หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เพราะคำว่ารัก ทำให้นางต้องกลายเป็นหมากในกระดานของใครหลายๆ คน แล้วในโลกนี้จะมีผู้ใดบ้างที่มอบความรักให้นางอย่างจริงใจ

ตอนที่ 6 ชิงตัวที่หอนางโลม (1)

ชื่อตอน : ตอนที่ 6 ชิงตัวที่หอนางโลม (1)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.7k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ธ.ค. 2560 09:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 6 ชิงตัวที่หอนางโลม (1)
แบบอักษร



ชีวิตคนก็เหมือนกับการพนัน ทุกครั้งที่วางเดิมพัน หากสิ่งที่ได้มาไม่ใช่กำไรที่เป็นกอบเป็นกำ ก็คือการหมดตัว แต่ม่านเยาเดิมพันชนะแล้ว ภาพเหตุการณ์น่ากลัวในท้องพระโรง นางถูกจงเจิ้งอู๋โยวใช้ดาบถลกชุดแต่งงานออก นิ้วทั้งสิบล้วนแต่ได้รับบาดเจ็บ ฮ่องเต้หลินเทียนไม่ได้ลงโทษจงเจิ้งอู๋โยว และเพื่อเป็นการปลอบใจม่านเยา พระองค์ให้เวลานางหกเดือนทั้งยังปิดข่าว อีกทั้งมอบจวนให้องค์หญิงและอัญมณีอีกมากมายนับไม่ถ้วน



แสงแดดในยามเช้าสาดส่องลงมาในสวน ทำให้ต้นหลิวสีเขียวที่เพิ่งงอกใหม่นั้นยิ่งดูเป็นสีเขียวสด ใต้ต้นหลิวมีหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ คิ้วของนางดำดุจน้ำหมึก ดวงตาใสเป็นประกาย แต่ในความใสเป็นประกายนั้นกลับไม่เหมาะกับอายุของนาง ราวกับว่าเหมือนมีความเป็นผู้ใหญ่และความสง่างามเปล่งออกมาจากจิตวิญญาณส่วนลึก ผมของนางดำขลับพลิ้วไหว ผมยาวปล่อยสยาย เพียงมัดปลายผมไว้ด้วยเชือกผ้าหลวมๆ มีส่วนหนึ่งที่ปล่อยไว้ให้พลิ้วไหวตามสายลมพัดเบาๆ แต่กลับทำให้นางดูเหมือนเทพธิดา ชุดสีขาวที่ใส่นั้นพลิ้วไหวไปตามลม เหมือนกับท่าร่ายรำของแม่นางฉางเอ๋อร์ที่อยู่ในดวงจันทร์ งดงามอย่างหาใครเปรียบ

เซียวชาเดินมาที่สวนข้างหลัง รู้สึกว่าภาพด้านหลังของหญิงสาวที่กำลังหันหลังกลับมาภายใต้แสงอาทิตย์ที่สาดส่องนั่นช่างงดงามเปล่งประกาย จนทำให้เขาแสบตา เช่นนั้นเขาก็ก้มหน้าลง แล้วกล่าวรายงานว่า “องค์หญิง กระหม่อมสืบทราบถึงรายชื่อที่ฮ่องเต้หลินเทียนให้คนส่งมา มีเพียงองค์ชายเก้ากับแม่ทัพฟู่โฉวเท่านั้นที่ยังไม่มีชายาพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายเก้าเป็นคนเสเพลตามแบบฉบับ ถึงแม้จะไม่มีชายา แต่ก็ชอบเที่ยวหอนางโลม มีสตรีมากมาย ส่วนท่านแม่ทัพฟู่นั้นอยู่แต่ในสนามรบ ได้ยินมาว่าเขาเป็นคนเย็นชาเจ้าอารมณ์”


สามสิบกว่าคน กลับมีเพียงสองคนที่ยังไม่มีคู่ และทั้งสองคนนี้ก็ไม่น่าคบค้า ม่านเยาฟังเงียบๆ จนเขารายงานจบ นางจึงก้มหน้าลงแล้วเดินไปสองสามก้าว แล้วหันร่างกลับมาอย่างช้าๆ “เรื่องนี้เอาไว้ก่อน สวนชา*ตกแต่งใกล้เสร็จแล้ว ที่ข้าให้เจ้าไปเชิญอาจารย์ทำขนมที่มีชื่อในเมืองหลวงมา เจ้าเชิญมาได้หรือไม่”

