หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เพราะคำว่ารัก ทำให้นางต้องกลายเป็นหมากในกระดานของใครหลายๆ คน แล้วในโลกนี้จะมีผู้ใดบ้างที่มอบความรักให้นางอย่างจริงใจ

ตอนที่ 12 เพชรตัดเพชร

ชื่อตอน : ตอนที่ 12 เพชรตัดเพชร

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.7k

ความคิดเห็น : 24

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ม.ค. 2561 13:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 12 เพชรตัดเพชร
แบบอักษร



ม่านเยาไม่ได้พูดหรือถามอะไรออกมา เพียงแค่เล่นหมากรุกกับเขาไปอย่างนั้น สีหน้าของนางสงบนิ่ง แต่ในใจกลับคิดวกวนไปมา นางข้ามภพมายังโลกที่ไม่คุ้นเคย ที่เห็นชีวิตคนเป็นเหมือนผักเหมือนหญ้านี้มาสามปีแล้ว ทุกอย่างต้องระวัง ทำอะไรต้องรอบคอบ ถึงแม้ร่างที่นางอยู่จะเป็นร่างขององค์หญิง มีเกียรติยศ เงินทอง และอำนาจ แต่ชีวิตก็น่าเบื่อหน่ายและอ้างว้าง


จงเจิ้งอู๋โยวมองกระดานหมากรุกหยกขาว ใจก็ลอยออกไป นานเท่าไรแล้วที่เขาไม่ได้เล่นหมากรุกกับคนอื่น เขาเองก็จำไม่ได้ เขาเอามือไปกดที่ตัวหมากไว้ด้วยความเหม่อลอย ส่วนม่านเยานั้นวางหมากลงอย่างเบามือ ราวกับกลัวว่าถ้าหากวางแรงๆ จะทำให้กระดานหมากหยกขาวเสียหายได้ ม่านเยาเงยหน้าขึ้นมองเขา นิ้วมือขาวเรียวของนางหยิบตัวหมากตัวหนึ่งที่ดูเหมือนจะต้องถูกกินวางลงกลางกระดาน

จงเจิ้งอู๋โยวที่กำลังดื่มชากวาดตามองเกมบนกระดานด้วยท่าทีนิ่งเฉย ทันใดก็ตกใจขึ้นมา แววตาของเขาเปลี่ยนไป การเดินหมากของนางในตอนแรกดูเหมือนเป็นการวางมั่วๆ ไม่ได้มีกฎเกณฑ์อะไร แต่ทว่า การวางหมากตัวนี้กลับทำให้หมากทั้งหมดเปลี่ยนเกม ทำให้เขาเดินเกมไม่ได้ จะตัวกือ(เรือ) เบ๊(ม้า) เฉีย(ช้าง) สือ(องครักษ์) ก็ไม่ได้สามารถเดินได้ พลาดจนไม่สามารถช่วยตี่(ฮ่องเต้) ได้ สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้กับนาง เขาหรี่ตาทั้งสองข้าง มองจ้องใบหน้าสวยของนาง แววตาดูเปลี่ยนไป แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจ “เจ้าเล่นหมากแบบนี้เป็น! ไปเรียนที่ใดมา?”

นางมองตาของเขากลับ เหมือนกับจะมองเห็นอะไรอยู่ข้างในแววตาดุร้ายคู่นั้น แต่ดวงตาคู่นั้นกลับดูลึกลับยากจะคาดเดา ดูอะไรไม่ออก นางยิ้มออกมาน้อยๆ ไม่ตอบแต่กลับย้อนถาม “องค์ชายไปเรียนมาจากที่ใดกันเพคะ” นางไม่แน่ใจว่าเขาข้ามภพมาเหมือนนางหรือไม่ คนเช่นเขา ไม่ว่าจะใช่หรือไม่ใช่ แล้วจะทำอะไรได้? เรื่องวิญญาณที่เข้าสิงในร่างแบบนี้มันแปลกเกินไป แต่หากถูกปล่อยข่าวออกไป ก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีสำหรับสถานะที่พวกเขาเป็นอยู่



แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาบนพวกเขาสองคนนั้นสุกสกาวราวกับน้ำ  พวกเขานั่งสบตากันเงียบๆ อยู่อย่างนั้น พากันคาดเดาสงสัยในกันและกัน ในใจก็รู้สึกแปลกๆ ราวกับว่าเวลาผ่านไปศตวรรษหนึ่งแล้ว ชาร้อนๆ บนโต๊ะถูกยกมาเติมใหม่ ไอร้อนกรุ่นๆ กระจายอยู่รอบๆ ระหว่างสายตาของพวกเขาทั้งสองดั่งหมอกควัน

จู่ๆ จงเจิ้งอู๋โยวก็ขำขึ้นมาแล้วพูดว่า “ดี ในที่สุดข้าก็พบคู่ต่อสู้แล้ว มาแข่งกันอีกตา ตานี้...ข้าจะไม่ออมมือให้เจ้า”

ม่านเยายิ้มแต่ไม่พูดอะไรออกมา ตัวหมากวางตามที่อยู่ในกระดาน นางเล่นฝั่งสีแดงเขาเล่นฝั่งสีดำเหมือนเดิม นางยิ้มขึ้นเบาๆ แล้วพูด “เชิญองค์ชายก่อนเพคะ”

จงเจิ้งอู๋โยวเองก็ไม่ยอม เขาเป็นฝ่ายเริ่มก่อน  ไม่ประมาทเหมือนตาที่แล้วอีก ทุกหมากที่เดินเขาคิดอย่างถี่ถ้วน ม่านเยายิ่งเดินหมากหนึ่งตัวก็ยิ่งหวาดกลัว หมากรุกก็เหมือนกับชีวิตคน ดูจากฝีมือการเล่นหมากรุกก็ดูออกว่านางมีความคิดล้ำลึก คาดเดาได้ยาก แต่ทั้งๆ ที่นางทุ่มเทกายใจลงไปทั้งหมด แต่ก็ยังคงรู้สึกว่าชนะลำบาก


เวลาผ่านไปอย่างไม่รู้ตัว ในสวนนั้นไม่มีแขกคนอื่นๆ เหลืออยู่แล้ว มีสาวรับใช้คนหนึ่งเข้ามาถามว่าจะปิดร้านเลยหรือไม่ นางยังไม่ทันได้พูดตอบ จงเจิ้งอู๋โยวก็กลับขมวดคิ้วขึ้น สีหน้าดูหมดความอดทน ยอดฝีมือกำลังแข่งหมากรุกกัน โดยทั่วไปก็ไม่ชอบให้ใครมารบกวน นางพยักหน้า ให้ทุกคนกลับไปพักผ่อน เฉินอวี่ออกไปเป็นคนสุดท้าย นางแอบมองจงเจิ้งอู๋โยวอยู่แวบหนึ่ง ก็ยังคงนึกกลัวเหตุการณ์วันนั้นอยู่ นางทำความเคารพมาทางเขาอยู่ไกลๆ เดินเข้าไปข้างๆ ม่านเยาแล้วหยิบเอากลีบดอกไม้ที่ติดอยู่บนเสื้อของนางออกให้ จากนั้นหยิบเอาเสื้อคลุมคลุมไหล่ให้นาง แล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “คุณชาย กลางคืนอากาศเย็น ท่านก็รีบพักผ่อนเถอะเจ้าค่ะ”

ม่านเยาพูดขอบคุณจากใจ ยิ้มแล้วมองดูนางเดินออกไปอย่างงดงามมีเสน่ห์ ครึ่งเดือนมานี้ พวกเขาเข้ากันได้เป็นอย่างดี ตัวตนใหม่ของเฉินอวี่ก็ให้คนไปจัดการเรียบร้อยแล้ว


