หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เพราะคำว่ารัก ทำให้นางต้องกลายเป็นหมากในกระดานของใครหลายๆ คน แล้วในโลกนี้จะมีผู้ใดบ้างที่มอบความรักให้นางอย่างจริงใจ

ตอนที่ 8 ชิงตัวที่หอนางโลม (3)

ชื่อตอน : ตอนที่ 8 ชิงตัวที่หอนางโลม (3)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.9k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ธ.ค. 2560 14:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 8 ชิงตัวที่หอนางโลม (3)
แบบอักษร




เฉินอวี่เข้าไปในห้องรับรองที่อยู่ทางทิศใต้ ยิ้มขึ้นแล้วพูดทักทายกับองค์ชายเก้า “ไม่รู้ว่าองค์ชายเก้ามีแขกมาด้วย ต้องขออภัยด้วยที่เฉินอวี่มาช้า เพื่อเป็นการขอโทษ เฉินอวี๋จะรำให้องค์ชายชมสักเพลง ไม่รู้ว่าองค์ชายเก้าคิดเห็นประการใดเพคะ”

เมื่อองค์ชายเก้าเจอกับสาวสวย อารมณ์ของเขาก็ดีขึ้นมาทันที เช่นนั้นจึงเลิกคิ้วแล้วพูดยิ้มๆ “หืม แม่นางเฉินอวี่เต้นรำเป็นด้วยหรือ ถ้าเช่นนั้นข้าคงต้องตั้งใจดูหน่อยแล้วว่าฝีมือการเต้นรำของเจ้าจะยอดเยี่ยมเหมือนเสียงพิณของเจ้าหรือไม่”

เฉินอวี่ยิ้มหวานออกมา สายตามองไปที่ชายหนุ่มชุดขาวที่เป็นเป้าหมายของนางในวันนี้ เพียงแค่นางมองไปก็ต้องตะลึงโดยไม่รู้ตัว นางคิดว่าคุณชายห้องข้างๆ นั้นรูปร่างหน้าตางดงามมากแล้ว แต่หากเปรียบเทียบกับชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้ หน้าตาของคุณชายท่านนั้นยังไม่งดงามเท่า เพราะขาดองค์ประกอบของใบหน้าที่หล่อเหลาชัดเจนในแบบที่ผู้ชายควรจะมีเช่นนี้


จงเจิ้งอู๋โยวนั่งนิ่งๆ อยู่ตรงนั้น โดยไม่แม้แต่หันไปมองหญิงสาวที่ขึ้นชื่อว่าดีดพิณได้ไพเราะเลิศล้ำ หน้าตางามล้ำในเมืองหลวงผู้นี้ เขาก้มหน้าลง ทำให้แพขนตาดำขลับนั้นบดบังดวงตาดุร้ายที่ทรงเสน่ห์จนมองไม่เห็นแววตาของเขา



แสงแดดในฤดูใบไม้ผลิลอดผ่านแผ่นหน้าต่างบางๆ เข้ามากระจายออกเป็นวงกว้าง เสียงพิณดังขึ้นมาภายในห้อง เสียงทำนองไพเราะเป็นธรรมชาติ สาวงามถือพิณหยกสีขาวกะทัดรัดอยู่ในอ้อมแขน ชายแขนเสื้อสีแดงพลิ้วไหวไปมา ท่าร่ายรำบางเบาดั่งผีเสื้อบิน เป็นการดีดพิณไปพร้อมกับการร่ายรำ

องค์ชายเก้าปรบมือแล้วพูดยิ้มๆ “ยอดเยี่ยมจริงๆ พี่เจ็ด ท่านดูสิ เสียงพิณบวกกับท่าร่ายรำของแม่นางเฉินอวี่ ช่างงดงามยิ่งนัก”

จงเจิ้งอู๋โยวเงยหน้าขึ้นมาอย่างช้าๆ ด้วยสีหน้าที่ยังคงเรียบเฉย ราวกับว่าหญิงงามคนนั้นไม่เกี่ยวอะไรกับเขา

