หอหมื่นอักษร

เพราะคำว่ารัก ทำให้นางต้องกลายเป็นหมากในกระดานของใครหลายๆ คน แล้วในโลกนี้จะมีผู้ใดบ้างที่มอบความรักให้นางอย่างจริงใจ

ตอนที่ 10 ตาใสดังแก้ว เปล่งปลั่งดังจันทรา

ชื่อตอน : ตอนที่ 10 ตาใสดังแก้ว เปล่งปลั่งดังจันทรา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.5k

ความคิดเห็น : 21

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ธ.ค. 2560 14:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 10 ตาใสดังแก้ว เปล่งปลั่งดังจันทรา
แบบอักษร



หอนางโลมถูกสั่งปิด ทำให้ม่านเยาสามารถพาตัวเฉินอวี่ออกไปอย่างง่ายดาย และข่าวที่ว่าอีกสามวันองค์ชายหลีจะเสด็จไปสวนชาหล่งเยว่ก็แพร่กระจายออกไปเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง สองสามวันนี้บรรยากาศริมน้ำเทียนสุ่ยก็พลันคึกคักขึ้นมา จนม่านเยารู้สึกดีใจที่ไม่ต้องป่าวประกาศอะไรเลย ลองคิดดูว่าจะมีคนเท่าไรที่อยากจะเห็นโฉมหน้าของพระราชโอรสผู้ที่ฮ่องเต้ทรงรักมากที่สุดพระองค์นี้ แล้วจะมีพระญาติอีกสักเท่าไรที่อยากจะใช้โอกาสนี้สร้างสัมพันธ์กับองค์ชายผู้สูงสูงไม่ธรรมดาพระองค์นี้ เพียงแค่คิดก็พอจะรู้แล้ว


สามวันต่อมา  ริมน้ำเทียนสุ่ยเนืองแน่นไปด้วยผู้คน ทำให้รอบๆ บริเวณสวนชาที่ยังไม่เปิดร้านมีผู้คนเบียดเสียดแน่นขจัดไปเสียหมด ผู้ว่าของเมืองหลวงที่ทราบข่าวนี้เข้าก็รีบนำทหารเข้ามาอารักขาความปลอดภัยขององค์ชายหลี


คืนนี้พระจันทร์ส่องแสงเป็นประกายยิ่งนัก ทอแสงกับผืนน้ำดั่งกระจกใส ตอนที่องค์ชายหลีจงเจิ้งอู๋โยวกับองค์ชายเก้าเดินทางมาถึง สวนชาหล่งเยว่ก็เพิ่งจะเปิดร้านพอดี มีการประกาศว่าต่อไปจะรับลูกค้าเพียงวันละยี่สิบคนเท่านั้น ผู้คนเริ่มพากันโวยวาย ส่วนคนที่พยายามจะสร้างปัญหาก็ถูกเจ้าหน้าที่ของเมืองนำตัวไป จงเจิ้งอู๋โยวย่างเท้าเข้าประตูสวนชาหล่งเยว่ท่ามกลางเสียงของผู้คนที่พากันคุกเข่าลงคำนับ


ในทางเดินแคบๆ ยาวๆ นั้นมีไฟเพียงดวงเดียวที่คอยส่องแสงสว่างสลัวๆ  ด้านบนทางเดินนั้นต่ำ เมื่อเดินอยู่ข้างในนั้นทำให้เกิดรู้สึกถึงความกดดันเป็นอย่างมาก ราวกับจะมองไม่เห็นแสงสว่างอย่างไรอย่างนั้น

องค์ชายเก้าขมวดคิ้ว “ข้าได้ยินมาว่าการก่อสร้างสวนชาแห่งนี้ใช้คณะตกแต่งจากใกล้ๆ เมืองหลวงอยู่หลายคน ข้าก็คิดว่าจะดีสักเพียงใด ที่แท้ก็ไม่สู้สวนชาธรรมดาๆ ข้างทาง อย่างน้อยสวนชาพวกนั้นเข้าไปก็ไม่มืดเช่นนี้......” องค์ชายเก้ายังไม่ทันพูดจบ ทั้งสองก็เดินมาจนสุดทาง พอถึงทางเลี้ยว คำพูดนั้นก็จุกอยู่ในลำคอ พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว ได้แต่เบิกตาโพลง ยืนจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความทึ่ง

