หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เพราะคำว่ารัก ทำให้นางต้องกลายเป็นหมากในกระดานของใครหลายๆ คน แล้วในโลกนี้จะมีผู้ใดบ้างที่มอบความรักให้นางอย่างจริงใจ

ตอนที่ 14 ผลของการฝ่าฝืนข้อต้องห้าม

ชื่อตอน : ตอนที่ 14 ผลของการฝ่าฝืนข้อต้องห้าม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.9k

ความคิดเห็น : 53

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ธ.ค. 2560 15:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 14 ผลของการฝ่าฝืนข้อต้องห้าม
แบบอักษร



ไม่เพียงแต่ร่างกายของนางเท่านั้นที่สั่นไหว เขาเองก็สั่นไหวไม่แพ้กัน


ยามวางหมากรุกในมือเมื่อครู่นั้นนางจงใจหลีกเลี่ยงที่จะไม่ให้ปลายนิ้วสัมผัสกับเขาเพื่อจะได้ไม่ผิดข้อห้ามของเขาซึ่งจะเป็นการสร้างความวุ่นวายที่ไม่จำเป็นเสียเปล่าๆ หากแต่ในเวลานี้นั้นทั้งร่างกายของนาง......ทั้งตัวของนางกำลังนอนทับอยู่ในอ้อมกอดของบุรุษผู้ที่ได้รับการเลื่องลือว่าไม่ชอบอยู่ใกล้สตรีใด


ประหนึ่งเวลาได้หยุดนิ่งลง


ชายชุดดำตายหมดแล้ว เหลิ่งเหยียนหายตัวไปอีกครั้ง ส่วนนางยังคงนอนทับอยู่บนตัวเขาในท่วงท่าที่ชวนให้น่าเข้าใจผิดยิ่งนัก

มือข้างหนึ่งของนางจับที่เอวกำยำของเขาไว้ ส่วนอีกข้างจับอยู่ที่ต้นคอแกร่งนั้น สัมผัสตรงปลายนิ้วจากผิวของเขาให้ความรู้สึกที่ดียิ่งนัก แต่ทว่า ร่างกายของเขาผู้นี้กลับเย็น เย็นเฉียบ ไม่มีความอบอุ่นเลยแม้แต่น้อย ใบหน้าของนางแนบอยู่บนอก แต่กลับรับรู้ไม่ได้ถึง...การเต้นของหัวใจเขา

ม่านเยาตะลึงงันอยู่เช่นนั้น ในสมองว่างเปล่าจนลืมแม้กระทั่งว่านางควรจะรีบลุกออกจากร่างกายนั้น นางเงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว สายตาของนางปะทะเข้ากับดวงตาทรงเสน่ห์แห่งความดุร้ายคู่นั้นของเขาที่ในตอนนี้กำลังหรี่มองนางอยู่ แววตาคู่นั้นช่างดูล้ำลึกจนยากจะมองออก


ลมหายใจหอมอ่อนๆ วนเวียนอยู่ตรงปลายจมูกของเขา ราวกับลมเบาๆ แสนอบอุ่นนั้นได้พัดพาเอากลิ่นหอมของดอกเชอร์รี่จีนในฤดูใบไม้ผลิมา ให้ความรู้สึกเย็นสบายสุดๆ ภายใต้อาภรณ์นั้นเขาสัมผัสได้ถึงร่างกายอรชรที่ให้ความรู้สึกอันแสนอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ความอ่อนนุ่มของหน้าอกคู่นั้นของนางที่แนบสนิทอยู่กับแผงอกของเขานั้น ราวกับมีเวทมนตร์มหัศจรรย์ปลุกเร้าความปรารถนาที่ซ่อนลึกอยู่ในกายของเขาขึ้นมา

นัยน์ตาดำขลับทรงเสน่ห์แห่งความดุร้ายทอประกายแสงสีแดงวาบออกมาในตาคู่นั้นเหมือนกับมีเปลวเพลิงลุกโชนขึ้นมาแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาตามธรรมชาติ เวลานี้จงเจิ้งอู๋โยวก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์ที่ถูกกักขังไว้นานหลายปีที่กำลังแผ่กระจายกลิ่นอายอันตรายอย่างถึงที่สุด ม่านเยาได้สติในทันที หลังจากที่ตกใจจึงรีบลุกจากตัวเขาในทันใด แต่ยังไม่ทันที่จะยืนทรงตัวได้โลกก็เกิดพลิกหมุนฉับพลัน ร่างของนางถูกเขาคร่อมทับอยู่บนพื้นริมน้ำอย่างรวดเร็ว