เฉินอวี่หมุนตัวร่ายรำไปอย่างงดงาม เอวบางนั้นราวกับต้นหลิวที่โอนอ่อนไปตามแรงลม นางหันหลังให้ชายหนุ่ม โค้งตัวไปข้างหลังอย่างสวยงาม ปลายแขนเสื้อของนางพลิ้วไหวดั่งม่านเปลวเพลิงที่อยู่ท่ามกลางสองชายหนุ่ม สะบัดพลิ้วไหวตามการเคลื่อนไหวของข้อมือราวกับคลื่นที่ซัดขึ้นฝั่ง หนึ่งครั้ง สองครั้ง แลดูงดงามยิ่งนัก

องค์ชายเก้าขยับตัวนั่งหลังตรง ชื่นชมอย่างตั้งใจด้วยความอารมณ์ดี ส่วนจงเจิ้งอู๋โยวก็ยังคงก้มหน้าก้มตามองถ้วยชาโบราณใบงามที่ทำจากกระเบื้องเคลือบสีเขียวลายสีฟ้าที่ถือเล่นอยู่ในมือ


นี่เป็นการร่ายรำในหอนางโลมครั้งแรกของเฉินอวี่ นางพลั้งสายตาหันไปมองชายหนุ่มชุดขาวอยู่ตลอดเวลา ราวกับมีพลังบางอย่างกำลังดึงนางไป ทำให้นางขยับเข้าไปใกล้เขาอย่างไม่รู้ตัว วินาทีนั้น นางเหมือนกับถูกหน้าตาอันหล่อเหลาไร้ที่ตินั้นทำเสน่ห์เข้าใส่ นางลืมจุดประสงค์ของตัวเองในตอนแรกที่เข้ามาในห้องนี้เสียสิ้น แล้วก็ลืมที่คุณชายท่านนั้นกำชับนาง นางเดินหมุนตัวมาถึงด้านหลังของชายหนุ่ม ผ้าสีแดงตกลงด้านหน้าของชายหนุ่มช้าๆ จนบดบังดวงตาดุร้ายที่กำลังมองแก้วชาที่อยู่ในมือ นางร่ายรำไปจนลืมตัว ไม่เห็นว่าองค์ชายเก้าที่นั่งชื่นชมอยู่นั้นมีสีหน้าเปลี่ยนไปแล้ว และก็ไม่เห็นแววตาของชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้านั้นเยือกเย็นจนน่ากลัว ตอนที่เล็บยาวของนางแตะต้องถูกชุดขาวของชายหนุ่มผู้นั้น ทันใดนั้นทุกอย่างก็เปลี่ยนไปทันที


ผ้าสีแดงที่ตกอยู่ที่ด้านหน้าของชายหนุ่มขาดออกละเอียด ราวกับอากาศแข็งตัวเป็นดาบนับเล่มไม่ถ้วน แล้วตัดมันออกเป็นส่วนๆ นางไม่เห็นแม้กระทั่งว่าเขาขยับนิ้ว ยังไม่ทันที่จะได้สงสัยและไม่ทันที่จะได้หวาดกลัว นางก็ถูกแรงมหาศาลโยนออกไปด้างนอก ได้ยินแต่เพียงเสียงร้องดัง “โอ๊ย” ร่างในชุดสีแดงนั้นก็ถูกโยนทะลุหน้าต่างลงมาชั้นล่าง แต่ยังไม่ทันตกถึงพื้นก็มีคนรับเอาไว้พอดี

ม่านเยามองหญิงสาวที่ถูกเซียวชารับไว้ ที่ปากของนางมีเลือดสีแดงกระอักออกมา ดูท่าทางเจ็บปวดยิ่งนัก นางตกใจขึ้นมาทันที ขมวดคิ้วแล้วถามขึ้น “เจ้า...ไปโดนตัวเขาหรือ”

ดวงตาของเฉินอวี่เป็นประกายแววตาดูกระวนกระวาย นางรู้สึกเพียงเจ็บปวดที่หน้าอก ราวกับว่าอวัยวะภายในจะแตกละเอียด ถ้าไม่ใช่ว่านางมีวิชาต่อสู้ป้องกันตัว แล้วไม่มีคนรับไว้นางล่ะก็ นางคงต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย

คนรอบข้างพากันออกมามุงดู แม่ฉินตกใจกรีดร้องออกมา “ใครกันที่กล้ามาทำร้ายลูกสาวสุดที่รักของข้า! รีบบอกแม่เร็ว แม่จะช่วยเจ้าเอง”

แม่ฉินพูดยังไม่ทันจบ ก็ได้ยินเสียงเยือกเย็นที่ดังเข้ามา “ข้าเอง เจ้าคิดจะช่วยอย่างไรหรือ”

กลุ่มคนพากันหลบทางให้ ทำให้แม่ฉินสามารถเห็นคนที่พูดได้อย่างชัดเจน ในใจของนางหวาดกลัวขึ้นมาทันที สีหน้าซีดเผือด สองขาอ่อนแรง นั่งคุกเข่าลง คลานไปข้างหน้า แต่กลับนึกขึ้นได้ว่าองค์ชายหลีมีข้อต้องห้าม เช่นนั้นจึงเลยคลานถอยหลัง กดเสียงต่ำลงแล้วพูดตำหนิเฉินอวี่ “เจ้าทำสิ่งใดลงไปกันแน่ เหตุใดถึงได้ทำให้องค์ชายท่านกริ้ว เจ้าอยากทำให้ข้าตายหรืออย่างไรกัน!”


มือของเฉินอวี่กำหน้าอก ก้มหน้าลง ไม่พูดจาใดๆ ออกมา


จงเจิ้งอู๋โยวชำเลืองมองหญิงสาวที่อยู่บนพื้น แล้วออกคำสั่งกับองครักษ์ที่อยู่ด้านหลังด้วยท่าทีเรียบเฉย “เหลิ่งเหยียน ตัดนิ้วของหญิงสาวผู้นี้ให้ข้าทีละนิ้ว ทีละนิ้ว...ออกให้หมด” น้ำเสียงของเขาฟังดูปกติ ราวกับกำลังสั่งให้คนหั่นผักอย่างไรอย่างนั้น

หน้าของเฉินอวี่ซีดเผือด นางเงยหน้าขึ้นก็เห็นดวงตาเย็นชาดุร้ายคู่หนึ่งราวกับลำธารน้ำแข็ง เช่นนั้นนางก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันใด เหตุใดมื่อสักครู่นางเห็นแต่เพียงหน้าตาภายนอกที่ดูไร้ที่ติเฉกเช่นเทพบุตรของเขา แต่กลับไม่ได้เห็นสายตาเย็นชาดุร้ายราวกับพญายมราช

แม่ฉินรีบอ้อนวอนขออภัยโทษขึ้นอย่างทันที “องค์ชายโปรดไว้ชีวิตด้วยเถิด......” นางพูดได้เพียงครึ่งประโยค พอจงเจิ้งอู๋โยวกวาดสายตาดุร้ายนั้นมาที่นาง จู่ๆ อีกครึ่งประโยคก็พูดไม่ออกขึ้นมาในทันใด

เฉินอวี่มองเหลิ่งเหยียนที่เดินมาทางนาง สีหน้าของนางดูซีดเผือด ไม่มีเวลาจะสนใจความเจ็บปวดที่หน้าอก นางพลิกตัวคว้าจับชายชุดข้างหนึ่งของม่านเยาได้ แล้วจึงเอ่ยพูดอ้อนวอนขึ้น “คุณชายช่วยข้าด้วย ท่านต้องมีวิธีแน่...ข้าก็เพียงแค่...เพียงแค่เล็บไปโดนชุดขององค์ชายเข้าก็เท่านั้น......” ตอนที่นางพูดๆ อยู่ก็กระอักเลือดออกมาอีกครั้ง

ม่านเยามองนางครู่หนึ่ง แล้วก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ยกมือขึ้นแล้วพูด “ช้าก่อน องค์ชายหลี” ถึงเฉินอวี่ไม่ขอร้องนาง นางก็ไม่มีทางที่จะไม่ช่วยอยู่แล้ว เพราะถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นเพราะนาง เหล่าหญิงสาวที่อยู่ข้างๆ เมื่อได้ยินว่าเล็บของเฉินอวี่ไปถูกเสื้อขององค์ชายหลีเข้าจนได้รับบาดเจ็บเพียงนี้ แล้วยังต้องถูกตัดนิ้ว เช่นนั้นก็รีบพากันหลบเข้าไปอยู่ด้านหลังประตูเพื่อแอบดูเหตุการณ์ข้างนอก

