rani

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

กับดักรัก หมอสุดโหด บทที่ 4 (ReWrite) (NC) 100%

ชื่อตอน : กับดักรัก หมอสุดโหด บทที่ 4 (ReWrite) (NC) 100%

คำค้น : กับดักรัก หมอสุดโหด, กับดักรักหมอสุดโหด, ชลาธิป, ปัณ, yaoi, rani, 18+

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 27.7k

ความคิดเห็น : 29

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ต.ค. 2559 22:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กับดักรัก หมอสุดโหด บทที่ 4 (ReWrite) (NC) 100%
แบบอักษร

 

 

 

 

 

กับดักรัก หมอสุดโหด
   
โดย Rani

 

บทที่ 4:  ร้องเสียงดังๆนะครับผมอยากฟัง


คุณหมอค่อยๆถอดเสื้อปัณอย่างเบามือ เพราะไม่ลืมว่าอีกคนยังป่วยอยู่ อาการดิ้นขลุกขลักของคนป่วยค่อยๆหายไป เมื่อคุณหมอบดขยี้ริมฝีปากของเขาและสอดลิ้นหยอกล้อกับลิ้นเล็กๆนั่น คุณหมอตั้งอกตั้งใจดูดคลึงลิ้นเล็กนั้นให้สมกับที่รอคอยมานาน จนร่างเล็กสะกิดเตือน เมื่อหายใจติดขัด ร่างสูงจึงหันไปสนใจเม้มลำคอขาว และงับใบหูเล่นๆแทน พอเห็นว่าร่างบางหายใจได้เต็มที่แล้วก็ขึ้นไปประกบที่ปากใหม่  แต่คราวนี้  มือไม้ของหมอกลับไม่อยู่เฉยแต่ไปเค้นคลึงที่
ยอดอก บีบเอาเนื้อที่หน้าอกบ้าง ที่เม็ดติ่งสีชมพูบ้าง บางครั้งก็แกล้งลูบผ่านให้คนร่างเล็กสะดุ้งเล่นๆ จนถึงร่างบางค้อนเข้าให้
            ชลาธิปจัดให้ร่างเล็กนอนในท่าสบายๆก่อนจะขยับมือไปที่ตรงกลางด้านล่าง
            “คุณหมอครับ  ผม เอ่อ ผม... ผมไม่พร้อม”  เสียงแผ่วเบาติด ขัดนั้นไม่ได้บอกว่าไม่พร้อมเลยสักนิดกลับเรียกอารมณ์อีกคนให้มากยิ่งขึ้นไปอีก
            “ไม่ต้องกลัวนะ   ถ้าไม่ใช่วันนี้ก็ต้องเป็นวันอื่นอยู่ดี”  ทั้งสองสบตากันในความเงียบ สายตาที่มุ่งมั่นและร้อนแรงนั้นทำให้ปัณต้องยอมให้คุณหมอทำตามอำเภอใจแต่โดยดี
            หมอหนุ่มกดร่างแบบบางของพ่อบ้านหนุ่ม  ให้แนบสนิทกับเตียงลงไปอีก คนไม่พร้อมอารมณ์ยังไม่นิ่งจึงส่ายหน้ารัวๆเมื่อรับรู้ถึงความเสียเปรียบอยู่ในที
            “อย่าบอกนะครับ ว่าไม่เคย” เขาถามแล้วก็ต้องยิ้มกว้างเมื่ออีกฝ่ายทำหน้าสับสนเหมือนกระต่ายหลงป่าอย่างไรอย่างนั้น
            จะว่าไปนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกของปัณหรอก ตอนนั้นมันนานมากแล้ว  ตั้งแต่สมัย  มีแฟนคนแรกใหม่ๆ  แต่นี่มัน  ก็ห้าปีผ่านไปแล้วนะ ปัณลืมไปหมดแล้วว่าตอนนั้นรสชาติมันเป็นยังไง เพราะตั้งแต่ครั้งนั้นแฟนเก่าของปัณก็ให้เกียรติเขามาโดยตลอด นอกจากจับมือก็ทำเพียงแค่จูบเท่านั้น
            เมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบ ร่างสูงจึงทึกทักเอาเองว่าอีกฝ่ายไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ความดีใจที่ได้เป็นคนแรกทำให้เขาเริ่มจู่โจมร่างบางอีกครั้ง ด้วยการพรมจูบไปทั่วใบหน้า ฝ่ามือก็เช่นเดียวกัน มันถูกลากเลื้อยไปทั่วร่าง ก่อให้เกิดความรู้สึกบางอย่างที่ร่างบางไม่อาจเอ่ยเป็นคำพูดได้ รู้แค่ว่ามันทำให้ร่างกายบิดงอ ท้องน้อยหดเกร็ง เมื่อร่างสูงเห็นอย่างนั้นก็ยิ้มน้อยๆ  ส่งแววตากรุ้มกริ่ม   จนคนที่ถูกยึดติดเตียงอยู่เขินหายจนหน้าแดงขึ้นมาอีกครั้ง
            “เป็นของผมนะครับ”  ไม่ได้รอเอาคำตอบ     หมอชลาธิปก็บรรจงจูบลงที่ริมฝีปากบางอีกหน คราวนี้ปัณรู้สึกได้ทันทีว่า รสชาติของความอาทรที่ส่งผ่านรอยจูบนั้นเป็นอย่างไร
