หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เพราะคำว่ารัก ทำให้นางต้องกลายเป็นหมากในกระดานของใครหลายๆ คน แล้วในโลกนี้จะมีผู้ใดบ้างที่มอบความรักให้นางอย่างจริงใจ

ตอนที่ 2 คนแรกตั้งแต่อดีตกาล

ชื่อตอน : ตอนที่ 2 คนแรกตั้งแต่อดีตกาล

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 16.2k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ธ.ค. 2560 12:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2 คนแรกตั้งแต่อดีตกาล
แบบอักษร



เช้าตรู่วันถัดมา อากาศกำลังดี แสงแดดอบอุ่น ลมในต้นฤดูใบไม่ผลิพัดผ่านสบายๆ ให้ความรู้สึกที่ไม่เย็นจัด เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมแก่การออกมาชมความงามในช่วงฤดูใบไม้ผลิ แต่ม่านเยากลับถูกฮ่องเต้หลินเทียนส่งคนมารับตัวเข้าวังตั้งแต่เช้า


พะราชวังของแคว้นหลินเทียนนั้นงดงามตระการตา ทั้งยังยิ่งใหญ่มหึมา กระทั่งพระราชวังของแคว้นฉี่อวิ๋นนั้นไม่สามารถเทียบได้เลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าม่านเยาจะผ่านไปเห็นในที่แห่งใด นางก็อดไม่ได้ที่จะแอบชื่นชมอยู่ในใจ

ทหารราชองครักษ์นำตัวนางเข้าไปในตำหนักเฉียนคุน สายตาเห็นชายคนหนึ่งที่มีสีหน้าเคร่งขรึมอยู่ในชุดฉลองพระองค์อยู่บนแท่นสูง โครงหน้าของเขาชัดเจน แววตาคมกริบของเขามองตรงมาที่นาง ทั้งๆ ที่ภายในดวงตาคู่นั้นไม่ได้แสดงอาการแต่อย่างใด แต่กลับทำให้นางรู้สึกกดดัน ทั้งยังตื่นกลัวอย่างไร้สาเหตุ นางข้ามภพมาสามปีแล้ว แต่ยังไม่เคยเห็นภาพฉากอลังการในการออกว่าราชกิจของฮ่องเต้ที่ดูเคร่งเครียดเช่นนี้เลย เพราะฮ่องเต้แคว้นฉี่อวิ๋นที่เป็นพระเชษฐาของนางนั้นอบอุ่นใจดี อย่างน้อยก็ไม่เหมือนกับคนตรงหน้านางตอนนี้


นางสูดหายใจเข้าลึกๆ เก็บอาการแล้วเดินเข้าไปภายในตำหนักช้าๆ ในตำหนักนั้นแบ่งขุนนางข้าราชบริพารเป็นสองฝั่ง ทั้งสองฝั่งนั้นล้วนแต่พากันหันมามองทางนางทั้งสิ้น

แต่ก็เห็นเพียงแต่มงกุฎที่มีม่านไข่มุกบดบังใบหน้าของนาง กับชุดสีแดงปักลายหงส์งดงามคอดเอวยิ่งทำให้องค์เอวดูอรชร ปลายหางของชุดยาวคลุมไปจนถึงพื้นพรมสีสดด้านหลัง ปลายหางของชุดแดงสง่าไปตามจังหวะที่นางก้าวเดินไปข้างหน้า ราวกับภาพวาดหมึกน้ำสีของจิตรกรชื่อดังที่ถูกเติมแต่งเข้าไปจนมีชีวิตชีวา ดูแล้วงดงามสบายตา

ฮ่องเต้หลินเทียนนั่งพระวรกายยืดตรง แววพระเนตรสั่นไหวเล็กน้อย ถึงแม้ว่าจะมองไม่เห็นโฉมหน้าของนาง เห็นแต่เพียงท่าทางที่สุขุมไม่รีบร้อนนั้น ก็บ่งบอกได้ถึงบุคลิกลักษณะที่ดูสูงส่งสง่างามต่างจากสามัญชนทั่วไป หญิงสาวเช่นนี้ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนองค์หญิงหรงเล่อฉางที่หน้าตาอัปลักษณ์ นิสัยดื้อรั้นเอาแต่ใจตามคำร่ำลือ