“ฝ่าฝืนข้อห้ามของข้า เจ้าต้องรับผลของมัน” น้ำเสียงของชายหนุ่มแหบพร่า แววตาเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ ลมหายใจที่เคยเย็นเฉียบก่อนหน้านี้ ตอนนี้กลับร้อนผะผ่าวรินรดอยู่บนลำคอเล็กๆ ของนาง ช่างยั่วเย้าและให้ความรู้สึกวูบวาบไปทั้งตัว


หัวใจของนางเต้นตึกๆ แรงขึ้นในทันที


“หม่อมฉันมิได้ตั้งใจจะล่วงเกินองค์ชายเลยนะเพคะ...” เมื่อรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของเขา นางจึงอยากจะอธิบาย ในใจยังรู้สึกสับสนมึนงงอยู่ไม่น้อย นางเคยจินตนาการถึงผลที่จะตามมาหากฝ่าฝืนข้อต้องห้ามของเขา แต่กลับไม่เคยคิด…ว่าจะเป็นอย่างสถานการณ์ในตอนนี้เลย “องค์ชายมิได้...ไม่ชอบการใกล้ชิดสตรีหรอกหรือเพคะ......ทรงรีบลุกขึ้นเถอะเพคะ”

“ข้าไม่ชอบการใกล้ชิดสตรี แต่เจ้าเข้าใกล้ข้าแล้ว เช่นนั้นเจ้าว่า...ข้าควรลงโทษเจ้าอย่างไรดีล่ะ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก ดวงตาดุร้ายทรงเสน่ห์แดงก่ำ รอยยิ้มนั้นดูใสซื่อแต่กลับล่อลวงชวนให้หลงใหล



แสงจันทร์สลัวราง สายลมพัดผ่านแผ่วเบาไม่ทันระวังก็พัดเอาแสงเทียนจากโคมไฟรูปดอกบัวให้ดับลง แสงสว่างภายในสวนกลับดับมืดลงทั่วทั้งบริเวณเงียบสงัด ไร้ซึ่งเสียงใดๆ ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจที่ค่อยๆ หนักขึ้นของกันและกัน

ม่านเยามองดูใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ใกล้ชิดกันนั้น ในใจก็พลันสับสนขึ้นมา จึงหันไปพลางเอ่ยขึ้น “องค์ชายหลีทรงลุกขึ้นก่อนแล้วค่อยว่ากันเถอะเพคะ...” ผิวของนางสวยเนียนหมดจด สายตาที่พยายามหลบเลี่ยงของนางนั้นวาบสว่างดุจแสงแวววาวของหยดน้ำ ริมฝีปากแดงอิ่มสวยงาม เผยอขึ้นเบาๆ ชวนให้หลงใหลยิ่งนัก เพลิงปรารถนาในตาของจงเจิ้งอู๋โยวพลันคุกรุ่นขึ้นมา เขาก้มลงแล้วบดจุมพิตดุดันลงบนริมฝีปากคู่นั้นของนางในทันใด

ริมฝีปากอ่อนนุ่มนั้นเพียงได้สัมผัสก็ทำให้รู้สึกไม่อาจที่จะผละห่างได้อีก สองร่างต่างสั่นไหว ม่านเยาเบิกตาโพลงอย่างไม่อยากจะเชื่อ เสียงอุทานยังมิทันได้เล็ดลอดออกจากปากก็ถูกเขาดูดกลืนไปเสียแล้ว เขาแทรกลิ้นเข้ามาในโพรงปากของนางอย่างอุกอาจ สอดรัดพัวพันจนเกินที่จะต้านทาน

ม่านเยาได้ยินเพียงเสียงหึ่งๆ ดังอยู่ข้างหู ร่างกายของนางสูญเสียการควบคุมจนอ่อนยวบดั่งขี้ผึ้งลนไฟ ภพที่แล้วก็ใช่ว่านางจะไม่เคยได้ลิ้มลองรสจูบ แต่จูบร้อนแรงประหนึ่งจะดูดเอาวิญญาณนางออกจากร่างไปด้วยเช่นนี้กลับทำให้หัวใจของนางสั่นรัวจนหยุดไม่อยู่ ทำอะไรไม่ถูก

