หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เพราะคำว่ารัก ทำให้นางต้องกลายเป็นหมากในกระดานของใครหลายๆ คน แล้วในโลกนี้จะมีผู้ใดบ้างที่มอบความรักให้นางอย่างจริงใจ

[ส่วนที่ 1 ใครว่าหญิงอัปลักษณ์นางนั้นงามล่มเมือง] ตอนที่ 1 ปฏิเสธไม่ยอมรับ

ชื่อตอน : [ส่วนที่ 1 ใครว่าหญิงอัปลักษณ์นางนั้นงามล่มเมือง] ตอนที่ 1 ปฏิเสธไม่ยอมรับ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 24.8k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ต.ค. 2561 16:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
[ส่วนที่ 1 ใครว่าหญิงอัปลักษณ์นางนั้นงามล่มเมือง] ตอนที่ 1 ปฏิเสธไม่ยอมรับ
แบบอักษร



ตั้งแต่อดีตกาลมาจนถึงปัจจุบันนี้ นางน่าจะเป็นองค์หญิงองค์แรกที่ถูกส่งตัวมาอภิเษกเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างแคว้นแต่กลับถูกปฏิเสธ


แสงแดดในเดือนสามอบอุ่นพอกับน้ำในฤดูใบไม้ผลิ สาดส่องลอดผ่านผ้าม่านหน้าต่างรถม้าคันงามมาบนร่างของหญิงสาวในชุดแต่งงานสีแดงสด ปะทะกับแสงสีเหลืองนวลรำไร เป็นความงามที่อธิบายไม่ได้ หญิงสาวคนนี้ก็คือองค์หญิงหรงเล่อฉางหรือม่านเยาแห่งแคว้นฉี่อวิ๋น

ผ่านการเดินทางอันแสนเหน็ดเหนื่อยมากว่าหนึ่งเดือน จนนางรู้สึกเหมือนกับกระดูกในตัวของนางแทบจะแยกออกจากกันเสียแล้ว แต่ก็ทำได้เพียงนอนลงบนฟูกผ้าบนแท่นบรรทมเพื่องีบพักผ่อนเท่านั้น พอได้ยินเสียงดังโหวกเหวกที่ดังมาจากนอกรถม้า หน้าตาก็พลันบึ้งตึงขึ้นมา

“ก๊อก ๆ ๆ”

“มีใครอยู่หรือไม่ โปรดทูลให้องค์ชายหลีทรงทราบหน่อยว่าองค์หญิงหรงเล่อฉางเสด็จมาถึงแล้ว” ทหารเฝ้าประตูที่ถือดาบเล่มยาวเคาะประตูใหญ่แล้วตะโกนไม่หยุด บนประตูมีแผ่นกระดานสี่เหลี่ยมผืนผ้าอยู่แผ่นหนึ่ง ตัวอักษรสีทองดูทรงพลังเขียนติดกันว่า ‘จวนองค์ชายหลี’  ที่นี่เป็นจวนที่พักขององค์ชายหลีจงเจิ้งอู๋โยว


องค์ชายหลีจงเจิ้งอู๋โยวเป็นพระราชโอรสลำดับที่เจ็ดของฮ่องเต้คนปัจจุบันของแคว้นหลินเทียนที่ได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้เป็นอ๋องเพียงพระองค์เดียวนอกจากองค์รัชทายาท และเป็นคู่ครองที่องค์หญิงหรงเล่อฉางถูกส่งตัวมาเข้าพิธีอภิเษกด้วย ณ เวลานี้ ประตูใหญ่แห่งจวนองค์ชายหลีกลับปิดสนิทไม่มีช่องว่างเลยแม้แต่น้อย ดูเหมือนว่าแม้แต่ฝุ่นสักเม็ดก็ไม่มีทางที่จะเล็ดลอดเข้าไปได้


