akikoneko17

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ภาค 3 : บทที่ 12

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 17k

ความคิดเห็น : 96

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ธ.ค. 2560 20:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 3 : บทที่ 12
แบบอักษร

12

            การรอคอยสำหรับโทระนั้นสิ้นสุดลง เมื่อครูสอนพิเศษที่เขารอมาถึง  ชายหนุ่มเปิดรูปในโทรศัพท์ซึ่งเขาถ่ายผลคะแนนไว้ให้กับวายุดู

                “นี่ไม่ใช่แค่ผ่านนี่นา”

                วายุเองก็อึ้งกับผลสอบของโทระ ในขณะที่โทระยิ้มไม่หยุด  วายุไล่สายตาไปมองชื่อของไทกะ  ฝ่ายไทกะเองก็ทำคะแนนได้ดีไม่แพ้โทระเช่นกัน

                “พี่ชายนาย  มักจะทำคะแนนได้แบบนี้เสมอเลยเหรอ”

                “อืม…หมอนั่นทำเต็มจนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว”

                “งั้นการที่นายสอบได้วิชานี้เต็ม มันก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี  ต่อไปนายก็จะทำได้ดีมากขึ้นอีกไง”

                “ขอบใจ”

                โทระวางโทรศัพท์  เขาหยิบอุปกรณ์การเรียนจากกระเป๋านักเรียนมาวางไว้บนโต๊ะหนังสือ

                “นายก็อย่าลืมเรื่องที่คุยกันสัปดาห์ก่อนก็แล้วกัน”

                เด็กตัวโตทวงสัญญา วายุชะงักไปเพียงนิด แล้วกดยิ้ม

                “แน่นอน ฉันไม่ลืมหรอกน่า”

                “ก็ดี”

                “จริงสิ”

                เหมือนนึกบางอย่างออก  ชายหนุ่มนั่งลงบนเก้าอี้ แล้วเริ่มสนทนากับลูกศิษย์ของตัวเอง

                “นายจำเรื่องคนร้ายที่เคยจะทำร้ายฉันได้ไหม”

                “จำได้”

                “ตอนนี้ตายแล้ว”

                “ห๊ะ”

                จากตอนแรกที่ไม่ได้ฟังอย่างใส่ใจสักเท่าไหร่  โทระถึงกลับเงยหน้าขึ้นมามองหน้าวายุทันที คิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากัน เพราะไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ได้ยินสักเท่าไหร่  แม้เขาจะไม่ชอบให้คนมาทำร้ายวายุ  แต่ก็ไม่เคยคิดอยากจะให้อีกฝ่ายตาย  แค่ลงโทษให้พิการก็น่าจะพอแล้ว

                “ตายได้ยังไง”

                อดไม่ได้ที่จะถามออกไปเพราะไม่อาจจะทนเก็บความข้องใจเอาไว้ได้ วายุถอนหายใจออกมาอย่างรู้สึกสมเพชปนสงสารคนร้าย  ถึงอีกฝ่ายจะทำร้ายเขา แต่เขาก็ไม่เคยคิดอยากจะให้อีกฝ่ายตายสักนิด  แต่เรื่องนี้จะโทษใครได้  ในเมื่อทั้งตำรวจและหมอต่างสันนิษฐานกันว่า  คนร้ายนั้นเสียสติแล้วขึ้นไปกระโดดตึกตายเอง

                “กระโดดตึกตาย”

                “ฆ่าตัวตายเหรอ”

                โทระเลิกคิ้ว  เริ่มใคร่ครวญใช้ความคิดอย่างมาก

                “มีอะไรหรือเปล่า”

                วายุเห็นโทระมีท่าทางแปลกๆ จึงเอ่ยปากถามออกไป

                “ไม่มีอะไรหรอก”

                เขาพยายามไม่ทำตัวให้ผิดสังเกต  เพราะเรื่องที่เขาเป็นอมนุษย์ ไม่มีใครรู้ความจริงนอกจากคนในครอบครัวเท่านั้น  ถึงคนร้ายคนนั้นจะรู้ แต่ก็คงไม่มีใครเชื่ออยู่ดี คงต้องคิดว่าเป็นโรคประสาทมากกว่า

                “เรามาเริ่มเรียนกันเถอะ  ฉันอยากเรียนแล้ว”

                วายุอึ้งไปครู่หนึ่ง  เพราะไม่อยากจะเชื่อว่าโทระจะอยากเรียนขนาดนั้น  แต่ในเมื่อเจ้าตัวพูดเองว่าอยากเรียน เขาก็ไม่อยากจะขัดศรัทธา  ยินดีจะสอนให้

                หลังจากที่หมดเวลาเรียน โทระก็เดินลงไปส่งวายุกลับบ้าน ชายหนุ่มเลือกที่จะกลับบ้านโดยที่ไม่ได้ทานมื้อค่ำที่ทางบ้านของโทระได้เตรียมเอาไว้ให้

                “ดูนายมีอารมณ์ดีจริงนะ”

                คำกล่าวของไทกะทำให้โทระที่กำลังหมุนตัวจะเดินขึ้นห้องต้องหันไปมองแฝดผู้พี่

                “อิจฉางั้นสิ”

                “ทำไมฉันต้องอิจฉานาย”

                “ฉันก็แค่อารมณ์ดีเรื่องคะแนนสอบก็เท่านั้น”

                “นายเองก็ทำได้ แต่ทำไมเมื่อก่อนถึงไม่ตั้งใจเรียนให้มันมากกว่านี้”

                โทระกรอกตาไปมา เขาเริ่มคำราญไทกะ ช่างเป็นพี่ชายที่จู้จี้ขี้บ่นไม่หยุดเสียที เขาไม่ใช่คนชอบทำอะไรในกรอบแบบไทกะ เรื่องอะไรจะต้องมาทนเรียนให้มันน่าเบื่อด้วย อยากทำอะไรก็ทำ มันน่าจะดีกว่าไม่ใช่หรือไง