เซียวชาเอ่ยตอบ “ทำตามบัญชาขององค์หญิงแล้วพ่ะย่ะค่ะ สวนชาอีกสองวันก็จะเปิดกิจการได้”

ม่านเยาพยักหน้าน้อยๆ ด้วยความชื่นชม แต่ก็กลับสั่นศีรษะเล็กน้อยอีกครั้ง “ยังเปิดไม่ได้ เรียกหลิงเอ๋อร์มา ให้นางไปหอเซียงหุนกับข้า”

เมื่อได้ยินคำว่า “หอเซียงหุน” เซียวชาก็ถึงกับเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ พอดีกับหลิงเอ๋อร์ที่ออกมาจากในห้องแล้วได้ยินเข้าก็ตกใจจึงเอ่ยถามขึ้น “องค์หญิง จะไปที่หอเซียงหุนทำไมหรือเพคะ”


ม่านเยายิ้มแล้วยิ้มอีก แต่ไม่ได้ตอบนาง เพียงแต่สั่งให้ทั้งสองคนไปเตรียมตัว



หอเซียงชุนเป็นหนึ่งในหอนางโลมที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองหลวง ในหอนั้นหญิงสาวต่างสวยงามแตกต่างกันไป แต่ละคนล้วนแต่เคยได้รับความนิยมสูงสุดในช่วงหนึ่ง แต่ที่เห็นจะมีชื่อเสียงที่สุดก็เป็นแม่นางเฉินอวี่ นางไม่เพียงแต่มีรูปร่างหน้าตาที่งดงาม แต่ศิลปะการดีดพิณของนางนั้นก็ยังไม่มีผู้ใดเทียบเทียมได้ จนเคยมีบรรดาขุนนางข้าราชการชนชั้นสูงอยากจะไถ่ตัวไปเป็นภรรยาเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่ทว่าผู้หญิงคนนี้กลับมีศักดิ์ศรียิ่งนัก นางกล่าวว่าหากไม่สามารถรักนางเพียงผู้เดียวได้ เช่นนั้นนางจะขออยู่ตายในหอนางโลม


ตอนที่ม่านเยาเดินทางมาถึงหอนางโลม ผู้คนที่อยู่ในนั้นไม่ว่าจะเป็นผู้ชายที่มาหาความสุข หรือว่านางในหอนางโลมก็ล้วนแต่ตาเป็นประกาย นางใส่เพียงชุดยาวสีขาวราวพระจันทร์ บุคลิกโดดเด่นสง่างาม ใบหน้าดั่งมงกุฎ ริมฝีปากชุ่มชื้น นางวาดเติมคิ้วนิดหน่อยเพื่อให้ดูสมชายยิ่งขึ้น บวกกับตัวนางที่เดิมทีที่สูงอยู่แล้ว ตอนนี้ในมือนางถือพัดพับ ท่าทางการเดินดูเปิดเผย เหมือนกับคุณชายรูปงาม หลิงเอ่อร์ที่เดินตามหลังก็ปลอมตัวเป็นคนใช้ผู้ชาย ส่วนเซียวชานั้นใช้ผ้าปิดบังใบหน้า


“ไอหยาๆ นี่มันคุณชายมาจากบ้านไหนกัน  ท่าทางหล่อเหลา แค่กๆ ทำเอาหญิงสาวในหอแห่งนี้ดูหม่นไปเลย” หญิงวัยสี่สิบกว่ามองก็รู้ว่าเขาจะต้องเป็นคนมีหน้ามีตา ก็เลยเดินยิ้มแล้วโบกผ้าเช็ดหน้าเดินมาทักทาย กลิ่นหอมจนแสบจมูกลอยมา ทำให้ม่านเยาถึงกับถอยหลังออกไปโดยไม่รู้ตัว เซียวชารีบเอาดาบออกมาขวางเอาไว้ แม่เล้าจึงหุบปากอย่างรู้ตัว แต่กลับได้ยินเสียงใสๆ ดังขึ้น “พี่เจ็ด นึกไม่ถึงว่าในโลกนี้ยังจะมีคนที่รูปงามเหมือนพี่”