“ใต้เท้าหยาง ท่านดูสิขอรับ......ผ่านไปครึ่งยามแล้ว ฟ้าก็ใกล้จะมืดแล้ว แต่ยังไม่มีใครออกมาเปิดประตูเลย จะทำอย่างไรดีล่ะขอรับ” ทหารองครักษ์เมื่อเห็นว่าในจวนองค์ชายหลีไม่มีความเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย จึงหันไปถามหยางเวย ขุนนางวัยกลางคนที่แต่งตัวอยู่ในชุดขุนนางสง่างามอย่างกระวนกระวายใจ หยางเวยเพิ่งจะเข้ารับตำแหน่งเสนาบดีกรมพิธีการ และเขานั้นก็เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดงานอภิเษกครั้งนี้ เดิมทีเขาจัดให้องค์ชายหลีเป็นคนไปรับองค์หญิงเข้าเมืองด้วยพระองค์เอง แต่องค์ชายหลีกลับปิดประตูไม่ยอมออกมา เมื่อหมดสิ้นหนทางเขาจึงจำต้องนำคนไปต้อนรับด้วยตัวเอง แต่กลับเกินคาด หลังจากที่เขารับองค์หญิงมาแล้ว ประตูจวนองค์ชายหลีก็ยังคงปิดแน่นสนิทเช่นเดิม ไม่ว่าพวกเขาจะเรียกอย่างไร ก็ไม่มีผู้ใดจากในจวนสนใจ

ขุนนางผู้น้อยคนหนึ่งพูดขึ้นมาอย่างกังวลใจ “ใต้เท้าหยาง องค์หญิงหรงเล่อฉางที่ฮ่องเต้แห่งแคว้นฉี่อวิ๋นทรงรักยิ่ง เมื่อพระองค์ทรงทราบข่าวการอภิเษกครั้งนี้ พระองค์จำต้องส่งเครื่องราชบรรณาการและองค์หญิงมาไกลหลายร้อยลี้ด้วยความอาลัยอาวรณ์ หากฮ่องเต้แห่งแคว้นฉี่อวิ๋นทรงทราบว่าองค์ชายไม่ต้อนรับองค์หญิงเช่นนี้ เกรงว่าเรื่องมันจะไม่งามนะขอรับ”

หยางเวยขมวดคิ้ว ทอดถอนใจออกมาด้วยความกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ที่ขุนนางผู้นั้นพูดมาเขาก็ไม่ใช่ว่าจะไม่รู้ แต่องค์ชายหลีไม่ยอมเปิดประตู เขาจะทำอย่างไรได้?

ชายแววตาชั่วร้ายคนหนึ่งเมื่อเห็นหยางเวยมีสีหน้าอมทุกข์ เขาจึงเดินเข้ามาเสนอความคิดด้วยท่าทางประจบสอพลอ “เช่นนั้นไม่สู้หาคนมามากหน่อยแล้วพังประตูเข้าไป.....”

หยางเวยจ้องถมึงทึงโดยที่ไม่รอให้นายคนนั้นพูดจบ แล้วพูดขึ้นด้วยท่าทางโกรธเกรี้ยว “พูดจาบัดซบ ถ้าหากเจ้าเบื่อหน่ายชีวิตแล้วก็ไปฆ่าตัวตายซะ อย่าได้มาดึงชีวิตข้ากับของคนอื่นไปด้วย” นี่เป็นประตูของจวนองค์ชายหลี ต่อให้เขามีความกล้ามากเพียงใด เขาก็ไม่กล้าพังประตูเข้าไป

“ใช่ ถ้าเจ้าอยากตายก็อย่าดึงพวกข้าเข้าไปเกี่ยวด้วย!” ขุนนางคนอื่นต่างคววบคุมความโกรธของจนไม่ไหวจนต้องปะทุออกมา ไม่ต้องพูดว่าจะดำเนินการตามข้อเสนอนี้ เพียงแค่ประโยคนี้หลุดเข้าไปถึงหูขององค์ชายหลี ก็เกรงว่าพวกเขาจะรับมือไม่ไหวเสียแล้ว

ขุนนางดวงตาชั่วร้ายเพิ่งจะได้เข้ามาทำงานในเมืองหลวง นอกจากการประจบประแจงสอพลอแล้วอย่างอื่นก็ไม่รู้ความอีก เขาไหนเลยจะรู้ว่าเจ้าของจวนองค์ชายหลีแห่งนี้เป็นองค์ชายประเภทที่แค่กระทืบเท้าก็ทำให้แผ่นดินสั่นภูเขาไหวได้ ขุนนางตำแหน่งใหญ่ๆ ที่เคยเจอก็ออกอาการรุนแรง หวาดกลัวจนตัวสั่นขึ้นมา


เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ เหงื่อเม็ดเย็นๆ กลับผุดพรายขึ้นที่มุมหน้าผากของผู้คน  หยางเวยยกมือขึ้น แล้วเงยหน้ามองท้องฟ้าที่กำลังมืดลง ครุ่นคิดอยู่เล็กน้อยก็หันเดินไปทางรถม้าที่ม่านเยานั่งอยู่ พร้อมกับเอ่ยถามขึ้นอย่างระมัดระวัง “องค์หญิงทรงเดินทางมาเหนื่อยๆ คงจะเพลียอยู่นานแล้ว ไม่สู้กลับไปที่พักรับรองก่อน แล้วให้กระหม่อมเข้าไปทูลกับฮ่องเต้ดีกว่านะพ่ะย่ะค่ะ”

ประตูรถม้าเปิดออก สาวใช้หน้าตาดีเกล้าผมเป็นมวยโผล่หน้าออกมา หน้าตาไม่พอใจพูดจาไม่ยินดี “ได้ยินมาว่าแคว้นหลินเทียนเป็นแคว้นที่ขึ้นชื่อเรื่องมารยาท แต่เห็นทีคำกล่าวนี้จะไม่เหมาะสม องค์หญิงของเรายอมลดตัวมาอภิเษกด้วย องค์ชายหลีไม่ออกมาต้อนรับก็ช่าง แต่นี่กลับปิดประตูไม่ยอมให้องค์หญิงเข้าไปอีก ไปเรียนมารยาทมาจากที่ใดกันหรือ ไม่เห็นความสำคัญของแคว้นฉี่อวิ๋นของพวกเรามากกว่ากระมัง ทำให้ผู้คนพากันสงสัยใคร่รู้ในความจริงใจในการอภิเษกของแคว้นหลินเทียนจริงๆ”

ในใจของหยางเวยรู้สึกกลัวขึ้นมา คิดไม่ถึงว่าหญิงรับใช้คนนี้จะกล้าสามหาวแบบนี้ เช่นนั้นเขารีบก้มหัวคำนับให้ม่านเยาที่อยู่ในรถม้าแล้วเอ่ยขึ้น “องค์หญิงอย่าเพิ่งทรงเข้าใจผิดพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายหลี.....ก็แค่มีกิจให้ต้องออกจากจวนไป จึงทำให้ล่าช้าในการมารับเสด็จขององค์หญิง ขอองค์หญิงอย่าทรงถือโทษ กระหม่อมรับรองได้ว่า แคว้นหลินเทียนมีความจริงใจที่จะให้มีการอภิเษกเพื่อเชื่อมทั้งสองแคว้นเข้าด้วยกันแน่นอน เพื่อให้ทั้งสองแคว้นอยู่เย็นเป็นสุขตราบนานเท่านาน องค์หญิงอย่าทรงคิดมากเลยพ่ะย่ะค่ะ”

สาวใช้เบะปากออกแล้วเอ่ยขึ้น “มีเรื่องอะไรที่จะสำคัญไปกว่าการต้อนรับองค์หญิงอีกหรือ ถึงองค์ชายจะไม่อยู่ที่จวน ในจวนก็น่าจะมีคนรับใช้ไม่ใช่หรืออย่างไร เหตุใดผ่านไปนานขนาดนี้แล้วถึงไม่มีใครมาเปิดประตูให้อีก ทำเช่นนี้ต้องการจะปฏิเสธพวกเราอย่างชัดเจน ต่อไปหากเข้าไปอยู่ในจวนแล้วล่ะก็ จะรังแกองค์หญิงหรือไม่ก็ไม่รู้”

“คือ.....” หยางเวยขมวดคิ้วแน่น เหงื่อเม็ดเย็นๆ ผุดขึ้นมาบนเสื้อ ตอบคำถามไม่ออก

“หลิงเอ๋อร์ อย่าเสียมารยาท” ม่านเยาลุกขึ้นช้าๆ น้ำเสียงไพเราะเอื้อนเอ่ยขึ้น ถึงแม้จะเป็นการตำหนิ แต่น้ำเสียงนั้นกลับฟังดูไม่ได้กรุ่นโกรธแต่น่ายำเกรง เช่นนั้นหลิงเอ๋อร์ผู้เป็นสาวใช้จึงรีบหดหัวเข้าไป ทำปากคว่ำแล้วก้มหน้าลง