            จูบอ่อนหวานนั้นร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ร่างสูงจับให้แขนของปัณโอบกอดรอบกายของเขาไว้     ทั้งที่ลิ้นยังตวัดพันไล่ต้อนลิ้นเล็กอย่างสนุกสนาน   วินาทีนี้หมอชลาธิปมีความสุขมาก เพราะไม่มีการขัดขืนของอีกฝ่ายเลย   มีแต่อ้อมกอดที่กระชับแน่นขึ้นเรื่อยๆ เขาละจากริมฝีปากแล้วก้มลงประโคมจูบที่แผงอกบางอย่างร้อนแรงไม่แพ้กัน ริมฝีปากหนาไล่ขบ เม้ม ทั่วบริเวณหน้าอก พอถึงส่วนยอดก็ตวัดลิ้นหยอกล้อ
            “อ๊ะ..” ร่างเล็กสะดุ้งส่งเสียงครางเบาๆ   หมอชลาธิปยกหน้าขึ้นมอง ก่อนจะใช้ลิ้นไล่ต่ำลงไปยังบริเวณหน้าท้องแบนราบ ที่ตอนนี้เกร็งขึ้นเพราะฤทธิ์ของลิ้นคุณหมอนั่นเอง
            “ร้องเสียงดังๆนะครับ ผมอยากฟัง” ปัณหลับตา มือเกาะอยู่ที่หัวไหล่ของเขา ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะอดทนไม่ไหว แล้วหลุดสิ่งที่อีกฝ่ายอยากฟังออกมา
            ปัณเกร็งร่างมากขึ้นจนรู้สึกปวดที่ท้องน้อย  มือชลาธิปสัมผัสถูก  “ส่วนนั้น”  ของเขาอย่างจงใจ ลิ้นร้อนค่อยทักทายเบาๆ ไปที่แท่ง ปัณน้อยนั้น แล้วก็เหมือนแกล้งเมื่อจู่ๆเขาก็รัวลิ้นใส่มั่นซะอย่างนั้น ร่างเล็กสะดุ้งจนขาลอย ส่งเสียงครางออกมาอย่างยั้งตัวเองไว้ไม่อยู่  ฝ่ายได้เปรียบยิ่งเพิ่มความร้อนแรงลงไปอีก ด้วยการนำแท่งเล็กๆใส่ปากตัวเอง แล้วดูดดึงอย่างเมามัน
            “อ๊ะ อ๊ะ อ๊างงงงงง อ่า อ๊ะ....”  ปัณส่งเสียงครางอย่างที่คุณหมออยากให้เป็น เขายิ้มในหน้า ตอนนี้มือของปัณกำผ้าปูที่นอนจนยับย่น  เพื่อคลายความเสียวซ่าน ทว่า  กลับไม่ได้ผลเท่าใดนัก ร่างหนาเล่นกับปัณน้อย จนมีน้ำปริ่มๆที่ยอดก็เลิกเล่น เขาหันมายกสะโพกของร่างบางขึ้น แล้วบีบเค้นที่บั้นท้ายขาวๆนั้นไม่เบานัก ก่อนที่จะฟาดเนื้อลงไปที่ก้อนขาวๆนั่นจนอีกฝ่ายสะดุ้ง แล้วค่อยๆสอดนิ้วหนาเข้าไปในกายของร่างบางสองนิ้วพร้อมๆกัน
            “อื๊มมม”   เสียงครางสูงเล็ดรอดออกมา บอกให้รู้ว่าร่างบางที่โดนกระทำอยู่นั้นเจ็บไม่น้อย ร่างสูงเบามือลงอีกนิด หมุนนิ้วไปมา ให้เจ้าของร่างชินกับสิ่งแปลกปลอมซะก่อน แล้วจึงค่อยๆดันตัวเองแทรกผ่านเข้ามาแทน แต่แม้ว่าจะเปิดทางแล้ว คนที่ร้างรามานานก็ยังเจ็บ ปวดทรมานมากอยู่ดี
            “เจ็บหรือเปล่าครับ ปัณ” ร่างเล็กหลับตาแน่น เม้มปากสนิททว่ากลับส่ายหน้า ตอนนี้สิ่งที่ปัณต้องการเพียงอย่างเดียวก็คือ การปลดปล่อยความอึดอัดตรงแกนกลางของตัวเอง
            หมอหนุ่มโยกสะโพกช้าๆ ก่อนจะเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ
            “อ๊างงงงงงง....” พอคนข้างล่างครางเสียงดัง เขาก็ค่อยๆผ่อนแรงลงช้าบ้าง แล้วค่อยกลับไปเร็วอีกที และกลับมาช้าสลับกันไป เมื่อเห็นว่าร่างบางเริ่มชินแล้ว หมอหนุ่มจึงใส่สปีดเต็มที่ ปัณครางเสียงดังสองมือจิกหมอนที่ตัวเองหนุน อยู่จนเจ็บเล็บไปหมด
            “ถ้าเจ็บก็แยกขาให้กว้างกว่านี้นะครับ” ปัณทำตามอย่างว่าง่าย และด้วยการทำอย่างนี้ ทำให้นอกจากจะหายเจ็บแล้ว ยังได้รับคามสุขจากความเสียวซ่านเข้ามาแทนด้วย
            ชลาธิปเร่งจังหวะเร็วขึ้นอีก จนปัณแทบจะลอยขึ้นจากเตียง ก่อนจะกระแทกหนักๆจนปัณจุกอีกสองสามครั้ง
            เสียงครางอย่างสุขสมเกิดขึ้นในจังหวะเดียวกันกับที่ปัณรู้สึกได้ว่า มีของเหลวพุ่งทะยานเข้าไปในร่างกายของตน พร้อมกับน้ำรักที่ออกมาจากปัณน้อยนั้นด้วย ความเหนื่อยหอบแทบจะทำให้ปัณหลับในทันที แต่ก็ยังได้ยินอะไรบางอย่าง
            “ผมชอบคุณจริงๆนะ อยู่ที่นี่จนกว่าคุณจะรู้สึกดีๆกับผมนะครับ” สัมผัสสุดท้ายที่ปัณรับรู้คือ ใครบางคนบรรจงจูบหน้าผากของเขาอย่างทะนุทะถนอม

