อุธิยา

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทนำ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 459

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ธ.ค. 2560 17:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทนำ
แบบอักษร

บทนำ

‘ตะลึง จับยาบ้า-ยาไอซ์แม่จันสองแสนเม็ด คาดเข้าไทยราคาร่วม 60 ล้าน’

‘ยาบ้าลอตใหญ่ เบื้องหลัง ‘คนใหญ่’ มีสี’

‘หลักฐานชัด พล.ต.ธีระ เบื้องหลังยาบ้าแม่จัน’

นายทหารหนุ่มใหญ่ไล่สายตาไปตามหัวข้อข่าวซึ่งตัดมาจากหนังสือพิมพ์แล้วใส่ในแฟ้ม วันเวลาผ่านไปราวกับฝัน ถึงแม้จะไม่นาน แต่เขารู้สึกเหมือนอดีตอันไกลโพ้น บางครั้งดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เรื่องของตัว

‘โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายทหาร โผไม่พลิก พ.อ. อรรณพ เป็นพันเอก (พิเศษ)...’

เว้นเสียแต่ว่าชื่อที่ปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์อีกฉบับเป็นชื่อเดียวกับป้ายชื่อบนเครื่องแบบ เขาผ่อนลมหายใจ ในห้องทำงานศักดิ์สิทธ์ด้วยภาพพระมหากษัตริย์ โล่ประกาศกิตติคุณ ประกาศนียบัตร และภาพการรับรางวัลต่างๆ ทำให้เขาหวนรำลึกภาพในอดีตของการได้มา

บทสนทนานั้นเกิดขึ้นเมื่อเย็นวันหนึ่ง

‘คุณรู้เรื่องนี้ได้ยังไง เรื่องนี้ร้ายแรงมากนะ อย่ามาพูดซี้ซั้วไม่มีหลักฐาน คุณจะโดนฟ้องได้ง่ายๆ’

คนปลายสายตอบกลับโดยไม่มีน้ำเสียงตื่นตระหนกแม้แต่น้อย

‘ผมรู้ดีนะผู้พัน ว่าผมกำลังพูดถึงอะไรและพูดถึงใคร ถ้าไม่มั่นใจจริงผมไม่พูดพล่อยๆ หรอก ผมทำธุรกิจเข้าๆ ออกๆ แถบนั้น ผมก็มีคนรู้จักของผม แต่ทั้งนี้ก็แล้วแต่ผู้พันก็แล้วกัน ผมถือว่าผมทำหน้าที่พลเมืองดี’

นายทหารใหญ่ตัดสินใจอย่างหนักอยู่นาน เพราะชื่อที่ได้รับมาไม่ใช่คนอื่นที่เขาจะจัดการได้อย่างใจ

เมื่อคนคนนั้นเป็นผู้บังคับบัญชาของเขาเอง

            แต่ในที่สุด เมื่อได้ลงมือทำก็ย้อนกลับมาไม่ได้ ทุกอย่างดำเนินไป กลายเป็นข่าวระดับประเทศและยาวนานร่วมหลายเดือนตั้งแต่มีการจับกุมขบวนการค้ายาบ้าลอตใหญ่ที่มีนายระทหารระดับสูงอยู่เบื้องหลัง ตามมาด้วยการจับกุมผู้บงการ และสืบสวนบุคคลที่ถูกซัดทอด

นายทหารหนุ่มใหญ่เปิดลิ้นชัก หยิบหนังสือพิมพ์อีกฉบับออกมา มีหัวข้อข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์อีกฉบับซึ่งเขาไม่ได้ตัดรวมในแฟ้ม

            ‘อุบัติเหตุคร่าครอบครัว พล.ต. ธีระ ลูกชายคนโต-เมียดับ ลูกคนเล็กอาการสาหัส...’

            อีกฉบับเป็นข่าวในกรอบเล็กๆ ‘สอบเครียดลูกชายอดีตพลตรี ปฏิเสธทุกข้อหา...’