ความจริงแล้วก่อนที่ม่านเยาจะเดินทางมาถึงแคว้นหลินเทียนก็ได้ยินเรื่องราวขององค์ชายหลีมาบ้าง นางได้ยินมาว่าองค์ชายมีนิสัยขี้หงุดหงิด ไม่ชอบทำอะไรอยู่ในกฎในระเบียบ แต่กลับคิดการณ์รอบคอบ กลอุบายแยบยลเหนือผู้ใด หนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ เขาวางแผนในการขจัดภัยที่ชายแดนของแคว้นหลินเทียน โดยมีเด็กหนุ่มนามว่าป๋อโฉวให้ความร่วมมือ เป็นการใช้คนน้อยเอาชนะคนหมู่มาก เขาสามารถเอาชนะพวกหมันอี๋ที่อยู่ทางตอนเหนือ กองกำลังของศัตรูที่มีอยู่กว่าสามแสนคนได้ พสกนิกรล้วนแต่อยากให้องค์ชายเป็นองค์รัชทายาทเสียมากกว่า และที่ทำให้ผู้คนยิ่งตกตะลึงก็คือ พระองค์จะไม่ทรงออกว่าราชกิจในท้องพระโรง และถึงแม้ฮ่องเต้จะมีรับสั่งให้เข้าเฝ้า เขาก็จะตัดสินใจจากอารมณ์ของตัวเองในตอนนั้นว่าจะเข้าเฝ้าหรือไม่ การกระทำบ้าคลั่งของเขาแบบนี้แทบจะไม่เคยปรากฏขึ้นในแผ่นดิน สนมรักของฮ่องเต้เคยตรัสว่า “องค์ชายหลีขบถต่อระบบการปกครอง” จึงถูกฮ่องเต้สั่งให้จองจำในตำหนักเย็น ตั้งแต่บัดนั้นมาก็ไม่มีใครกล้าที่จะกล่าวว่าองค์ชายหลีแม้แต่คำเดียว


อีกทั้งยังมีคำร่ำลือถึงเรื่องสองข้อต้องห้ามขององค์ชายจงเจิ้งอู๋โยวว่า หนึ่งพระองค์ไม่ทรงดื่มสุรา และสองคือไม่ทรงแตะต้องผู้หญิง แต่ก็ไม่มีใครรู้ถึงสาเหตุ รู้เพียงแต่ว่าคนที่ละเมิดกฎสองข้อนี้ล้วนแต่มีจุดจบที่ไม่สวยทั้งสิ้น


นางยกมือขึ้นเปิดผ้าม่านหน้าต่างรถม้าออก นิ้วมือขาวเรียวทอกับแสงสีเหลืองอมส้มนั้น ยิ่งทำให้ดูขาวราวกับหยก บนศรีษะนางสวมมงกุฎสวยงามซับซ้อน ด้านหน้าเป็นแผงม่านลูกปัดกลมแวววาวสิบกว่าเส้นบังโฉมหน้าของนางเอาไว้ นางมองสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกลัวของหยางเหวยผ่านช่องว่างของม่านลูกปัดนั้นแล้วพูดออกมายิ้มๆ “หลิงเอ๋อร์ปากไวใจเร็ว จึงเสียมารยาทแล้ว ท่านขุนนางหยางอย่าได้ถือโกรธเลย ทำตามที่ท่านขุนนางหยางว่าเมื่อสักครู่เถอะ รบกวนท่านด้วย”

น้ำเสียงนุ่มนวลมีมารยาท ทำเอาหยางเหวยถึงกับอึ้งไป คำร่ำลือที่ว่าองค์หญิงหรงเล่อฉางที่ดื้อรั้นเอาแต่ใจทำไมถึงพูดง่ายเช่นนี้ “รับใช้องค์หญิงคือหน้าที่ของกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ” สีหน้าของหยางเวยดูประหลาดใจพลางก็พูดตอบไปตามมารยาท กำลังจะสั่งให้ทหารออกรถม้า แต่ก็กลับมีเสียงเรียกดังมา “ท่านขุนนางหยาง”