            หมอชลาธิปลุกขึ้นมาอย่างอารมณ์ดี จริงๆแล้วความรู้สึกผิดที่รวบรัดร่างบางก็มีบ้าง        แต่เขารู้ว่าสิ่งที่ทำไปนั้นไม่ได้แฝงไปด้วยความร้ายกาจเลย กลับมาจากความรู้สึกที่ดีๆให้กับคนที่นอนอยู่เคียงข้างต่างหาก เขาเอื้อมมือไปอังหน้าผากของคนที่นอนเปลือยเปล่าอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันกับเขา อาการไข้ลดลงแล้ว แต่ความเหนื่อยอ่อนที่เขาเป็นคนหยิบยื่นให้ยังคงอยู่
            ร่างเล็กที่นอนหลับตาพริ้มอยู่เมื่อครู่ ส่ายหน้าไปมา เพราะมีสิ่งแปลกปลอมบางอย่างวุ่นวายกับใบหน้า ตาใสๆลืมขึ้นพบว่าหมอ
ชลาธิปกำลังพรมจูบตัวเองอยู่จนทั่วไปหน้าและลำคอ
            “คุณหมอครับ” เสียงนั้นสั่นสะท้านเพราะอภินิหารของลิ้นคุณหมอ
            “หืม? ถ้าเรียกเสียงแบบนี้ ระวังโดนดีอีกรอบนะครับ” หมอหนุ่มหอมฟอดใหญ่เข้าไปที่แก้มนุ่มแบบไม่กลัวเจ้าของแก้มจะเจ็บ แถมยังทำตาเจ้าเล่ห์จนหน้าของปัณขึ้นสีอีกรอบ
            “คุณหมออย่าพูดแบบนั้นเลยครับ  ผม...เอ่อ .. ผม” หมอรู้ว่าอีกคนเขินมาก ก็คิดอยากจะแกล้งให้หนักมากขึ้นไปอีก จึงดึงร่างเล็กว่ามาจูบแบบแนบชิดอีกครั้ง
            “อยู่กับผมนานๆนะครับ” หน้าของปัณเหมือนมีลูกตำลึงอยู่ข้างละเข่งเลย เขาแกล้งจับคางของคนพยายามหันหน้าหนีให้หันมามองตากัน   “แล้วก็อย่าทำหน้าแบบนี้บ่อย เดี๋ยวผมทนไม่ไหว จะจับปล้ำอีกทีจริงๆนะครับ”
 