ม่านเยาเดินไปถึงกลางตำหนักแล้วยอบตัวลงทำความเคารพ “หรงเล่อถวายบังคมฮ่องเต้หลินเทียนเพคะ”

เสียงของนางสดใสไพเราะชวนฟัง น้ำเสียงราบเรียบไม่แสดงความรู้สึกใด

ฮ่องเต้หลินเทียนยกมือแล้วตรัสขึ้น “เชิญองค์หญิงลุกขึ้นเถิด”

เมื่อนางลุกขึ้นนั้นก็พลันรู้สึกว่ามีสายตาจากใครบางคนกำลังจ้องมองนางอยู่ เช่นนั้นจึงชำเลืองตาไปมองก็เห็นเป็นบุรุษที่สวมใส่ด้วยชุดองค์ชาย มุมปากของเขาแฝงด้วยรอยยิ้มที่ไม่ชัดเจนนัก เขาคนนั้นก็คือองค์ชายเก้าที่นางเจอเมื่อวานนี้ พอเห็นนางหันไปมอง เขาก็ขยิบตาให้ ท่าทางเหมือนรอดูละครฉากสนุกอยู่อย่างไรอย่างนั้น

นางขมวดคิ้ว แล้วรีบหันไปมองรอบๆ กาย เห็นแต่เพียงแววตาของชายหนุ่มผู้หนึ่งที่นั่งอยู่ด้านหน้าขององค์ชายเก้าที่มองนางด้วยสายตาเยาะเย้ยและดูถูก เขาสวมชุดสีแดง มงกุฎหยกเป็นรูปมังกรสองตัวกำลังเล่นลูกแก้วสีเพลิง ดูแล้วน่าจะเป็นองค์รัชทายาทแห่งแคว้นหลินเทียน สายตาเยาะเย้ยและดูถูกแบบนี้นั้น นางพลันเข้าใจถึงสาเหตุทันที เช่นนั้นหญิงสาวจึงยิ้มออกมาบางๆ นางดึงสายตากลับโดยไม่สนใจ แล้วหันไปสั่งกับชายที่อยู่ด้านหลัง “เซียวชา เอาของขวัญที่ท่านพี่เตรียมมาถวายให้ฮ่องเต้หลินเทียนเถอะ”

เซียวชาเดินเอากล่องของขวัญนั้นไปหาตามรับสั่ง ม่านเยาเอ่ยขึ้น “ฝ่าบาท พระเชษฐาของหรงเล่อซาบซึ้งน้ำพระทัยของฝ่าบาทที่ทรงประทานของขวัญชิ้นใหญ่ให้เป็นอย่างมาก พระองค์จึงมอบของขวัญชิ้นนี้ตอบแทน ขอให้ฝ่าบาททรงรับด้วยเถิดเพคะ”

ขันทีรับกล่องของขวัญไป นำไปวางไว้บนโต๊ะแล้วแกะออกอย่างระมัดระวัง พบว่าด้านในนั้นเป็นแก้วหยกสีขาวใบเล็กงดงามประณีตคู่หนึ่งวางอยู่บนผ้าทอสีเหลืองอมส้ม ฐานแก้วแกะสลักเป็นลายมังกรนอนขดตัวอยู่ ปากแก้วเป็นลายหงส์ร่อนรำ งานแกะงดงามสลักประณีต ตัวหยกใสส่องแสงแวววาว มองเพียงครู่เดียวก็รู้ว่าเป็นของล้ำค่าหายาก

ฮ่องเต้หลินเทียนทรงยกแก้วหยกนั้นขึ้นพิศอย่างละเอียด แววพระเนตรวูบไหวเล็กน้อย “แก้วหยกขาวแกะสลัก”