ม่านเยาที่กำลังจะปล่อยผ้าม่านลงก็ชะงักเล็กน้อย มองไปเห็นชายอายุราวสิบแปดสิบเก้าเดินออกมาจากกลุ่มคน แต่งองค์ด้วยเสื้อผ้างดงามดูสูงส่ง มัดผมครอบด้วยมงกุฎหยก รูปโฉมงดงาม หุ่นดีสูงโปร่ง ท่วงท่าการเดินสง่างาม บุคลิกลักษณะดูเป็นชนชั้นสูง ในมือถือพัดหยกแบบพับเล่มหนึ่ง เขาเอาพัดที่พับปิดอยู่นั้นตีเล่นเบาๆ อยู่บนฝ่ามือ ดูมีความรู้ไม่ผูกมัดอยู่ในจารีต เป็นหนุ่มรูปงามที่ไม่อาจเจอได้ง่ายๆ

หยางเวยเมื่อเห็นคนผู้นั้นก็รีบคำนับพร้อมเอ่ยขึ้น “ถวายบังคมองชาย์เก้าพ่ะย่ะค่ะ!”

“ไม่ต้องมากพิธี” องค์ชายเก้าโบกมือตัดบทให้ด้วยท่าทางที่สง่างาม แล้วเดินตรงมาทางรถม้า มองหญิงสาวที่ถูกปฏิเสธการอภิเษกแต่ดูเหมือนไม่มีท่าทางโมโห นั่งอยู่ในรถม้าด้วยอาการสงบ แล้วพูดยิ้มๆ เชิงดูถูกขึ้นมา “คงจะเป็นองค์หญิงหรงเล่อฉางสินะ”

ม่านเยายิ้มเล็กน้อย “ถวายบังคมองค์ชายเก้าเพคะ”

สายตาขององค์ชายเก้าหยุดลงที่มือขาวดุจหยกของนางที่จับผ้าม่านไว้ เลิกคิ้วยิ้มออกมาแล้วพูดขึ้น “ได้ยินมาว่าองค์หญิงหน้าตาอัปลักษณ์ ไม่คิดว่ามือคู่นี้จะงดงาม ดูเหมือนว่าคำพูดนั้นจะไม่เป็นความจริงเสียแล้ว”

หลิงเอ๋อร์ที่เดิมทีรู้สึกไม่สบอารมณ์กับราชวงศ์ของแคว้นหลินเทียนอยู่แล้ว เมื่อได้ยินองค์ชายเก้าพูดดูถูกเจ้านายของนางเช่นนี้ก็โกรธขึ้นมา ตอบโต้กลับไป โดยที่ไม่ได้สนใจในในสถานะของตัวเอง “องค์ชายผู้ยิ่งใหญ่ก็ทรงเชื่อคำร่ำลือของชาวบ้านด้วยเหรอเพคะ”

“หลิงเอ๋อร์หยุด ต่อหน้าพระพักตร์องค์ชายเก้า ห้ามเหิมเกริม” ม่านเยารีบเอ่ยห้าม นางเคยหลบหลีกการแต่งงานที่เร็วไปก็เลยสร้างข่าวขึ้นมาว่าหน้าตาของนางอัปลักษณ์ แต่ช่างน่าเสียดายสุดท้ายแล้วนางก็กำหนดชะตาชีวิตตัวเองไม่ได้ นางเห็นรอยยิ้มโจ่งแจ้งที่อยู่บนใบหน้าองค์ชายเก้า ดูเขาตั้งใจจะทำให้นางอับอายอย่างเห็นได้ชัด ดูจะมีความสุขที่ได้ทำแบบนี้ แต่เพราะนางก็เดินทางมาไกลแรมเดือน ร่างกายเหน็ดเหนื่อย ก็เลยไม่อยากจะตอแยอะไรให้มาก จึงได้แต่พูดขึ้นด้วยท่าทีนิ่งเฉย “องค์ชายเก้าทรงเยินยอเกินไปแล้วเพคะ หรงเล่อก็มีแต่มือสองข้างที่พอจะดูได้เพคะ”