           “คุณหมอไม่เอานะครับ”
            “ผมล้อเล่นครับ นี่จะเที่ยงแล้ว ผมลางานไว้แค่ครึ่งวัน ครึ่งวันบ่าย หมอคนที่มาแทนผมเขาต้องออกพื้นที่ยังไงตอนนี้ผมต้องไปก่อน แต่ถ้ากลับมาตอนเย็นแล้วปัณอาการไม่ดีขึ้น ผมจะจับปล้ำจริงๆนะ”
            “คุณหมออย่าพูดแบบนั้นสิครับ” หมอชลาธิปยิ้มกว้าง เมื่อเห็นอีกคนเขินแล้วเขินอีก ไม่รู้ทำไม แต่ชลาธิปรู้สึกว่า ยิ่งเขิน ร่างเล็กก็ยิ่งน่ารักจนอดไม่ได้ที่จะจับมาจูบอีก
            “ผมไปจริงๆแล้วครับ ถ้าไม่ไปตอนนี้คงไมได้ไปแน่ๆ”
            “คุณหมอทานข้าวแล้วเหรอครับ”
            “ครับ ต้นน้ำมาทำไว้ให้ตอนเช้า รายนั้นห่วงปัณมาก ที่ปัณไม่สบาย”
            “ต้นน้ำมาเหรอครับ?”
            “ครับ แต่ไม่ต้องห่วงนะ ผมไม่ให้เด็กนั่นรู้หรอกว่าคุณโดนทำอะไรไปบ้าง” หมอชลาธิปอธิบายเมื่อเห็นแววตาตระหนก
            “เอ่อ ... ครับ”
            “หึหึ ผมไปนะครับ แล้วอย่าลืมลงไปทานข้าว ทานยาล่ะ อย่าลืมว่าถ้าคืนนี้คุณไม่ดีขึ้น คุณจะโดนอะไรบ้าง”