มือของเขาลูบไล้ผ่านแก้มอุ่นนุ่มของนาง ปลายนิ้วเย็นเฉียบนั้นเลื่อนไล้จากลำคอระหงลงมาเรื่อยๆ ซ้ำไปซ้ำมาจนมาถึงหน้าอกของนางโดยไม่รู้ตัว ทันใดนั้นก็กระชากเพียงครั้ง อาภรณ์คลุมกายก็ขาดวิ่นจนนางรู้สึกเย็นวาบตรงหน้าอก เช่นนั้นก็ตกใจจนได้สติขึ้นมาในทันที นางรู้สึกโกรธยิ่งนักที่หลงใหลไปกับรสจูบของชายหนุ่มตรงหน้าจนลืมตัวได้ถึงขนาดนี้ ม่านเยาลนลานยื่นมือออกมาผลักเขาแต่กายหนานั้นกลับไม่ขยับเลยแม้เพียงน้อย นางพยายามพลิกตัวหนีหวังให้หลุดพ้นจากการควบคุมของเขาแต่กลับเป็นการกระตุ้นความร้อนแรงจากมือคู่นั้นให้มากขึ้นไปอีก

จูบนั้นทำเอานางถึงกับหายใจติดขัดอยู่ในอกเหมือนเป็นความรู้สึกแปลกประหลาดอีกอย่างที่ไม่อาจยับยั้งได้ที่ดูดกลืนร่างกายและจิตใจของนางไป ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าที่แท้การจูบนั้นจะทำให้รู้สึกดีได้ถึงเพียงนี้ แต่การถูกเขาเอาเปรียบเช่นนี้กลับไม่ใช่สิ่งที่นางต้องการเลยสักนิด ในใจของม่านเยาร้อนรน ทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลงรวดเร็วตามจังหวะการหายใจ นางรีบยื่นมือลงในสระน้ำคลำหาโคมไฟแก้วรูปดอกบัวเมื่อคว้าได้ก็ไม่หยุดคิดใดๆ ทุบลงไปบนศีรษะของคนที่อยู่เหนือร่างทันที

“เพล้ง” เสียงนั้นไม่ได้ดังมากนัก แต่ฉับพลันนั้นบรรยากาศก็ตกอยู่ในความน่าอึดอัด ชายหนุ่มหยุดทุกการกระทำทุกอย่างลงทันทีด้วยความอึ้งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นางรีบฉวยโอกาสนั้นใช้แรงทั้งหมดที่มีผลักเขาลงไปในสระน้ำแต่กลับลืมไปว่ามือนั้นยังคงโอบเอวของนางอยู่ นางได้แต่เปล่งเสียงอุทานออกมาก่อนที่จะตกลงไปในน้ำพร้อมกันอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง ร่างกายที่แนบสนิทกันนั้นไม่ได้แยกหลุดจากกันแม้แต่น้อย ต่างกันเพียงแค่ท่าทางที่เปลี่ยนเป็นตอนนี้เขาอยู่ด้านล่างส่วนนางอยู่ด้านบน


ค่ำคืนของเดือนสี่ อากาศเย็นจัดถึงสระนั้นจะไม่ได้ลึกแต่ก็ทำให้รู้สึกเย็นยะเยือก จงเจิ้งอู๋โยวพรวดพราดได้สติทันที ประกายปรารถนาที่เคยมีในตาคู่นั้นจางหายไปในทันใด แววตาสดใสนั้นกลับไปเป็นสีดำสนิทและเย็นชาอย่างเคย เขากำลังจ้องมองหญิงสาวที่ทาบทับอยู่บนตัวเขาด้วยแววตาเย็นเยียบคมกริบ ชั่วพริบตาก็พลิกตัวขึ้นมาอยู่เหนือร่างนางอีกครั้ง แล้วใช้มือเย็นเฉียบนั้นบีบลำคอระหงของนางเอาไว้แน่น จงเจิ้งอู๋โยวหรี่ตามองแล้วเอ่ยถามด้วยความเย็นชา “เจ้าช่างบังอาจนัก รู้หรือไม่ว่าเจ้ากำลังทำอะไรอยู่!”

