ไมเลอร์ / วุ่นวาย
facebook-icon

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและสนับสนุนครับ

ตอนที่ 1 เลขาคนใหม่

ชื่อตอน : ตอนที่ 1 เลขาคนใหม่

คำค้น : นิยายรัก,นิยายรักโรแมนติก,แค้น,เพลิงแค้นบำเรอรัก,รัก,บำเรอ,เพลิงแค้น,อีโรติก

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 พ.ค. 2561 12:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1 เลขาคนใหม่
แบบอักษร

-๑-

เลขาคนใหม่

            “สวัสดีค่ะ...ดิฉันมาพบคุณภาสกร” ดารินทร์เอ่ยกับประชาสัมพันธ์สาวสวยที่หน้าเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์

            “ไม่ทราบว่าได้นัดกับท่านประธานไว้ไหมคะ”

            “พอดีฉันมาเริ่มงานวันแรกค่ะ”

            “รอสักครู่นะคะดิฉันขอโทรแจ้งท่านประธานก่อน ไม่ทราบว่าคุณชื่อ...”

            “ดารินทร์ค่ะ”

            ดารินทร์ยืนรอสักครู่ประชาสัมพันธ์สาวสายคนเดิมก็เอ่ยทักมา

            “คุณดารินทร์คะ ตามดิฉันมาทางนี้เลยค่ะ” หล่อนยิ้มให้แล้วก็เดินตามหลังประชาสัมพันธ์สาวคนนั้นไป

            วันนี้เป็นวันแรกของการทำงานถ้าจะบอกว่านี่เป็นงานแรกของหล่อนหลังจากเรียนจบก็ว่าได้  นั่นเพราะหลังจากที่เธอรู้ข่าวว่าพ่อได้เสียชีวิตลงจากการอัตวินิบาตกรรม  เธอก็รีบกลับมาจากประเทศอังกฤษขณะกำลังเรียนอยู่ชั้นปีสุดท้ายเพื่อมาร่วมงานศพและหลังจากนั้นเธอก็กลับไปเรียนจนจบหลักสูตร 

             หลังจากกลับมาเมืองไทยแล้ว วันหนึ่งเธอได้เข้าไปในห้องทำงานของผู้เป็นพ่อด้วยความคิดถึง  และบังเอิญเจอจดหมายที่พ่อเธอเขียนเอาไว้ก่อนเสียชีวิตในลิ้นชัก  เนื้อหาในจดหมายเล่าถึงที่ไปที่มาของการล้มละลายของธุรกิจรวมถึงการเป็นหนี้ก้อนโต  พ่อของเธอเขียนเอาไว้ว่าภาสกรเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังของการล้มละลาย เขาอยากได้ที่ดินของโรงงานเพื่อสร้างคอนโดแห่งใหม่  เนื่องจากธุรกิจหลักของครอบครัวภาสกรก็คือการทำอสังหาริมทรัพย์  และในตอนนั้นภาสกรเองก็มีหุ้นส่วนในบริษัท  จึงใช้กลโกงทำให้ธุรกิจของครอบครัวของหล่อนต้องถึงจุดจบ พร้อมกับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของผู้เป็นพ่ออีกด้วย 

            ดารินทร์สาวเท้าเดินพร้อมกับคิดเรื่องนี้ไปด้วย ทำให้เจ้าตัวต้องแสดงสีหน้าเกรี้ยวกราดออกมาด้วยความแค้นอย่างไม่รู้ตัว  หล่อนจะต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ภาสกรต้องสูญเสียเหมือนที่หล่อนสูญเสีย  รวมถึงธุรกิจของตระกูล ‘กมลไพศาล’ ต้องถึงจุดจบเช่นเดียวกัน

            “ถึงแล้วค่ะ ท่านประธานรออยู่ในห้องแล้ว” หล่อนเอ่ยพร้อมกับยิ้มให้ดารินทร์ 

            "ขอบคุณค่ะ” ดารินทร์ยิ้มรับ

            เธอพยายามรวบรวมสติให้ได้มากที่สุด  เมื่อเจอหน้าเขาคนนั้นจะต้องไม่ประหม่าจะต้องไม่ตื่นเต้น

            “สู้ๆดารินทร์แกมีเรื่องที่จะต้องสะสางอีกเยอะ” ดารินทร์เอ่ยกับตัวเองเบาๆ แล้วเอื้อมมือเรียวไปเคาะประตูห้อง

            ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

            “ดิฉันดารินทร์เองค่ะ” ดารินทร์แง้มประตูแล้วเอ่ยเสียงแทรกเข้าไป

            “เชิญ!” เสียงทุ้มตอบกลับมาเธอจึงเปิดประตูเข้าไป

ตอนนี้ภาสกรนั่งบนเกาอี้ตัวโปรดหันหลังให้  ก่อนจะหมุนเก้าอี้หันมามองที่หล่อน  ภาสกรยิ้มที่มุมปากก่อนที่จะผายมือเชิญเจ้าหล่อนให้นั่งลง

            “เชิญนั่งครับคุณดารินทร์” ภาสกรยิ้มที่มุมปากอย่างมีเลศนัย ดวงตาคมก็มองหญิงสาวอย่างเป็นประกาย

            “ขอบคุณค่ะ” ว่าแล้วก็นั่งลงที่เก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของภาสกร

            “วันนี้คุณแต่งตัวสวยกว่าวันนั้นเยอะเลย” ใช้นิ้วมือหนาลูบวนที่ปลายคางของตัวเองไปด้วย นั่นทำให้ดารินทร์มองอย่างไม่ชอบใจนัก หล่อนรู้สึกเหมือนกำลังโดนภาสกรคุกคามด้วยสายตา

            “เหรอคะ! ดิฉันไม่เคยใส่ใจกับเรื่องพวกนี้” ดารินทร์ตอบกลับพร้อมจ้องตาอย่างไม่ลดละ

            “แต่ผมใส่ใจเพราะเลขาของผมต้องสวยและดูดีตลอดเพราะมันเป็นหน้าเป็นตาของผมด้วย”

            “ถ้างั้นดิฉันจะพยายามแต่งตัวสวยๆมาทำงานทุกวันเพื่อเป็นหน้าเป็นตาให้คุณดีไหมคะ” ดารินทร์เอ่ยประชดประชัน

            “ก็ดี ผมชอบอะไรที่มันสวยๆงามๆดูแล้วเพลินตาดี” ภาสกรลุกขึ้นยืนเดินมานั่งบนโต๊ะทำงานข้างหน้าหญิงสาว ก่อนจ้องมองเจ้าหล่อนแล้วยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์

            ดารินทร์เห็นอย่างนั้นก็เลื่อนเก้าอี้ออกไปนิดหน่อย เพราะไม่อยากอยู่ใกล้กับผู้ชายเจ้าเล่ห์คนนี้

            “คุณจะให้ดิฉันทำอะไรก็รีบบอก ดิฉันมาที่นี่เพื่อมาทำงานไม่ใช่ทำอย่างอื่น” ดารินทร์เอ่ยออกมาเมื่อเห็นว่าภาสกรเริ่มจะคุกคามหล่อนด้วยสายตา  แถมตอนนี้ก็เริ่มจะคุกคามหล่อนด้วยการมานั่งใกล้ๆอย่างนี้  แม้ว่าจะเสียความบริสุทธิ์ให้กับนายนั่นไปแล้ว  แต่มันจะเป็นแค่ครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายที่จะยอมเพราะต่อจากไปนี้คนที่จะคุมเกมส์นั่นคือหล่อนไม่ใช่ภาสกร

            “อ้าวเหรอ! ผมก็นึกว่าเราจะมาทบทวนอะไรบางอย่างที่ทำกันในวันนั้นซะอีก”  ภาสกรเอ่ยขึ้นพร้อมกับเอื้อมมือหนาไปสัมผัสที่เรือนผมนุ่มอย่างถือวิสาสะ  ดารินทร์ต้องลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วหันหน้ามามองภาสกรอย่างเอาเรื่อง

            “นี่คุณจะมากไปแล้วนะ ที่ยอมวันนั้นก็เพราะต้องการบ้านของฉันคืนและมันก็จบลงไปแล้วถือว่าเราต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ทั้งคู่  ต่อไปนี้มันจะไม่มีทางเกิดขึ้นอีกแน่นอน ถ้าหากคุณจ้างฉันมาเพื่อทำแค่นี้ฉันก็ต้องขอลา” ดารินทร์เอ่ยกับชายหนุ่มอย่างเดือดดาล

            “ไม่เอาๆ อย่าโมโหไปเลยครับคนสวยผมก็แกล้งแหย่คุณเล่นแค่นั้น เอาเป็นว่าผมขอโทษละกัน เชิญนั่งลงที่เดิมครับ ผมจะบรีฟงานที่คุณต้องทำให้ฟัง” ภาสกรเอ่ยกับเลขาสาวคนใหม่พร้อมกับเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ตามเดิม

