หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เพราะคำว่ารัก ทำให้นางต้องกลายเป็นหมากในกระดานของใครหลายๆ คน แล้วในโลกนี้จะมีผู้ใดบ้างที่มอบความรักให้นางอย่างจริงใจ

ตอนที่ 5 ปฏิเสธการอภิเษก (3)

ชื่อตอน : ตอนที่ 5 ปฏิเสธการอภิเษก (3)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 13.7k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ธ.ค. 2560 12:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 5 ปฏิเสธการอภิเษก (3)
แบบอักษร



จงเจิ้งอู๋โยวมองหญิงสาวที่ค่อยๆ เข้ามาใกล้เขา คิ้วทั้งสองข้างก็ขมวดขึ้นเป็นการแสดงออกถึงความไม่พอใจของเขา ในขณะที่นางจะเข้าใกล้เก้าอี้นอนนั้น ดวงตาดุจพยายมของเขาก็เปลี่ยนไปดูดุดันขึ้นมาในทันใด


ม่านเยาหยุดชะงักโดยไม่รู้ตัว ดูเหมือนว่าคำร่ำลือที่ว่าเขาไม่ชอบให้ผู้หญิงเข้าใกล้นั้นจะเป็นเรื่องจริง นางยิ้มแล้วยิ้มอีกมองไปที่ดวงตาดุจดั่งพยามัจจุราชของเขา  ก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนดุจใบไม้พลิ้วไหว “ได้ยินมาว่าในวังนี้ แผนเอาชนะศัตรูขององค์ชายหลีชนะศัตรูได้ไกลถึงพันลี้ ความสามารถของพระองค์ล้ำเลิศ น้อยคนในโลกที่จะมี หรงเล่อรู้สึกชื่นชมยิ่งนัก แต่หรงเล่อรู้ตัวเองดีว่าหน้าตากิริยาของตัวเองไม่มีอะไรคู่ควรกับองค์ชายเลยแม้แต่น้อย เช่นนั้นก็ไม่กล้าคิดอาจเอื้อม แต่เพื่อความผาสุกของทั้งสองแคว้น ก็ยังหวังว่าองค์ชายจะให้โอกาสหรงเล่อสักครั้งเพื่อทำความรู้จักกัน หลังจากครึ่งปีแล้ว หากองค์ชาย...ยังคงไม่มีความสนใจในตัวหม่อมฉัน เช่นนั้นหรงเล่อก็จะยอมแต่งกับคนอื่นโดยไม่ต่อว่าใดๆ”

จงเจิ้งอู๋โยวหรี่ตาลงมองนาง สายตาของหญิงสาวที่มองเขาแบบนี้นั้นเขาเจอมามากต่อนักแล้ว แต่หญิงสาวตรงหน้าที่พูดชื่นชมเขา ในตาของนางกำลังประเมินการณ์ มีการคาดหวัง สิ่งเดียวที่ไม่มีนั้นก็คือความหลงใหลหรือรักใคร่ แม้กระทั่งชอบ ถ้าเช่นนั้นคำพูดเหล่านี้ที่พูดออกมามีจุดประสงค์อะไรกันแน่ นางคิดจะทำสัญญาครึ่งปีแบบนี้ไปเพื่ออะไรกัน แต่ไม่ว่านางจะมีเหตุผลอะไร แล้วมันเกี่ยวอันใดกับเขาเล่า


เขาจับคอเสื้อแล้วลุกขึ้นยืนตรงหน้าม่านเยา ท่าทางที่ลุกขึ้นนั้นดูเป็นธรรมชาติน่าหลงใหล เขามองจ้องไปที่นาง ท่าทางที่มองตั้งแต่หัวจรดเท้านั้นทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกกดขี่อย่างรุนแรง ร่างของนางแข็งทื่อขึ้นมาทันใด เส้นประสาททุกเส้นดูเหมือนจะกดแน่นจนแทบเป็นแทบตาย แต่ดวงตาของนางทั้งสองข้างยังคงจ้องเขาตาไม่กระพริบ เพียงแต่เห็นเขายิ้มอย่างดูถูกแล้วพูดขึ้น “เจ้าคิดอยากจะทำให้ข้าตอบตกลงรับเจ้าเป็นชายาภายในครึ่งปีงั้นหรือ ช่างเป็นคำพูดไร้สาระของคนโง่ก็เท่านั้น”