ขุนนางใหญ่ที่มีความรู้กว้างขวางมองแล้วก็พูดขึ้นด้วยความประหลาดใจว่า “เคยได้ยินมาว่าแก้วหยกขาวแกะสลักนั้นตกทอดมาจากเมื่อร้อยปีที่แล้ว ใช้หยกในแกะสลักออกมา ทั้งโลกมีเพียงคู่เดียวมิสามารถประเมินราคาได้พ่ะย่ะค่ะ แก้วนี้หากใช้สำหรับชงชาจะทำให้ชามีกลิ่นหอมสดชื่น หากใช้แก้วใบนี้ดื่มชาในฤดูร้อนก็จะสามารถดับร้อนดับกระหายได้ดี ทำให้รู้สึกสดชื่นและผ่อนคลายเป็นอย่างมาก ข้อดีนับว่าไม่น้อยเลยพ่ะย่ะค่ะ”

เหล่าบรรดาขุนนางต่างพากันพูดขึ้นเสียงดังเซ็งแซ่ ฮ่องเต้หลินเทียนทรงแย้มพระสรวล พยักพระพักตร์แล้วตรัสขึ้น “ฮ่องเต้ฉี่อวิ๋นทรงประทานของขวัญล้ำค่าเช่นนี้ให้แก่ข้า หยางอ้ายชิงเขียนหนังสือไปขอบคุณความมีน้ำใจของฮ่องเต้ฉี่อวิ๋นแทนข้าด้วย”

เชียวชาคุกเข่าถวายคำนับแล้วพูดขึ้น “ถวายบังคมฝ่าบาท ก่อนที่องค์หญิงของกระหม่อมจะเดินทางมากับรถม้าสเด็จ ฮ่องเต้ของกระหม่อมทรงมีรับสั่งให้กระหม่อมนำความมาทูลต่อฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้หลินเทียนพูดขึ้น “เชิญว่ามา”

เซียวชาหันไปมองฮ่องเต้หลินเทียนโดยไม่ได้มีความกลัวแม้แต่น้อย แล้วพูดขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ฝ่าบาทของกระหม่อมตรัสว่า หยกขาวแกะสลักถึงจะเป็นสิ่งล้ำค่า แต่ถ้าเทียบกับค่าขององค์หญิงหรงเล่อฉางของพระองค์แล้วกลับมีค่าไม่ได้เพียงหนึ่งในเสี้ยวขององค์หญิง หวังว่าแคว้นของฝ่าบาทจะดูแลองค์หญิงของเราเป็นอย่างดี เพื่อให้ทั้งสองแคว้นได้ผาสุกไปตราบนานเท่านานพ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้หลินเทียนทรงได้ยินดังนั้นก็ทรงพระสรวลเสียงดังฮ่าๆ ขึ้นมา แล้วเงียบเสียงลง “มันต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว องค์หญิงเป็นผู้ที่ทำให้แคว้นหลินเทียนกับแคว้นฉี่อวิ๋นสงบสุข ถึงแม้จะอภิเษกกับองค์ชายหลี แต่ก็ยังเป็นแขกบ้านแขกเมืองของข้า ไม่มีเหตุผลที่ข้าจะไม่แยแส” เมื่อตรัสเสร็จพระองค์ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วตรัสขึ้นอีกว่า “สำหรับเรื่องเมื่อคืนนี้ รอให้องค์ชายหลีเข้าเฝ้า ข้าจะหาคำอธิบายให้องค์หญิงให้ได้”

ม่านเยายิ้มออกมาบางๆ อย่างมีมารยาท “ฝ่าบาทตรัสเกินไปแล้วเพคะ”

ฮ่องเต้หลินเทียนมองนางอย่างชื่นชม ท่าทางสุขุม พูดจามีกาลเทศะ สมกับที่เป็นราชหงส์องค์หญิงของแคว้น และทันใดนั้นก็มีราชองครักษ์คนหนึ่งเข้ามาในท้องพระโรงอย่างรีบร้อน สีหน้าของเขาดูลำบากใจ แล้วกราบบังคมทูลขึ้นว่า “กราบบังคมทูลฝ่าพระบาท องค์ชายหลี องค์ชายหลีพระองค์......”