            “วันหลังอย่าเล่นแบบนี้อีกฉันไม่ชอบ หวังว่าคุณคงจะเข้าใจ”

            “ผมไม่สัญญาแต่ก็จะพยายามละกัน” ภาสกรยิ้มรับอย่างเข้าใจเขารู้สึกถูกชะตากับดารินทร์อย่างบอกไม่ถูก ดารินทร์คือสเปคของผู้ชายหลายๆคนและหนึ่งในนั้นก็คือเขา ดารินทร์เป็นผู้หญิงที่สวยและมีรูปร่างที่สมส่วน บวกกับการเป็นผู้หญิงที่เก่งรอบด้าน ทำให้ยิ่งหลงไหลในตัวดารินทร์มากขึ้น เขาชอบความท้าทายยิ่งกับหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้านี้ยิ่งทำให้รู้สึกกระปี้กระเป่าขึ้นมาทันทีที่เห็น  และยังจำได้ทุกสัมผัสที่เกิดขึ้นในวันนั้น หวังว่าเขาจะได้มีโอกาสครอบครองสาวสายที่นั่งอยู่ตรงหน้านี้อีก

ดารินทร์ได้ยินก็ต้องทำหน้าเซ็งๆ เมื่อเห็นว่าภาสกรจ้องที่จะเอาเปรียบ  แต่ก็ยังดีที่อย่างน้อยเขาก็ยังจะพยายามแต่ก็ยังไม่ไว้ใจอยู่ดี

            “เชิญเล่ารายละเอียดงานที่ดิฉันต้องทำด้วยค่ะ”

            “คุณคงพอจะเข้าใจกับงานเลขานุการมาบ้างแล้ว คุณมีหน้าที่คอยติดตามผมไม่ว่าผมจะไปที่ไหนก็ช่างถ้าเป็นเวลางานคุณต้องอยู่ข้างๆผมตลอดเวลา คอยจดบันทึกการประชุม  ดูแลตารางนัดให้ผมและอื่นๆที่ผมจะสั่ง” ภาสกรอธิบายรายละเอียดงานให้ดารินทร์ฟัง

            ดารินทร์ฟังแล้วก็ทำหน้าเหมือนไม่ได้หนักใจอะไรมาก นั่นเพราะหล่อนคิดว่างานแค่นี้ทำได้สบายมาก แต่ที่จะหนักหน่อยนั่นอาจจะเป็นการรับมือกับเจ้านาย ที่ค่อนข้างจะพยายามเอาเปรียบหล่อนไม่ว่าจะเป็นทางสายตาหรือว่าทางร่างกาย

            “ไม่มีปัญหาแค่นี้ดิฉันทำได้อยู่แล้ว” ดารินทร์เอ่ยพร้อมกับยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ

            “อ้อ! แล้วอีกอย่างต้องชงกาแฟให้ผมทุกเช้าด้วย” ภาสกรเอ่ยเพิ่มเติม

            “ได้…คุณชอบรสชาติไหนก็บอกมาเลย”

            “ผมชอบรสชาติของคุณ เอ๊ย!ไม่ใช่เอาเป็นว่าพรุ่งนี้คุณลองชงมาให้ผมชิมดูก่อนละกัน” เจ้านายหนุ่มจ้องมองดารินทร์อย่างไม่ละสายตา

            “เอาเป็นว่าพรุ่งนี้ดิฉันจะลองชงมาให้คุณดื่มดูก่อนละกันหวังว่าคุณคงจะชอบ” ดารินทร์เอ่ยก่อนจะมองไปรอบๆห้องเหมือนตั้งใจหาอะไรสักอย่าง ใช่แล้วหล่อนกำลังมองหาโต๊ะทำงานของตัวเองซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน

            “คุณมองหาโต๊ะทำงานอยู่ใช่ไหม?” ภาสกรเอ่ยถามอย่างรู้ทัน

            “ใช่ค่ะไม่ทราบว่าจะให้ดิฉันนั่งทำงานที่ไหน” ดารินทร์เอ่ยถามเมื่อมองไม่เห็นโต๊ะอื่นนอกจากโต๊ะที่ภาสกรกำลังนั่งอยู่

            “เดี๋ยวผมให้คนยกมาให้รอสักครู่” ว่าแล้วภาสกรก็โทรศัพท์สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ยกโต๊ะทำงานเข้ามา  ปกติแล้วเลขานุการคนก่อนจะนั่งหน้าห้อง แต่สำหรับคนนี้เขาให้เข้ามานั่งข้างในห้องด้วย นั่นเพราะอยากทจะมองใบหน้าสวยๆของเจ้าหล่อนนั่นเอง