บ่ายแก่ๆ ปัณพอจะมีแรงบ้าง  จึงค่อยๆเดินลงมาด้านล่าง  แล้วเข้าครัวทำอาหารสองสามอย่างไว้ให้คุณหมอชลาธิปในมื้อเย็น  รวมทั้งลองอบคุกกี้รสกล้วยหอม ที่เพิ่งได้จากอังกูรเมื่อวันก่อนเอาไว้ให้ต้นน้ำด้วย
            “คุณปัณไม่น่าทำเลยครับ   ยังไงผมก็ต้องกลับมาทำอยู่แล้ว แต่ นี่คุณปัณทำเสร็จหมดแล้ว”   เด็กชายหน้าเสียเมื่อพบว่าปัณแทบไม่เหลืองานอะไรไว้ให้ตนทำแล้ว หลังจากกลับมาจากสอบเสร็จ
            “โธ่ ไม่เห็นเป็นไรเลย พี่ทำไหว คนป่วยขืนเอาแต่นอน ไข้ก็ไม่ไปไหนกันพอดี มันก็นอนกับเราไปเรื่อยๆนั่นแหละ”
            “ครับ แต่นี่ก็เกินไป” เด็กชายยังคงบ่นอุบอิบ
            “งั้นเอางี้นะ ถ้าอยากช่วยจริง ช่วยรดน้ำต้นไม้ดอกไม้ให้หน่อย เรื่องนั้นพี่รู้ตัวเลยว่าไม่ไหวจริงๆ”
            “ได้ครับ”  ต้นน้ำยิ้มอย่างดีใจ   พอจัดการกับคุกกี้กล้วยหอมเสร็จก็ถอดเสื้อนักเรียน แล้วลงมือรดน้ำต้นไม้ทันที โดยมีปัณคอยคุยเป็นเพื่อนอยู่ในที่ร่มใกล้ๆ
            “ผมไปขอปุ๋ยสำหรับไม้ดอกมาจากพี่กูรดีกว่า แปลงดอกไม้ ต้นไม้พวกนี้ รดน้ำอย่างเดียวไม่ได้หรอกครับ ต้องใส่ปุ๋ยด้วย”
            “แล้วกูรเขาจะให้ได้เหรอ นั่นมันส่วนของไร่หรือเปล่า?”
            “ให้สิฮะ พี่กูรน่ะ ทำปุ๋ยพวกนี้เองเลย ใช้วัสดุเหลือจากในไร่นั่นแหละฮะ ทำแบบนี้พี่กูรประหยัดเงินให้ไร่เจริญตาได้เยอะเลย”
            “ดูต้นน้ำจะสนิทกับกูรมากเลยนะ แล้วก็ยกย่องเขามากด้วย” ปัณพูดแล้วก็เฝ้าสังเกตอาการของคู่สนทนา  ก็พบความผิดปกติจริงๆอย่างที่คิดไว้   เด็กน้อยชะงักมือไปนิด  หน้าก็จับสีแดงเรื่อ เกินกว่าจะเรียกว่า เลือดฝาดของวัยรุ่น
            “เอ่อ..คือว่า พี่กูรรักไร่เจริญตามากเลยนะฮะ แล้วคุณท่านทุกคนรวมทั้งคุณหมอก็รักพี่กูรด้วยฮะ พี่กูรถึงได้ทำทุกอย่างเพื่อไร่เจริญตา”
            “จ้า พี่ก็แค่ตั้งข้อสังเกตแหละ ไม่ได้คิดอะไรสักหน่อย เอ...หรือว่ามีอะไรให้คิดน้า...” ปัณทำหน้าหยอกล้อให้อีกคนหน้าแดงขึ้นไปอีก ยิ่งอีกคนเขิน ปัณณทัตก็ยิ่งหัวเราะเสียงดังอย่างชอบอกชอบใจ
            “ไม่ฮะ ไม่มีหรอกฮะ ไม่มีจริงๆนะฮะ” ยิ่งเด็กน้อยพูดตะกุก ตะกัก ปัณก็ยิ่งหัวเราะ จนกระทั่งมีรถวิ่งเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน ต้นน้ำ หน้ามุ่ยลงอย่างเห็นได้ชัด จนปัณจับความรู้สึกได้
            “อ้อ ขยันทำงานกันจังเลยนะ แบบนนี้สินะ ธิปถึงได้ชมอยู่ไม่ขาดปาก พอดีฉันผ่านมาน่ะ ก็เลยแวะมาดูความเรียบร้อยซะหน่อย” ผู้หญิงคนนั้นพูดขึ้นขณะที่ต้นน้ำเบะปาก ปัณณทัตค่อนข้างแปลกใจกับกริยานั้น เพราะต้นน้ำเป็นเด็กเรียบร้อยและมักจะรู้จักกาลเทศะเสมอ ขณะที่ต้นน้ำคิดว่า บ้านของเวณิกาไม่ต้องผ่านทางนี้สักหน่อย และในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าใครจะไปไหนการมาบ้านคุณหมอ