กลางคืนบรรยากาศเงียบเชียบ ในสวนมีแต่เพียงพวกเขาสองคน


โคมลอยในน้ำต่างลอยไปลอยมา สะท้อนแสงอยู่ในน้ำเล็กน้อย เทียนสีแดงส่องแสงสีเหลืองนวลบดบังความเย็นของน้ำ ใต้ต้นหลิวที่ล้อมรอบต้นเชอร์รี่จีนอยู่ เกมหมากรุกของพวกเขาเล่นกินเวลาไปแล้วชั่วโมงครึ่ง ไม่มีใครพูดเร่งขึ้นมา เพื่อให้เวลาอีกฝ่ายได้ใช้ความคิด

ในอากาศมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยอยู่  เหมือนจะติดอยู่ปลายจมูกเบาๆ อย่างไม่ชัดเจนนัก ทำให้สติฟุ้งซ่านขึ้นมาไม่รู้ตัว จงเจิ้งอู๋โยวมองใบหน้าของหญิงสาวฝั่งตรงข้ามที่นั่งครุ่นคิดเงียบๆ แม้จะเงียบๆ ทว่ากลับงดงามอย่างเหลือเชื่อ ดวงตาเต็มไปด้วยความมีสติปัญญา ราวกับน้ำพุใต้แสงจันทร์ที่ดูสงบสวยงามและใสสว่าง ราวกับสามารถมองดูถึงจิตใจของคนได้ นี่เป็นครั้งแรกในหลายปีนี้ที่เขาใช้ใจมองผู้หญิงคนหนึ่ง ราวกับอยากจะต้องการจะตามหาอะไรบางอย่างจากผู้หญิงคนนี้

“องค์ชาย องค์ชายหลีเพคะ” ม่านเยาวางหมากลง เมื่อเห็นเขาไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ก็จึงเงยหน้าขึ้น เขามองนางอยู่เงียบๆ จนใจลอย สายตาแบบนั้นนางไม่เคยเห็นมาก่อน...ผ่านความคิดที่ว่างเปล่าสับสนนางทำหน้าบึ้งแล้วกระซิบเรียกขึ้นมา

จงเจิ้งอู๋โยวได้สติขึ้นมาในทันที แววตาของเขาเปลี่ยนไป ในสายตาดูมีความเคร่งขรึมนั่น กลับมีเสน่ห์แห่งความดุร้ายเช่นเดิม เขาหยิบหมากตัวหนึ่งขึ้นมา แล้วแสร้งทำเป็นถามขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ “เจ้าชื่ออะไร” รู้จักนางมาก็ครึ่งเดือนกว่าแล้ว นอกจากชื่อหลีเยว่ที่องค์ชายเก้าเป็นคนตั้งให้ เขาก็ยังไม่รู้ชื่อจริงๆ ของนาง

นางตกใจเล็กน้อย คิดไปคิดมา แต่ก็ตอบไป “ม่านเยา”

จงเจิ้งอู๋โยววางหมากแล้วพูดว่า “เยาที่หมายถึง เขียวชอุ่มในบทกวี ต้นท้อเขียวชอุ่ม ดอกท้อเปล่งปลั่ง หญิงสาวแต่งงานมีครอบครัวที่มีความสุขนะหรือ?”

นางหลบตาต่ำลง แล้วพูดขึ้นด้วยท่าทีเรียบเฉย “ไม่เพคะ เยาที่หมายถึงตายตั้งแต่วัยเยาว์” พ่อของเธอเป็นคนตั้งชื่อนี้ให้ ไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องใช้ตัวอักษรนี้ ต่อมานางก็เข้าใจด้วยตัวเองแล้วว่ามันคือลิขิตฟ้าที่ให้นางมีชีวิตสั้น


บางทีอาจะเป็นเพราะแสงเทียนที่โอนอ่อน สีพระจันทร์ที่สวยงามเกินไป หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะตามหาคู่แข่งที่เท่าเทียมกันมานานหลายปี ทำให้ลืมที่จะป้องกัน


นางถือหมากแล้วกระซิบถามเบาๆ “พระองค์ล่ะเพคะ จงเจิ้งอู๋โยว...พ่อแม่ของพระองค์คงหวังให้ท่านไม่โศกเศร้าไปตลอดชีวิตสินะเพคะ”

