หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เพราะคำว่ารัก ทำให้นางต้องกลายเป็นหมากในกระดานของใครหลายๆ คน แล้วในโลกนี้จะมีผู้ใดบ้างที่มอบความรักให้นางอย่างจริงใจ

ตอนที่ 9 ชิงตัวที่หอนางโลม (4)

ชื่อตอน : ตอนที่ 9 ชิงตัวที่หอนางโลม (4)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.3k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ธ.ค. 2560 14:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 9 ชิงตัวที่หอนางโลม (4)
แบบอักษร



ม่านเยาเลิกคิ้ว แล้วถามขึ้น องค์ชายเก้า ผู้หญิงของท่านต้องถูกตัดนิ้ว น่าขำขนาดนี้เชียวหรือ

มุมปากขององค์ชายเก้าที่ยิ้มอยู่นั้นพลันแข็งทื่อขึ้นมา เขาจึงหันไปมองเฉินอวี่ตามสัญชาตญาณ องค์ชายเก้ากระแอมไปเบาๆ แล้วพูดขึ้น “ข้าไม่ได้หัวเราะเฉินอวี่ แต่ข้ากำลังนึกถึงป้ายที่เจ้าพูดถึง” เขากำลังนึกถึงคนที่แข็งทื่อเหมือนตอไม้อย่างเหลิ่งเหยียน เขาอารักขาองค์ชายเก้ามานานปี เหลิ่งเหยียนพูดยังไม่ถึงสามประโยค ทุกประโยคก็ไม่เกินสี่คำ ถ้าให้เขายืนถือป้ายนั่นตามหลังพี่เจ็ด คู่กับหน้าตาที่ดูยิ่งกว่าเทพบุตรของพี่เจ็ดของเขา มันจะดูเป็นภาพอย่างไรกันนะ เมื่อคิดไปคิดมาเขาก็อดที่จะขำขึ้นมาไม่ได้

ม่านเยาแสร้งทำไม่รู้เรื่องแล้วพูดขึ้น “ป้าย? ป้ายอะไร”

องค์ชายเก้าพูดตอบออกมาอย่างไม่ทันได้คิด “แน่นอนก็ต้องเป็นป้ายสีทองหรือสีแดงที่เจ้าพูดถึงอย่างไร ที่เขียนว่า......” เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็รู้สึกแปลกๆ หันไปมองจงเจิ้งอู๋โยวที่ไม่รู้ว่าเขาหรี่ตามองเขาด้วยความเย็นชาเสียตั้งแต่เมื่อไร องค์ชายเก้าพลันตกใจขึ้นมา จึงรีบหยุดพูดในทันใด ยื่นมือไปลูบดั้งโด่งแล้วหัวเราะเสียงแห้งๆ 

จงเจิ้งอู๋โยวถามขึ้นมาด้วยใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ “น่าขำมากหรือ”

มุมปากขององค์ชายเก้ากระตุก เขาถลึงตาโตจ้องมองชายหนุ่มรูปงาม ที่ขุดหลุมพรางให้เขาด้วยความโกรธ แล้วพูดปฏิเสธกับจงเจิ้งอู๋โยว “ไม่ ไม่น่าขำ ข้าก็ไม่ได้ขำเรื่องนี้...แค่กๆ...”

“ออ...ถ้าเช่นนั้นองค์ชายเก้าก็หัวเราะแม่นางเฉินอวี่น่ะสิ?” ม่านเยานั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆ เฉินอวี่ จับมือเรียวยาวของเฉินอวี่ขึ้นมา ส่ายหน้าแล้วถอนหายใจ “เห้อ น่าเสียดายที่มือคู่สวยแบบนี้ ต่อไปก็คงจะไม่ได้ยินเสียงพิณเพราะๆ เช่นนั้น อีกแล้ว แล้วก็ไม่ได้เห็นท่ารำสวยๆ ของนางอีก...ช่างน่าเสียดายจริงๆ เชียว”

ในใจของเฉินอวี่นั้นรู้สึกเศร้า น้ำตาของนางค่อยๆ ไหลออกมาเงียบๆ ไม่ยอมหยุด

เช่นนั้นองค์ชายเก้าพูดออกมาจากใจว่า “ก็น่าเสียดายอยู่หรอก การร่ายรำนั้นยังไม่จบเสียด้วยซ้ำ” เขาหันไปพูดกับจงเจิ้งอู๋โยวด้วยรอยยิ้ม “พี่เจ็ด คนไม่รู้ย่อมไม่ผิด เฉินอวี่มีฐานะเป็นผู้หญิงของข้า เช่นนั้นถือว่าเห็นแก่หน้าข้า ปล่อยนางไปเถอะ”

