หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เพราะคำว่ารัก ทำให้นางต้องกลายเป็นหมากในกระดานของใครหลายๆ คน แล้วในโลกนี้จะมีผู้ใดบ้างที่มอบความรักให้นางอย่างจริงใจ

ตอนที่ 11 ใครสอนใครเล่นหมากรุก?

ชื่อตอน : ตอนที่ 11 ใครสอนใครเล่นหมากรุก?

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 12k

ความคิดเห็น : 32

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ธ.ค. 2560 15:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 300
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 11 ใครสอนใครเล่นหมากรุก?
แบบอักษร



ชาดอกไม้และชานมหลากหลายสีวางเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะ แต่จงเจิ้งอู๋โยวเลือกลองชิมเฉพาะชาที่มีสีเข้ม ทุกชนิดที่เลือกดื่มนั้นเขาเพียงแค่จิบเข้าไปเพียงเล็กน้อยแล้ววางลง ม่านเยามองดวงตาคู่งามที่ดูร้ายกาจนั้นมีประกายแห่งความหดหู่อยู่เล็กน้อย แต่แล้วก็ถูกปิดบังอยู่ภายใต้แพขนตาหนานั้น ในที่สุดเขาก็โบกมือแล้วพูดขึ้นเบาๆ “ยกออกไปเถอะ”

องค์ชายเก้ารีบพูดขัดขึ้น “พี่เจ็ด ข้ายังไม่ได้ชิมเลยนะ หลากหลายสีสันเช่นนี้ดูแล้วก็งามยิ่ง...กลิ่นก็หอมยิ่งนัก” เมื่อพูดไปก็หยิบชานมผลไม้สีเขียวที่จงเจิ้งอู๋โยวไม่ได้ลองชิมนั้นจิบลิ้มรสเข้าไป รสชาติเปรี้ยวอมหวานให้ความรู้สึกลื่นคอ เขาเลียขอบปากแล้วพยักหน้าพูดขึ้น “ไม่เลว หากจาวอวิ๋นอยู่ที่นี่ต้องชอบแน่ๆ”

เพิ่งจะพูดจบก็ได้ยินเสียงร้องเรียกมาจากประตู “พี่อู๋โยว พี่อู๋โยว” เด็กผู้หญิงอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี หน้าตาสะสวย ดวงตาดูใสดั่งแก้ว มือจับกระโปรงอยู่เล็กน้อยแล้วรีบวิ่งเข้ามา

องค์ชายเก้าหัวเราะขึ้นเสียงดัง “พูดถึงก็มาพอดี พี่เจ็ด พี่จะหลบสักหน่อยหรือไม่”

ม่านเยาอดที่จะขำออกมาไม่ได้ “ในโลกนี้ยังมีคนที่ทำให้องค์ชายหลีคิดจะหลบด้วยหรือ”

มุมปากของจงเจิ้งอู๋โยวกระตุก ดูไม่ออกถึงความรู้สึก องค์ชายเก้าขยับตัวมาที่ด้านหน้าของนางเล็กน้อยแล้วพูดด้วยความตั้งใจทำให้ดูมีลับลมคมใน “อีกประเดี๋ยวเจ้าก็รู้”


จาวอวิ๋นมาถึงก็เดินเข้าไปข้างๆ จงเจิ้งอู๋โยวอย่างดีอกดีใจ แต่ยังไม่ทันที่จะได้เข้าใกล้ ตรงหน้าก็มีแขนของใครคนหนึ่งยื่นออกมาขวางไว้ นางเงยหน้ามอง เป็นเหลิ่งเหยียนคนแข็งทื่อเหมือนตอไม้คนนั้นอีกแล้ว นางจึงพูดออกมาด้วยความน้อยอกน้อยใจ “พี่อู๋โยว พี่มาที่สวยๆ เช่นนี้เหตุใดไม่พาอวิ๋นเอ๋อร์มาด้วยล่ะเพคะ”

จงเจิ้งอู๋โยวไม่มองนางแม้แต่น้อย พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเฉยชา “เจ้ายังเป็นเด็กสามขวบหรืออย่างไร”

อวิ๋นเอ๋อร์บุ้ยปากแล้วพูดขึ้น “พี่อู๋โยว เมื่อก่อนพี่ไม่ได้เป็นคนเช่นนี้...เอ๊ะ? ในแก้วนี่คือสิ่งใดหรือ หม่อมฉันไม่เคยเห็นมาก่อน”

องค์ชายเก้าพูดยิ้มๆ “ทั้งหมดนี่เป็นชาที่พี่เจ็ดสั่งมา อร่อยนะ พี่เจ็ดล้วนแต่ลองหมดแล้ว”

“จริงหรือเพคะ พี่อู๋โยว? หม่อมฉันเองก็อยากจะลอง” อวิ๋นเอ๋อร์ยื่นมือไปหยิบชานมสีม่วงขึ้นมา บังเอิญเป็นชาที่จงเจิ้งอู๋โยวลองชิมแล้วพอดี ยังไม่ทันที่แก้วนั้นจะถูกส่งไปที่ปาก ก็มีเสียงดังราวกับแรงระเบิดดังมา “เพล้ง” แก้วในมือนางตกแตกบนพื้นอย่างละเอียด