            เมื่อถึงตรงนี้ ชายกลางคนมีแววตาเป็นประกาย ทุกอย่างถูกคิดไว้แล้วเพียงแค่รอเวลา จังหวะนั้นประตูถูกเคาะและเปิดออก นายทหารหนุ่มวัยสามสิบเดินเข้ามา ยืดตัวตรงทำความเคารพ

            “ท่านครับ ได้เวลาแล้วครับ”

            ผู้เป็นนายซึ่งสวมเครื่องแบบ บนอกติดยศดูองอาจและน่าเกรงขาม พยักหน้าเล็กน้อย เก็บเอกสารทุกอย่างเข้าที่ ลุกจากโต๊ะทำงาน แล้วหันหน้ามาทางผู้ใต้บังคับบัญชา

            “เรื่องที่ให้จัดการไปถึงไหนแล้ว”

            “ทางนั้นแจ้งว่า ผู้กองยื่นหนังสือลาออกแล้วครับ” เขาตอบเสียงราบเรียบด้วยสีหน้าไม่เปลี่ยน

            คนฟังมีรอยยิ้มในแววตา “ดีมาก” เขาชมและตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ

            “ขอบพระคุณครับท่าน”    

            จากนั้นทนายทหารใหญ่ก็เดินออกไปจากห้อง เพื่อรับการแต่งตั้งยศใหม่อย่างเป็นทางการ

            หลายเดือนผ่านไป

            ธนุสนั่งรอเพื่อนอยู่ที่ล็อบบีของสนามยิงปืน กาแฟเย็นที่สั่งมาละลายจนมีหยดน้ำเกาะอยู่ข้างแก้วและซึมลงกระดาษรองจนชุ่ม เขาไม่รู้สึกกระหายน้ำเท่าคำตอบที่เพื่อนซึ่งทำงานเป็นครูฝึกอยู่สถานที่แห่งนี้กำลังจะมาบอก

            หวนรำลึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา สี่เดือนมาแล้วที่เขายื่นใบลาออกจากหน่วยงานที่สังกัดอยู่ เป็นการลาออกในอาชีพทหารที่รักยิ่งอย่างไม่เต็มใจ ชีวิตของเขาพลิกเปลี่ยนไปเพียงเวลาไม่ถึงปีเมื่อพ่อถูกจับ หลังจากนั้นไม่ถึงเดือน พี่ชาย แม่ และน้องชายก็ประสบอุบัติเหตุ คนรอดชีวิตเหลือแค่ ธนกฤต น้องชายวัยเก้าขวบ แต่ก็ต้องเสียขาทั้งสองข้างไป ทุกวันนี้ยังต้องเข้าออกโรงพยาบาล โดยมีป้านวล แม่นมเก่าแก่คอยเป็นธุระให้

            พ่อไม่ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการค้ายาเสพติดลอตใหญ่ที่จับได้ที่แม่จัน จังหวัดเชียงราย นำโดยกองกำลังผาเมือง ซึ่งเป็นข้อหาที่ร้ายแรงที่สุดเท่าที่ธนุสจะรับรู้ว่าพ่อทำอะไรลงไป หน่วยงานของเขาอยู่ถึงประจวบคีรีขันธ์ อยากจะเข้ามาหาพ่อก็ไม่สามารถทำได้ปุบปับ หนำซ้ำยังถูกคุมตัวมาสอบสวนหนักจนไม่ได้นอนติดๆ กันอยู่สามคืน

            เมื่อไม่สามารถหาหลักฐานใดๆ มาเชื่อมโยงความผิดระหว่างเขากับพ่อได้ ธนุสก็ได้พักผ่อนเป็นเวลาสั้นๆ และตื่นมาอีกครั้งก็พบกับข่าวร้ายยิ่งกว่า

            พ่อฆ่าตัวตายในคุกเสียแล้ว

            สิ่งเดียวที่เหลือมาถึงเขาคือจดหมายลายมือพ่อที่เขียนเพียงประโยคสั้นๆ ว่า ‘ขอโทษและรักลูกสุดหัวใจ’

            น้ำตาลูกผู้ชายที่ไม่เคยปรากฏมาตลอดตั้งแต่อายุสิบขวบรินไหล

            ธนุสไม่เข้าใจถึงเหตุผลนั้น ขณะเดียวกันเขาก็คิดว่าพ่อคงไม่ต้องการให้เข้าใจ พ่อไม่เรียกร้อง ไม่ปฏิเสธ ทุกอย่างเป็นเรื่องจริง เมื่อจัดการพิธีศพเสร็จไปเรียบร้อย ก็เหลือแค่เขาที่จำเป็นต้องมองหาทางเดินชีวิต