เสียงนี้...เป็นเสียงที่คุ้นชินอยู่บ้าง ม่านเยาเงยหน้าขึ้นมอง บนทางเดินชั้นสองมีผู้ชายหน้าตาหล่อเหลาต่างจากคนทั่วไปยืนอยู่สองคน คนที่พูดนั้นใส่ชุดยาวสีฟ้าอ่อน ใบหน้าหล่อเหลา มุมปากปรากฏรอยยิ้ม สายตามองมาที่นางไม่ปิดบังถึงความตกตะลึง คนๆ นั้นก็คือองค์ชายเก้า ส่วนผู้ชายที่ถูกเรียกว่า “พี่เจ็ด” นั้นก็คือจงเจิ้งอู๋โยว ใบหน้าไร้ที่ติจนไม่มีผู้ใดจะเทียบเทียมกับบุคลิกที่ดูโดดเด่นนั้น บุคลิกลักษณะที่โดดเด่นงดงามสมเกียรติจนไม่อาจละสายตา ทำเอาความโอ่อ่าหรูหราทุกอย่างในหอนั้นไร้ความหมายไปในทันที เขาเหลือบมององค์ชายเก้าด้วยสายตาเย็นชาผิดปกติ เช่นนั้นก็ทำให้องค์ชายเก้าถึงกับตัวสั่น เขาตกตะลึงจึงพลั้งปากออกไป เช่นนั้นจึงรีบพูดเอาใจอย่างทันที “พี่เจ็ด เรา เราเข้าไปกันเถอะ”

จงเจิ้งอู๋โยวกวาดตามองมาจากข้างบน ม่านเยารู้สึกได้ถึงความอ้างว้างที่อยู่ในสายตาของเขา สายตานั่นต่างจากสายตาดูถูกและดุร้ายในตอนที่อยู่ในท้องพระโรงที่มองนางราวกับว่าเป็นอากาศธาตุไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ นางจึงอดไม่ได้ที่จะสงสัยอยู่ในใจ “องค์ชายหลีที่ไม่แตะต้องเหล้ากับสตรี แล้วเหตุใดเขาถึงมาโผล่ที่หอนางโลมได้”

จงเจิ้งอู๋โยวสบตาเข้ากับสายตาคู่นั้นที่มองกลับมาที่เขา ก็รู้สึกคุ้นๆ จึงมองนางไปมาสองสามครั้ง หลังจากนั้นก็หมุนตัวเดินเข้าไปในห้อง องค์ชายเก้าเองก็เดินตามเข้าไป

หลิงเอ๋อร์กระซิบถามนาง “องค์หญิง นั่นมิใช่องค์ชายเก้าหรอกหรือเพคะ คนที่มาด้วยกันกับเขานั่นเป็นใครกัน เหตุใดบนโลกถึงมีผู้ชายที่หน้าตาดีแบบนี้ด้วยล่ะ”

“องค์ชายหลี” เซียวชาตอบกลับสั้นๆ

หลิงเอ๋อร์ถึงกับตาโต ร้องเรียกขึ้นมาเสียงดัง “อะไรนะเพคะ องค์หญิง เขา เขาคือ...คนที่ร้ายกาจหยิ่งยโสที่ทอดทิ้งองค์หญิง......”

ใบหน้าของม่านเยาบึ้งตึงเป็นเชิงตำหนิ “หลิงเอ๋อร์”

หลิงเอ๋อร์ได้สติขึ้นมาทันใด นางจึงรีบปิดปากเอาไว้ แม่เล้าที่อยู่ข้างๆ ได้ยินว่าผู้ชายรูปงามชุดขาวที่เดินขึ้นไปข้างบนนั้นก็คือพระโอรสสุดที่รักของฮ่องเต้ก็ตกใจขึ้นมา มองพวกเขาด้วยความแปลกใจ

ม่านเยาให้เซียวชาเอาทองก้อนออกมา ดวงตาของแม่เล้าพลันเป็นประกาย นางแทบจะทนไม่ไหวรีบหยิบเอาไป ม่านเยาพูดขึ้น “แม่ฉิน ข้าอยากพบแม่นางเฉินอวี่ รบกวนแม่ฉินช่วยจัดการให้ด้วย”