จงเจิ้งอู๋โยวจ้องหน้าเขาด้วยสายตาเย็นชา “ข้ายังเห็นแก่หน้าเจ้าน้อยไปหรือ” เมื่อพูดจบเขาฉกเอาพัดหยกแบบพับในมือขององค์ชายเก้าไป แล้วเดินไปหาม่านเยาช้าๆ ม่านเยาลุกขึ้น จงเจิ้งอู๋โยวจึงเอาพัดในมือเคาะเข้าที่บ่าของนาง นางรู้สึกว่าที่บ่าของนางนั้นหนักราวพันชั่ง ทำให้นางแทบจะยืนไม่ไหว เมื่อนางหันไปมอง โดยที่นำพัดในมือบังหน้าของตนไว้ ก็พบว่าพัดสองเล่มนี้เหมือนกันแทบจะทุกระเบียดนิ้ว พัดหยกสีเขียวมรกต มุมหนึ่งมีคำว่า ‘หออู๋หยิ่น’ สลักอยู่บางๆ เช่นเดียวกัน แต่ที่ต่างกันออกไปนั่นก็คือ บนพัดหยกในมือของนางนอกจากจะมีคำว่าหออู๋หยิ่นกับอะไรบางอย่างที่คล้ายจะเป็นรหัสแล้ว บนพัดก็ไม่มีลวดลายใดๆ อยู่เลย แต่พัดของจงเจิ้งอู๋โยวนั้นเมื่อมองดูอย่างละเอียดแล้วก็จะเห็นลวดลายที่ปรากฏขึ้นมา เหมือนกับเป็นรูปอะไรบางอย่าง แต่เป็นอะไรนั้นนางเองก็มองไม่ชัด

จงเจิ้งอู๋โยวมองพัดที่อยู่ในมือนาง พลันชะงักไปเล็กน้อย แรงที่มือก็คลายลงไปบ้างแล้ว ริมฝีปากบางของเขาเหยียดขึ้นเล็กน้อย “อย่ามาใช้ลูกไม้ตื้นๆ ต่อหน้าข้า ในเมื่อเจ้ารู้สึกเสียดาย ถ้าเช่นนั้นวันนี้ข้าก็จะอนุโลมให้ ใช้มือของเจ้า...แลกกับมือของนาง”

ม่านเยาอึ้งไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่แสดงอาการใดๆ ออกมา นางเพียงพูดขึ้นยิ้มๆ “นานครั้งที่องค์ชายหลีจะทรงมีเมตตา ข้าควรจะดีใจ แต่ว่าข้าเองก็รักมือคู่นี้ของข้ามาก ถ้าอยู่ดีๆ หายไป ก็คงจะทนไม่ได้”

จงเจิ้งอู๋โยวมองเห็นความนิ่งสงบที่ดูเฉลียวฉลาดในดวงตาของนางก็รู้สึกคุ้นเคย ในโลกใบนี้ คนที่กล้าพูดจาสบายๆ ตามอำเภอใจกับเขามีไม่เยอะเลยจริงๆ จงเจิ้งอู๋โยวเก็บพัด แล้วโยนไปด้านหลังอย่างไม่สนใจ องค์ชายเก้าจึงรีบเข้ามารับไว้ จงเจิ้งอู๋โยวหันร่างเดินไปอีกไม่กี่ก้าว ตอนที่หันหน้ามา ดวงตานั้นหรี่ไว้ครึ่งหนึ่งด้วยสายตาค้นหาแล้วพูดขึ้น “เรื่องที่ข้าจะทำ ไม่มีใคร...กล้าพูดว่า ‘ไม่’ มาก่อน เจ้าเป็นใครกัน แล้วถือดีอย่างไรที่ไม่เกรงกลัวข้าเช่นนี้”

เมื่อม่านเยารู้สึกว่าบ่าของตนเบาลง ก็รู้สึกเป็นอิสระมากขึ้น นางนึกขึ้นได้ว่าคำพูดและการกระทำของจงเจิ้งอู๋โยวที่อยู่ในท้องพระโรง สายตาตอนที่เขามองฮ่องเต้ดูมีความเกลียดชัง นางกรอกสายตา แล้วพูดขึ้นด้วยเสียงราบเรียบ “กระหม่อมก็แค่พ่อค้าทั่วไป ไม่มีที่พึ่ง เพียงแต่เคยชินกับวิธีการพูดเช่นนี้ ฐานะขององค์ชายสูงส่ง ทั้งยังได้รับการเอาใจจากฮ่องเต้เป็นที่สุด ผู้ใดที่พบเห็นพระองค์ ก็ไม่มีใครที่จะไม่เกรงกลัว รีบเข้ามานอบน้อม แต่พระองค์สามารถแยกแยะออกหรือว่าผู้ใดจริงใจ ผู้ใดเสแสร้ง จริงๆ แล้วเกิดในครอบครัวกษัตริย์ ใช่ว่าจะสุข แต่กลับต่างจากคนสามัญชนทั่วไปที่มีชีวิตกินอยู่เรียบง่าย คนในครอบครัวรักกัน ช่างเป็นภาพที่มีความสุข”

