หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เพราะคำว่ารัก ทำให้นางต้องกลายเป็นหมากในกระดานของใครหลายๆ คน แล้วในโลกนี้จะมีผู้ใดบ้างที่มอบความรักให้นางอย่างจริงใจ

ตอนที่ 7 ชิงตัวที่หอนางโลม (2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 7 ชิงตัวที่หอนางโลม (2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 12k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ธ.ค. 2560 13:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 7 ชิงตัวที่หอนางโลม (2)
แบบอักษร



ห้องรับรองข้างๆ นั้นกว้างขวาง แต่หน้าต่างกลับไม่ใหญ่ แสงที่สาดส่องเข้ามาดูมืดสลัว ม่านเยาเดินเข้าไปนั่งที่มุมโต๊ะ แล้วนั่งท่าไขว่ขาซึ่งเป็นท่านั่งที่นางชอบนั่งตอนที่ไม่มีคนนอกอยู่ ดูแล้วเป็นท่าที่สบายแต่ยังคงไว้ด้วยความสง่างาม หลิงเอ๋อร์ถามขึ้นด้วยความแปลกใจ “องค์หญิงเพคะ องค์หญิงมาหาแม่นางเฉินอวี่ทำไมหรือเพคะ”


ม่านเยายิ้มแต่ไม่พูดตอบ นางทำเพียงแค่หันไปมองเซียวชา


เซียวชาครุ่นคิดอยู่เล็กน้อยแล้วพูดขึ้น “ที่องค์หญิงวาดแบบสวนชาให้ตรงกลางนั้นมีโต๊ะกลมตัวหนึ่ง บนโต๊ะนั้นมีพิณตัวหนึ่ง องค์หญิงอยากจะให้แม่นางเฉินอวี่ไปดีดพิณในสวนชาหรือพ่ะย่ะค่ะ”

ม่านเยาหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วพยักหน้า เซียวชาค่อนข้างละเอียดอ่อนจริงๆ สวนชาของนางนั้นไม่ได้ถูกจำกัดแค่เพียงความสมบูรณ์แบบในการออกแบบเท่านั้น ยังต้องมีเสียงพิณไพเราะมาเพิ่มสีสัน หลิงเอ๋อร์พูดขึ้นด้วยความสงสัย “แต่หม่อมฉันก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ฝ่าบาททรงมอบสินสอดมาให้องค์หญิงตั้งมากมาย แล้วฮ่องเต้หลินเทียนก็ยังมอบอัญมณีของมีค่าให้องค์หญิงตั้งมากมาย องค์หญิงก็ไม่ได้ขาดแคลนเงินทอง แล้วเหตุใดยังต้องเสียเวลามาเปิดสวนชาอะไรนั่นด้วยเพคะ”

 “วัตถุประสงค์ในการเปิดสวนชาไม่จำเป็นจะต้องทำเพื่อเงินเสมอไป ข้าก็เพียงแค่อยากทำตามความฝันให้สำเร็จเท่านั้น” นางก้มลงมองภาพวาดที่อยู่ในมือ ราวกับจะมองให้ทะลุกระดาษบางๆ ในอ้อมกอดที่เป็นความใฝ่ฝันหลังจากนั้นนับพันปี ก่อนที่จะมาโผล่ในโลกแห่งนี้ “เธอ” เคยเป็นทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลม่านกรุ๊ป  ทว่าตั้งแต่เธอยังเด็กฟ้าก็ลิขิตให้เธอไม่สามารถทำตามความชอบของตัวเองได้ สุดท้ายความฝันอย่างไรก็เป็นเพียงแค่ความฝัน ภาพวาดที่เธอทุ่มเทออกแบบ ถูกพ่อของเธอด่าด้วยความโกรธแล้วฉีกมันทิ้งจนไม่เหลือชิ้นดี ในขณะที่ฝันยังไม่ทันได้เป็นความจริง เธอก็คิดว่าชีวิตนี้ของเธอก็คงจะเป็นเช่นนี้เสียแล้ว แต่กลับคาดไม่ถึงว่าในเส้นทางชีวิตคนเรา ยังมีเรื่องที่เหลือเชื่ออีกมากมาย ตอนที่เธออายุยี่สิบหกปี เธอก็เสียชีวิตในเหตุการณ์ที่แม่เลี้ยงสาวของเธอวางแผนให้ทุกคนคิดว่าเป็น “อุบัติเหตุ” ส่วนคนที่อยู่เบื้องหลังนั้นก็คือชายหนุ่มอบอุ่นคู่หมั้นของเธอที่เพิ่งจะขึ้นแท่นประธานบริษัท ในส่วนของสาเหตุนั้น เธอคิดว่ามีเพียงอย่างเดียวก็คือสิทธิในมรดกทรัพย์สินและความแค้นบนเส้นทางธุรกิจเหล่านั้น