            ระหว่างที่แรงกดดันจากในหน่วยงานถาโถมเข้ามา ทหารหนุ่มซึ่งมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าชุดโจมตียังคงทำงานต่อเพื่อพิสูจน์ตน และเพื่อสองชีวิตที่เหลืออยู่ แต่ล้วนเป็นไปได้ยากยิ่ง ในบรรดาเรื่องราวที่พุ่งเข้าใส่ กระสุนนัดหนึ่งซึ่งเขารู้ว่าเป็นนัดเดียวที่สำคัญนั่นคือพันเอกอรรณพ ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของผลงานจับผู้บังคับบัญชาหรือพ่อของเขานั่นเอง

            เขารู้สึกว่าตนเองถูกบีบให้ลาออก

            ไม่ว่าจะด้วยจุดประสงค์อะไร แต่คนคนนั้นทำได้ หัวหน้าเขาเรียกไปพบและพูดเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา และในที่สุดคนนั้นก็ทำสำเร็จ

            ความโกรธเคืองปะทุอยู่ในอกเมื่อเดินสะพายเป้ออกมาจากหน่วย สิบปีที่เป็นทหารตั้งแต่เริ่มเรียนและเข้ารับราชการไม่เคยมีสักครั้งที่เขาทำผิด แต่ครั้งนี้ต้องยอมรับความผิดที่ตนเองไม่ได้ก่อ ทุกอย่างเป็นเพราะใคร

            ธนุสเฝ้าถามตัวเอง เมื่อเดินออกมา รถหรูคันหนึ่งจอดรออยู่แล้ว นายทหารคนขับรถเดินเข้ามาส่งสัญญาณว่าต้องการให้นั่งรถไปด้วยกัน เมื่อเปิดประตูขึ้นไป พบว่าคนที่รออยู่คือพันเอกอรรณพ หรือในยศใหม่ พันเอก (พิเศษ) อรรณพ

            เครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำแต่ไม่ทำให้เขาสบาย กลับกัน ใจนั้นเต้นเร่าจนแทบทะลุอก คนที่นั่งอยู่ข้างๆ คือผู้ชายที่เจริญก้าวหน้าบนความล้มเหลวและความตายของพ่อ ขณะที่เขาสูญสิ้นทุกอย่าง บุพการี พี่ชาย ทรัพย์สินของครอบครัวก็ถูกยึด รถยนต์ก็ขายไปแล้วเพื่อนำเงินมารักษาน้อง

            ‘ลาออกแล้วใช่ไหม’ ประโยคแรกถูกเอ่ยขึ้นมา ธนุสกำหมัดแน่นแทนคำตอบ อรรณพพูดต่อ ‘แล้วจะทำอะไรต่อ’

            ชายหนุ่มยังเงียบ เขาพยายามระงับตนเอง เกรงว่าเพียงแค่คำพูดคำเดียวจะหลุดไปพร้อมอารมณ์ที่ระเบิด

            ‘ถ้ายังไม่คิด ฉันอยากให้เธอมาทำงานกับฉัน’

            ‘ไม่ครับ’

            เพียงประโยคที่บอกความต้องการของคนอายุมากกว่าถูกเอ่ยออกมา ธนุสก็สามารถกล่าวคำปฏิเสธได้ทันควัน แปลกใจตัวเองที่น้ำเสียงนั้นไม่แข็งกร้าวอย่างที่คิด แต่หนักแน่นพอ

            ‘ตอบแบบนั้นไม่ดีหรอก คิดก่อนก็ได้’

            ‘ผมไม่จำเป็นต้องคิด ไม่ว่าจะตอบตอนไหน คำตอบมีแบบเดียว’

            ‘มีอะไรอีกมากมายที่เธอควรจะเรียนรู้’

            เขาทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง ตอนนี้ใจพุ่งเป้าไปเรื่องเดียวคือน้องชายที่กลายเป็นคนพิการ เขาเหลืออยู่แค่นั้นเอง

            ‘ผมอยู่ในโลกนี้ได้โดยไม่ต้องมีความเมตตาจากใคร ช่วยจอดด้วยครับ ผมจะลง’

            ใบหน้าของอรรณพกระตุก แต่ธนุสไม่เห็น เขาสบตากับคนขับรถในกระจกมองหลัง พยักหน้านิดๆ เท่านั้นอีกฝ่ายก็ขับรถไปจอดเทียบทางเท้า ชายหนุ่มเปิดประตูออกไปโดยไม่มีคำลา และไม่หันกลับมามอง

            อรรณพหลับตา ผ่อนลมหายใจ ชายรุ่นลูกคนนั้นคงไม่รู้ว่าเขาก็ต้องสงบสติอารมณ์เพียงไร กิริยานั้นไม่ก้าวร้าว แต่เต็มไปด้วยหนามแหลม ธนุสเหมือนสัตว์ป่าบาดเจ็บ แผลยังใหม่ ดุร้าย ระแวง และไม่ไว้ใจใคร