อากาศในปอดเริ่มหมดลงจนลมหายใจติดขัด แต่นางกลับแค่ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย ฝืนยิ้มแล้วพูดขึ้นด้วยความยากลำบาก “คำพูดนี้องค์ชายควร...ถามตัวเองนะเพคะ! หม่อมฉันก็แค่...แค่โดนลวนลามก็เลยป้องกันตัวเท่านั้นเพคะ”

จงเจิ้งอู๋โยวตะลึงงัน เหตุการณ์ก่อนหน้าวาบเข้าสู่สมองในทันที คิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันอย่างไม่รู้ตัว สายตาคมกริบราวกับดาบสองเล่มที่กำลังชักออกจากฝักเย็นยะเยือกน่ากลัว เลือดสีแดงไหลลงมาจากหน้าผากได้รูป ราวกับน้ำตาแห่งสายเลือด ใบหน้าหล่อเหลากับศพสิบกว่าร่างที่มีเลือดท่วมตัวอยู่นั้นทำให้รวมกันเป็นภาพที่ดูชอบกลยิ่งนัก

ร่างกายครึ่งหนึ่งที่อยู่ในน้ำ ความหนาวเย็นนั้นไหลเข้าสู่กระดูก เย็นเยียบจนทำให้หนาวสั่น นางหายใจติดขัด สีหน้าเริ่มค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเขียว จึงพูดขึ้นด้วยความยากลำบาก “ปล่อย...หม่อมฉัน...”

หญิงสาวเริ่มหายใจอ่อนแรง แต่แววตานั้นยังคงสงบนิ่งเช่นเดิม ไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย จงเจิ้งอู๋โยวมองนางด้วยความตกใจ ไม่ขยับเขยื้อน เขารู้สึกได้ถึงตอนที่เขาลืมตัวไปเมื่อสักครู่นี้ จนถูกมันเข้าควบคุมจิตใจ ซึ่งเขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน

เขาหรี่ตาลงด้วยความซับซ้อนที่ยากจะเข้าใจ แต่ในที่สุดก็ค่อยๆ ปล่อยมือจากลำคอระหงของนางแล้วพยุงตัวขึ้นนั่งอยู่ในน้ำ สีหน้ามิได้บ่งบอกอารมณ์ใด ไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่ ม่านเยาสูดอากาศเข้าไปเฮือกใหญ่ จากนั้นก็ไอออกมาอย่างรุนแรง ใบหน้าขาวสะอาดหมดจดนั้นแดงก่ำ นางลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล เสื้อผ้าเปียกโชกนั้นแนบติดไปกับส่วนเว้าส่วนโค้งของร่างอรชรของนาง ดูวับๆ แวมๆ ยิ่งทำให้ง่ายต่อการจินตนาการกว่าไม่ใส่อะไรเลยเสียอีก เสื้อตรงหน้าอกที่ถูกฉีกขาดแหวกออกจากกันจนเห็นทรวงอกอยู่รำไรๆ ผมยาวที่เปียกโชกนั้นพันกันเป็นปมแลดูยุ่งเหยิง หยดน้ำไหลไปตามไรผมและหยดลงสู่ผิวขาวผ่องดุจหิมะชวนหลงใหล หยดน้ำใสแวววาวดั่งต้องมนตร์เสน่ห์อันแสนเย้ายวน

จงเจิ้งอู๋โยวก้มหน้าลง ขนตายาวๆ นั้นปิดบังความคิดที่ปรากฏอยู่ในดวงตาของเขา เหตุใดครั้งนี้เขาถึงไม่ระเบิดอารมณ์ออกมา ทั้งอยู่ดีๆ ก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ดีเรื่องหนึ่งเล่า นางชื่อม่านเยา เดิมทีก็เป็นชื่อที่ดี แต่กลับถูกนางเข้าใจว่าหมายถึงความตายตั้งแต่วัยเยาว์ สภาวะอย่างไรกันแน่ถึงทำให้คนเราสาปแช่งตัวเองเช่นนี้ “ม่าน...เยา...” เขาเรียกชื่อของหญิงสาวที่ให้ความรู้สึกแปลกออกไปโดยไม่รู้ตัวเบาๆ อย่างช้าๆ

“เพคะ?” ม่านเยางุนงง เช่นนั้นจึงหันกลับมาด้วยความสงสัย แววตาคู่นั้นดูสว่างสดใส มีความสงบนิ่งเต็มไปด้วยประกายแห่งความฉลาดเฉลียว ปากบางนั้นยังคงบวมแดง มองแล้วยิ่งดูอวบอิ่มน่าหลงใหล จงเจิ้งอู๋โยวเงยหน้าขึ้นมามองนางด้วยความตะลึง นัยน์ตาคู่นั้นแฝงไว้ด้วยความสับสนเล็กน้อยประกอบกับรอยคราบเลือดตรงปลายหางตาส่งให้ใบหน้าหมดจดดูเหมือนเด็กกำพร้าตัวน้อยอย่างไรอย่างนั้น ม่านเยาเห็นดังนั้นก็ให้รู้สึกสงสารจับใจ


ทันใดนั้นเขาก็ยื่นแขนยาวออกมาคว้ามือของนางที่ยังไม่ได้ยืนมั่นคงกระชากเข้าหาตัวอย่างแรง นางที่ไร้การป้องกันใดๆ จึงได้ปะทะเข้ากับแผงอกแข็งแกร่งนั้นอีกครั้ง

ม่านเยารู้สึกโมโหขึ้นมาในทันทีจนเผลอตะโกนเรียกชื่อเขาออกมา “จงเจิ้งอู๋โยว...”