“องค์หญิง องค์หญิงเพคะ” หลิงเอ๋อร์เรียกนางอยู่หลายคำ เมื่อเห็นนางไม่มีปฏิกิริยาอะไรจึงยื่นมือโบกไปที่ด้านหน้าของนาง หลิงเอ๋อร์กับเซียวชานั้นเป็นองครักษ์ที่ฮ่องเต้แห่งแคว้นหลินเทียนให้นางเลือกด้วยตัวเองเมื่อสามปีที่แล้ว

ม่านเยาได้สติ นางจึงเก็บภาพวาดนั้น ทันใดนั้นเองก็มีคนเปิดประตูเข้ามา หญิงสาวสวยสง่าในชุดสีแดงเดินเข้ามา หญิงสาวผู้นั้นมีผิวขาวราวกับหิมะ ปากของนางแดงเหมือนลูกเชอร์รี่จีน คิ้วโค้งเหมือนใบหลิวในภาพวาด หน้าตางดงามราวแกะสลัก มองดูแล้วช่างงดงามสูงศักดิ์หาใดเปรียบ ชุดสีแดงเพลิงที่นางสวมใส่อยู่นั้นดูเรียบง่ายทว่างดงาม ท่าทางแฉล้มแช่มช้อยนั้นดูงดงามไม่เสแสร้ง ช่างสวยงามยิ่งนัก ม่านเยามองนางแล้วยิ้มออกมาเบาๆ สายตาดูชื่นชม ตอนที่เฉินอวี่เข้าห้องมา หน้าของนางเชิดขึ้นท่าทางดูยโส แต่ตอนที่นางเห็นม่านเยา นางก็ดูจะตกตะลึงขึ้นมาอย่างชัดเจน ท่าทางดูแฝงไว้ด้วยความตื่นตาตื่นใจอย่างเกินคาด

“เฉินอวี่คารวะคุณชาย” หญิงสาวเอามือทับกันแล้ววางไว้บนเอวข้างซ้าย จากนั้นจึงย่อเข่าลงทำความเคารพ น้ำเสียงดั่งนกขมิ้นที่ออกจากหุบเขา น้ำเสียงฟังดูแล้วงามสง่า

ม่านเยาลุกขึ้นแล้วพูดยิ้มๆ “ได้ยินมาตั้งนานแล้วว่าแม่นางเฉินอวี่งดงามไร้ผู้ใดเหมือน วันนี้ได้พบเจอก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ”

เฉินอวี่เพิ่งจะได้สติ นางจึงรีบยิ้มแล้วตอบกลับ “คุณชายหล่าวชมเกินไปแล้วเจ้าค่ะ เฉินอวี่ว่าคุณชายน่าจะเป็นชายหนุ่มรูปงามที่สุดเท่าที่เฉินอวี่เคยพบมา”

ม่านเยาหัวเราะเบาๆ แล้วเชิญนางนั่งลงอย่างมีมารยาท ส่วนเซียวชาออกไปคุ้มกันด้านนอก

ม่านเยาเองก็ไม่พูดจาอ้อมค้อม จึงพูดขึ้นตามตรง “ที่ข้ามาในครั้งนี้ ก็เพราะอยากจะมาคุยการค้ากับแม่นางสักหน่อย” ม่านเยาพูดด้วยเสียงทุ้มแหบ ไม่ฟังดูนุ่มนวลบอบบางเหมือนก่อนมา

เฉินอวี่นั่งตัวตรงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแล้วพูดขึ้น “คุณชายน่าจะมาหาผิดคนแล้ว เฉินอวี่ก็แค่หญิงในหอนางโลม จะมีเรื่องการค้าอันใดให้คุยกับคุณชายกัน”

ม่านเยาขยับท่านั่งแล้วพูดขึ้นอย่างไม่เร็วไม่ช้า “ได้ยินว่าหลายปีที่ผ่านมามีท่านเจ้าเมืองแซ่อวี่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องกบฏจนถูกประหารทั้งบ้าน รวมทั้งหมดเจ็ดสิบเก้าคน ต่อมาตอนที่ตรวจสอบจำนวนศพ...กลับหายไปคนหนึ่ง จากหลักฐาน คนที่หายไปคือลูกสาวของเจ้าเมืองอวี่นามว่าอวี่เฉิน” เมื่อพูดถึงตรงนี้ม่านเยาก็หยุดลง สายตามองไปที่หญิงสาวที่อยู่ตรงหน้า เห็นว่าสีหน้าของหญิงสาวเปลี่ยนไป เช่นนั้นนางจึงพูดขึ้นอีก “เฉินอวี่ อวี่เฉิน ล้วนแต่เป็นชื่อที่น่าฟัง”

สีหน้าของเฉินอวี่เปลี่ยนไป นางลุกขึ้นด้วยความตกใจ “ท่านรู้ได้อย่างไร!”

