ปิงปองโต้คลื่น

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Tenth Song [Part 2]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.2k

ความคิดเห็น : 16

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ธ.ค. 2560 20:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Tenth Song [Part 2]
แบบอักษร

มีคนเคยบอกไว้ว่าจิตใจของคนเรานั้นขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ งานวิจัยหลายงานบอกเอาไว้ว่าสภาพอากาศภายนอกก็มีผลต่อใจคน ถ้าสภาพอากาศด้านนอกสดใส คนเราก็จะมีจิตใจที่ร่าเริงกว่าปกติ แต่ถ้าท้องฟ้ามืดครึ้ม คนเราก็มีแนวโน้มจะมีภาวะซึมเศร้าได้ง่ายขึ้น

ไม่เห็นจะจริงเลย

ทั้งๆ ที่ท้องฟ้าในวันนี้ดูปลอดโปร่งจนมองเห็นเมฆก้อนน้อยๆ ลอยไปตามลม แต่ใจของเขากลับว้าวุ่นจนอึดอัดไปหมด รู้ทั้งรู้ว่าคำสัญญาของอีกฝ่ายนั้นเชื่อถือได้ แต่ในใจกลับปวดร้าวเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบหัวใจเอาไว้ตลอด

ถ้าบีบให้เจ็บแล้วปล่อยก็คงแล้วกันไป แล้วทำไมต้องบีบหัวใจเขาไว้ไม่ยอมปล่อยแบบนี้ด้วย

มันอึดอัด...อึดอัดเหลือเกิน

ความรู้สึกบางอย่างลอยคละคลุ้งไปทั้งใจเหมือนตะกอนที่ถูกกวนให้ผสมกับน้ำใส

ใจของเขามีตะกอน เป็นตะกอนที่เรียกว่าความกลัว เขากลัว กลัวทุกอย่างที่ยังไม่เกิดขึ้น ถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะ ถ้าเป็นอย่างนี้ล่ะ ทุกอย่างมันวนเวียนอยู่ในหัวจนหัวใจมันปวดชาไปหมด

ถ้าพี่ดายังอยู่ตรงนี้ก็คงดี ถ้าพี่ดายังอยู่ตรงนี้ เขาอาจจะไม่กลัวอะไรเลยก็ได้...

-กริ้ง กริ้ง-

เสียงเรียกเข้าคุ้นหูทำให้เขาเผลอสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนเป็นขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิดใจ

ขัดจังหวะจริงๆ เลยให้ตาย

ขาเรียวพาตัวเองผละออกจากบริเวณหน้าต่างแล้วเดินออกไปด้านนอกห้องนอน

คอนโดของเขามีแผนผังไม่ต่างจากคอนโดทั่วๆ ไป จะต่างกันก็ตรงใหญ่กว่าหน่อย ภายในคอนโดแบ่งเป็นหนึ่งห้องนอน สองห้องน้ำ หนึ่งห้องนั่งเล่น ในห้องนั่งเล่นจะมีโซนทำครัวเล็กๆ อยู่ติดกับระเบียง

เป็นคอนโดที่ธรรมดาและเรียบง่าย

ทันทีที่เปิดประตูห้องออกมา คนตัวโตที่ยังไม่อาบน้ำ แถมยังไม่ยอมใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อยก็เงยหน้าขึ้นจากเขียงมามองเขา ใบหน้าคมคลี่ยิ้มบางแล้วเอียงหัวไปทางระเบียง

“ฉันว่ามันอยู่ที่ระเบียงนะ”

รู้ใจไปหมดเลยสินะ

เด็กหนุ่มคลี่ยิ้มตอบพร้อมกับเดินตามเสียงไปจนถึงตัวอุปกรณ์เจ้าปัญหา เขาปรายตามองชื่อคนโทรเข้าแล้วปัดสไลด์หน้าจอรับสายอย่างเป็นธรรมชาติ

“สวัสดีครับพี่มล”

[สวัสดีค่ะคุณดิม พี่โทรมาคอนเฟิร์มคิวนะคะ]

เสียงใสจากปลายสายพูดทำให้เขาขมวดคิ้ว

วันนี้มีงานด้วยเหรอ ไม่ยักจะจำได้

“ผมจำได้ว่าวันนี้ผมไม่มีงานนี่ครับ”

[มีสิคะคุณดิม แต่อันนี้เป็นงานจองเป็นรายชั่วโมงค่ะ ของคุณเอกชาติจองไว้สองชั่วโมง จำได้ไหมคะ]

“เอกชาติ?”

