หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เพราะคำว่ารัก ทำให้นางต้องกลายเป็นหมากในกระดานของใครหลายๆ คน แล้วในโลกนี้จะมีผู้ใดบ้างที่มอบความรักให้นางอย่างจริงใจ

ตอนที่ 16 แรกพบยามดึก

ชื่อตอน : ตอนที่ 16 แรกพบยามดึก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.3k

ความคิดเห็น : 54

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ธ.ค. 2560 15:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 16 แรกพบยามดึก
แบบอักษร



ในสวนเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง ม่านเยาไม่อยากจะอยู่ตรงนั้นสักวินาทีเดียว ดังนั้นตอนที่นางออกมา ผมเผ้าก็ยังเปียกปอน เสื้อผ้ายังคงแนบเนื้อ พอลมพัดร่างนั้นก็สั่นไหว รู้สึกทรงตัวได้ยาก ดูว่าไม่เหมาะกับการขี่ม้า นางมักจะเป็นแบบนี้เสมอ ชอบให้คนอื่นกลับไปก่อน เพราะนางคุ้นเคยกับการเดินเล่นคนเดียว แต่กลับคิดไม่ถึงว่าคืนนี้จะเกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันขึ้น


ตอนนี้เป็นช่วงดึกสงัด เมฆดำคลุมจันทร์ ท้องฟ้ามืดมิด


ม่านเยาเดินไปสองสามก้าว ก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนแอบตามนางอยู่  จะมาเพื่อการเข่นฆ่าหรือไม่นั้น นางเองก็วิเคราะห์ไม่ออก เพราะเวลานี้นางไม่มีกำลังภายใน ดูเหมือนว่าคืนนี้จะกลับไปจวนองค์หญิงไม่ได้เสียแล้ว ในสวนก็ไม่ปลอดภัย ทางที่นางเดินนี้ก็ค่อนข้างที่จะเปลี่ยว ดังนั้นหากเกิดเรื่องอะไรขึ้นจะเรียกใครก็คงไม่ได้ยิน นางควรจะทำเช่นไรดี คืนนี้เกิดเรื่องราวมากมาย การลอบสังหารของชายชุดดำ การที่จู่ๆ นางก็สูญเสียกำลังภายใน จู่ๆ จงเจิ้งอู๋โยวก็ควบคุมตัวเองไม่ได้ รวมถึงคนที่แอบสะกดรอยตามนางมา ทุกอย่างนี้ล้วนแต่ดูไม่ธรรมดา นางมาอยู่ที่แคว้นหลินเทียนสองเดือนแล้ว ก็ไม่ได้มีความแค้นกับใคร แม้แต่ตัวตนก็ปิดเป็นความลับไว้ แท้ที่จริงแล้วเป็นใครกันแน่ที่อยากจะจัดการนาง

หัวหนักอึ้ง ร่างกายอ่อนปวกเปียกไร้เรี่ยวแรง ลมพัดกิ่งไม้แกว่งสะบัดไปมาเสียงดัง “ซ่าๆ” ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบยามค่ำคืน ประหนึ่งรอบทิศมีแต่เสียงฝีเท้าคนเดิน เบามาก แต่กลับล้อมนางเอาไว้ตรงกลาง หน้าผากของนางร้อนรุ่ม มือจับกำแพงฝืนตัวเองให้แข็งใจไว้ รู้สึกว่าคนที่แอบตานางอยู่นั้นเริ่มเข้ามาใกล้นางเข้ามาเรื่อยๆ เข้ามาอีก...กลิ่นอายแห่งความอันตรายเต็มไปทั่วท่ามกลางความมืดมิด จนปกคลุมเข้าสู่ในใจของนาง นางรู้สึกตื่นกลัวขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว ราวกับเส้นเอ็นที่ขึงไว้เต็มไปหมดนั้นได้ขาดลงแล้ว

 “กุบกับ กุบกับ” ตอนนั้นเองก็มีเสียงรถม้าดังมาจากที่ไม่ไกล ทั้งยังมีเสียงแส้ที่ฟาดลงหลังม้าอย่างเร่งรีบ จนรู้ได้ว่าคนที่อยู่บนรถม้านั้นรีบเดินทางเพียงใด สายตาของนางเป็นประกาย นางใช้แรงเฮือกสุดท้ายวิ่งไปกลางถนน ลองสู้ดูสักตั้งดีกว่าอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย

“ฮี่---” รถม้าถูกบังคับให้หยุดลง คนที่ขับรถม้าเป็นชายหยาบกระด้าง อายุราวสี่สิบกว่าปี ถือแส้แล้วชี้มาที่นาง ขมวดคิ้วแล้วพูดขึ้น “เจ้าเป็นใคร! ถึงได้กล้ามาขวางทางรถม้าของพวกข้าเช่นนี้ อยากตายหรืออย่างไรกัน!”