แม่เล้ารับรับทองไปแล้วก็ต้องชะงัก สีหน้าดูลังเล ม่านเยาเห็นสายตาของนางมองไปที่ห้องที่จงเจิ้งอู๋โยวอยู่ เช่นนั้นก็หัวเราะแล้วพูดขึ้น “แม่ฉินวางใจ ข้าแค่อยากพบแม่นางเฉินอวี่ไม่นาน ข้ามีเรื่องจะคุยกับนางนิดหน่อย ใช้เวลาไม่นานนัก ไม่รบกวนเวลาต้อนรับแขกของนางหรอก” พูดจบม่านเยาก็ส่งสัญญาณให้เซียวชา เซียวชาจึงควักทองก้อนขึ้นมาอีกอัน

เซียวชาหยิบทองก้อนออกมาอีกอัน เช่นนั้นแม่เล้าถึงจะยิ้มแย้มแล้วตอบตกลง แล้วจัดการเปิดห้องที่อยู่ข้างๆ ให้พวกเขา


ห้องนั้นเป็นห้องใหญ่ที่อยู่ทางใต้ที่ตกแต่งสวยงามอลังการ มีแจกันแกะสลักหยกสีทองอันหนึ่งแยกห้องนั้นออกเป็นสองส่วน

องค์ชายเก้าพูดกับจงเจิ้งอู๋โยวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม “พี่เจ็ด องค์หญิงหรงเล่อฉางนั่นใช้ทุกวิธีเพื่อทำข้อตกลงครึ่งปีกับพี่ นี่ก็ผ่านไปเดือนกว่าแล้ว เหตุใดยังไม่เห็นว่านางจะทำอะไร หรือว่า...นางจะโดนดาบของท่านพี่ไปจนตกใจทำอะไรไม่ถูกไปแล้ว” จงเจิ้งอู๋โยวนั่งพิงเก้าอี้แบบสบายๆ ในมือของเขาถือแก้วชาที่แกว่งไปมาตามมือขาวเรียวยาวนั้น เขาพูดตอบ “ดาบนั่น นางรู้อยู่แล้ว” เขาจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้ ปฏิกิริยาของทุกคนดูตกตะลึง หวาดกลัว เป็นกังวล กลัวว่าจะติดร่างแหไปด้วย...แต่นางกลับยืนตัวตรงเงียบๆ อยู่ตรงนั้น ดวงตาใสคู่นั้นเต็มไปด้วยความนิ่งสงบอย่างชาญฉลาด ไม่ได้หวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย

องค์ชายเก้าถามขึ้นด้วยความสงสัย “เพราะเหตุใดกัน นางเป็นผู้หญิง อีกทั้งยังเป็นองค์หญิง ถูกถลกเสื้อผ้าต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนั้น อย่าบอกนะว่านางยินยอม? นางทำแบบนี้ที่แท้มีจุดประสงค์อะไรกันแน่”

จงเจิ้งอู๋โยวยิ้มออกมาน้อยๆ เหมือนจะยิ้มก็ไม่ใช่ไม่ยิ้มก็ไม่เชิง “นางต้องการช่วงเวลาหกเดือนนั่น” เขามองไม่เห็นความสนใจในตัวเขาจากสายตาของนางแม้แต่น้อย

องค์ชายเก้าพูดขึ้นอีกครั้ง “คำร่ำลือนี่เชื่อไม่ได้เสียจริง คำพูดที่ว่าองค์หญิงหรงเล่อฉางนั้นดื้อรั้นเอาแต่ใจ ไม่เห็นจะเป็นจริงตรงไหน”

จงเจิ้งอู๋โยวพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “หากนางเป็นองค์หญิงหรงฉางเล่อตัวจริง ก็แสดงว่าคนที่ปล่อยข่าวนั้นก็ต้องเป็นตัวนางเอง ไม่ก็เป็นคนที่เป็นศัตรูคู่อาฆาตของนาง”

ดวงตาขององค์ชายเก้าเป็นประกาย เมื่อคิดแล้วจึงพูดขึ้น “องค์หญิงนั่น….น่าสนใจอยู่นะ พี่เจ็ด ไม่เช่นนั้นพวกเราไปสืบเสาะกันเถอะ ดูว่าหน้าตานางจะต่างไปจากที่คาดคิดไว้หรือไม่”