ไม่ทันขาดคำริมฝีปากของเขาก็ประกบปิดลงมาอีกครั้ง มือข้างหนึ่งจับท้ายทอยนางไว้มั่นไม่ให้ถอยหนี ดูดกลืนเอาคำพูดที่ยังเอ่ยไม่จบของนางเอาไว้ในปากนั้น

นางรู้สึกดั่งโดนไฟดูด หัวสมองขาวโพลน ครู่เดียวความรู้สึกเสียวซ่านจากริมฝีปากและลิ้นที่พัวพันก็แผ่กระจายไปทั่วทั้งร่าง ความหวาดกลัวในจิตใจที่หายไปนานไม่รู้ว่ามาจากไหน นางพยายามประคับประคองสติของตัวเองไว้กว่าที่จะเบี่ยงศีรษะหนีออกมาได้ มือก็จับหน้าอกหอบหายใจแรงแล้วพูดขึ้น “องค์ชายจงเจิ้งอู๋โยว...องค์ชายยังมิได้สติอีกหรือเพคะ” ตอนที่รับรู้ได้ถึงแรงปรารถนาของเขานั้น ไม่รู้ว่าสิ่งใดเข้ามาครอบงำสติ เขาถึงได้ทำเรื่องอัปยศกับนางเช่นนี้

จงเจิ้งอู๋โยวหายใจหอบ เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าหลังจากที่เขาได้สติแล้วยังจุมพิตสตรีนางนี้อีกหรือ?! ยิ่งไปกว่านั้นรสจุมพิตจากสตรีนางนี้ยังให้ความรู้สึกที่...แสนวิเศษอีกด้วย! เช่นนั้นแล้วเขาจึงมิได้รู้สึกผิดกับความรู้สึกยามควบคุมสติไม่ได้เมื่อสักครู่นี้เลย

ชั่วขณะหนึ่งนั้นทั้งคู่ตกอยู่ในอาการพูดไม่ออก อุณหภูมิในอากาศเปลี่ยนเป็นหนาวเหน็บอีกครั้ง ม่านเยาอยากจะหนีไปให้ไกลจากบุรุษอันตรายผู้นี้จริงๆ หากแต่วงแขนแข็งแกร่งของเขาทำให้นางมิอาจขยับตัวได้ แววตาของชายหนุ่มซับซ้อนแปรเปลี่ยน จ้องมองนางอย่างค้นหาชั่วครู่ดวงตาเจ้าเล่ห์ร้ายกาจคู่นั้นก็ค่อยๆ ส่อประกายวาววาบขึ้นมา จากนั้นเขาก็หัวเราะในลำคอเบาๆ ในแววตานั้นอ่อนโยนสะกดจิตใจคน อ่อนโยนอย่างนั้นหรือ? นางนึกสงสัยว่าตัวนางเองคงจะมองผิดไปเสียแล้ว ผู้ชายคนนี้ จะมีแววตาอ่อนโยนได้อย่างไรกัน นางรับรู้ได้ด้วยลางสังหรณ์ว่าเบื้องหลังความอ่อนโยนนั้นยังคงเต็มไปด้วยความเยือกเย็นที่น่ากลัว

“เรียกข้าว่าอู๋โยว อาม่าน...” จู่ๆ เขาก็พูดขึ้นมาเช่นนี้ กระซิบเสียงแหบพร่าน่าหลงใหลอยู่ข้างหูของนาง

นางตกใจไม่น้อย อาม่าน? นางไม่ได้ยินการเรียกชื่อเช่นนี้มานานมากแล้ว ชายหนุ่มผู้นี้กำลังเล่นตลกอะไรอยู่กันแน่ นางพยายามรวบรวมสติมองเขาอย่างถากถางแล้วพูดขึ้นด้วยท่าทีเรียบเฉย “องค์ชายเป็นเช่นนี้...ช่างดูไม่คุ้นเคยเอาเสียเลยเพคะ”