ม่านเยาเดินไปข้างหน้าสองก้าว ยกมือขึ้นคารวะแล้วพูดขึ้น “พี่ชาย ข้าน้อยรีบเดินทางมาจากซีซานมาถึงที่นี่ ช่างโชคร้ายถูกลมหนาวเข้าจนไม่สบาย หวังว่าหากพี่ชายสะดวก ขอให้ข้าติดรถม้าไปหาหมอข้างหน้า จะถือเป็นพระคุณอย่างถึงที่สุด ภายภาคหน้าขาจะขอบใจอย่างไม่มีวันลืม”

น้ำเสียงของนางแหบพร่า แฝงไว้ด้วยเสียงขึ้นจมูกอู้อี้ เพียงฟังดูก็รู้ว่าที่นางพูดว่าไม่สบายเพราะลมหนาวนั้นเป็นความจริง ชายแก่คนนั้นเหมือนจะลังเลอยู่เล็กน้อย เขาจึงหันไปถามคนที่อยู่ในรถม้า  แล้วหันมาตอบนาง “พวกเรารีบเดินทางไปตงเฉิง ไม่มีเวลาจัดการเรื่องเจ้า อีกอย่างกลางค่ำกลางคืนแบบนี้ ใครจะไปรู้ว่าหมออยู่ที่ใดกัน เจ้ารีบหลบไปเถอะ ถ้าทำให้เจ้านายข้าเสียเรื่องสำคัญ เกรงว่าเจ้าจะรับผิดชอบไม่ไหว”

ม่านเยาอึ้งไป เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่เขาพูดก็ไม่น่าจะเหมือนกับรถม้าของคนทั่วไป ไม่รู้ว่าในรถเป็นผู้ใดกัน ถึงแม้ว่ารถม้านั้นจะไม่ได้ดูสวยงามโอ่อ่า แต่ม้าสามสี่ตัวที่ลากอยู่กลับเป็นม้าดีที่ไม่ได้เจอง่ายๆ คาดว่าคนที่นั่งอยู่ในรถนี้ก็น่าจะเป็นคนใหญ่คนโต พวกเขาจะไปตงเฉิงงั้นหรือ จู่ๆ ความคิดของนางก็เป็นประกาย ยกยิ้มขึ้นบางๆ แล้วพูดขึ้น “พี่ชาย ที่ที่ข้าจะไปก็อยู่ทางตงเฉิง ทางเดียวกันพอดี รบกวนท่านช่วยข้าด้วยเถอะ พาข้าไปใกล้ๆ จวนองค์ชายหลีก็พอแล้ว” คนที่เป็นคนใหญ่คนโตก็ต้องไว้หน้าองค์ชายหลีหรือมิใช่

ชายคนนั้นตกใจ จึงรีบถามขึ้น “เจ้าเป็นคนขององค์ชายหลีอย่างนั้นหรือ”

ม่านเยาพูดตอบ “องค์ชายหลีเป็นสหายของข้า” เล่นหมากรุกด้วยกันครั้งหนึ่ง นับว่าเป็นเพื่อนเล่นหมากรุกกันได้แล้วกระมัง! ถึงเขาจะไม่นับแต่ก็ต้องยืมมือเขาใช้เสียหน่อย ออกไปจากที่นี่ให้พ้นคนๆ นั้นเสียก่อนค่อยว่ากัน