            รออีกสักพัก คงไม่นานเกิน เมื่อท้องหิว ล้า จับไข้ พิษนั้นจะเตือนให้รู้เองว่าควรจะทำอย่างไร

            อานนท์เดินออกมา ธนุสขยับตัว แต่พอเห็นแววตาเพื่อนสนิท ความหวังของเขาก็ดับวูบ อีกฝ่ายนั่งลงที่เก้าอี้ใกล้กัน แล้วก็เป่าปาก เกาศีรษะ

            “ขอโทษว่ะ ธนุส”

            เท่านั้นธนุสก็พอเดาได้แล้ว คราวนี้ชายหนุ่มรู้สึกกระหายขึ้นมาจริงๆ เขาละสายตาจากคนเป็นเพื่อนแล้วมองไปทางอื่น นี่ไม่ใช่หนแรกที่ถูกปฏิเสธจากการไปสมัครงาน แต่เป็นครั้งแรกที่ผิดหวังจริงจัง หลังจากลาออกจากทหาร ชายหนุ่มยื่นใบสมัครไปที่ต่างๆ ถึงเขาจะเป็นทหารแต่ก็มีอาชีพใกล้เคียงที่สามารถใช้ความสามารถจากการเป็นหัวหน้าชุดโจมตีได้ เช่น เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในสถานที่ต่างๆ แต่ดูเหมือนว่า นามสกุลของเขาทำให้ถูกปฏิเสธ

            เพราะเขาเป็นลูกชายนายทหารที่ค้ายาเสพติด

            หลายที่ก็เข้าใจว่าเขาไม่เกี่ยวข้อง เกือบจะตอบรับ แต่แล้วก็ปฏิเสธ ธนุสกรุ่นโกรธเมื่อได้ยินคำพูดเป็นนัยว่า ‘ผู้ใหญ่’ ไม่อนุญาต เขารู้ดีว่าคนคนนั้นคือใคร

            แต่ชายหนุ่มก็ยังดิ้นรน ที่หมายสุดท้ายคือโรงเรียนสอนยิงปืนซึ่งอานนท์เพื่อนสนิทเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนอยู่ที่นี่ อานนท์เป็นเพื่อนร่วมรุ่นสมัยเรียน สนิทชนิดล้อชื่อพ่อและแก้ผ้าอาบน้ำด้วยกันมาแล้ว อานนท์รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะจะให้ธนุสทำงานเป็นครูสอนที่นี่เพราะเขามีหุ้นส่วน อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่เขา

            ทว่าก็ไม่ใช่ทั้งหมด ทำให้ชายหนุ่มก็ต้องมาแสดงความเสียใจกับเพื่อนที่รับปากแล้วทำไม่ได้

            “จริงๆ แล้ว ก็โอเคอยู่นะ แต่มีคน...”

            ธนุสยกมือห้าม สมองสั่งการว่าไม่อยากได้ยินคำปฏิเสธซ้ำๆ ที่เกี่ยวข้องกับคนเดิมซ้ำๆ เขาพยักหน้า

            “ไม่เป็นไร ขอบใจมึงมากนนท์ ขอโทษที่ทำให้ลำบากใจ”

            ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน อานนท์ลุกตาม

            “แล้วมึงจะทำยังไงต่อ” ทั้งที่รู้ แต่อานนท์ก็หลุดปากไป เขาอยากต่อยตัวเองที่ถามคำถามนี้ ธนุสนิ่งเล็กน้อย เงินงวดสุดท้ายที่เก็บเอาไว้สำหรับดำรงชีวิตถูกไล่ตามโดยการรักษาพยาบาลธนกฤต

            “ยังไม่รู้ หาต่อไป”

            อานนท์เห็นใจเพื่อนจนไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาปลอบใจ ปกติธนุสไม่ใช่คนนิ่งขรึมมากมาย แต่ก็ไม่เคยเห็นว่าถูกล้อมรอบด้วยสีเทาขนาดนี้ มรสุมชีวิตของธนุสเป็นพายุลูกใหญ่เหลือเกิน หากเป็นเขาเองไม่รู้จะรับได้หรือเปล่า ชายหนุ่มก็จนปัญญา เขาตบบ่าเพื่อนรัก

            “กูเอาใจช่วย มีอะไรก็คุยกันได้เสมอนะเพื่อน”