เขาจับปลายคางของนางไว้ ไล้ปลายนิ้วไปบนริมฝีปากนุ่มของนางแล้วพูดเสียงเบา “หืม แล้วเจ้าคุ้นเคยกับข้าที่เป็นเช่นไรหรือ” พูดพลางมือข้างหนึ่งของเขาก็เลื้อยลงไปยังทรวงอกของนาง นางจึงลนลานยกมือขึ้นปิด แม้จะไม่รุนแรงแต่ทว่ากลับเด็ดเดี่ยวกว่าที่เคย เขาเลิกหางคิ้วขึ้นเบาๆ ประกายเย็นชาพาดผ่านในดวงตาคู่นั้น แต่เสียงที่พูดนั้นยังอ่อนโยน “เจ้าไม่เต็มใจหรอกหรือ เจ้ารู้หรือไม่ว่าในโลกนี้มีผู้หญิงมากมายเพียงใดที่ใฝ่ฝันอยากให้ข้าสัมผัสพวกนาง”

ม่านเยาขมวดคิ้วแน่น พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาเล็กน้อย “ผู้หญิงเหล่านั้น...ไม่รวมหม่อมฉันเพคะ”

“อ้อ” จงเจิ้งอู๋โยวหัเลิกคิ้วแล้วพูดเบาๆ “เจ้าไม่ชอบข้า? เพราะคิดว่าข้าไม่ดีพอ หรือกลัวว่าข้าจะไม่รับผิดชอบเจ้าเช่นนั้นหรือ”

“ไม่ใช่ทั้งสองอย่างเพคะ”

“ถ้าเช่นนั้นเพราะเหตุใดเล่า”

“ระหว่างพวกเราไม่มีความรัก” ไม่ใช่ว่านางจะหัวโบราณขนาดนั้น แต่นางคิดว่าการที่ไม่มีความรักรวมอยู่ด้วยก็ไม่ต่างกับสัตว์เดียรัจฉาน จงเจิ้งอู๋โยวผู้ที่มีข้อต้องห้ามเรื่องผู้หญิง เป็นเพราะสาเหตุใดกันแน่ นางไม่ได้ไร้เดียงสาจนคิดว่าเขาเพียงแค่เกิดความสนใจในตัวนาง

“ความรัก?” มุมปากของเขาปรากฎรอยยิ้มถากถางแล้วพูดขึ้น “คือสิ่งใดกัน”

“เป็นความรู้สึกที่เชื่อถือไม่ได้ที่สุดในโลกใบนี้” ตอนที่นางพูดประโยคนี้ ดวงตาสดใสนั้นมีความเจ็บปวดและการประชดประชันแฝงไว้อยู่ มุมปากปรากฏรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย็นชา

จงเจิ้งอู๋โยวประหลาดใจเล็กน้อย แล้วถามขึ้น “ในเมื่อเชื่อถือไม่ได้ ถ้าเช่นนั้นจะต้องการมันไปเพื่อสิ่งใดเล่า”

ตอนนี้นางและเขาอยู่ใกล้ชิดกันมาก มากเสียจนกระทั่งสามารถสัมผัสได้ถึงลมหายใจของกันและกัน กลิ่นกายหอมๆ ของนางก็ลอยวนเวียนอยู่ตรงปลายจมูกเขา ช่างหอมยิ่งนัก จนทำให้เขาแทบที่จะควบคุมความปรารถนาที่จะเข้าไปใกล้นางอีกไม่อยู่ เขาหายใจติดขัด อยู่ดีๆ ก็ผละออกจากนาง ลุกขึ้น ก้มหน้าลงแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ในเมื่อเจ้าไม่ยินยอม...ถ้าเช่นนั้นก็ช่างมันเสียเถอะ”

จากนั้นก็เปลี่ยนท่าทีกลับไปเป็นชายสูงศักดิ์ผู้เย็นชาดังเดิม จงเจิ้งอู๋โยวเมื่อลุกขึ้นจากสระน้ำได้ก็ก้าวยาวๆ เดินออกไปทันทีไม่แม้แต่จะหันกลับมามองนางอีกเลย


ช่างเป็นคนที่อารมณ์เปลี่ยนเร็วเสียจริงเชียว นางหัวเราะอย่างเย็นชาอยู่เบื้องหลังเขา รอจนร่างของเขาลับตาไปก็พูดขึ้นมาเบาๆ เพรารู้ว่าเชื่อถือไม่ได้ หม่อมฉันก็เลย...ไม่ต้องการ





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}