จงเจิ้งอู๋โยวมองมาด้วยสายตาเย็นชา ถึงแม้จะมีระยะห่างขนาดนี้ แต่ความกดดันที่อยู่ในสายตาของเขาก็ยังคงรุนแรงอยู่อย่างนั้น ม่านเยาสูดหายใจเข้าลึกๆ สีหน้าดูสงบนิ่งแล้วพูดขึ้น “องค์ชายหลี จริงๆ แล้วแม่นางเฉินอวี่ทำผิดยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเชียวหรือ พระองค์ถึงได้ลงโทษนางเช่นนี้ พระองค์น่าจะรู้ดีว่าสำหรับคนที่ดีดพิณแล้ว การทำลายมือของนางนั้นโหดร้ายยิ่งกว่าการปลิดชีวิตนางเสียอีก”

จงเจิ้งอู๋โหยวไม่แม้แต่มองนางสักนิด เอ่ยขึ้นทั้งที่สีหน้าไม่เปลี่ยนว่า “ทำผิดข้อต้องห้ามของข้า อย่างไรก็ต้องถูกลงโทษ”

ม่านเยายิ้มแล้วถามขึ้น “ขอถามหน่อยเถอะว่าข้อห้ามขององค์ชายคืออะไร”

สายตาเย็นชาของจงเจิ้งอู๋โยวมองมาที่นาง สายตานั่นเยือกเย็นราวน้ำแข็ง ม่านเยาทำเหมือนไม่เห็น แล้วพูดตอบเอาเอง “ข้อต้องห้ามขององค์ชายหลีคือเหล้ากับผู้หญิง ถ้าเช่นนั้น...ข้าขอถาม ตอนนี้องค์ชายหลีอยู่ในที่แห่งใด”

“แน่นอนว่าเป็นหอนางโลม” คนที่ตอบคือองค์ชายเก้า สีหน้าของเขายังคงดูเหมือนคนกำลังดูชมละครอยู่

ม่านเยายิ้มแล้วพูดขึ้น “องค์ชายเก้าพูดถูก ที่นี่คือหอนางโลม หอนางโลมเป็นที่อย่างไรกัน ที่แห่งความสุขในการผ่อนคลาย ที่แบบนี้อย่างอื่นไม่มี ที่มากก็คือผู้หญิง หากว่าองค์ชายหลีมีข้อห้ามก็ไม่ควรจะมา ถ้าหากว่าจำเป็นต้องมาก็ไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยก็น่าจะให้คนของท่านยกป้ายทองหรือไม่ก็ป้ายแดงเอาไว้ ถ้าจะให้ดีก็ใช้สีที่มันชัดๆ เขียนกำกับไว้ว่า ‘องค์ชายหลีเสด็จ ผู้หญิงกับเหล้าอย่ามาเข้าใกล้’ เช่นนี้ถึงจะถูกต้อง ไม่อย่างนั้นวันหนึ่งมีคนเข้าออกตั้งมากมาย ใครจะไปรู้ว่าท่านคือองค์ชายหลีผู้โด่งดังที่ไม่แตะต้องเหล้าและผู้หญิง”


บรรยากาศรอบข้างดูเงียบสงัด แม้แต่เสียงลมหายใจก็แทบจะไม่ได้ยิน


ผู้คนพากันจ้องชายหนุ่มรูปงามที่มีความกล้าบ้าบิ่นอย่างกับเห็นผี กลัวว่าคำพูดของเขาไม่กี่คำนี้จะทำให้องค์ชายหลีกริ้วขึ้นมาแล้วพาเอาพวกเขาติดร่างแหไปด้วย

ความกดดันไร้ตัวตนที่อยู่ในอากาศราวกับว่าจะระเบิดออกมาได้ทุกเวลา ทันใดก็มีเสียงหัวเราะ ฮ่าๆ แบบไม่กลัวตายดังขึ้นมา ทำเอาผู้คนหวาดผวาจนตัวสั่น ทันใดเหงื่อเย็นๆ ก็ไหลออกมาทั่วทั้งตัว





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น