ม่านเยาเลิกคิ้วขึ้นเบาๆ แล้วพูดขึ้นยิ้มๆ “ในเมื่อองค์ชายหลีมั่นใจเสียขนาดนี้ ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็พนันกันเสียตรงนี้เลย ไม่รู้ว่าองค์ชาย...จะกล้าหรือไม่กล้า”

จงเจิ้งอู๋โยวหัวเราะหึแล้วพูดขึ้น “แผนยุให้ลงมืองั้นหรือ แค่ชั้นเชิงของเจ้าแค่นี้ก็กล้ามาโอ้อวดต่อหน้าข้าเสียแล้ว”

จู่ๆ แสงอาทิตย์ด้านนอกก็พลันมืดลง ทำให้แสงสว่างที่สาดส่องอยู่บนตัวของเขาก็มืดลงทันใด เปลี่ยนความดุร้ายในดวงตาเขาเป็นความหนาวเย็นที่อยู่ในป่าชื้น ความเหน็บหนาวนั้นแผ่กระจายไปจนแผ่ซ่านเข้าไปในหัวใจและกระดูกอย่างไม่รู้ตัว

ม่านเยาพยายามที่จะกดความไม่สบายใจที่อยู่ในใจนั้นไว้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าการพนันกับจงเจิ้งอู๋โยวก็เหมือนกับการปรึกษากับคนชั่ว แต่นางจะยอมถอยไม่ได้ นางต้องทำข้อตกลงนี้ให้สำเร็จ ในเมื่อไม่สามารถหนีการแต่งงานทางการเมืองครั้งนี้ได้ แต่อย่างน้อยนางก็ต้องต่อสู้เพื่ออิสระในเวลาครึ่งปีนี้ ใช้ช่วงเวลานี้ทำความฝันของภพที่แล้วให้สำเร็จ และยังจะใช้โอกาสนี้เลือกสามีที่เหมาะสมกับนาง ถึงแม้ว่าจะไม่รัก แต่ก็ต้องเคารพนาง ไม่รบกวนความสงบนางก็พอแล้ว เมื่อคิดได้ถึงตรงนี้ นางก็รู้สึกมีกำลัง ยิ้มแล้วพูดขึ้น “ก็ถือว่าใช่เพคะ หรือว่าองค์ชายหลีไม่กล้ารับคำท้า ที่แท้...องค์ชายหลีผู้มีชื่อเสียงร่ำลือไปทั่วทุกสารทิศก็แค่คนขี้ขลาด”


ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนไม่เกรงกลัว ท่าทางเป็นปกติได้ที่อยู่ต่อหน้าเขา ในแววตาของจงเจิ้งอู๋โยวปรากฏความสนใจขึ้นมา พร้อมกับรอยยิ้มที่ค่อยๆ เผยขึ้นบางๆ ตรงมุมปากของเขา แต่กลับแฝงไว้ด้วยความต้องการเอาชนะอย่างทระนงตน


ริมฝีปากบางจงเจิ้งอู๋โยวยิ้มออกมาบางๆ ในดวงตาดุร้ายคู่นั้นมีลำแสงพาดผ่าน ราวกับไฟในนรกที่ถูกจุดขึ้น หยางเวยรู้สึกใจคอไม่ดี จึงรีบเตือนสติฮ่องเต้ “ฝ่าบาท”

ฮ่องเต้หลินเทียนรู้สึกว่านี่เป็นวิธีแก้ไขที่ดี เช่นนั้นจึงตรัสขึ้น “เรื่องนี้ทำตามที่องค์หญิงว่า ภายในเวลาครึ่งปีนี้ หากอู๋โยวยังไม่อยากแต่งงานกับองค์หญิง ข้าจะไม่บังคับฝืนใจเจ้าอีก”