ฮ่องเต้หลินเทียนทรงขมวดพระขนง แล้วตรัสถามขึ้นด้วยพระสุรเสียงที่เคร่งขรึม “เขาเป็นอะไร ข้าให้พวกเจ้าไปตามเขาเข้าวัง นี่ก็ผ่านไปยามกว่าแล้ว เหตุใดยังไม่เห็นแม้แต่เงาองค์ชาย”

ราชองครักษ์คนนั้นก้มหน้างุดด้วยความตื่นกลัว ตอบออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นๆ “คนขององค์ชายหลีบอกว่า...บอกว่าองค์ชายกำลังพักผ่อน เข้าเฝ้าไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ...” เสียงของเขายิ่งพูดยิ่งเบา เบาจนแทบจะไม่ได้ยิน ราวกับแมลงหวี่แมลงวัน แต่ทุกคนก็กลับได้ยินอย่างชัดเจนทุกถ้อยทุกคำ กระตุ้นให้เกิดคลื่นโหมกระหน่ำภายในใจของทุกคน

ขุนนางฝ่ายบู๊และบุ๋นนับร้อย องค์รัชทายาทและองค์ชาย ต่างมีสีหน้าที่แตกต่างกันออกไป คนที่กล้าขัดพระบัญชาของฮ่องเต้ น่าจะมีแต่องค์ชายหลีเท่านั้น แม้แต่ข้ออ้างก็ไม่หาให้มันดีหน่อย และอยู่ต่อหน้าองค์หญิงแห่งแคว้นฉี่อวิ๋นเช่นนี้ด้วย


การหมิ่นศักดิ์ศรีของฮ่องเต้ผู้สูงสุดในปฐพีเท่ากับการทำให้แคว้นหลินเทียนต้องเสียชื่อไปด้วย ความผิดนี้ช่างร้ายแรงยิ่งนัก !


บรรยากาศในท้องพระโรงตึงเครียด แม้แต่เสียงของนกร้องก็เงียบไปชั่วขณะ ทุกคนอกสั่นขวัญแขวน กลัวจนแทบไม่กล้าจะหายใจ เพราะเกรงว่าจะถูกสั่งประหารกลายเป็นที่รองรับอารมณ์ของฮ่องเต้โดยไม่ทันได้รู้ตัว โดยเฉพาะขุนนางชั้นสูงหลายคนที่พยายามประนีประนอมโดยการใช้การแต่งงานเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองแคว้น ฝ่ามือชื้นไปด้วยเหงื่อ ราวกับความโกรธจะจับก้อนอยู่ในอากาศ ทำให้ต้องเก็บความรู้สึกกลัวนั้นไว้ เลือดไหลเวียนลงมาจากบนหัวผ่านผิวหนังเข้าสู่ร่างกาย หลังจากนั้นก็แผ่กระจายไปทั่วลำตัวราวกับเถาวัลย์ที่มีพิษ

ม่านเยาได้ยินเสียงเหงื่อที่หยดติ๋งๆ ลงบนพื้นอย่างชัดเจนยิ่งนัก ส่วนขันทีที่คุกเข่าอยู่นั้นก้มหน้าไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมา แทบที่จะมุดลงไปใต้พรมให้รู้แล้วรู้รอด

บรรยากาศที่ตึงเครียดและกดดันเช่นนี้ แม้แต่นางเองก็ยังใจหายใจคว่ำ ราวกับว่าข้างตัวของนางมีลูกโป่งลูกใหญ่วางอยู่ ทุกคนพยายามที่จะเติมลมใส่ลูกโป่งใบนี้ นางมองเห็นลูกโป่งใบนั้นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โดยที่นางกลับไม่รู้ว่าลูกโป่งใบนี้จะระเบิดขึ้นเมื่อใด


ผ่านไปเกือบครึ่งเค่อ ท่ามกลางบรรยากาศที่ดูกดดันมากเช่นนี้ ช่างเป็นการทดสอบความอดทนของคนเสียจริง แต่ทว่าระเบิดที่คิดไว้นั้นกลับไม่เระเบิดขึ้น นางเห็นความกรุ่นโกรธที่เต็มอยู่ในดวงพระเนตรของฮ่องเต้หลินเทียน แต่ภายในดวงตาคู่นั้นกลับซ่อนความอับจนหนทางอย่างยากที่จะสัมผัสได้