เขาหยิบแก้วชาที่เย็นตั้งนานแล้วขึ้นมา นิ้วยาวข้อต่อชัดเจนแลดูขาวกึ่งใส แล้วจิบเข้าไปเบาๆ น้ำชาเย็นชืดนั้นมีรสชาติที่ขมฝาด มุมปากของเขาปรากฏรอยยิ้มที่ดูไร้ความรู้สึก แล้วพูดตามความรู้สึก “อู๋ที่หมายถึงไม่มี ก็คือไม่มีอะไรเลย” ชีวิตว่างเปล่า อะไรก็ไม่ได้มา ไม่มีอะไรเหลืออยู่

นางอึ้งไปเล็กน้อย น้ำเสียงของเขาต่ำลง ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ นางมองไม่ชัดถึงแววตาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ขนตาดำนั่น เพียงแต่รู้สึกว่าค่ำคืนที่เงียบสงบแบบนี้พูดเรื่องเช่นนี้ ทำให้รู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล เช่นนั้นจึงพูดเยาะเย้ยขึ้นมา “พระองค์คิดเอาเองมากกว่ากระมังเพคะ พ่อแม่ตั้งชื่อให้ลูก จะตั้งชื่อที่มีความหมายแบบนี้ได้อย่างไรกัน”

เขาเงยหน้าขึ้นช้าๆ แววตาตาเยือกเย็น แล้วย้อนถามกลับ “เจ้าเองก็ไม่ต่างกันหรือมิใช่ จะมีพ่อแม่คนใดหวังให้ลูกตัวเองตายไวกัน”

นางเม้มปาก ไม่พูดอะไรออกมาอีก บรรยากาศภายในสวนนั้นเงียบลงอีกครั้ง เขาดื่มชาที่เย็นแล้วนั้นเข้าไป รสชาติความขมที่อยู่บนลิ้นแทรกผ่านไปในก้นบึ้งหัวใจ แล้วกระจายออกมาจากตัวของเขา ปกคลุมอยู่รอบๆ อากาศ


บนกระดานหมากรุกที่อยู่บนโต๊ะ เหลืออยู่เพียงไม่กี่ตัว ตรงหน้าของทั้งสองคนวางหมากของฝ่ายตรงข้ามไว้เป็นกอง ตานี้ใช้เวลาถึงสองชั่วโมง จบด้วยการเสมอกัน

การเล่นหมากรุกกับเขานั้น ทำให้เหนื่อยทั้งความคิดและจิตใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางจำไม่ได้แล้วว่ากี่ปีมาแล้วที่ไม่พบกับคู่แข่งที่ฝีมือสูสีกันเช่นนี้ คุณตาของเธอเป็นมืออาชีพในการเล่นหมากรุก เธอได้รับอิทธิพลมาตั้งแต่เด็ก จึงชอบเล่นหมากรุก การได้เล่นแข่งกับคุณตาเป็นความสนุกสนานที่สุดในวัยเด็กของเธอ ต่อมาหลังจากที่คุณตาเสียไป ด้วยการดูแลที่เข้มงวดของพ่อเธอนั้น เธอก็ได้แต่เพียงเล่นกับตัวเองในตอนที่ไม่มีใคร


จงเจิ้งอู๋โยวเองก็เป็นเช่นนั้น เขาไม่ได้เล่นหมากรุกกับใครมานานแล้ว เกมเสมอกันเช่นนี้ให้ความรู้สึกวิเศษสุดๆ แต่คืนนี้ กลับไม่ใช่เวลาเล่นหมากรุกที่ดีที่สุด


อยู่ดีๆ ลมก็พัดขึ้น พัดพาเอาลมหนาวเข้ามา พัดเอาดอกไม้ที่ร่วงโรยหล่นแดงดั่งเลือด ดูอ้างว้างหดหู่อย่างรุนแรง ทันใดก็ท่วมท้นในสวน สายตาของจงเจิ้งอู๋โยวเย็นยะเยือก แต่สีหน้ากลับดูสุขุม เขายิ้มเยาะออกมา ปรากฏตัวออกมาให้หมดเสียเถอะ ข้าไม่มีความอดทนรออีกต่อไปแล้ว





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น