ชลาธิปที่อยู่ไกลมากขนาดนี้ ก็ต้องออกนอกเส้นทางแทบทั้งสิ้น ไม่มีทางที่จะ “แวะ” มาได้    
            “ฉันชื่อเวณิกานะ เรียกว่า คุณนิก้าก็ได้ เป็นเพื่อนสนิทของ ธิปเขาน่ะ” และแล้ว เธอก็แนะนำตัว “เข้าบ้านกันเถอะ ฉันอยากจะดูบ้านสักหน่อย ทำอะไรไปถึงไหนแล้ว” เวณิกาพูดพร้อมกับเดินนำเข้าไปในบ้านทันที คล้ายเป็นการบังคับให้ “ผู้รับคำสั่ง” ต้องเดินตาม
            “ยังทำอะไรไม่ถึงไหนเลยนี่”
            “ตอนนี้เราจัดการห้องทำงานของคุณหมอก่อนครับ จากนั้นก็ห้องนั่งเล่น นี่เพิ่งจะเริ่มจัดการห้องรับแขก”  ปัณณทัตบอก โดยงงกับตัวเองเหมือนกันว่าจะต้องไปอธิบายความเป็นไปในบ้านให้เวณิกาฟังทำไม
            “ก็ถูกของเธอนะ ที่ต้องดูแลให้ห้องคุณหมอก่อน แต่ห้องรับ แขกก็สำคัญเพราะแขกไปใครมาก็ถือเป็นหน้าเป็นตาของธิปเขาด้วย”
            “ครับ”
            “นี่เธออย่าหาว่าฉันจุ้นจ้านเลยนะ” เวณิกาพูดไปเรื่อย ขณะที่มือไม้ก็แตะนั่นแตะนี่     ทำเหมือนสำรวจความเรียบร้อยไปทั่วบริเวณ “พอดีฉันสนิทกับธิปน่ะ เข้านอกออกในที่นี่เป็นประจำ” ปัณณทัตพยักหน้า ความหงุดหงิดในใจยิ่งเพิ่มขึ้นกรุ่นๆ “อ้อ ... อีกเรื่อง เมื่อเช้าฉันแวะไปโรงพยาบาล   ไม่พบธิป   เพราะว่าเขาลางานกระทันหัน พวกพยาบาลบอกว่า คนที่บ้านธิปป่วย” พอพูดถึงตรงนี้ เวณิกาก็มอง ปัณณทัตตั้งแต่หัวจรดเท้า
            “เธอหรือไง?”
            “ครับ ผมเอง”
            “ธิปก็ใจดีแบบนี้แหละ   เห็นว่าเธอทานข้าวร่วมโต๊ะกับเขาด้วยนี่” ปัณณทัตพยักหน้า “ธิปเป็นคนใจดีก็จริง แต่ฉันก็อยากให้เธอรู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควรนะ  ธิปเขาเป็นเจ้านาย   ส่วนเธอเป็นลูกจ้าง ฉันเห็นว่าไม่ค่อยดีเท่าไรหรอกที่จะไปตีตัวเสมอ เลิกซะเถอะ”
            “คุณเวณิกาครับ”   ปัณณทัตหมดความอดทน     “ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะครับ แต่ผมเป็นลูกจ้างคุณหมอ ถ้าจะให้ทำหรือไม่ให้ทำอะไร คงต้องให้คุณหมอเป็นคนสั่งครับ ไม่ใช่คนอื่น”  เมื่อจบคำเวณิกาก็ขอแข็งขึ้น แววตาโกรธกร้าวอย่างปิดไม่มิด
            “หึ งั้นก็รอเวลาที่ธิปเขาจะออกปากเองก็แล้วกัน ฉันไปล่ะ” เสียงรองเท้ากระทบพื้นหนักเช่นเดียวกับอารมณ์เจ้าของที่คงอยากจะเหยียบทุกอย่างที่ขวางหน้าให้จมดิน จนกระทั่งหายไปพร้อมกับรถยนต์คันที่จอดหน้าบ้านในที่สุด