            อดีตหัวหน้าชุดโจมตีพยักหน้า “ขอบใจเพื่อน” ก่อนจะเดินออกไป อานนท์มองตาม พอจะรู้เรื่องเลาๆ ว่าเพื่อนรักไม่สิ้นไร้หนทางเสียทีเดียว ทว่าทางเลือกนั้นเมื่อพูดขึ้นมาก็ต้องเก็บพับเพราะเจ้าตัวไม่ต้องการ

            ‘กูรู้ว่าศักดิ์ศรีมันกินไม่ได้ แต่ก็ต้องมีไว้ พ่อกูสอนแบบนี้’ ธนุสตอบเขาเมื่อวันที่เขาไปร่วมไปงานศพพ่อชายหนุ่ม ถึงแม้ดวงตาจะแดงก่ำแต่ไร้หยดน้ำ ถึงแม้เสียงจะเบา แต่หนักแน่น อานนท์ไม่อาจเข้าไปถึงหัวใจของธนุส แต่อย่างน้อยก็เชื่อว่าเพื่อนรักจะผ่านอุปสรรคครั้งนี้ไปได้

            เมื่อเห็นรถคันนั้นจอดอยู่ เขารู้ว่าจะต้องเจอกับอรรณพเป็นครั้งที่สามในรอบสี่เดือน เป็นครั้งที่ธนุสถามตัวเองอย่างจริงจังว่าเขาบาดเจ็บเกินกว่าที่จะไปต่อได้แล้วใช่ไหม ชายหนุ่มถอนใจ เดินไปขึ้นรถที่นายทหารคนขับเดินมาเปิดประตูไว้ให้

“ฉันบอกเธอแล้ว คนอย่างเธอเป็นทหารมาตลอดชีวิต จะไปทำอะไรได้”

            ธนุสเงียบ อยากโต้กลับแรงๆ ว่าเขาสามารถทำมาหาเลี้ยงชีพได้หากไม่มีใครมาขัดขวาง การฝึกที่ผ่านมาสอนให้อดทน ทนไม่ไหวก็ต้องทน เขาถูกสอนมาเช่นนั้น

            “เธออาจจะคิดว่า ฉันเป็นคนขัดขวางเธอ ก็ไม่แปลก ฉันไม่อยากให้เธอไปทำงานที่อื่น”

            รถแล่นไปเรื่อยๆ ความเงียบเข้าปกคลุมภายในรถพร้อมความจริงที่ว่าธนุสเริ่มรู้สึกว่าหนีไปไหนไม่ได้ กำลังใจหมดลงเรื่อยๆ มองไปทางไหนก็มืดสลัว เห็นแสงสว่างยากเต็มที

            “ท่านต้องการอะไรครับ”

            น้ำเสียงคนอ่อนวัยกว่าเริ่มจะเหวี่ยง ทว่ากลับทำให้อรรณพยิ้ม

            “เธอน่าจะรู้อยู่แล้ว ฉันอยากให้เธอมาทำงานกับฉัน มาขับรถให้ครอบครัวฉัน แค่นั้นเอง”

            เมื่อสิ้นประโยค ความว่างเปล่าลอยอยู่ในอากาศ ผู้มีอำนาจเหนือกว่ามีหัวใจรื่นรมย์ สองครั้งก่อนถูกชายรุ่นลูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย แต่หนนี้ความลังเลและพิจารณาต้องอยู่ในสมองของชายหนุ่มแน่นอน

            “ผมขอถามอะไรสักอย่างได้ไหมครับ”

            อรรณพโคลงศีรษะ “ว่าไป”

            “ทำไมท่านถึงได้คิดมาหว่านล้อมผมให้ไปทำงานด้วย ท่านมีจุดประสงค์อะไรแอบแฝง และทำไมท่านคิดว่าคนอย่างผมจะไปทำงานให้...คนอย่างท่าน”

            รอยยิ้มเหือดไป ธนุสยังคงความเป็นธนุส เป็นลูกผู้ชายที่กล้าชน แม้เจียนตายแต่ยังมีแรงจากคมเขี้ยว ก่อนที่อรรณพจะตอบ บางภาพก็ฉายเข้ามาในความคิด