องค์ชายเก้าไม่ได้คิดที่จะสนใจหลิงเอ่อร์ตั้งแต่แรก เพียงแต่มองตาม่านเยาแล้วรู้สึกเกิดความสนุกขึ้นมา โดยปกตินั้นผู้หญิงหากถูกเยาะเย้ยเช่นนี้คงจะจ้องหน้าอีกฝ่ายด้วยความโกรธ  แต่องค์หญิงองค์นี้กลับไม่ได้สนใจ เขาเหลือบตามองนางอย่างละเอียดอีกครู่หนึ่ง ถึงแม้จะมีม่านลูกปัดกั้นอยู่ แต่ก็พอจะมองเห็นผิวขาวดั่งหิมะกับแววตาสุกใสของนางได้ เขาชอบพอหญิงสาวรูปงาม นึกไม่ถึงเลยว่าผู้หญิงแบบนี้จะเป็นหญิงสาวอัปลักษณ์ไปได้ น่าเสียดายยิ่งนัก “ได้ยินคำร่ำลือว่าองค์หญิงดื้อรั้นเอาแต่ใจขาดคุณธรรม กระหม่อมว่า......ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น อย่างน้อย องค์หญิงก็รู้จักมารยาทพื้นฐาน อีกอย่างคือพอรู้ตัวเองอยู่บ้าง”


ม่านเยาเม้มปากยิ้ม มุมปากแฝงไว้ด้วยการเย้ยหยัน ยิ้มแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา


หยางเวยถึงกับเหงื่อตก ในใจคิดไปว่าองค์ชายเก้าน่าจะอยู่กับองค์ชายหลีมากไปหน่อย คำพูดการกระทำถึงได้โจ่งแจ้งเช่นนี้ คิดอยากจะพูดก็พูดออกมาโดยไม่สนใจว่าจะเป็นใครหรือที่ไหนก็ตาม ทำตามแต่ใจของพระองค์เอง นางเป็นถึงองค์หญิง โชคดีที่ถูกอบรมบ่มนิสัยมาดี ไม่ดื้อรั้นเอาแต่ใจดั่งคำร่ำลือ มิเช่นนั้นคงจะอาละวาดจนบ้านแตกหรือมีเรื่องขึ้นมาเป็นแน่ คิดได้เช่นนั้นหยางเวยจึงรีบเบี่ยงประเด็นเพื่อเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดขึ้น “องค์ชายเก้าเสด็จมาพอดี องค์ชายช่วยทูลให้องค์ชายหลีทราบทีเถิดว่ากระหม่อมทำตามรับสั่งของพระองค์ รับเสด็จขององค์หญิงมาแล้ว รอให้องค์ชายรีบเปิดประตูต้อนรับ  กระหม่อมจะได้เข้าวังไปทูลให้ฝ่าบาททรงทราบพ่ะย่ะค่ะ”

องค์ชายเก้าเลิกคิ้วพร้อมกับหันมองไปที่หยางเวยแล้วพูดขึ้น “ขุนนางหยางเลอะเลือนไปแล้วกระมัง การอภิเษกครั้งนี้พี่เจ็ดไม่ได้เห็นด้วยมาตั้งแต่แรก แต่พวกขุนนางใหญ่เช่นท่านก็พยายามที่จะจับคู่ให้ แล้วทูลกับเสด็จพ่อว่าเป็นไปได้ แล้วอย่างไรเล่า เข้าจวนไม่ได้ ตอนนี้รู้สึกร้อนใจแล้วสินะ เรื่องนี้ข้าช่วยอะไรท่านไม่ได้หรอก ข้าเตือนพวกท่านให้รีบไปจากที่นี่เสียเถอะ พวกท่านเองก็รู้นิสัยของพี่เจ็ดดี หากไปทำให้เขาไม่พอใจเข้า ผลลัพธ์ที่ตามมา.....เกรงว่าท่านขุนนางหยางคนเดียวคงจะรับมือไม่ไหว อ้อ ยังมีอีกอย่าง.....” องค์ชายเก้าเว้นวรรคแล้วเดินเข้าไปหาหยางเวย “ข้าเพิ่งจะมาจากในวัง ได้ยินมาว่าวันนี้เสด็จพ่ออารมณ์ไม่ดีนัก เวลานี้ท่านอย่าเพิ่งเข้าไปหาเรื่องใส่ตัวเลยดีกว่า มิเช่นนั้น......ระวังจะรับมือไม่ไหว ถึงตอนนั้นอย่ามาหาว่าข้าไม่เตือนท่านนะ”