เขาเคยรับงานของคนๆ นี้ด้วยเหรอ ถ้าให้พูดตามตรง ปกติเขากับมันเกลียดขี้หน้ากันจะแย่ แล้วจู่ๆ อีกฝ่ายจะมาจองงานแบบนี้...

เขาว่าเรื่องนี้มีอะไรแปลกๆ

“เหรอครับ”

ร่างสูงโปร่งหยุดยืนหน้าเคาน์เตอร์ก่อนจะหยิบสมุดบันทึกออกมาเล่มหนึ่ง มันเป็นสมุดปกหนังสีน้ำตาลเรียบหรูที่เขาใช้บันทึกทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว เขาไม่เคยพลาดและไม่เคยลืม

[ใช่ค่ะคุณดิม]

นิ้วเรียวลากไล่ไปตามวันที่ในปฏิทินที่กินพื้นที่สองหน้ากระดาษ

“เขาจองไว้กี่โมงเหรอครับ”

[สี่โมงถึงหกโมงเย็นค่ะ]

ดวงตากลมโตหยุดจับจ้องที่ตารางงานของตัวเองแล้วนิ่งเงียบไปชั่วครู่ แค่เพียงอึดใจเดียว รอยยิ้มร้ายก็ปรากฏบนใบหน้ามีเสน่ห์

“โอเคครับ เดี๋ยวผมเข้าไป”

แล้วปลายสายก็ตัดไป...ตัดไปทั้งๆ ที่มันยังไม่รู้ชะตาชีวิตตัวเอง

รอยยิ้มเย็นยังประทับอยู่บนใบหน้าในขณะที่มือก็สาละวนหาเบอร์ใครบางคน เพียงไม่นานเด็กหนุ่มก็เอาโทรศัพท์แนบหูอีกครั้ง

[ว่าไงมึง]

“ไอ้เอกเล่นกูแล้ว”

[ยังไง]

นัยน์ตากลมโตจับจ้องไปยังปฏิทินในสมุดบันทึก

ว่างเปล่า...สมุดบันทึกของเขาว่างเปล่า นั่นหมายความว่าเขาไม่ได้รับงานนี้ไว้ ถึงแม้เขาจะดูเป็นเด็กหนุ่มเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ แต่ความจริงเขารอบคอบและใส่ใจงานมากกว่าที่เห็น

แต่มันคงไม่รู้ถึงได้กล้าหลอกเขาแบบนี้

“มันคงติดสินบนพนักงานกูแล้วหลอกให้กูไปหา”

[อีกแล้วเหรอวะ]

ใช่ อีกแล้ว หล่อนเป็นพนักงานที่เพิ่งมาทำงานกับเขาได้แค่ห้าเดือนจะไปรู้อะไร

...หล่อนจะไปรู้ได้ยังไงว่าเหตุการณ์แบบนี้มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วหนหนึ่ง...

[เอาไงดีมึง เป่าแม่งเลยมะ]

“ใจเย็นสิเดล”

เขาได้ยินเสียงหัวเราะจากปลายสาย

[เรียกชื่อกูแบบนี้ไม่ใช่เรื่องดีชัวร์]

นัยน์ตากลมปรากฏแววดุร้าย

“กูเบื่อเรื่องตลกไร้สาระนี่เต็มที มาจบมันกันดีไหม”

[หว้า พูดงี้เรียกกูไปตีกับมันแหง ไม่เอาด้วยล่ะ พรุ่งนี้กูมีเดินแบบ]

“แล้วมึงจะปล่อยมันไว้แบบนี้เหรอ”