จงเจิ้งอู๋โยวหันไปมองฝ่าบาทด้วยสายตารุนแรง สีหน้าเย็นชาแล้วพูดขึ้น “เรื่องของกระหม่อม พระองค์มีสิทธิ์อะไรมาตัดสินใจแทน ถึงแม้ตอนนี้กระหม่อมไม่เห็นด้วย ฝ่าบาทก็ทรงบังคับไม่ได้”


ประโยคนี้พูดด้วยความกล้ายิ่งนัก สีหน้าของบรรดาขุนนางล้วนแต่เปลี่ยนไป และคิดอยู่ในใจว่า มีองค์หญิงแห่งแคว้นฉี่อวิ๋นอยู่ด้วย องค์ชายหลียังไม่เชื่อฟังฮ่องเต้แบบนี้ ช่างเป็นอัตรายต่อแคว้นเสียจริง


เมื่อฮ่องเต้หลินเทียนทรงได้ยินก็โมโหขึ้นมา ชี้นิ้วไปที่เขา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “จงเจิ้งอู๋โยว! เจ้า...เหิมเกริมเกินไปแล้ว นอกจากข้าจะเป็นพ่อเจ้า ข้ายังเป็นฮ่องเต้ปกครองแผ่นดิน เจ้าอย่าคิดว่าข้าไม่กล้าลงโทษเจ้า”

“พ่อ? ฝ่าบาทน่ะหรือ” หางตาของจงเจิ้งอู๋โยวยกขึ้นแล้วถามกลับด้วยความเย็นชา น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความประชดประชัน ม่านเยาอึ้งไปเล็กน้อย เหมือนนางจะเห็นความเกลียดชังบางๆ ที่ซ่อนอยู่ในแววตาของเขา แล้วเห็นสีพระพักตร์ของฮ่องเต้หลินเทียนที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน สายตาที่ดูซับซ้อนไม่รู้จะพูดอย่างไรดี นางอดที่จะรู้สึกแอบแปลกใจเๆ ไม่ได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด ที่ทำให้จงเจิ้งอู๋โยวยโสโอหังต่อหน้าฮ่องเต้หลินเทียนขนาดไหนแต่ก็ไม่ถูกลงโทษ

จงเจิ้งอู๋โยวหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง แล้วพูดขึ้น “ลงโทษกระหม่อมงั้นหรือ ดีเลย ไม่ทราบว่าฮ่องเต้จะลงโทษกระหม่อมในข้อหาใดกัน ไม่มีฮ่องเต้ในสายตา ไม่เคารพ ดูหมิ่นพระราชอำนาจ กบฏ...ข้อไหนก็ได้ ก็ล้วนแต่ประหารเก้าชั่วอายุคนทั้งนั้น หากพระองค์ไม่อยากที่จะพลอยติดร่างแหไปด้วยก็รีบไล่กระหม่อมออกจากวังเสียแล้วค่อยลงโทษกระหม่อมเถอะพ่ะย่ะค่ะ”

“เจ้า เจ้า!...” ฮ่องเต้หลินเทียนโกรธมากจนใจเต้นแรง มองหน้าเขาแต่พูดอะไรไม่ออก เมื่อผ่านไปครู่หนึ่งถึงจะพูดออกมา “ได้ ได้ ได้...หากเจ้าอยากจะท้าทายความอดทนของข้า อยากจะไม่กลับมาในวังนี้ตลอดไป วันนี้ข้า ข้าจะทำให้เจ้าสมปรารถนา ทหาร !......”