สีหน้าของฮ่องเต้หลินเทียนเคร่งขรึม ทันใดก็หันไปหาองค์ชายเก้าที่อยู่ข้างๆ ร่างขององค์ชายเก้าแข็งทื่อ รีบก้มหน้าลงอย่างรวดเร็ว ในใจก็คิดว่าการที่ถูกเสด็จพ่อจ้องแบบนี้ต้องไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ๆ และแล้ว ยังไม่ทันที่เขาจะได้เป็นกังวลใจ เสียงทุ้มต่ำฟังดูจริงจังก็พลันดังขึ้นมา “องค์ชายเก้า เจ้ากับเซี่ยงถงหลิ่งไปเรียกตัวองค์ชายหลีมา ไม่ว่าจะใช้วิธีใด ต้องเอาตัวเขามายังท้องพระโรงให้ได้ ถ้าทำได้ ข้าจะมีรางวัลให้อย่างงาม ถ้าทำไม่สำเร็จต่อไปเจ้าก็ไม่ต้องมาเข้าเฝ้าข้าอีก !”

เมื่อองค์ชายเก้าได้ยินประโยคนี้เข้าก็ตกใจ และประโยคถัดมายิ่งทำให้รอยยิ้มของเขาแข็งค้างขึ้นอีก ฮ่องเต้หลินเทียนตรัสต่อว่า “และเจ้าก็จงไปเฝ้าสุสานจักรพรรดิที่อยู่ชานเมืองตอนเหนือให้ข้าตลอดชีวิต”

องค์ชายเก้ารู้สึกตกใจจนอ้าปากค้าง ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นคนเดียวที่สามารถเข้านอกออกในจวนขององค์ชายเก้าได้โดยไม่ต้องบอกกล่าว แต่ถ้าเขาทำให้พี่เจ็ดของเขาโกรธเพราะเหตุนี้ ต่อไปเขาก็คงอยู่ไม่เป็นสุขแน่ ส่วนการเฝ้าสุสานจักรพรรดิคืนวันอันสุดแสนจะลำบากนั้นก็ไม่ใช่วิถีที่คนจะอยู่ได้ หากให้เขาไปอยู่ที่นั่นตลอดชีวิต ไม่สู้ยอมให้เขาถูกประหารจะยังดีเสียกว่า เขาจึงเอ่ยขึ้นอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก “อา...เสด็จพ่อ......” แต่เพียงเขาเพิ่งจะอ้าปากเท่านั้น ก็ถูกฮ่องเต้หลินเทียนส่งสายพระเนตรคมกริบยิ่งกว่ามีดคมใส่ จึงได้แต่ฝืนยิ้มมุมปาก แล้วพูดออกมาอย่างหมดหนทาง “ลูกน้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”

เมื่อได้รับคำสั่งมาก็หันหลังเดินออกไปโดยที่รู้สึกลำบากใจ คิ้วก็ขมวดตึง สายตาสบเข้ากับนางที่ยืนอยู่โดยมีท่าทางไม่ได้สนใจอะไร ดวงตาคู่ใสนั้นดูสงบนิ่งอยู่ภายใต้ม่านไข่มุก ราวกับว่าต่อให้เรื่องรุนแรงเพียงใดก็ไม่สามารถทำให้นางทุกข์ร้อนใจได้ เช่นนั้นเขาก็อดที่จะรู้สึกอารมณ์เสียไม่ได้ เขาจ้องมองใบหน้าของหญิงสาวแล้วพูดในใจว่า หญิงสาวคนนี้ทำให้เขาต้องตกที่นั่งลำบาก แต่นางกลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก องค์หญิงหรงเล่อฉาง ความแค้นนี้ไม่จบเพียงเท่านี้แน่


เมื่อม่านเยาเห็นสายตาของเขา นางก็เพียงแต่ยิ้มให้ไปตามมารยาท คนที่จะมาดูละครฉากสนุก ดูไปดูมากลับเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในนั้นด้วยเสียแล้ว


บรรดาขุนนางต่างก็รู้สึกโล่งใจ องค์ชายเก้านั้นสนิทสนมกับองค์ชายหลีมาโดยตลอด หากเขาเป็นคนไปเชิญ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