            “ขอบคุณค่ะ” ดารินทร์เอ่ยแล้วมองหน้าชายหนุ่ม จะว่าไม่รู้สึกอะไรเลยก็เป็นไปไม่ได้หล่อนยังคงเกร็งๆ  พยายามที่จะเก็บความรู้สึกประหม่านั้นไว้ สิ่งที่เสียไปมันไม่สามารถเอาคืนมาได้ แต่หล่อนจะต้องเดินหน้าต่อไปเท่านั้น

            “เอ้อ! ช่วงบ่ายผมมีประชุมกับสมาคมนักธุรกิจอสังหาฯ คุณเตรียมตัวให้พร้อมด้วย” ภาสกรเอ่ยขึ้นเพื่อทำลายความเงียบภายในห้อง

            “ต้องบอกไว้ก่อนนะว่าวันแรกฉันอาจจะช่วยอะไรคุณได้ไม่มาก” ก็จริงที่หล่อนเก่งเรื่องการเข้าสังคมแต่บางครั้งชีวิตมันก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น การเจอกันครั้งแรกมันต้องเรียนรู้กันเยอะพอสมควร เหมือนกับตอนนี้ที่กำลังเรียนรู้นิสัยใจคอของภาสกร

            “ไม่เป็นไรครั้งแรกมันก็เป็นแบบนี้ล่ะ” ภาสกรตั้งใจเอ่ยให้ดารินทร์นึกถึงเรื่องคืนนั้น 

หล่อนได้ยินก็หน้าแดงขึ้นมาทันทีนั่นเพราะตอนนี้ภาพในคืนนั้นมันกลับมาฉายในหัวหล่อนอีกครั้ง  ภาสกรจงใจที่จะเอ่ยถึงเรื่องนี้ต่อหน้าหล่อน เหมือนเป็นการตอกย้ำว่าเขาเป็นผู้ชนะในตอนนี้ 

            “คุณนี่มัน!” ดารินทร์มองตาขวางใส่แล้วก็สะบัดหน้าหนีไปอีกทาง

            “อะไรกันคุณ คิดไปถึงไหนแล้วเนี่ย” ภาสกรขำออกมาอย่างพอใจ

            “ฉันไม่ได้คิด! คุณนั่นล่ะห้ามเอ่ยถึงเรื่องนี้อีกเด็ดขาดเลยนะ” เจ้าหล่อนชี้หน้าคาดโทษ  แต่มีหรือที่ภาสกรจะสำนึกเขากลับยิ้มเจ้าเล่ห์ใส่อย่างกวนๆ

            “สรุปใครเป็นเจ้านายใครเป็นลูกน้องกันแน่เนี่ย กล้ามาชี้หน้าผมได้ไง”

            “ไม่รู้ล่ะ ถ้าทำอะไรให้ฉันไม่พอใจ ก็จะไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น” ดารินทร์เอ่ยออกมาด้วยความโมโห

            “กลัวแล้วครับคุณเลขาสุดสวยของผม” ภาสกรยกมือขึ้นยอมแพ้

            ดารินทร์มองหน้าภาสกรอย่างไม่ลดละ หล่อนยังคงรู้สึกฉุนเฉียวเจ้านายคนใหม่อยู่ไม่หาย

ในขณะนั้นก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น

            ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

            ภาสกรมองไปที่ประตูก็พบว่าเป็นเจ้าหน้าที่กำลังยกโต๊ะเข้ามา

            “ขออนุญาตครับท่านประธาน ไม่ทราบว่าให้เอาโต๊ะไปวางไว้ที่ไหนดีครับ”              

            “เอาไปวางไว้ที่มุมนั้นเลย” ภาสกรบอก

            “ครับ” เจ้าหน้าที่ตอบรับสั้นๆแล้วก็นำโต๊ะและเก้าอี้ไปวางไว้ตรงตำแหน่งที่ภาสกรบอก  เมื่อเสร็จแล้วทั้งหมดก็ขอตัวกลับออกไป ยังคงเหลือเพียงดารินทร์และภาสกรอยู่ในห้องเพียงลำพังอีกเช่นเคย

            “คุณโอเคไหมกับโต๊ะทำงาน” ภาสกรเอ่ยถาม

            “ดิฉันไม่มีปัญหาเรื่องพวกนี้หรอกค่ะยังไงก็ได้”