เพราะมันเป็นสวนกว้างขวางสุดลูกหูลูกตาที่ปิดด้วยหลังคา ต้นหลิวภายในสวนที่มีหมอกควันเกาะอยู่นั้นถูกตัดแต่งเป็นรูปร่มล้อมรอบต้นเชอร์รี่จีนที่บานสะพรั่งเอาไว้ เป็นภาพที่น่าประทับใจจนไม่รู้ลืม มองไปไกลๆ ก็ยิ่งดูสะดุดตา มีธารน้ำใสอยู่สายหนึ่งไหลผ่านโอบล้อมอยู่รอบๆ ต้นหลิว บนผิวน้ำมีโคมดอกบัวโปร่งแสงลอยน้ำกระเพื่อมเป็นระลอกๆ

แสงไฟจากตะเกียงแก้วที่แขวนอยู่นั้นทอแสงอยู่บนผืนน้ำเป็นประกายระยิบระยับ สะท้อนออกมาเป็นแสงสีเงินล่องลอยอยู่บนยอดโดม หักเหไปตามมุมต่างๆ ทั่วทั้งสวน ทำให้ทั้งสวนเต็มไปด้วยคลื่นสีเงินในทันใด ราวกับแสงสีเงินที่ไหลกลับมาจากทางช้างเผือก เป็นความสวยงามที่พูดไม่ออก เฉกเช่นเดียวกับดินแดนสวรรค์อย่างไรอย่างนั้น


องค์ชายเก้าอดไม่ได้ที่จะเอาพัดพับตีลงบนฝ่ามือ แล้วพูดด้วยความประหลาดใจ “เยี่ยม ยอดเยี่ยมจริงๆ คิดไม่ถึงว่าหลังทางเดินมืดๆ นั้นจะมีสิ่งมหัศจรรย์ถึงเพียงนี้”

จงเจิ้งอู๋โยวหยุดเดินแล้วพูดขึ้น “นี่เป็นความความคิดชาญฉลาดของผู้ออกแบบ”

ใช้พื้นที่แคบๆ มืดๆ ตกตะกอนความรู้สึกที่มีต่อโลกภายนอก เมื่อเปรียบกับสายน้ำสีเงินนี้ มันสามารถจู่โจมความรู้สึกได้อย่างรุนแรง จงเจิ้งอู๋โยวปิดตาลง เงยหน้าขึ้นแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ เพียงแค่รู้สึกว่ามีกลิ่นหอมเบาๆ ที่ไหลมาตามอากาศเข้าไปในปอดที่ทำให้รู้สึกสมองปลอดโปร่ง เขาเดินขึ้นขั้นบันไดมา ยืนอยู่บนทางเดินที่ปูพื้นด้วยกระเบื้องสีขาวผสมกับเศษก้อนหิน ที่ทำให้เกิดความรู้สึกสบายอย่างไม่รู้ตัว ม่านเยารีบมาต้อนรับด้วยตัวเองแล้วทำความเคารพ “ยินดีต้อนรับองค์ชายทั้งสอง เชิญข้างในพ่ะย่ะค่ะ”

จงเจิ้งอู๋โยวพยักหน้า ทั้งสองคนเดินตามนางไปนั่งที่โต๊ะแก้วข้างๆ ต้นเชอร์รี่จีนที่กำลังออกดอกบานสะพรั่ง องค์ชายเก้าก็รีบถามขึ้นมาด้วยความอดรนทนรอไม่ไหว “สวนนี้เจ้าเป็นคนออกแบบเองหรือ”

ม่านเยายิ้มแล้วพยักหน้า “ใช่พ่ะย่ะค่ะ องค์ชายเก้า”

องค์ชายเก้าตาเป็นประกายแล้วพูดชมขึ้นมา “งดงามมาก” เขาเป็นคนที่ไม่ค่อยพูดชม ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสิ่งใดๆ ก็ตาม

ม่านเยาพูดตอบด้วยความจริงใจ “ขอบพระทัยองค์ชายเก้าที่กล่าวชมพ่ะย่ะค่ะ” นี่เป็นการออกแบบที่เกิดขึ้นจริงของนางแล้วได้รับการยอมรับและชื่นชมเป็นครั้งแรก แน่นอนว่านางย่อมดีใจมาก