ม่านเยาตกใจ องค์ชายเก้าช่างชอบสร้างความวุ่นวายเสียจริงเชียว คนอย่างจงเจิ้งอู๋โยวจะยอมให้สตรีมาแตะต้องของที่เขาดื่มแล้วได้อย่างไรกัน โดยเฉพาะสตรีที่ดูออกว่าคิดเช่นไรกับเขา นางจึงรีบส่งสายตาให้กับคนรับใช้ที่อยู่ข้างหลัง เขาคนนั้นจึงรีบเข้ามาเก็บแก้วออกไปจนหมด แล้วเก็บเศษแก้วที่อยู่บนพื้นจนสะอาด

มือของจาวอวิ๋นกำชายเสื้อไว้แน่น น้ำตาไหลออกเป็นทาง มองหน้าคนไร้ความรู้สึกอย่างจงเจิ้งอู๋โยวด้วยความอึ้ง โดยที่ไม่พูดอะไรออกมา

จงเจิ้งอู๋โยวพูดออกมาด้วยความเฉยชา “เจ้าอยากจะกลับไปจวนกั๋วกงตอนนี้หรือ”

จาวอวิ๋นได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจจนน้ำตาหยุดไหล รีบโบกมือแล้วพูดขึ้น “ไม่อยาก ไม่อยาก...พี่อู๋โยว หม่อมฉันเพิ่งจะออกมา หม่อมฉันไม่รบกวนท่านพี่แล้วก็ได้ หม่อมฉันอยากจะอยู่ที่นี่ต่อสักหน่อย ที่นี่ช่างงดงามจริงๆ...” นางเงยหน้ามองไปรอบๆ ก็เห็นม่านเยาที่ยืนข้างนางไม่ไกล ทันใดนั้นก็รู้สึกได้ถึงความเป็นประกายที่อยู่ตรงหน้า จึงพูดขึ้นด้วยความตกตะลึง “หา เจ้าเป็นใครกัน เหตุใดเจ้าถึงได้มีหน้าตาที่งดงามเหมือนกับพี่อู๋โยวเช่นนี้”

องค์ชายเก้าพูดขึ้นยิ้มๆ “เขาก็คือหลีเยว่ เป็นเจ้าของสวนชาแห่งนี้ สวนชานี่เขาเป็นคนออกแบบเองเลยนะ”

จาวอวิ๋นสองตาเป็นประกาย มองจ้องนางแล้วพูดด้วยเสียงชัดแจ๋ว “จริงหรือ คุณชายหลีเยว่ ท่านช่างเก่งยิ่งนัก อ่อ ใช่แล้ว ชาที่พี่อู๋โยวของข้าดื่มสักครู่นี้เป็นชาอะไรกัน ข้าเองก็อยากดื่มเช่นกัน”

สตรีนางนี้ฉลาดหลักแหลมนัก รู้จักที่จะเบี่ยงเบนประเด็น เพื่อที่จะให้นางได้อยู่ในสายตาของจงเจิ้งอู๋โยว แต่น่าเสียดายที่จงเจิ้งอู๋โยวไม่มองนางแม้แต่น้อย ม่านเยาให้คนไปเตรียมชานมผลไม้มาสองสามอย่าง จาวอวิ๋นลองชิมแล้วก็ร้องพูดขึ้นมาไม่หยุด “รสชาติดี รสชาติดี ท่านให้คนไปเตรียมมาเยอะๆ ข้าจะเอากลับไปให้คนอื่นลอง”


เป็นเช่นนี้ เพราะองค์หญิงต่างมารดาที่รักใคร่จงเจิ้งอู๋โยวทำให้มันง่ายขึ้นโดยการเป็นผู้แนะนำชานมผลไม้ให้กับชนชั้นสูงในโลกอีกยุคที่ดูจะไม่คุ้นเคยได้เริ่มสนใจ  และได้กลายเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจในขณะนั้น ส่วน “คุณชายหลีเยว่” ชื่อนี้ก็โด่งดังไปทั่วทั้งเมืองในวันถัดมา พระญาติ ขุนนางเศรษฐี แม้กระทั่งคนที่มีเงินมีอำนาจมีฐานะต่างก็รู้จัก ในตอนที่จะสร้างจวนเจียหยวนจึงต้องขอร้องให้ “คุณชายหลีเยว่” ช่วยออกแบบให้


จงเจิ้งอู๋โยวกลายเป็นแขกประจำของสวนชาหล่งเยว่ ครึ่งเดือนหลังมาเขามักจะมาคนเดียว สั่งชาซีหูหล่งจิ่งที่ดีที่สุดหนึ่งกา แล้วนั่งเงียบๆ อยู่เช่นนั้นจนดึก