            “ถ้างั้นก็เชิญนั่งที่โต๊ะทำงานครับ” ภาสกรเอ่ยก่อนที่จะนั่งเคลียร์งาน เพราะช่วงบ่ายจะได้ออกไปประชุมกับสมาคมอสังหาริมทรัพย์  เพื่อร่วมปรึกษาหารือในการขับเคลื่อนธุรกิจ

            เมื่อดารินทร์นั่งที่โต๊ะทำงานแล้วสิ่งแรกที่หล่อนทำนั่นก็คือการนำกรอบรูปเล็กๆของครอบครัวมาวางไว้บนโต๊ะ  มันคือภาพที่หล่อนเคยถ่ายกับพ่อและแม่ในวันปัจฉิมนิเทศของการเรียนจบชั้นมัธยมปลาย หล่อนนำภาพนี้มาด้วยเพื่อตอกย้ำถึงความแค้นที่หล่อนจะต้องเอาคืนจากนี้ไป

*-*-*-*-*-*


            ตอนนี้ทั้งภาสกรและดารินทร์กำลังนั่งอยู่บนรถ เพื่อเดินทางไปยังโรงแรมที่จะมีการจัดประชุมในช่วงบ่ายนี้  ระหว่างทางดารินทร์ได้แต่มองออกไปนอกหน้าต่างรถเพื่อผ่อนคลายความอึดอัดที่หล่อนมีในใจ ขณะที่เจ้านายหนุ่มหล่อนั้นก็กำลังเพลินอยู่กับโทรศัพท์มือถือ

            “ตอนนี้ที่บ้านคุณโอเครึยัง” ภาสกรเอ่ยถามเลขานุการสาวหลังจากที่เงียบกันมานาน

            “คะ...” ดารินทร์นั่งเหม่อลอยจนได้ยินไม่ถนัด 

            “ผมถามว่าตอนนี้ที่บ้านคุณโอเคขึ้นรึยัง” ภาสกรถามย้ำอีกครั้งพร้อมกับหันหน้าไปมองเลขานุการสาว

            “ก็ปกติดีค่ะไม่ได้เดือดร้อนอะไร” เจ้าหล่อนตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย คิดในใจว่าทำไมถึงยังจะกล้าถามเรื่องนี้อีก ทั้งๆที่รู้ว่าตัวเองเป็นต้นเหตุทำให้หล่อนต้องสูญเสียอะไรมากมายขนาดนี้

            ตอนนี้ชีวิตของดารินทร์เหลือเพียงแม่คนเดียว หล่อนไม่อยากให้แม่ต้องตกระกำลำบากออกไปจากบ้านที่อยู่มานานหลายสิบปี จึงต้องยอมทำเรื่องที่มันน่าละอายใจเช่นนี้ คนใช้ที่เคยมีเป็นสิบคนก็ต้องทยอยลาออกไป เหลือเพียงคนเก่าแก่สองคนที่ช่วยดูแลทำความสะอาดบ้านและช่วยดูแลแม่ของหล่อนอยู่ในตอนนี้

            “ถ้ามีอะไรให้ผมช่วยก็บอกละกัน”

            “ขอบคุณค่ะแต่ไม่จำเป็นเพราะตอนนี้ดิฉันสามารถดูแลครอบครัวได้” ดารินทร์เอ่ยเสียงแข็ง

            “ก็แล้วแต่คุณนะ แต่ผมยินดีช่วยคุณเสมอเพราะอย่างน้อยก็เห็นแก่คุณอากำพล” ภาสกรเอ่ย

            “ไม่ต้องลำบากหรอกค่ะ คุณพ่อท่านคงดีใจที่คุณจะไม่มายุ่งเกี่ยวกับครอบครัวฉันอีก”

            “ทำไมคุณพูดแบบนั้นล่ะ คุณก็รู้ว่าผมช่วยเหลือครอบครัวคุณมาตลอด” ภาสกรเอ่ยถามอย่างสงสัยว่าทำไมดารินทร์พูดเหมือนกับว่ากำพลมีเรื่องที่ไม่ชอบใจเขา  ทั้งๆที่ก่อนหน้ากำพลจะฆ่าตัวตายยังมาขอยืมเงินเขาอยู่เลย

            “โทษทีค่ะที่ดิฉันพูดอะไรไม่ดีออกไปพอดีคิดถึงคุณพ่อมากไปหน่อย” ดารินทร์เอ่ยขอโทษทั้งๆที่หล่อนเองก็ไม่อยากจะพูดมันด้วยซ้ำ โมโหมากจนลืมตัวไปว่าตอนนี้หล่อนกำลังมาเพื่อทำลาย “กมลไพศาล” ให้ย่อยยับ ต้องไม่ทำให้ทุกอย่างมันพังเพราะอารมณ์ของหล่อน