[ปล่อยไว้แล้วยังไง ไม่ปล่อยไว้แล้วยังไง คนอย่างมันจะทำอะไรมึงได้]

“เดล เราไม่ควรประมาทศัตรู”

น้ำเสียงที่จริงจังขึ้นของเขาเรียกให้อีกฝ่ายหยุดหัวเราะ

[กูไม่ได้บอกให้ประมาท แต่ถ้ามึงยังมีสมองส่วนความทรงจำเหลืออยู่ กูอยากเตือนมึงว่า เราเป็นนักธุรกิจ ไม่ใช่มาเฟีย]

ลมหายใจของเขาขาดห้วงไปช่วงหนึ่ง

[กูรู้ว่าโลกของพวกเรามันก็ไม่ได้ขาวสะอาด แต่ตราบใดที่เขายังไม่ทำอะไรเรา เรามีสิทธิอะไรไปทำเขาวะดิม]

น้ำลายเหนียวๆ ไหลผ่านลำคอไปอย่างยากลำบาก

[ถ้ามึงรู้ว่ามันเป็นแผนมึงก็แค่ไล่อีพนักงานนั่นออก แล้วก็ไม่ต้องไปตามนัดก็จบ บ้านเมืองมีขื่อมีแปนะมึง อยากเข้าซังเตรึไง]

“กูไม่ได้จะให้มึงไปเป่าหัวมันซะ....”

[อย่าโกหกกูเลยดิม กูอยู่กับมึงมาตั้งแต่จำความได้ แม้จะเป็นเพื่อนบนพื้นฐานของธุรกิจ แต่กูว่ากูรู้นิสัยมึง]

เขาเผลอกำมือเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว

[แม้ว่าเราจะไม่ได้จริงใจต่อกันร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่กูว่าเราให้ใจกันไปเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว ไม่คิดงั้นเหรอ]

คิด...คิดแบบนั้นมาตลอด

[กูน่ะนะ อาจจะไม่ได้เป็นเพื่อนแบบ ‘เพื่อน’ หรอกนะ]

ถ้าให้เดา ตอนพูดคำว่าเพื่อนมันคงชูนิ้วเป็นเลขสองแล้วกระตุกขึ้นลงไปด้วย

[แต่กูก็ไม่อยากเห็นมึงฉิบหายเหมือนกัน]

ใจเขาอุ่นวาบขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล

เดลเป็นคนแบบนี้...เดชาธร สิริวัชรา เป็นคนแบบนี้ เป็นนายแบบ เป็นลูกเจ้าของสนามยิงปืน เป็นคนโผงผาง เป็นคนพูดทุกอย่างที่คิด

...เป็นเพื่อนที่ดี...

“เออ ขอบใจ”

แล้วปลายสายก็ตัดไป ทิ้งเขาไว้กับความเงียบที่ชวนให้หัวใจผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง

เขายอมรับว่าเขากลัว เขากลัวทุกอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ถ้ามีคนพวกนี้ล้อมหน้าล้อมหลัง...

นัยน์ตาสวยหันไปมองคนที่ง่วนอยู่กับการทำข้าวเช้าตรงโซนครัวแล้วหันกลับมามองโทรศัพท์ในมือ

...ถ้ามีคนพวกนี้อยู่ด้วย ก็คงผ่านเรื่องเลวร้ายพวกนั้นไปได้แน่...

“ดิม ข้าวเช้าเสร็จแล้วนะ”

เขาต้องผ่านมันไปได้แน่

“ดิม มากินข้าว”

ก่อนอื่นคงต้องเริ่มจากการเลิกหนีปัญหาแล้วจัดการเรื่องเอกชาติที่คอยเข้ามาวุ่นวายชีวิตเขาให้มันจบกันไปก่อน

“ดิม!”

“เชี้ย!”