ม่านเยานั่งอยู่ข้างโต๊ะกระจกไม่ไกลจากเขานัก เห็นเขาใส่ชุดสีขาวมีแสงจันทร์เย็นๆ โอบล้อมเอาไว้ มองดูเหมือนจะโดดเดี่ยว นางจึงลุกขึ้นเดินไปหาเขาอย่างไม่รู้ตัว จงเจิ้งอู๋โยวเงยหน้ามองนาง ทำให้นางจึงตกใจได้สติ แล้วตัดสินใจนั่งลงตรงข้ามเขาด้วยท่วงท่ามั่นใจ ยิ้มเบาๆ แล้วพูดขึ้นว่า “องค์ชายคงไม่ถือสานะพ่ะย่ะค่ะ”

จงเจิ้งอู๋โยวกวาดตามองโต๊ะที่นั่งรอบๆ ที่ว่างอยู่ จึงยิ้มแบบเนือยๆ ออกมาแล้วพูดขึ้น “ถือสาไม่ถือสา...เจ้าก็นั่งลงแล้วมิใช่หรือ ข้ามีบางอย่างที่สงสัย หญิงอย่างเจ้าไม่อยู่บ้านรอแต่งงานมีลูก แต่กลับออกมาทำสวนชาด้วยตัวเองเพื่อสิ่งใดกัน”

ม่านเยาตกใจเล็กน้อย เขาดูออกจริงๆ ด้วยว่านางเป็นผู้หญิง นางจึงขมวดคิ้วแล้วพูดขึ้น “ใครบอกว่าเป็นผู้หญิงแล้วต้องเป็นแม่ศรีเรือนอยู่บ้านเลี้ยงลูกหรือเพคะ ผู้หญิงก็สามารถมีอาชีพของตัวเองได้เช่นกัน พวกเราก็สามารถยืนได้ด้วยลำแข้ง ไม่จำเป็นต้องรอพึ่งผู้ชายก็อยู่รอดได้”

นางพูดว่าผู้หญิงก็สามารถยืนได้ด้วยลำแข้ง ไม่จำเป็นต้องรอพึ่งผู้ชายก็อยู่รอดได้อย่างนั้นหรือ จงเจิ้งอู๋โยวงุนงงขึ้นมาในทันใด มองนางด้วยความทึ่ง สิบกว่าวันมานี้ เขามักจะเห็นนางนั่งถือแก้วชาอยู่คนเดียว แล้วนั่งใจลอยอยู่ตรงนั้นเงียบๆ ราวกับว่าวิญญาณออกไปจากร่าง ไม่รู้ว่าล่องลอยไปแห่งหนใด มองดูนางเหมือนจะนิ่งสงบอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าฟ้าจะถล่มแผ่นดินจะทลายก็ไม่สามารถทำให้นางหวั่นไหวได้เลยแม้แต่น้อย อยู่ๆ เขาก็คิดขึ้นมาว่า ในโลกใบนี้จะมีเรื่องใดๆ หรือใครสักคนที่จะทำให้ดวงตาคู่ที่เต็มไปด้วยประกายแห่งความฉลาดหลักแหลมคู่นี้เกิดความตกใจจนฝันหนีดีฝ่อหรือไม่

เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ แล้วอยู่ดีๆ ก็ถามขึ้น “เจ้าเล่นหมากเป็นหรือไม่”

ม่านเยาอึ้ง ตามความคิดของเขาไม่ทัน นางเล่นหมากล้อมไม่เป็น แต่หมากรุกนั้นนางชำนาญ แต่น่าเสียดายที่คนในโลกแห่งนี้นั้นเหมือนจะไม่มีใครรู้เรื่องหมากรุก นางส่ายหน้า คิดว่าจงเจิ้งอู๋โยวคงจะผิดหวัง แต่ใครจะรู้เขากลับพูดขึ้นว่า “ข้าจะสอนให้เจ้า เหลิ่งเหยียน ไปเอาหมากมา”


ม่านเยาอึ้งแล้วอึ้งอีก ชายผู้นี้จริงจังจนจับทางไม่ถูกไม่รู้ว่าจะอย่างไรกันแน่ หรือว่าเขาจะเปล่าเปลี่ยวมานานเกินไปแล้ว?


เค่อหนึ่งผ่านไป เหลิ่งเหยียนก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วเอากระดานหมากรุกวางลงหน้าของสองคน นางก้มหน้าลงมองก็ต้องตะลึงอยู่ตรงนั้น เพราะมันคือ หมากรุก

จงเจิ้งอู๋โยวจงเจิ้งอู๋โยวตั้งหมากพลางอธิบายนางพลางว่าหมากนี้เล่นอย่างไร ภาพเหตุการณ์นี้ช่างเหมือนกับความรู้สึกตอนที่นางอยู่ที่แคว้นฉี่อวิ๋น พอเหงาๆ เบื่อๆ ขึ้นมาก็เอาหมากรุกที่นางทำขึ้นเองออกมาสอนให้หลิงเอ๋อร์......





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น