องค์ชายเก้าพูดขึ้นอีก “งดงามเหมือนกับหน้าตาของเจ้า”

ม่านเยาตะลึงเล็กน้อย แล้วจึงหันไปมองจงเจิ้งอู๋โยวทันที ต่อหน้าชายที่มีความเป็นเทพบุตรกับความชั่วร้ายอยู่ผสมผสานรวมกันอย่างลงตัวที่อยู่ตรงหน้านี้ ไม่ว่าบุรุษหรือสตรี ใครกันที่จะเหมาะสมกับคำว่า “งาม” ไปได้ เช่นนั้นนางจึงยิ้มออกมา โค้งให้เล็กน้อย จากนั้นก็ยื่นมือไปสัมผัสปุ่มๆ หนึ่งบนโต๊ะแก้วนั้นพลันก็ได้ยินเสียงฉึกฉักดังออกมาเบาๆ กระจกแสงสีเงินบานหนึ่งด้านบนหลังคาก็เลื่อนไปที่ด้านข้าง ปรากฏให้เห็นถึงช่องกลมๆ เท่ากับดวงจันทร์ที่อยู่บนฟ้าค่อยๆ ยืดขยายออกมา


แสงเดือนสว่างดั่งน้ำก็สาดแสงลงมาห้อมล้อมโต๊ะแก้วกับคนทั้งสามเอาไว้ทันใด ให้ความรู้สึกมหัศจรรย์ไปอีกแบบ ราวกับว่าแสงจันทร์ในคืนนี้ส่องแสงสุกสกาวเพื่อพวกเขา


จงเจิ้งอู๋โยวตกตะลึงเล็กน้อย เขาจ้องมองชายในชุดขาวที่นั่งอาบแสงจันทร์อยู่ฝั่งตรงข้าม เห็นเพียงมุมปากของเขาเชิดขึ้น กอปรกับรอยยิ้มบางๆ ดวงตาสดใสเป็นประกายแวววาว ทำให้แสงจันทร์ที่สุกสกาวกับคลื่นสีเงินรอบสวนนั้นพลันมืดมนลงไปทันทีเมื่อเทียบกับคนผู้นี้

องค์ชายเก้าปรบมือแล้วพูดขึ้น “วิเศษจริงๆ! ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดถึงเรียกว่าสวนชาหล่งเยว่ แล้วต้องรอกลางคืนถึงจะเปิดร้าน ไม่เลวจริงๆ เจ้าช่างเป็นคนที่ยอดเยี่ยมจริงๆ อ่อ จริงสิเจ้ามีนามว่าอะไรหรือ”                (หล่ง 拢 แปลว่า ใกล้ชิด / เยว่ 月 แปลว่า พระจันทร์)

ม่านเยากำลังจะเอ่ยตอบ แต่ก็กลับได้ยินองค์ชายเก้าร้อง “อ๋อ” ขึ้นมา แล้วพูดขึ้น “เจ้าอย่าเพิ่งบอก ขอข้านึกก่อน ในสวนนี้เต็มไปด้วยแก้ว น้ำ พระจันทร์... ถ้าเช่นนั้นเรียกเจ้าว่าหลีเยว่ดีกว่า หลีเยว่......พี่เจ็ด พี่ว่าชื่อนี้ เหมาะสมกับเขาหรือไม่”

(หลี มาจากคำว่า 玻璃 แปลว่า แก้ว / เยว่ 月 แปลว่า พระจันทร์)  

นานๆ ทีจงเจิ้งอู๋โยวจะยิ้มออกมาเสียบ้าง มองตาของนางที่ดูเป็นประกาย แล้วจึงพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเฉื่อยชาแต่ดูน่าฟัง “ตาใสดังแก้ว เปล่งปลั่งดังจันทราส่องแสง เป็นสตรีก็ควรต้องเป็นเช่นนั้น”

ม่านเยาแอบตกใจ ตาใสดังแก้ว เปล่งปลั่งดังจันทราส่องแสง จงเจิ้งอู๋โยวหมายถึงนางใช่หรือไม่ แต่......เป็นสตรีก็ควรต้องเป็นเช่นนั้น......ม่านเยาเอามือลูบลูกกระเดือกปลอม ปลอมเหมือนจริงเสียขนาดนี้ ไม่น่าจะดูออกกระมัง นางขำออกมาเบาๆ แล้วพูดขึ้น “องค์ชายหลีล้อเล่นแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