จงเจิ้งอู๋โยวพูดตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งเฉย “ถ้าจะไปเจ้าก็ไปเอง ข้าไม่สนใจ”

องค์ชายเก้าเบะปากแล้วพูดขึ้น “พี่น่าเบื่อจริงๆ เฮ้อ ใช่แล้ว ทุกครั้งที่เข้าเฝ้าเหตุใดพี่ถึงชอบจงใจทำให้เสด็จพ่อกริ้วเล่า ปกติพี่ไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะเหตุใดหรือ” ในสายตาของเขานั้น พี่เจ็ดนอกจากจะชอบลิ้มลองชาที่มีรสชาติแปลกๆ แล้วก็ไม่เคยสนใจเรื่องอื่นใดอีก เขาเหมือนคนไร้ความรู้สึก แต่ทุกครั้งที่เข้าเฝ้า เขากลับเหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ชอบขัดคำเสด็จพ่อไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม

จงเจิ้งอู๋โยวเงยหน้าขึ้นมองเขา สายตานั้นดูเย็นชา ทำเอาคนถูกมองถึงกับหวาดกลัว จงเจิ้งอู๋โยวยกแก้วชาขึ้นด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกแล้วจิบเข้าไปช้าๆ แต่ก็ต้องขมวดคิ้วแล้วถามขึ้นมา “เจ้าเก้า นี่เจ้าแน่ใจแล้วหรือว่ามันเป็นชาที่ข้าชอบ”

องค์ชายเก้ายังคงกำลังสงสัยเรื่องขององค์หญิงแห่งแคว้นฉี่อวิ๋นอยู่ เมื่อได้ยินเขาถามมาแบบนี้ก็รีบดึงสติกลับมาแล้วพูดขึ้น “พี่เจ็ดไม่ชอบหรือ รสชาติชานี่มีเอกลักษณ์ดีนะ”

จงเจิ้งอู๋โยววางแก้วลงช้าๆ แล้วพูดขึ้น “นี่เป็นชาข้าวหอมจากแคว้นเป่ยอี๋ รสชาติแตกต่างจากชาทั่วไปก็จริง แต่ข้าไม่ชอบ”

องค์ชายเก้าตอบเสียงออขึ้นมาแล้วพูดด้วยความผิดหวังอยู่บ้าง “ข้าก็คิดว่าพี่เจ็ดจะชอบชานี้...พี่เจ็ด ปกติแล้วพี่จะไม่ค่อยออกจากจวน ในเมื่อวันนี้ออกมาแล้วข้าจะเรียกเฉินอวี่เข้ามาดีดพิณให้ฟังสักเพลงดีหรือไม่ ฝีมือการดีดพิณของนางไพเราะมาก” เขากำลังรอคอยคำตอบจากจงเจิ้งอู๋โยว เมื่อเห็นเขาไม่มีท่าทีอะไรก็เท่ากับเขาอนุญาต องค์ชายเก้าจึงเรียกคนข้างนอกเข้ามาอย่างอารมณ์ดี “เด็กๆ”

ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาแล้วพูดด้วยท่าทางเคารพ “องค์ชายเก้ามีเรื่องอันใดให้รับใช้พ่ะย่ะค่ะ”

องค์ชายเก้าพูด “เรียกเฉินอวี่เข้ามา”

คนที่เข้ามาพูดตอบรับ “ทูลองค์ชายเก้า แม่นางเฉินอวี่เพิ่งจะเข้าไปในห้องข้างๆ พ่ะย่ะค่ะ”

สีหน้าขององค์ชายเก้าฉายแววครุ่นคิด เขาเลิกคิ้วแล้วพูดขึ้น “นางไม่รู้ว่าข้ามาแล้วหรือ เจ้าออกไปดูสิว่าห้องข้างๆ นั่นให้เงินนางเท่าไหร่ ข้าให้นางมากกว่าสิบเท่า”



--------------------​----------​----------​----------​


สวนชา* : สวนชาในที่นี้ หมายถึง หอน้ำชาหรือโรงน้ำชานั่นเองเจ้าค่ะ




แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น