คำพูดขององค์ชายเก้าทำเอาหยางเหวยถึงกับขวัญหนีดีฝ่อ การอภิเษกเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้น พวกเขาเป็นขุนนางจึงคิดทำเพื่อแคว้น นึกไม่ถึงว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างเช่นวันนี้ องค์ชายหลีนั้นเขาจะไปยั่วโมโหพระองค์ไม่ได้ ส่วนองค์หญิงหรงเล่อเขาเองก็จะทำให้นางไม่พอพระทัยก็ไม่ได้ และประสบการณ์ที่ผ่านมาก็ได้บอกกับเขาว่า ตอนที่ฮ่องเต้ทรงกริ้วอยู่นั้นยิ่งอยู่ห่างไว้จะเป็นการดี แต่ทว่าเรื่องนี้นั้นสัมพันธ์กับความผาสุกของระหว่างสองแคว้น ถ้าหากพักเรื่องนี้เอาไว้ก่อน รอเมื่อตอนว่าราชกิจพรุ่งนี้เช้าค่อยทูลกับฮ่องเต้ เช่นนั้นก็ยังจะพอมีขุนนางท่านอื่นๆ ช่วยพูดได้บ้าง เพียงแต่ว่า ถึงแม้จะเพียงแค่ข้ามคืนเดียวก็ตาม แต่เรื่องนี้กลับไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อย่างไรเสียก็ต้องดูท่าทีขององค์หญิงหรงเล่อฉางด้วย เช่นนั้นหยางเวยจึงเอียงปลายตาเหลือบมองม่านเยาด้วยความหนักใจ

จริงๆ แล้วการอภิเษกนี้ องค์ชายหลีไม่เคยเห็นดีด้วยเลยแม้แต่น้อย ม่านเยายิ้มเยาะอยู่ที่มุมปาก แต่แววตาของนางกลับเป็นประกาย นางเห็นหยางเวยมองมา เช่นนั้นก็เข้าใจ จึงพูดขึ้นอย่างยิ้มๆ “ท่านขุนนางไม่ต้องคิดมากหรอก จริงๆ แล้ววันนี้หรงเล่อก็เหนื่อยแล้วจริงๆ อยากจะไปพักก่อน เรื่องที่จะเข้าเฝ้าฮ่องเต้นั้น ช้าไว้ก่อน ฮ่องเต้น่าจะทรงให้อภัยที่หรงเล่อเดินทางมาไกล”

เมื่อหยางเวยได้ยินคำพูดแบบนั้นจากปากนางก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง องค์หญิงพระองค์นี้ช่างดูคนอื่นออกจริงๆ เขาจึงพูดขึ้นด้วยความขอบคุณอย่างสูง “ขอบพระทัยองค์หญิงที่ทรงมีเมตตา หากวันใดองค์หญิงมีอะไรให้กระหม่อมรับใช้ ขอให้เพียงบอกมา หากเป็นเรื่องที่กระหม่อมช่วยได้ กระหม่อมจะไม่ปฏิเสธเด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ”

ม่านเยาเองก็ไม่ปฏิเสธ ยิ้มให้แล้วพูดขึ้นว่า “ถ้าเช่นนั้นหรงเล่อก็ขอบคุณท่านขุนนางเช่นกัน องค์ชายเก้าเพคะ หม่อมฉันขอทูลลา”


ประตูรถม้าปิดลง หยางเวยคำนับให้องค์ชายเก้า แล้วพาขบวนต้อนรับที่สมพระเกียรติไปที่เรือนพักแรมทางด้านทิศตงเฉิง ทิ้งให้องค์ชายเก้ายืนอึ้งอยู่ตรงนั้น คิดไม่ถึงว่าคำพูดตามอำเภอใจของเขาเพียงคำเดียวกลับทำให้ผู้หญิงคนนั้นสมประสงค์ พายเรือตามน้ำจนชักจูงขุนนางได้ ผู้หญิงคนนี้ช่างไม่ธรรมดา

“องค์หญิง พรุ่งนี้เช้าเจอกันที่ท้องพระโรงนะ” องค์ชายเก้าหยิบพัดขึ้นมาโบกให้รถม้าที่แล่นออกไปไกลแล้ว ในใจก็คิดว่า ครั้งนี้ พี่เจ็ดคิดจะไม่เข้าเฝ้าที่ในท้องพระโรงก็เห็นทีจะไม่ได้เสียแล้ว  ไม่รู้ว่าถึงตอนนั้นพี่เจ็ดจะมีอาการอย่างไร


ดูเหมือนว่า เรื่องสนุกกำลังจะตามมา เขาจึงยิ้มออกมาด้วยความร่าเริงด้วยความรู้สึกแอบคาดหวังอยู่ไม่น้อย





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น