ม่านเยายิ้มแล้วมองพัดในมือนั้น ซี่พัดทำด้วยหยกขาวตรงมุมแกะสลักว่า “หออู๋หยิ่น” บางๆ เล็กๆ เอาไว้ หากไม่ตั้งใจดูก็คงดูไม่ออก ความรวดเร็วในการทำงานของหออู๋หยิ่นนั้นสูงมากเพียงแค่เดือนเดียวก็สามารถสืบหาความลับในอดีตนั้นได้อย่างชัดแจ้ง ถึงว่าถึงได้โด่งดังมากในแถบน่านน้ำนี้ และพัดที่อยู่ในมือนางนั้น จะต้องเป็นลูกค้าที่จ่ายเงินจำนวนมากมายถึงจะได้มันมา หออู๋หยิ่นนอกจากจะมีฝ่ายสืบคดีแล้วยังมีฝ่ายมือสังหาร ราคาสูงจนน่าตกใจ ราคาเริ่มต้นที่แสนชั่ง และแต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยทำงานผิดพลาดมาก่อน


เฉินอวี่เห็นว่านางเหมือนจะไม่ได้ยินคำพูดของตน แววตาก็เป็นประกาย ความอาฆาตผุดขึ้นมาในทันใด ในขณะที่ม่านเยาก้มหน้าลงนั้น นางก็ตวัดผ้าแดงนั้นเป็นดั่งดาบ วาดไปที่คอของม่านเยา ริมฝีปากแดงของม่านเยายกยิ้มขึ้นบางๆ เท้าขยับ แม้กระทั่งคนและเก้าอี้ก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว นางเห็นว่าเฉินอวี่นิ่งค้างไปเพราะคิดไม่ถึงว่าว่าคุณชายรูปงามจนน่าตะลึงที่ดูอ่อนโยนนุ่มนวลผู้นี้ที่แท้ก็มีฝีมือเก่งกาจ นางกำลังรอที่จะลงมืออีกครั้ง แต่กลับมีดาบมาพาดอยู่บนคอของนาง คนที่ถือดาบนั้นก็คือคนรับใช้ของคุณชายท่านนี้ เฉินอวี่ตั้งสติแล้วเอ่ยถามขึ้นมา “ท่านจะเอาอย่างไร”

ม่านเยาเก็บพัดในมืออย่างไม่ใส่ใจ นางสืบทอดทุกอย่างมาจากร่างกายนี้ ยกเว้นก็เสียแต่ความทรงจำและการต่อสู้ ตอนแรกนางนั้นไม่เป็นวรยุทธ์ แต่ก็มีเซียวชาที่คอยฝึกสอน ทำให้นางสามารถต่อสู้กับคนทั่วไปได้อย่างง่ายดาย แต่แน่นอนว่ายกเว้นคนอย่างจงเจิ้งอู๋โยว เพราะอย่างเขานับว่าเป็นคนไม่ได้ วิชาดาบของเขารวดเร็วเสียจนยอดฝีมืออย่างเซียวชาก็ไม่สามารถหยุดยั้ง นางขยิบตาส่งให้หลิงเอ๋อร์ หลิงเอ๋อร์ถอนดาบออกทันทีแล้วไปยืนข้างหลังนาง นางเชิญให้เฉินอวี่นั่งลงด้วยท่าทางสง่างาม แล้วพูดขึ้น “แม่นางไม่ต้องระแวงข้าขนาดนี้ ข้าพูดเรื่องนี้ออกมาไม่ได้จะเอาเรื่องนี้มาบังคับใจเจ้า แต่ข้าเพียงอยากจะช่วยแม่นางให้หลุดพ้นจากพันธนาการของชะตาชีวิต แล้วชุบชีวิตของแม่นางใหม่”

ใบหน้าของเฉินอวี่แฝงด้วยความสงสัย แล้วหันมองนาง ในแววตานั้นดูสับสน แล้วเอ่ยขึ้นว่า “ท่านเป็นใคร แล้วข้าจะเชื่อใจท่านได้อย่างไร ท่านมาช่วยข้าเช่นนี้มีจุดประสงค์อะไรกันแน่”