“แค่...แค่คำพูดประโยคเดียวของเจ้า ใครกันจะเชื่อ” ชายคนนั้นมองนางด้วยความสงสัย

“เหลาหม่า ให้เขาขึ้นมาเถอะ” เสียงของชายหนุ่มที่ดังมาจากในรถม้าฟังดูนุ่มนวลสง่างาม ชายที่ถูกเรียกชื่อว่าเหลาหม่าได้ยินก็รีบพยักหน้าตอบแล้วเชิญนางขึ้นรถม้าด้วยท่าทางเกรงอกเกรงใจ

ภายในรถม้าไม่มีแสงสว่างใดๆ นางเห็นเพียงแค่โครงหน้าของบุรุษที่อยู่ตรงข้ามเท่านั้น ไม่สามารถเห็นหน้าตาของเขาได้อย่างชัดเจน แต่นางก็กลับรู้สึกได้ว่าสายตาของคนที่อยู่ตรงข้ามนั้นมองอยู่ที่นางตลอด นางจึงคารวะด้วยความมีมารยาทแล้วพูดขึ้น “ข้าน้อยขอโทษที่รบกวนท่าน”

บุรุษผู้นั้นยิ้มขึ้นด้วยความสุภาพแล้วพูดตอบ “ยามอยู่ข้างนอก ใครก็ย่อมมีความลำบาก แม่นางเจ้า...ไม่จำเป็นต้องเป็นกังวล”

ม่านเยาตกใจ ในรถม้านี้มืดจนไม่เห็นสิ่งใด แต่เขามั่นใจว่านางเป็นผู้หญิงถึงเพียงนี้ ชายหนุ่มเหมือนจะดูความสงสัยของนางออก จึงหัวเราะแล้วพูดขึ้น “ถึงแม้ว่าแม่นางจะไม่สบายเพราะลมหนาวจนทำให้เสียงแหบพร่า จนแยกแยะไม่ออกว่าเป็นบุรุษหรือสตรี แต่ลมหายใจของแม่นางแฝงไว้ด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ทั้งรูปร่างของแม่นางยังเล็กและบอบบาง เช่นนั้นข้าน้อยก็เลยมั่นใจว่าเจ้าต้องเป็นสตรี”

ท่ามกลางความมืดมิด ความรู้สึกของคนยิ่งจะชัดเจนเป็นพิเศษ ม่านเยาหายสงสัยจึงยิ้มแล้วพูดขึ้น “คุณชายมีความคิดละเอียดมาก ข้าขอนับถือ”

ชายหนุ่มยิ้มเพียงเล็กน้อยโดยไม่ได้พูดอะไรต่อ ม่านเยายิ่งรู้สึกว่าหัวหนักอึ้ง ตัวร้อนไปทั้งตัวจนนั่งอย่างไม่มั่นคง พอรถม้าโคลงเคลง นางก็บังคับตัวเองไม่อยู่ ไถลออกไปทางประตูรถม้า มองดูเหมือนจะต้องตกรถม้าเสียแล้ว แม้แต่เสียงอุทานตกใจนางยังไม่มีแรง

มือเรียวยาวมีกำลังข้างหนึ่ง คว้าจับแขนนางเอาไว้ได้ทันเวลาแล้วพาเข้ามาในตัวรถม้า ทั้งตัวนางโผเข้าบนร่างของชายหนุ่มในทันที ลมหายใจอุ่นร้อนของชายหนุ่มเป่ารดตรงข้างหูของนาง แล้วพูดขึ้นเบาๆ “แม่นางระวัง!”

“ขอบคุณคุณชายที่ช่วยข้าไว้” ม่านเยาพูดขอบคุณขึ้นอย่างทำตัวไม่ถูก แล้วรีบดิ้นรนลุกขึ้น ชายหนุ่มประคองไหล่นางไว้ แล้วให้นางนั่งด้านในเขา เพื่อป้องกันไม่ให้นางล้มลงไปอีก ม่านเยายิ้มขอบคุณ รู้สึกเหมือนทุกอย่างค่อยๆ เลือนราง ในที่สุดนางก็ประคองสติไว้ไม่อยู่ ล้มลงในอ้อมอกของชายคนนั้นแล้วหมดสติไป


ท่ามกลางความมืด แววตาของชายหนุ่มเปลี่ยนไป ยิ้มแล้วยกมือขึ้นลูบไล้ใบหน้าของนาง แล้วพูดกำชับกับคนที่อยู่นอกรถม้า ไปโรงเตี๊ยมตงเจียว





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น