สิ่งที่ผ่านมานั้นฝังอยู่ในใจ

ชายหนุ่มตกตะลึง ดวงตาเป็นประกาย มองนางด้วยความสงสัย นัยน์ตาแฝงไว้ด้วยความชื่นชม “คนที่ฟังออกว่าบทเพลงไพเราะเพลงนี้ แอบแฝงไว้ด้วยความรู้สึกของการเปลี่ยนแปลง ฝีมือการดีดพิณของแม่นางต้องไม่ธรรมดา เพลงนี้ชื่อว่า ‘อดีตที่ผ่านมา’ เป็นเพลงที่ข้าแต่งขึ้นเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว”

มองดูแล้วอายุของเขาน่าจะราวๆ ยี่สิบปี เจ็ดปีที่แล้วก็เพิ่งจะอายุสิบสามปี อายุเท่านั้นสามารถแต่งเพลงได้เพราะเช่นนี้ อีกทั้งยังลึกซึ้ง ช่างไม่ง่ายเลย ม่านเยาอดไม่ไหวจึงพูดอุทานออกมา “คุณชายกับความสามารถในด้านการดนตรีช่างน่ายกย่องเสียจริง แต่ว่า...เมื่อเจ็ดปีที่แล้ว คุณชายจะมีสิ่งใดที่เปลี่ยนแปลงได้มากมายถึงขั้นฝังใจขนาดนั้นเชียวหรือ”

รอยยิ้มเป็นมิตรบนมุมปากของชายหนุ่มพลันแข็งทื่อ ม่านเยาเผลอพลั้งปากออกไปโดยไม่ทันคิด นางจึงรีบหัวเราะแล้วพูดขึ้น “ข้าก็แค่พูดถามไปอย่างนั้น คุณชายไม่จำเป็นต้องตอบหรอก” นางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่มืดลง ลุกขึ้นแล้วคารวะ “ครั้งนี้ต้องขอบคุณคุณชายที่ช่วยเหลือข้า ข้าซึ้งใจอย่างไม่รู้ลืม วันหน้าหากมีโอกาส ข้าจะตอบแทนให้ยิ่งกว่า วันนี้ฟ้ามืดแล้ว ข้าต้องขอลา”

ชายหนุ่มเองก็ลุกขึ้นเช่นกัน สีหน้ายังคงเป็นมิตรแล้วพูดขึ้น “แม่นางสลบไปวันหนึ่งยังไม่ได้กินอะไรเลย ข้าได้สั่งให้คนไปเตรียมสำรับไว้ให้แม่นางแล้ว ไม่เช่นนั้นกินก่อนค่อยไปเถิด”

ม่านเยาพูดปฏิเสธ “ความหวังดีของคุณชายข้ารับไว้แล้ว แต่ข้ายังมีเรื่องสำคัญต้องไปจัดการ วันนี้เห็นทีต้องไปแล้ว หวังว่าครั้งหน้าคงมีโอกาสได้พบกัน”

ชายหนุ่มยิ้มเบาๆ แล้วพูดขึ้นว่า “หากเป็นเช่นนี้ ข้าก็ไม่ฝืนให้ท่านอยู่ต่อ ที่นี่เป็นโรงเตี๊ยมตงเจียว ห่างจากในตัวเมืองพอสมควร ข้าจะไปสั่งให้คนเตรียมรถม้าให้”

นางคิดว่าที่นี่จะเป็นบ้านพักของชายหนุ่ม แต่คิดไม่ถึงว่าที่นี่จะเป็นโรงเตี๊ยม น่าจะไม่ใช่โรงเตี๊ยมธรรมดาๆ กระมัง ไม่เช่นนั้นจะมีลานกว้างๆ สวยงามกับห้องโอ่อ่าสวยงามเช่นนี้ได้อย่างไร ม่านเยายิ้มเพื่อบอกลา โดยไม่ได้ถามไถ่ถึงชื่อของชายหนุ่ม นางเชื่อว่าหากเขาสะดวกใจ เขาจะต้องบอกโดยที่นางไม่ต้องถาม ชายหนุ่มมองทางที่รถม้าแล่นหายไป ยิ้มเบาๆ แล้วพูดขึ้น “ที่แท้ก็เป็นหญิงฉลาด พวกเรา...จะได้พบกันในไม่ช้า”


เมื่อม่านเยาเดินทางมาถึงในตัวเมืองตงเฉิงก็ลงจากรถ คิดไปคิดมาก็เตรียมจะไปดูที่สวนชาก่อนเสียหน่อย นางที่ไม่ได้กลับไปหนึ่งคืน หากวันนี้หลิงเอ๋อร์กับเซียวชาพบกับศพในสวนชา คงจะเป็นกังวลนางแล้วออกตามหาจนทั่วเป็นแน่ นางจึงจ้างรถม้าธรรมดาไปส่งที่สวนชาหล่งเยว่ ทว่านางที่เพิ่งจะลงจากรถม้า ริมฝั่งทะเลสาบเทียนหูที่แต่ก่อนเงียบสงบ จู่ๆ กลับมีพวกทหารราวสิบกว่าคนมาล้อมนางเอาไว้ หัวหน้าทหารเดินเข้ามาสองสามก้าว แววตาดูประหลาดใจ มองพิจารณาดูนางอยู่หลายครั้ง จนในที่สุดก็พยักหน้าแล้วพูดขึ้น “รูปร่างหน้าตางดงามเช่นนี้ น่าจะใช่เขาแล้ว คุณชายหลี่เยว่ เถ้าแก่สวนชาชาหล่งเยว่! จับตัวไป!”

ม่านเยารู้สึกตกใจ แต่สีหน้าของนางยังคงสงบนิ่งแล้วถามขึ้น “นายท่าน ไม่ทราบว่าข้าน้อยทำผิดด้วยเรื่องอันใดหรือ?”

หัวหน้าทหารพูดตอบด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เมื่อคืนองค์ชายหลีถูกลอบสังหารที่สวนชาหล่งเยว่ ฝ่าบาททรงกริ้ว มีรับสั่งให้ตรวจสอบเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด โดยเฉพาะคนที่เกี่ยวข้อง ต้องถูกจับตัวไปไต่สวนทั้งหมด เอาตัวไป





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น