“ต้นน้ำไม่ชอบคุณนิก้าเลยฮะ” เด็กชายเอ่ยเสียงเบาๆ
            “ไม่เป็นไรหรอก เขาไปแล้ว” ปัณณทัตลูบหัวต้นน้ำ ปลอบใจ แต่นัยตาตัวเองกลับหม่นเศร้า “เออนี่ เย็นนี้วานต้นน้ำช่วยตั้งโต๊ะอาหารให้คุณหมอหน่อยสิ พี่รู้สึกเพลียๆน่ะ จะขึ้นไปพักผ่อน”

วันนี้ชลาธิปกลับบ้านค่ำกว่าปกติ   เพราะออกจากโรงพยาบาลก็ต้องแวะไปที่ไร่เพื่อดูแลและรับฟังปัญหาเรื่องเพลี้ย  และ  แมลงวัชพืชที่ดูเหมือนจะมีมากกว่าช่วงก่อนๆ  แท้จริงแล้วเรื่องนี้ชลาธิปมั่นใจว่า แค่อังกูรคนเดียวก็สามารถจัดการได้แล้ว แต่อังกูรกลับต้องการให้เกียรติให้เขาได้เป็นคนตัดสินใจเสมอ แม้ว่าการตัดสินใจจะออกมาในรูป “ตามใจนายก็แล้วกัน” ซะเป็นส่วนใหญ่
            อังกูรขับรถตามชลาธิปมาเมื่อทราบว่าต้นน้ำยังคงอยู่ที่บ้านของหมอจนค่ำ เพื่อจะเป็นคนพาต้นน้ำกลับบ้าน
            “ปัณอาการไม่ดีขึ้นเหรอต้นน้ำ ทำไมล่ะ อาหารนี่ปัณก็เป็นคนทำนี่” ชลาธิปถามเพราะเป็นเวลาเกือบเดือนมาแล้ว ทำให้เขาจำรสมือของพ่อบ้านคนปัจจุบันได้
            “ทีแรกก็ดีขึ้นแล้วครับ แต่พอได้คุยกับคุณนิก้า ก็เหมือนอาการจะแย่ลง” ต้นน้ำก้มหน้านิ่งยืนอยู่ติดกับอังกูร
            “นิก้ามาเหรอ แล้วคุยเรื่องอะไรกัน?”
            “ผมไม่ทราบจริงๆครับ” ต้นน้ำก้มหน้าอย่างรู้สึกเสียใจที่ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรปัณได้เลย แถมยังดูเหมือนจะทำให้ชลาธิปโกรธเอาด้วย     เพราะหมอไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากสีหน้าที่เคร่ง เครียดกับการถอนหายใจหนัก ต้นน้ำมองหน้าอังกูรราวกับจะร้องไห้แล้วหาคนปลอบใจ

ห้องมืดสลัวเพราะคนที่นอนอยู่บนเตียงไม่สนใจจะเปิดไฟ กำลังต้อน รับการมาเยือนของแขกที่ไม่ได้รับเชิญ     หมอชลาธิปวางพวงกุญแจสำรองไว้ที่โต๊ะเล็กๆข้างประตูก่อนจะเดินตรงมายังเจ้าของห้องที่นอนอยู่บนเตียง
            “ไม่ดีขึ้นเหรอครับ ผมบอกแล้วใช่มั๊ย ว่าถ้าตอนเย็นไม่ดีขึ้น ปัณจะโดนอะไร”    ทว่าปัณณทัตกลับนอนนิ่งๆ    “หลับเหรอครับ?” ชลาธิปหย่อนสะโพก ไว้บนเตียง   มืออังหน้าผากวัดอุณหภูมิของร่าง กาย “คุณยังไม่หลับหรอก ผมรู้  ลุกขึ้นมาคุยกันก่อนเถอะ  เป็นอะไรหรือเปล่า?” ชลาธิปบอก เขาสังเกตเสียงลมหายใจของร่างบางที่นอนนิ่งๆอยู่บนเตียง มันไม่ได้เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ช้าๆ อย่างคนนอนหลับ แต่ร่างบางกลับไม่ตอบสนองเขาสักนิด
            ฟอดดดดดดดด ....
            ชลาธิปแกล้งหอมแก้มของปัณหนักๆ
            ได้ผล
            ปัณลืมตาขึ้นมาจ้องหน้าหมอทันที
            “ผมไม่สบาย คุณหมอกลับห้องไปเถอะครับ เดี๋ยวติดไข้”
            “กลับก็ได้ แต่บอกมาก่อน ว่าโกรธอะไรผมหรือเปล่า หืม?”
            “เปล่านี่ครับ”   ปัณณทัตพูดพร้อมคลุมผ้าห่มถึงหัวไหล่  แล้วหันหน้าไปอีกทาง    โดยไม่รู้เลยว่านั่นเป็นการเปิดโอกาสบางอย่างให้ กับหมอเสียแล้ว หมอชลาธิปตะครุบร่างบางรวบเอาไว้ทั้งคนทั้งผ้าห่มจากด้านหลัง
            “ถ้าไม่ได้โกรธกัน ผมกอดปัณไว้อย่างนี้ก็ได้ใช่ไหมครับ?”
            “คุณหมอครับ อย่า ผมอึดอัด”
            “งั้นก็มาคุยกันดีๆ” ชลาธิปพูดพร้อมดึงร่างบางให้หันมาหาตน สลัดผ้าห่มออก รวบแขนที่คอยแต่จะผลักใสเอาไว้ด้วยมือข้างเดียวเหนือศีรษะ ส่วนขาก็ใช้ล็อคท่อนล่างไม่ให้ร่างบางมีโอกาสได้ดิ้นหนี
            “ไงครับ บอกมาได้หรือยังว่าเป็นอะไร มีใครมาทำอะไรให้ไม่พอใจหรือเปล่า?” ชลาธิปถาม แต่ดูเหมือนความจริงจังเมื่อครู่จะหาย ไปหมดแล้ว เพราะมือข้างที่ยังว่างคอยแต่จะเขี่ยไรผม และ ริมฝีปากของร่างบางเล่น
            “ก็คนที่คุณหมอสนิทม๊ากกกกกก ไงครับ ที่มาวุ่นวายในบ้าน หน้าที่ดูแลบ้านเป็นของพ่อบ้านนะ ไม่อยากให้คนอื่นมาวุ่นวายแบบนี้ เลยครับ ผมไม่ชอบ”
            “นิก้าน่ะเหรอ เขามาทำอะไรล่ะ หึหึ อย่าไปคิดมากเลย อะไรที่เขาอยากพูดก็ปล่อยให้เขาพูด แต่ปัณไม่ต้องสนใจหรอกนะ”
            “ต้องอย่างนั้นสิ อย่างนี้สิ ห้องรับแขกสำคัญนะ ฉันน่ะ สนิทกับธิปมากกกกกกกก”    ร่างบางแสร้งเน้นเสียงจนคนฟังหัวเราะก๊าก เขาใช้มือทั้งสองกอบแก้มของคนป่วยขึ้นมา ก่อนจะบีบมันอย่างหมั่นเขี้ยว
            “คุณสนิทกับเธอ มากกกกกกกกกก จริงๆเหรอ?” ปัณถาม ตอนนี้เขาอารมณ์ดีขึ้นแล้ว
            “ทำไม หึงเหรอ?” เขาพูดยิ้มๆ
            “ไม่ได้หึงสักหน่อย แค่ไม่ชอบ” ปัณณทัตพูดแบบนั้น แต่กลับคิดกับตัวเองในใจไปอีกอย่าง ... ทำไมล่ะ ผมจะไม่ชอบไม่ได้หรือไง ก็แล้วสิ่งที่คุณหมอทำเมื่อเช้ามันแปลว่าอะไรล่ะ หรือว่าคุณหมอคิดแค่เล่นๆกับผม แค่อยากจะลองแบบใหม่หรือไง? ผมไม่ชอบเลยจริงๆ ผมไม่ใช่ของตายของคุณหมอนะ ได้แล้วจะทิ้งหรือไง?? ฮึ่ย
!!!