พระพักตร์ของฮ่องเต้หลินเทียนดูคลายกังวลขึ้นมาบ้างแล้ว เขาเริ่มพูดคุยกับม่านเยาโดยการสอบถามถึงขนบประเพณีของแคว้นฉี่อวิ๋น ม่านเยาตอบคำถามทีละข้อๆ อย่างมีมารยาท และก็ไม่พูดโอ้อวดเกินจริง น้ำเสียงที่พูดดูเหมาะสมเป็นอย่างดี จนฮ่องเต้หลินเทียนทรงพอพระทัย พยักพระพักตร์ ทรงพระสรวลออกมา

เป็นแบบนี้จนเวลาผ่านไปครึ่งชั่วยามโดยที่ไม่ทันได้รู้ตัว ทันใดนั้นนอกท้องพระโรงก็มีเสียงฝีเท้าดังเข้ามา น่าจะเป็นองค์ชายหลีผู้สูงส่งคนนั้นสินะ


ม่านเยาไม่ได้หันไปมอง แต่กลับเห็นว่าจู่ๆ สีพระพักตร์ของฮ่องเต้หลินเทียนก็แปรเปลี่ยนไป รอยพระสรวลที่ที่มีอยู่ก็หุบลง พระพักตร์ที่ซ่อนความโกรธอยู่นั้นซ่อนไว้ไม่มิดเสียแล้ว บรรยากาศที่ดูมีความสุขในท้องพระโรงเมื่อสักครู่นี้เปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกขึ้นมาทันใด บรรยากาศแปลกๆ แผ่กระจายขึ้นจากก้นบึ้งหัวใจ จนทำให้อดรู้สึกที่จะสั่นกลัวขึ้นมาไม่ได้

เสียงถอนหายใจดังขึ้นที่ข้างๆ หูของนาง นางเห็นว่าสีหน้าและท่าทางของขุนนางใหญ่ทั้งบู๊และบุ๋นพากันเปลี่ยนไปเสียหมด ดูมีสีสันมากมาย ไม่ว่าจะตาโตตาเล็ก หน้าตาดีหรืออัปลักษณ์ ก็ล้วนแต่เบิกตาโตจนลูกตาแทบจะหลุดออกมา สายตาเหล่านั้นดูตกใจ โกรธ หวาดกลัว และไม่อยากจะเชื่อ บางส่วนก็ดูชื่นชมโดยไม่กลัวตาย

นางไม่เพียงแต่สงสัยว่าจริงๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น จนถึงขนาดที่ทำให้ฮ่องเต้หลินเทียนกับองค์ชายถึงได้มีสีหน้าอารมณ์มากมายภายในชั่วครู่ได้ จึงทนไม่ไหวที่จะหันไปมอง เช่นนั้นก็เห็นองค์ชายเก้าที่เดินเข้ามาคนแรก ใบหน้าหล่อเหลาของเขาแฝงไว้ด้วยรอยยิ้มแข็งทื่อ รอยยิ้มนั้นราวกับถูกใครฉีกยิ้มให้ แววตาสั่นไหวหลุกหลิก ราวกับเขากำลังหลบสายตาของบิดาของตนอยู่ ฝืนเดินเข้าไปอย่างช้าๆ เหมือนกับปลาที่อยู่บนเขียง ทั้งๆ ที่เห็นมีดคบกริบยกอยู่ตรงหน้า แต่อย่างไรก็ต้องกระโดดเข้าไปข้างหน้า เพราะข้างหลังคือหม้อที่เต็มไปด้วยน้ำมันที่ร้อน

สายตาของนางมองผ่านองค์ชายเก้าไปยังชายหนุ่มผู้ที่มีความฉลาดล้ำเลิศแต่กลับดื้อรั้นทระนงตนในตำนานคนนั้น แล้วทันใดก็ต้องเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึงเหมือนกับบรรดาเหล่าขุนนางใหญ่ๆ


คนนี้ก็คือองค์ชายหลี จงเจิ้งอู๋โยว ? !


เขามาแล้วก็จริง แต่คนที่กล้ามาเข้าเฝ้าด้วยวิธีนี้ ตั้งแต่อดีตกาลดูเหมือนจะมีเขาเป็นคนแรก






แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น