เดิมทีพูดให้จงเจิ้งอู๋โยวฟัง แต่พูดถึงตอนสุดท้าย ในใจของม่านเยากลับปรากฏความหดหู่ขึ้นมามากมาย เรื่องราวที่ผ่านมาลอยเข้ามาในหัว ถ้าเมื่อภพที่ผ่านมา พ่อของเธอไม่ใช่ประธานบริษัทตระกูลม่านกรุ๊ปที่วันทั้งวันมัวแต่พบลูกค้า แม่ของเธอก็ไม่ต้องด่วนจากไปเร็วแบบนั้น ทั้งๆ ที่เธอมีญาติมีครอบครัว แต่กลับเหมือนเด็กกำพร้า พ่อของเธอนอกจากจะต้องการให้เธอทำแบบนั้นแบบนี้แล้ว ก็ไม่เคยสนใจว่าว่าเธอต้องการอะไรหรือชอบชีวิตแบบนั้นหรือไม่ ตอนที่เธอป่วย คนที่ดูแลเธอก็มีแต่แม่บ้าน ตอนที่แม่เธอเสีย พ่อของเธอก็อยู่ต่างประเทศไม่ได้กลับมา เธอต้องจัดงานศพให้แม่เองคนเดียว ในปีนั้นเธออายุ 12 ปี ถ้าหากเธอไม่ใช่ลูกสาวคนเดียวของประธานบริษัทตระกูลม่านกรุ๊ป ก็คงไม่มีใครใช้ประโยชน์จากตัวเธอ แล้วหลอกลวงความรู้สึกของเธอ ถ้าเธอไม่ใช่ทายาทเพียงคนเดียวของบริษัทตระกูลม่านกรุ๊ปก็จะไม่มีใครฆ่าเธอเพื่อแย่งชิงทรัพย์สมบัติ ทำให้เธอต้องมาอยู่ในโลกที่ไม่คุ้นเคยแห่งนี้

แววตาของจงเจิ้งอู๋โยวเปลี่ยนไปดูลึกลับ ภายใต้ดวงตาคู่นั้นราวกับว่ามีความรู้สึกมากมายที่กำลังพลุ่งพล่านอยู่ภายใน เขามองคนที่อยู่ข้างหน้าด้วยความตกใจ นางเห็นในตาของเขาประกายความเศร้าโศกออกมา ทั้งยังมีความอ้างว้างอย่างหมดหนทางซ่อนอยู่ลึกๆ ความรู้สึกที่แฝงไว้ในดวงตาคู่นี้ เหตุใดถึงได้คุ้นเคยนัก เหมือนส่องกระจกเห็นตัวเองในยามที่ไม่มีใคร เขางุนงงขึ้นมาทันใด ดูเหมือนว่าคำพูดเหล่านี้ไม่ได้พูดให้เขาฟัง แต่ราวกับคนที่อยู่ตรงหน้านี้ประสบเข้ากับตัวเอง เจ้าคนนี้จะต้องไม่ใช่พ่อค้าธรรมดาแน่นอน


องค์ชายเก้ามองดูม่านเยาอย่างสนใจ คนธรรมดาทั่วไปไม่มีใครไม่อิจฉาในความสูงส่งของราชวงศ์ เกิดมาก็อยากอยู่ในชนชั้นที่สูงกว่าคนอื่น แต่คนที่อยู่ตรงหน้ากลับพูดว่าพวกเขาไม่สู้สามัญชนธรรมดาอย่างนั้นหรือ ถึงแม้ว่าชีวิตของพวกเขาจะไม่ได้เหมือนกับที่ผู้คนคาดคิด แต่คำพูดแบบนี้ก็ใช่ว่าจะพูดสุ่มสี่สุ่มห้าได้ หากพูดไม่ดี ก็อาจจะถูกประหารได้


บรรยากาศโดยรอบเงียบสงบอีกครั้ง แม่ฉินคุกเข่าตัวสั่นอยู่บนพื้น เฉินอวี่ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมา ส่วนคนอื่นๆ นั้นยืนตัวแข็ง ไม่กล้าส่งเสียงใดๆ ออกมา

จงเจิ้งอู๋โยวมองมาที่นางอีกครั้ง แล้วมองซ้ายมองขวาก็ขมวดคิ้วขึ้น “เหตุใดแม้แต่เก้าอี้สักตัวก็ไม่มี”