            “ไม่เป็นไรผมเข้าใจ” ภาสกรเอ่ยอย่างเข้าใจแล้วก็หันไปสนใจโทรศัพท์มือถือต่อ

            ไม่นานหลังจากนั้นรถก็เคลื่อนตัวมาจอดที่หน้าโรงแรม คนขับรถเดินออกมาเปิดประตูให้ภาสกรส่วนดารินทร์เองก็เปิดประตูลงมาพร้อมกัน ภาสกรเดินนำหน้าเข้าไปภายในโรงแรม ตอนนี้ที่ล็อบบี้ต่างก็มีนักธุรกิจหลายสิบคนยืนพูดคุยกันอยู่เต็มพื้นที่

            ภาสกรเดินเข้าไปทักทายนักธุรกิจเพื่อนร่วมวงการด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม  ดารินทร์แอบสังเกตมองความเป็นมืออาชีพในการทำงานของภาสกร  แบบนี้สินะที่ทำให้ใครๆต่างก็ยกย่องให้เขาเป็นนักธุรกิจดาวรุ่งที่น่าจับตามองมากที่สุดในขณะนี้

            “สวัสดีครับท่าน” ภาสกรเดินเข้าไปทักทายหนุ่มใหญ่อายุราวๆเกือบหกสิบ ซึ่งเป็นประธานของการประชุมในครั้งนี้ เขาเป็นคนใหญ่คนโตในกระทรวงจึงมีคนเข้ามาหาเพื่อทำความรู้จักอยู่เรื่อยๆ

            “ว่าไงไอ้หลานชายพ่อเราสบายดีไหม” เขาตอบกลับมาอย่างคุ้นเคย นั่นเป็นเพราะสมัยที่พ่อของเขามีตำแหน่งเป็นประธานบริษัทได้รู้จักและคุ้นเคยกับท่านเป็นอย่างดี และเคยได้รับคำแนะนำในการทำธุรกิจจนทำให้บริษัทมีความมั่นคงมาจนถึงทุกวันนี้

            “คุณพ่อสบายดีครับ ท่านอยู่บ้านมีความสุขกับการเลี้ยงนกตกปลาผมล่ะอิจฉา มีแต่ผมนี่ล่ะที่ปวดหัวอยู่บริษัท” ภาสกรเอ่ยพร้อมกับหัวเราะออกมาเบาๆ เพื่อสร้างบรรยากาศความเป็นกันเอง

            “มีอะไรให้ฉันช่วยก็บอกแล้วกัน ว่าแต่วันนี้พาแฟนมาด้วยเหรอ?” ท่านมองไปที่ดารินทร์ที่กำลังยืนมองทั้งสองคุยกันอยู่ข้างๆ

            “เปล่าหรอกครับ นี่คุณดารินทร์เลขาผมเองครับท่าน” ภาสกรเอ่ยแนะนำ ดารินทร์ยกมือไหว้แล้วก็ยิ้มให้

            “สวัสดีค่ะท่าน ดิฉันดารินทร์เป็นเลขาคุณภาสกรค่ะ ไม่ใช่แฟน” ดารินทร์ว่าแล้วก็ยิ้มน้อยๆให้กับท่าน

            “อ้าวฉันนี่ก็พูดมั่วไปเรื่อย ขอโทษด้วยนะพอดีฉันเห็นว่าพวกเธอเหมาะกันดีเลยพูดออกไปแบบนั้น”

            “ไม่เป็นไรครับท่าน ใครๆก็พูดแบบนี้” ภาสกรเอ่ยกับท่านแล้วก็หันไปยิ้มให้กับเลขานุการสาวสวย แต่เจ้าหล่อนกลับไม่ยินดีปรีดาอะไรด้วยเลย

            “สวัสดีครับท่าน” ขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ก็มีชายหนุ่มอีกคนเดินเข้ามาร่วมวงสนทนาด้วย