บรรดาขุนนางพากันตื่นตระหนก ดูว่าครั้งนี้จะเป็นเรื่องจริงเสียแล้ว องค์ชายเก้ารีบเดินเข้ามาแล้วพูดขึ้น “เสด็จพ่ออย่ากริ้วไปเลยพ่ะย่ะค่ะ พี่เจ็ดก็แค่วู่วามไปชั่วขณะ พูดไปด้วยอารมณ์ร้อน ขอให้เสด็จพ่อเห็นแก่แผนการขับไล่ข้าศึกของพี่เจ็ด อย่าถือสาเอาความพี่เจ็ดครั้งนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ”

ขุนนางใหญ่ท่านหนึ่งก็พูดเสริมขึ้นมา “ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท ครั้งนี้ที่เอาชนะพวกหมันอี๋ได้ก็เพราะองค์ชายหลี ขอพระองค์ทรงพระกรุณาเว้นโทษที่องค์ชายไม่เคารพด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”

“ขอพระองค์ทรงพระกรุณาพ่ะย่ะค่ะ!” บรรดาขุนนางต่างพากันคำนับ แม้แต่องค์รัชทายาทที่มองเหตุการณ์อยู่ก็อ้อนวอนตามไปด้วย

ม่านเยากวาดสายตามองจงเจิ้งอู๋โยว เห็นว่าสีหน้าของเขาก็ยังคงไม่ได้เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ราวกับว่าไม่เคยสนใจว่าชีวิตของตนจะเป็นอย่างไร บางทีอาจจะเป็นเพราะเขามั่นใจมาตั้งแต่แรกแล้วว่าฮ่องเต้หลินเทียนไม่มีทางลงโทษเขาจริง ส่วนฮ่องเต้หลินเทียนกลับมองใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติของจงเจิ้งอู๋โยวด้วยความตกพระทัย สายพระเนตรที่เต็มไปด้วยความโกรธนั้นมีความซับซ้อนที่บอกไม่ถูก แต่ในที่สุดความโกรธนั้นก็จางหายไป เหลือไว้แต่เพียงความเศร้าและสิ้นหวังบางๆ เขาหันหลังไป โบกมือเบาๆ ให้กับพระโอรสพระองค์โปรดแล้วตรัสขึ้น “เจ้า ออกไปก่อนเถอะ”

สีหน้าของจงเจิ้งอู๋โยวไม่แสดงอาการใดๆ แล้วพูดขึ้น “ต่อไปหากไม่มีอะไร ทางที่ดีก็อย่าเรียกกระหม่อมเข้าวังอีก มิเช่นนั้น กระหม่อมไม่รับปากว่าครั้งหน้าจะทำยิ่งกว่านี้หรือไม่” เขาสะบัดแขนเสื้อ แล้วหันไปมองทางม่านเยา พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงดูถูกอย่างหาใดเปรียบ “และก็เจ้า......ผู้หญิงที่ทั้งแก่ทั้งอัปลักษณ์เช่นเจ้าคิดอยากจะเข้าในจวนองค์ชายหลีของข้างั้นหรือ รอชาติหน้าเถอะ”


ถึงแม้จะเป็นคนที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาดีแค่ไหน แต่ก็ไม่มีทางที่จะไม่สนใจคำดูถูกครั้งแล้วครั้งเล่าได้ ยิ่งนางที่มีสถานะเป็นองค์หญิงที่ถูกส่งตัวมาอภิเษกทางการเมือง นางมีสถานะเท่าเทียมกับเขา อดทนครั้งแรกเป็นการสงบนิ่ง อดทนครั้งที่สองเป็นการฝึกจิต แต่อดทนหลายครั้งก็จะคิดว่านางอ่อนแอรังแกได้ง่าย ม่านเยาจึงฝืนยิ้มและพูดออกมา “หม่อมฉันคิดว่าความฉลาดของพระองค์จะไม่มีใครเหมือน คิดไม่ถึงว่าพระองค์จะมองคนแต่ภายนอกเช่นนี้ หากองค์ชายชอบสาวสวย ไม่สู้กลับตำหนักไป...แล้วส่องกระจกมองตัวเอง น่าจะดูงามกว่าไม่ใช่หรือเพคะ” นางไม่ยอมที่จะให้เขาออกไปแบบนี้ได้ เพื่อความอิสระ นางต้องสู้สักตั้ง