จงเจิ้งอู๋โยวเชิดมุมปากดูเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่เชิง แล้วไม่มองนางอีก ในอากาศมีไอหมอกลอยอยู่บางๆ  ใจกลางสวนมีโต๊ะสูงทรงกลม ม่านบางๆ ที่ห้อยอยู่นั้นพลิ้วไหวไปตามลมดูโค้งสลวย ปลายนิ้วมือของหญิงสาวขยับไปมาอยู่หลังม่าน พร้อมกับทำนองดนตรีไพเราะแต่ละท่อนที่ดังขึ้น ราวกับคลื่นน้ำใสกระเพื่อมไหว

ม่านเยาหยิบรายการชาออกมาใบหนึ่ง จงเจิ้งอู๋โยวกวาดสายตามองแล้วพูดถามขึ้นด้วยท่าทีที่นิ่งเฉย “มีเท่านี้หรือ”

ม่านเยาอึ้งไปเล็กน้อย แล้วพูดขึ้นว่า “องค์ชาย ชาที่มีในโลก ก็อยู่ในนี้เกือบจะทั้งหมดแล้ว จะไม่มีสักชนิดที่พระองค์ชื่นชอบเลยหรือพ่ะย่ะค่ะ”

จงเจิ้งอู๋โยวเงยหน้ามองนางแล้วพูดขึ้น “ถ้าหาดื่มได้ตามโรงเตี๊ยม แล้วข้าจะมาที่สวนชาหล่งเยว่ของเจ้าทำไมกัน”

ม่านเยาไม่ได้หงุดหงิด แต่กลับพูดตอบกลับไป “นั่นก็ไม่จำเป็น การลิ้มรสชานั้นไม่ใช่อยู่แค่ที่ตัวชา แต่ยังอยู่ที่กรรมวิธีในการชงชา สภาพแวดล้อมในการดื่ม และอารมณ์ในตอนดื่มชา ที่กระหม่อมให้พระองค์เตรียมอารมณ์มา ไม่ทราบว่าพระองค์เตรียมมาด้วยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

แน่นอนว่าจิตใจที่สงบสามารถลิ้มรสที่อยู่ในชานั้นได้ จงเจิ้งอู๋โยวหรี่ตามองนางด้วยความเคยชิน แล้วพูดขึ้นช้าๆ “ข้าอยากได้ชาที่ข้างนอกไม่มี และก็ไม่เหมือนผู้ใด”

ม่านเยาคิดไปคิดมา ก็พูดขึ้นกึ่งสงสัย “มีน่ะมีพ่ะย่ะค่ะ แต่เกรงว่าองค์ชายที่ดื่มครั้งแรก...จะไม่ชิน”

ดวงตาของจงเจิ้งอู๋โยวเป็นประกาย แล้วพูดขึ้นทันที “เอาออกมา”

ม่านเยาส่งรายการชาดอกไม้รวมถึงชานมไปให้ ผู้คนในโลกที่นี่ ฮูหยินในตระกูลใหญ่หลายๆ คนและคนที่ชอบออกมาดื่มชานอกบ้านก็มีอยู่มาก ดังนั้นนางก็เลยอยากจะเอามาลองแนะนำ คิดไม่ถึงว่าเปิดร้านวันแรกก็ได้ใช้เสียแล้ว

จงเจิ้งอู๋โยวพลิกดูรายการชา ดูละเอียดกว่าก่อนหน้านี้มาก ผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็เงยหน้าขึ้นถาม “ยังมีอย่างอื่นอีกหรือไม่ หากไม่มี ถ้าเช่นนั้นก็ยกชาพวกนี้มา...อย่างละที่”

ม่านเยาตะลึง ในรายการนั้นอย่างน้อยก็มีสิบกว่าอย่าง ถึงแม้ว่าใบหน้าของจงเจิ้งอู๋โยวจะไม่แสดงอาการใดๆ ออกมา แต่แววตากลับดูจริงจัง ไม่เหมือนกับการล้อเล่น แต่จากการที่สั่งแบบนี้นั้น ดูเหมือนว่าเขาไม่ได้อยากที่จะดื่มชา แต่ราวกับว่ากำลังตามหาอะไรอยู่





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น