            เมื่อครั้งที่เขาไปเยี่ยมธีระซึ่งถูกคุมขังอยู่ 

            อรรณพพยายามห้ามตัวเองไม่ให้สังเกตว่า คนอยู่หลังลูกกรงนั้นมีใบหน้าซูบตอบ ตาแดง เพียงแค่ไม่กี่วันผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วย ความน่าเกรงขามและบารมีมลายไปสิ้น หลังจากทักทายกันด้วยเรื่องทั่วไป ท้ายสุดอดีตพลเอกก็พูดขึ้น

            ‘ณพ สิ่งที่ฉันจะพูดต่อไปนี้ไม่ใช่ในฐานะผู้บังคับบัญชา ไม่ใช่ในฐานะทหาร แต่เป็นในฐานะพ่อ ฉันขอแค่เว้นธนุส เขาไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ถือซะว่าเป็นคำขอสุดท้ายจากฉัน ฝากลูกชายฉัน ขอแค่ความเมตตาจากนาย...”

            ประโยคนั้นดังก้องในหูอรรณพเมื่อครั้งที่เขาไปเยี่ยมอดีตผู้บังคับบัญชา อดีตรุ่นพี่ อดีตเพื่อน เขาไม่ได้ตอบอะไรแค่เลือกเดินจากมา ความในใจนั้นไม่ส่งต่อออกไป แต่อีกฝ่ายคงจะรู้ในฐานะลูกผู้ชาย ทหาร และความเป็นพ่อ

            ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่ทั้งหมด

            “นั่นเป็นสองข้อแล้วนะ” อรรณพตอบกลั้วหัวเราะ “ไม่มีอะไร ฉันแค่พอใจ ก็แล้วทำไมเธอถึงจะปฏิเสธงานที่มาเสนอถึงที่ แล้ววิ่งไล่ตามหางานที่ไม่มีทางจะได้ล่ะ”

            สีหน้าธนุสเคร่งขรึม พื้นที่ยืนถูกลิดรอนเหลือเพียงบนฝ่าเท้า คำพูดนั้นเหมือนลิ่มที่ตอกย้ำ เขาถูกปฏิเสธจนสมองไม่เคยสัมผัสคำว่าตกลงหรือยินดีมานานแล้ว

            “ลำพังเธอคนเดียวน่ะเอาตัวรอดได้แน่นอน แต่น้องเธอล่ะ แม่นมเก่าแก่นั่นอีก เธอรับผิดชอบพวกเขาไหวเหรอ ฉันจ้างเธอ มีเงินเดือน มีที่พัก ข้าวปลาพร้อม ถ้าไม่คิดว่าเพื่อตัวเอง ก็คิดว่าเพื่อน้องกับแม่นมเธอสิ ฉันว่ามันคืออนาคตของพวกเขานะ”

            นั่นแหละประเด็น ธนุสไม่ห่วงตัวเองเท่าน้องชายกับแม่นม เขาอยู่ได้ ต่อให้ชีวิตไม่เหลือใคร เขามีสองมือ มีแรง ใช้แรงแลกเงินก็ยังได้ แต่น้องชายที่กลายเป็นคนพิการจะอยู่อย่างไร แม่นมผู้มีพระคุณซึ่งเรียกเขาว่าคุณหนูจวบจนวันนี้อีกล่ะ จะถือเอาความหยิ่งทะนงแล้วปล่อยพวกเขาเผชิญชะตากรรมทั้งที่เขามีทางเลือกได้อย่างไร

            ธนุสอ่อนแรงที่จะเดินต่อ หัวใจสับสนกับสิ่งที่ดาหน้าเข้ามาสารพัดสารเพ เขาถูกคนคนนี้ทำลายศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจในตัวเองจนหมดสิ้น

            ชายหนุ่มหลับตา พ่อ พี่ชาย และแม่จากไปแล้ว อดีตไม่มีวันหวนคืน ไม่ว่าพวกเขาจะทำผิดหรือก่อกรรมใดๆ ที่ทำให้ลูกชายคนกลางต้องมารับภาระ พวกเขาก็ไม่มีวันรับรู้อีกแล้ว

            “ตกลง”

            อรรณพกระตุกริมฝีปาก แม้จะใช้เวลาแต่ทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาต้องการ นายทหารยศพันเอกเอนกาย มองรถราที่แล่นกันขวักไขว่ราวกับมันเป็นสิ่งบันเทิงใจสุดขีด

            ได้ยินธนุสเอ่ยขึ้นมาอีกประโยค

            “เรื่องนี้มันจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่”

            อรรณพตอบโดยไม่มองคู่สนทนา

            “แล้วฉันจะเป็นฝ่ายบอกเอง”

  25.12.17

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น