            “อ้าวว่าไงธีระพล” ท่านเอ่ยทักทายเมื่อรู้ว่าเป็นคนรู้จัก

            ‘ธีระพล’ ยกมือไหว้อย่างอ่อนน้อม เขาคือนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรงไม่ต่างจากภาสกรจะบอกว่าเป็นคู่แข่งกันก็ไม่แปลก เพราะในหลายๆโครงการที่ผ่านมาทั้งสองบริษัทต่างแย่งชิงพื้นที่ทางธุรกิจกันอย่างดุเดือดรวมถึงการกว้านซื้อพื้นที่ทำเลทองต่างๆ แต่สิ่งที่มันอยู่เบื้องลึกไปมากกว่านั้นคือสมัยเรียนมหาวิทยาลัยทั้งสองเคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน แต่ต้องมาแตกคอกันเพราะผู้หญิงที่ชื่อ ‘พิมพรรณ’ เธอคือดาวมหาวิทยาลัยที่สวยมากและเป็นภาสกรที่ได้ครอบครองหัวใจเธอ ทำให้ธีระพลโกรธแค้นและตัดความเป็นเพื่อนตั้งแต่นั้นมา

            “วันนี้หลังจากประชุมเสร็จแล้วท่านพอจะมีเวลาว่างสักครึ่งชั่วโมงไหมครับ ผมว่าจะมาขอคำแนะนำจากท่านน่ะครับ” ธีระพลเอ่ย

            “ได้สิ ฉันพอมีเวลา แต่ตอนนี้คุยกันไปก่อนนะฉันขอตัวเข้าไปข้างในก่อน”

            “ได้ครับท่านแล้วเจอกันข้างในครับ” ธีระพลเอ่ยพร้อมกับยกมือไหว้

            “แล้วเจอกันข้างในครับท่าน” ภาสกรเองก็เอ่ยแล้วยกมือไหว้ตามเช่นกัน

            ท่านเอ่ยกับทุกคนแล้วเดินเข้าไปในห้องประชุมก่อน เหลือเพียงทั้งสามคนที่กำลังยืนมองหน้ากันไปมา

            “กูมีข่าวดีจะบอกมึง” ธีระพลเอ่ยกับเพื่อนเก่าอย่างกวนๆ

            “กูจำเป็นต้องรู้ด้วยเหรอ?” ภาสกรถามอย่างไม่ยี่หระ

            “จำเป็นสิเพราะมันเกี่ยวกับบริษัทมึงด้วยว่ะ”

            ดารินทร์ที่อยู่ในเหตุการณ์ก็พอจะเดาออกว่าทั้งสองไม่ค่อยจะชอบขี้หน้ากัน และน่าจะเป็นศัตรูทางธุรกิจกันอีกด้วย

            “มึงอย่าหวังว่าที่ดินแปลงใหญ่ติดทะเลที่ระยองที่มึงจะสมหวังได้มันมา เพราะตอนนี้ชาวบ้านแถวนั้นได้ตอบตกลงที่จะขายมันให้กูหมดแล้ว และหลังจากประชุมเสร็จกูก็จะลงไปทำสัญญาซื้อขายที่ดินแล้วโว้ย ฮ่าๆๆ” ธีระพลหัวเราะออกมาอย่างพอใจที่สามารถเอาชนะภาสกรได้

            “กูไม่เชื่อว่าชาวบ้านจะขายที่ให้มึงง่ายๆ มึงต้องไปขมขู่ชาวบ้านแถวนั้นแน่ๆ คนเลวอย่างมึงไม่มีทางทำอะไรดีๆกับเขาได้หรอก” ภาสกรเอ่ยออกมาด้วยท่าทีฉุนเฉียว ใช่ที่เขาต้องการจะซื้อที่ดินแถวนั้นเพื่อมาสร้างเป็นโรงแรมแต่มันอยู่ในระหว่างการเจรจากับชาวบ้าน เขาเคยลงพื้นที่ไปพบชาวบ้านอยู่หลายครั้งแล้วก็เห็นว่าส่วนมากจะเป็นพื้นที่ทำมาหากิน หากซื้อไปชาวบ้านจะเอาพื้นที่ไหนทำกินกัน ซึ่งในตอนนี้เขากำลังจะยกเลิกโครงการนั้นแล้ว  และหาพื้นที่ใหม่ข้างๆกันแต่ก็ยอมรับว่าเสียดายมากเพราะแถวนั้นเป็นพื้นที่ทำเลทองติดทะเล หากได้สร้างโรงแรมรับรองว่าจะมีลูกค้าเข้ามาพักตลอดปีอย่างแน่นอน ในใจตอนนี้เขากลับสงสารชาวบ้านมากกว่า

            “ขอแค่ชนะมึงกูทำได้ทุกอย่าง”

            “แต่มีอย่างนึงที่มึงไม่สามารถเอาชนะกูได้ มึงเองคงรู้ดี” ภาสกรเอ่ยออกมาแล้วยิ้มเยาะ เขารู้ดีว่าจุดอ่อนของธีระพลอยู่ที่ไหน จึงยังคงคบหากับพิมพรรณอยู่ทั้งๆที่หมดรักพิมพรรณไปแล้วก็ตาม