เสียงกึ่งตะโกนพร้อมกับอ้อมกอดที่อุ้มตัวเขาขึ้นเล็กน้อยทำให้เด็กหนุ่มสะดุ้งโหยง ไม่สะดุ้งเปล่ายังอุทานคำหยาบออกมาด้วย แทนที่คนสูงวัยจะโกรธกับความไม่สุภาพของเขา ดวงตาคมกลับทอประกายวิบวับถูกอกถูกใจ

“ตลกจัง”

“ลุงเนี่ย เล่นอะไรก็ไม่รู้”

“ก็เหม่อเองนิ”

มือใหญ่เอื้อมมาบีบจมูกเขาแล้วโยกไปโยกมา

“ไปกินข้าวเร็วคนเก่ง เดี๋ยวตอนเย็นจะพาไปหาอะไรกินข้างนอก”

“ตอนเย็นวันนี้ผมมีงานน่ะครับ”

ใช่ เขามีงานที่ต้องไปสะสาง เขาไม่ได้จะไปตีรันฟันแทงกับใคร แค่จะไปพูดคุยให้ปัญหามันจบๆ เพราะเขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้ไปทำไม

หลอกเขาออกไปหาทำไม

“เหรอ น่าเสียดายจัง”

ท่อนแขนแข็งแรงโอบเอวเขาเข้าไปแนบชิด

“งั้นขอทำอะไรทดแทนดินเนอร์คืนนี้ได้ไหม”

“ลุง อย่าหื่น”

เขาปรามอีกคนพร้อมกับพยายามขืนตัวออกมา แต่เหมือนมันจะไม่ง่ายอย่างที่คิด...

“นะ”

“ลุงปล่อย”

“รอบเดียว”

“ลุง”

“รอบเดียว บนเตียง สัญญา”

เด็กหนุ่มถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนแล้วสบตาอีกคนด้วยแววตาเหนื่อยใจ

ดูเอาเถอะ คนอะไรตะกละตะกรามไม่พอ ยังมาทำหน้าอ้อนๆ กับส่งสายตาหงอยๆ นั่นมาให้เขาอีก

...แล้วจะให้เขาเอาอะไรไปใจแข็งล่ะ...

“บนเตียง รอบเดียว”

“รอบเดียว เกี่ยวก้อยสัญญาเลย”

“ไร้สาระน่ะลุง ทำตัวเป็นเด็กๆ ไปได้”

พอพูดจบเขาก็ยืดตัวขึ้นเพื่อป้อนจูบให้กับอีกฝ่าย จูบของพวกเขาทั้งหอมหวานและเนิบช้า ปลายลิ้นสอดประสานกันไปมาเหมือนเกลียวคลื่นเล็กๆ ในมหาสมุทร

มัวเมา หอมหวาน...หวานจนเบลอไปหมด

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขาถูกดันกลับเข้ามาในห้องนอน

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่แขนสองข้างของเขาถูกรวบตรึงไว้เหนือหัว สิ่งเดียวที่แจ่มชัดในความรู้สึกตอนนี้คือเสียงหอบครางของใครบางคนที่ดังอยู่ข้างหู มันดังก้องประสานไปกับเสียงของเขา

“รักนะ”

เสียงกระเส่านั้นพร่ำบอกคำนี้ทุกครั้งที่โถมตัวลงมา

“ฉันรักเธอที่สุด แมวน้อยของฉัน”

ถ้อยคำนั้นดังก้องและวนเวียนไปไม่รู้จักจบสิ้น วนไปเรื่อยๆ จนแสงสีขาวพร่างพราว

...วนไปเรื่อยๆ จนหัวใจเราจะเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน... 




**************************************************************************************


อันนี้คือลุงหึงเวอร์ชั่นมุมมองดิม ดูเหมือนไม่หึงเลยใช่ม๊า ดูเผินๆ ก็เหมือนปกติ แต่ถ้าอยากรู้ว่าในความคิดลุงเป็นแบบไหน ต้องติดตามตอนต่อไปค่า 55555555555555


ปล.ตอนนี้คือปั่นที่สุดในชีวิต เขียนเร็วที่สุดในชีวิตนะบอกเลย 5555555555555 เลิกประชุมปุ๊บก็มาเขียนปั๊บ ขอตัวกลับไปทำงานต่อก่อนเด้อ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}