ม่านเยาพูดขึ้นยิ้มๆ “ข้าทำการค้า ในเรื่องจุดประสงค์น่ะหรือ...ข้าก็แค่คิดว่าบรรยากาศแบบนี้ไม่คู่ควรกับฝีมือการดนตรีของเจ้า หากได้เปลี่ยนบรรยากาศ บางที...ไม่เพียงแต่คนที่ฟังดนตรีจะรู้สึกแตกต่าง แม้แต่ความรู้สึกของคนเล่นเองก็อาจจะแตกต่างไป”

เฉินอวี่เอ่ยขึ้น “ที่คุณชายพูดว่าเปลี่ยนบรรยากาศ หมายถึงบรรยากาศเช่นใดกัน”

ม่านเยาพูดตอบ “ข้ากำลังจะเปิดสวนชา”

สายตาเปล่งประกายของเฉินอวี่เปลี่ยนเป็นเย้ยหยัน “ข้าก็คิดว่าที่ใดกัน ที่แท้ก็สวนชาในสายตาของข้า สวนชากับหอนางโลมก็ไม่ต่างกันเท่าใดนัก”

ม่านเยาได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้รู้สึกไม่พอใจแต่อย่างใด นางเพียงแต่พูดยิ้มๆ “สวนชาของข้าต่างจากของผู้อื่น ข้ากล้าพูดว่ามันจะต้องสั่นสะท้านไปทั่วทั้งเมืองหลวง ส่วนเจ้าจะได้เป็นเจ้าของสวนชานั้นครึ่งหนึ่งด้วย” ตอนที่นางพูดประโยคนี้ ดวงตาก็เหมือนรากฏแสงดาวระยิบระยับ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมั่นใจ

เฉินอวี่รู้สึกทึ่ง ผู้ชายคนนี้ ไม่ว่าจะเป็นแววตาหรือน้ำเสียง ก็ล้วนแต่มีเสน่ห์ ทำให้รู้สึกเชื่อในคำพูดของเขา ส่วนการมีตัวตนใหม่ ไม่ต้องมีชีวิตอยู่ด้วยความกลัว เป็นสิ่งที่นางปรารถนามาโดยตลอด เมื่อคิดถึงตรงนี้ เฉินอวี่ก็ก้มหน้าลง สีหน้าแววตาเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาไม่หยุด ในที่สุดก็ถามขึ้นมาอย่างลังเล “แม่ฉินเป็นคนโลภ นางไม่ปล่อยข้าไปแน่ๆ ยกเว้นเสียว่าตัวตนที่แท้จริงของคุณชายจะสามารถข่มคนที่อยู่เบื้องหลังแม่ฉินได้”

คนที่อยู่เบื้องหลังแม่ฉินอย่างนั้นหรือ ม่านเยาขมวดคิ้วแล้วเอ่ยถามขึ้น “ขอถามแม่นางหน่อย แม่นางว่าคนที่อยู่เบื้องหลังแม่ฉินเป็นผู้ใดกัน”

เฉินอวี่พูดตอบขึ้น “ข้อนี้...ข้าคงต้องขออภัย เพราะข้าบอกท่านไม่ได้”

ม่านเยาเอ่ย “หรือว่าในหอนางโลมแห่งนี้มีเรื่องที่เงินไม่สามารถจัดการได้หรือ”

เฉินอวี่พูดตอบ “ใช่ ข้าก็เป็นหนึ่งในนั้น”

ม่านเยามองนางอยู่นาน เห็นในแววตาของนางดูมีความหวัง เช่นนั้นก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากข้างนอก

“แม่นางเฉินอวี่ องค์ชายเก้าอยากพบเจ้า” ชายผู้หนึ่งยืนถือดาบตะโกนเรียกเสียงดังอยู่ด้านหน้าประตู

ดวงตาของม่านเยาวูบไหว พลันนึกถึงคนสองคนที่อยู่ห้องข้างๆ ในหัวก็มีประกายความคิดขึ้นมา เช่นนั้นจึงเอ่ยขึ้น “เจ้าเต้นรำเป็นหรือไม่”

เฉินอวี่พยักหน้า ม่านเยาจึงพูดขึ้น “ดี เจ้าเพียงทำตามที่ข้าบอก” ม่านเยากระซิบที่ข้างหูเฉินอวี่ สุดท้ายก็กล่าวกำชับ “อย่าลืมล่ะ มือกับตัวของเจ้าห้ามไปแตะต้องตัวเขาเด็ดขาด ไม่เช่นนั้น...ข้าก็ช่วยเจ้าไม่ได้”




แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น