ผู้คนพากันตกตะลึงกับท่าทีของเขาที่อยู่ดีๆ ก็เปลี่ยนไป รู้สึกจับทางไม่ถูกขึ้นมา แม่ฉินที่ได้สติเป็นคนแรก จึงรีบพูดขึ้น “มี มีเพคะ...พวกเจ้ามัวแต่งงอยู่กันทำไม ยังไม่รีบไปยกตั่งมาให้องค์ชาย ออ ไม่ใช่ ยกเก้าอี้มา!” เมื่อพูดจบประโยคนี้ ผู้คนก็พากันรีบไปยกเก้าอี้อย่างรวดเร็ว ผ่านไปไม่นาน เก้าอี้สิบกว่าตัวก็ถูกยกเข้ามาในห้องโถง

แม่ฉินลุกขึ้นมาจากพื้น โค้งตัวแล้วพูดขึ้นอย่างประจบประแจง “องค์ชาย เชิญนั่งเพคะ ท่านจะดื่มอะไรดีเพคะ”

จงเจิ้งอู๋โยวไม่ได้สนใจนาง โบกมือเป็นทำนองให้นางออกไปได้ จับชายเสื้อขึ้นแล้วนั่งลง พิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางขี้เกียจ สายตาดุจปีศาจคู่นั้นจ้องไปที่ม่านเยาอีกครั้ง แต่สายตานั้นไม่ได้ดูเย็นชาเหมือนก่อนหน้านี้ เขาพูดขึ้น “เจ้าช่างกล้ามาก! คำพูดเช่นนี้ของเจ้าตายสักสิบครั้งถึงจะพอ”

ม่านเยานั่งลงตรงข้ามเขาอย่างไม่เกรงใจ แล้วยกขาขึ้นไขว่ห้าง ท่าทางนั้นดูสบายทว่าสง่างามโดยไม่ตั้งใจ ยิ้มบางๆ แล้วพูดว่า “เพียงแต่องค์ชายหลียกโทษไม่เอาผิดข้า ข้าก็ไม่ต้องตายแล้ว”

ริมฝีปากบางของจงเจิ้งอู๋โยวเหยียดออกเล็กน้อย เหมือนจะยิ้มก็ไม่ใช่ไม่ยิ้มก็ไม่เชิง เขาเอียงตัวแล้วถามขึ้น “เจ้าอยากให้ข้ายกโทษไม่เอาผิดกับเจ้า? เหตุผลเล่า”

ม่านเยายิ้มบางๆ แล้วพูดขึ้น “ได้ยินมาว่าองค์ชายชอบดื่มชา ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่”

จงเจิ้งอู๋โยวตอบ “ใช่ข้าชอบดื่มชา แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นชาทุกชนิด อีกอย่าง ชาธรรมดา ที่จวนของข้ามีถมไป”

ม่านเยาพูดขึ้น “นั่นก็เป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว แต่ว่าการดื่มชาไม่ได้อยู่ที่ตัวชาแต่เพียงเท่านั้น...หากองค์ชายสนใจ อีกสามวันข้างหน้าก็เชิญเสด็จไปที่สวนชาหล่งเยว่ริมแม่น้ำเทียนสุ่ยที่ซีเฉิง รับรองว่าจะไม่ทำให้องค์ชายผิดหวัง แต่ขอให้องค์ชายเตรียมของอย่างหนึ่งไปให้พร้อม”

จงเจิ้งอู๋โยวถามขึ้น “อะไร?”

ม่านเยาพูดตอบช้าๆ “อารมณ์”

จงเจิ้งอู๋โยวขมวดคิ้วทวนคำตอบ “อารมณ์?”

ม่านเยาพูดยิ้มๆ “ใช่ อารมณ์ในการที่จะชิมชา”

องค์ชายเก้าหัวเราะแล้วพูดขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ “การชิมชายังต้องเตรียมอารมณ์อะไรด้วยหรือ ข้าไม่เห็นเคยได้ยิน”

ม่านเยายิ้มแต่ไม่ตอบ จงเจิ้งอู๋โยวลุกขึ้น ขณะสะบัดแขนเสื้อ ก่อนที่จะออกไปก็พูดขึ้นมาว่า “หวังว่าอีกสามวัน เจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง ไม่เช่นนั้น ที่จะตัด...ก็คงไม่ใช่มือของเจ้า แต่เป็นคอสวยๆ ของเจ้า ทหาร......แจ้งเจ้าผู้ว่าเมืองหลวงด้วยว่าตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ถ้าให้ข้าเห็นว่าหอนางโลมนี่ยังเปิดทำการอยู่อีก ให้เขาเอาหัวมาพบข้า”





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น