“คิดอะไรอยู่หน้าบึ้งเชียว”
            “เปล่าครับ” ตอบเสร็จก็ต้องสะดุ้งอีกหนเมื่อร่างหนาขยับตัวขึ้นมาพิงหัวเตียง แล้วดึงอีกคนให้มาซบอยู่ตรงอกของเขาด้วย
            “ก็ได้ครับ ไม่คิดก็ไม่คิด เดี๋ยวผมไปจัดการงานในห้องทำงานสักครู่   ปัณนอนไปเลยก็ได้นะครับ    ผมอยากให้ปัณพักผ่อนเยอะๆ พอดีพรุ่งนี้โรงพยาบาลมีงานน่ะครับ เพื่อนผมที่จะมาเยี่ยมเราช่วงสุดสัปดาห์เขาเป็นตัวหลักในการหาเงินบริจาคสร้างอาคารใหม่ให้โรงพยาบาล ผมอยากให้ปัณไปด้วย”
            “ผมไม่ไปได้หรือเปล่าไม่รู้จะไปในฐานะอะไร ไม่มีอะไรในงานที่เกี่ยวกับผมสักหน่อย”
            “ก็ไปในฐานะแขกของผมไงครับ ไปแนะนำตัวหน่อยไหม ลูกชายเจ้าของโรงแรมดังให้เกียรติมาดูแลบ้านให้ทั้งที”
            “นะ”
            “ได้ครับ ไปก็ได้”
            “ดีครับ งั้นตอนนี้ปัณนอนก่อนนะ นี่ทานยาก่อนนอนหรือยัง”
            “เรียบร้อยแล้วครับ” หมอยิ้มให้อย่างพอใจ เขาจัดผ้าห่มให้อยู่ที่ระดับอกของคนป่วยแล้วหอมหน้าผากบางๆก่อนจะออกจากห้องไป

 

 

TBC

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น