            “ไอ้ภาสมึง!” ธีระพลกำมือแน่นพร้อมกับขบฟันด้วยความโมโห มีเรื่องเดียวที่เขาแพ้ภาสกรมาตลอดนั่นคือการที่พิมพรรณมีใจให้ภาสกร แต่อีกไม่นานหรอกเขาจะต้องเอาชนะภาสกรให้ได้ทุกเรื่องไม่เว้นแม้แต่เรื่องพิมพรรณ ธีระพลคิดในใจ

            “กูไปล่ะ” ภาสกรเดินยิ้มเข้าไปข้างในอย่างสบายใจที่ได้ทำให้คนอย่างธีระพลเดือดได้ 

            ที่จริงแล้วเขาเองก็ไม่อยากจะมีเรื่องกับธีระพลเลย ไม่อยากทำให้เรื่องมันแย่ไปมากกว่านี้แต่นั่นเป็นเพราะธีระพลเองที่ยังไม่เลิกตามราวี เขาเองก็เป็นคนประเภทไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายได้ฝ่ายเดียวซะด้วย

            “คุณภาสกรคะดิฉันขอตัวเข้าห้องน้ำสักครู่” ดารินทร์เอ่ยขณะกำลังเดินตามหลังเข้าห้องประชุม

            “เอาสิ แล้วรีบมานะใกล้จะถึงเวลาแล้ว” เขาเอ่ยพร้อมกับมองเวลาที่นาฬิกาข้อมือ

            “ค่ะ” ดารินทร์เอ่ยแล้วรีบเดินเยื้องออกไปอีกทาง

            ที่จริงแล้วหล่อนไม่ได้จะไปเข้าห้องน้ำแต่อย่างใด แต่หล่อนสนใจธีระพลต่างหาก ถ้าหากร่วมมือกับธีระพลอาจจะทำให้ทุกอย่างมันง่ายขึ้น ตอนนี้เจ้าหล่อนเดินกลับมาที่จุดเดิม

            “คุณคะดิฉันขอคุยอะไรด้วยหน่อย”

            “ครับ...ว่าแต่คุณคือเลขาของไอ้ภาสนี่”  ธีระพลเอ่ยพร้อมกับมองหน้าหญิงสาวด้วยความสงสัย

            “ใช่ค่ะ ดิฉันชื่อดารินทร์เป็นเลขาของคุณภาสกร” ดารินทร์แนะนำตัว

            “ผมธีระพลครับ คุณดารินทร์มีเรื่องอะไรจะคุยกับผมเหรอครับ หรือว่าโดนเจ้านายสั่งมา” ธีระพลถาม

            “เปล่าค่ะ ดิฉันอยากคุยกับคุณเองเพราะเราต่างก็มีศัตรูคนเดียวกัน”

            “ศัตรู...คงไม่ใช่ไอ้ภาสหรอกนะครับ” ธีระพลยิ่งสงสัยหนักเข้าไปใหญ่

            “ใช่ค่ะ...ดิฉันต้องการทำลาย ‘กมลไพศาล’ ให้ย่อยยับและฉันก็คิดว่าคุณคงคิดแบบเดียวกันกับฉัน”

            ธีระพลยิ้มออกมาอย่างพอใจทำไมเรื่องมันถึงได้ง่ายดายขนาดนี้นะเขาคิดในใจ

            “ใช่ผมต้องการแบบนั้น” ธีระพลพูดแล้วยิ้มที่มุมปากให้หญิงสาว

            “นี่ค่ะเบอร์ดิฉันเอาไว้วันหลังเราค่อยนัดเจอกันเพื่อคุยเรื่องนี้อีกที แต่ตอนนี้ดิฉันต้องขอตัวก่อน” ดารินทร์ยื่นกระดาษที่จดเบอร์โทรศัพท์มือถือให้กับชายหนุ่ม หลังจากนั้นเจ้าหล่อนก็ยิ้มให้แล้วเดินกลับเข้าไปในห้องประชุมทันที

            “มึงตายแน่ไอ้ภาส!” ธีระพลยิ้มออกมาอย่างพอใจ

            เขาจะต้องเอาชนะภาสกรให้ได้ทุกเรื่อง....โดยเฉพาะเรื่องความรัก พิมพรรณจะต้องเป็นของเขาในอีกไม่ช้า

ความคิดเห็น