ยังไม่ทันที่จะพูดจบ ผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าก็หันกายกลับมาอย่างเร็ว ได้ยินเพียงแต่เสียงกรีดร้องกับแสงอันน่ากลัวที่ประกายออกมา ประกายเย็นชาน่ากลัวจากดาบนั้นอยู่บนหัวของนาง ทันใดก็ปกคลุมไปทั่วทั้งตัวนาง วินาทีนั้นนางเหมือนจะรับรู้ได้ถึงกลิ่นของความตาย


ความเงียบสงัดโดยรอบ ในท้องพระโรงไร้ซึ่งเสียงใดๆ มีเพียงสายตาแต่ละคู่ที่เบิกโตด้วยความไม่อยากเชื่อ


กลิ่นไอของการฆ่าฟันปกคลุมไปทั่ว ทุกคนพากันตกตะลึง แม้แต่สีพระพักตร์ของฮ่องเต้หลินเทียนเองก็แปรเปลี่ยนไป เซียวชายังไม่ทันจะได้ขยับตัว จงเจิ้งอู๋โยวก็เก็บดาบเข้าฝักแล้ว หัวหน้าองครักษ์อย่างเซี่ยงถงหลิ่งยืนตกใจตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ ดาบที่เขาชักออกมากับใส่กลับไปในฝักนั้นรวดเร็วเพียงพริบตา เขามองไม่ชัดแม้กระทั่งว่าองค์ชายหลีเข้ามาใกล้เขาตั้งแต่ตอนไหน แล้วดึงดาบไปจากในมือเขาได้อย่างไรกัน


เร็ว มันเร็วเกินไปจริงๆ เร็วจนม่านเยารู้สึกว่าตาลาย ราวกับว่าตัวนางตกลงไปในขุมนรก ความรู้สึกหวาดกลัวนั้นอยู่ดีๆ ก็บังเกิดขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ ไหลมาตามชีพจรแล้วแผ่ขยายไปทั่งทั้งร่างกาย ราวกับมีงูตัวหนึ่งกำลังแล่นอยู่ในรางกายนางอย่างบ้าคลั่ง จนนางรู้สึกว่าหัวใจของนางเยือกเย็น


บรรยากาศในท้องพระโรงเงียบสนิทไร้ซึ่งเสียงใดๆ มีเพียงสายตาแต่ละคู่ที่เบิกโตแต่แทบจะไม่กล้าหายใจออกมา


ผ้าแพรสีแดงที่ขาดละเอียดตกลงด้านหน้าของนาง ผ่านจมูกของนางไปอย่างแผ่วเบา สีแดงดั่งเลือดล่องลอยอยู่ในท้องพระโรงราวกับหิมะในเหมันตฤดูที่ถูกย้อมด้วยสีแดงบินว่อนไปมา บนตัวนางเหลือเพียงชุดสีขาวที่ใส่อยู่ด้านใน  นางยืนแข็งทื่ออยู่ตรงนั้นราวกับรูปปั้นแกะสลัก รู้สึกเย็นเฉียบไปทั่วราวกับร่างทั้งร่างของนางจะสามารถแตกสลายได้


“ติ๋งๆ...” อยู่ๆ ก็มีเสียงเหมือนน้ำหยดลงบนอิฐดังขึ้นมา หนึ่งหยด สองหยด สามหยด...


ผู้คนรู้สึกหวาดกลัว ต่างได้แต่มองหน้ากัน เลือดสีแดงสดไหลจากชายเสื้อสีขาวของหญิงสาวแล้วหยดลงเบื้องล่าง


เลือดนั้นไหลมาจากปลายนิ้วของนาง ใบหน้าของนางพลันซีดเผือด แต่นางก็ยังคงนิ่งสงบ ดวงตายังคงไม่หลบหลีก มองผ่านชุดผ้าแพรที่ขาดละเอียดปลิวว่อนอยู่นั้นจ้องไปที่สายตาดุร้ายที่ใครๆ ก็พากันกลัวคู่นั้น ถ้านางไม่ใช่องค์หญิงแห่งแคว้นฉี่อวิ๋นที่ถูกส่งตัวมาอภิเษกเพื่อเหตุผลทางการเมือง สันนิษฐานได้ว่านางคงจะดับชีวิตไปเสียแล้ว





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น