                “ฉันก็ตั้งใจอยู่นี่ไง  เลิกบ่นสักทีเหอะ”ว่าจบก็หมุนกายเดินขึ้นบันไดทันที

                “ที่ฉันบ่นก็เพราะว่านายเป็นน้องฉัน”

                “เกิดห่างกันแค่แป๊บเดียว  อย่ามาอ้างสิทธิ์ความเป็นพี่นักเลย”

                แฝดน้องหันขวับมามองแฝดพี่  แล้วเดินขึ้นบันไดต่อ อย่างไม่คิดจะสนใจไทกะอีกเลย

                “แต่ถึงยังไง  นายก็เป็นสายเลือดเดียวกับฉัน …เพราะฉะนั้น  สิ่งที่ฉันทำไปทั้งหมด มันก็เพื่อตัวของนายเอง”

                โทระไม่ได้ใส่ใจคำพูดของไทกะ  เขาไม่รู้ว่าคำพูดนั้น แฝงเรื่องอื่นมากกว่าแค่เรื่องเรียน แต่สำหรับไทกะ การที่โทระไม่รับรู้ความจริงนับว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้ว

--------+++++------

                การเรียนพิเศษในวันเสาร์ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วในช่วงเช้า  วายุเห็นโทระอารมณ์ดีอย่างมาก จึงอดไม่ได้ที่จะถามออกไป

                “โทระ…วันนี้นายดูตั้งใจเรียนเป็นพิเศษนะ”

                “จริงอะ”

                โทระเลิกคิ้ว  วายุหัวเราะออกมาเบาๆ

                “วันนี้นายไม่ค่อยบ่นตอนเรียนสักเท่าไหร่”

                “ทั้งอาทิตย์เจอนายแค่สองวัน  แต่พรุ่งนี้จะเจอเพิ่มอีกวันหนึ่ง”

                “นี่นายกำลังจะเตือนให้ฉันไม่ลืมเรื่องที่จะไปดูหนังกับนายใช่ไหม”

                “ก็ใช่น่ะสิ”

                โทระหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง  เหมือนนึกอะไรบางอย่างออก

                “ฉันว่าจองตั๋วหนังไว้ล่วงหน้าดีกว่า  เผื่อไปแล้วไม่ได้นั่งที่ดีๆ”

                “นายอยากนั่งตรงไหนล่ะ”

                “อยากนั่งกลางๆหน่อย”

                โทระบอกสิ่งที่ต้องการออก วายุก็พยักหน้าเห็นด้วย นั่งดูในตำแหน่งกลางๆ ถือว่ากำลังดีสำหรับเขา  ถ้านั่งริมก็คงไม่ดีนัก หนังเพิ่งจะเข้าโรงอีกต่างหาก อาจจะมีคนมาดูเยอะ  แถมพรุ่งนี้ก็เป็นวันหยุดอีกด้วย

                “โอเค  ฉันจอง และชำระเงินผ่านบัตรล่ะ”

                ชายหนุ่มจัดการอย่างรวดเร็ว  วายุหัวเราะ

                “นายดูหนังบ่อยเหรอ”

                “เปล่า  แค่ให้เพื่อนที่โรงเรียนช่วยสอนก็เท่านั้นเอง”

                โทระเสหน้าหันมองไปทางอื่น เขาไม่อยากให้วายุรู้ว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เขาชวนคนอื่นไปดูหนังที่โรงภาพยนตร์  ปกติถ้าจะไปดูหนังก็มักจะไปกับครอบครัว นานๆทีเพื่อนจะชวนเขาไปดู

                “แบบนี้ก็ดี สะดวกดี  จองทางเน็ตไปเลย”

                “อืม”

                “ค่าตั๋วหนังเท่าไหร่  เดี๋ยวฉันจะได้จ่ายนาย”

                ว่าพลางจะหยิบกระเป๋าตังค์ออกมา  แต่โทระรีบสวนทันที

                “ไม่ต้องๆ ฉันเลี้ยงเอง เพราะมันเป็นหนังที่ฉันอยากดู  นายไม่ต้องออกหรอก”

                “เอางั้นเหรอ”

                วายุถามย้ำอีกครั้ง  เขาโตกว่าโทระ แถมตอนนี้ยังทำงานได้เงินแล้วด้วย จึงไม่อยากจะเอาเปรียบคนที่เด็กกว่า

                “เอางั้นแหละ  นายไม่ต้องจ่ายหรอก”โทระยืนยัน

                “งั้นเดี๋ยวฉันลงไปหาอะไรกินก่อนแล้ว  เพราะต้องไปสอนไทกะต่ออีก”

                “โอเค  พรุ่งนี้นายห้ามเบี้ยวนัดฉันนะ”โทรย้ำอีกครั้ง

                “ได้เลย ฉันจะรีบไปถึงก่อนหนังจะฉายครึ่งชั่วโมงเลย ดีไหมล่ะ”

                “ดี”

                ชายหนุ่มกระตุกยิ้มทันที  วายุยิ้มกลับ  แล้วหมุนกายเดินออกจากห้องของ

โทระไป เด็กหนุ่มลุกขึ้น  แล้วเดินไปเอนตัวนอนบนเตียง พร้อมกับใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม

                “ดูนายจะมีความสุขเหลือเกินนะ”

                น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความค่อนขอดเหมือนไม่พอใจนั้น ทำให้วายุที่กำลังจะเดินลงบันไดมีอันต้องหยุดชะงักแล้วหันไปมองเจ้าของเสียง

                “นายหมายความว่ายังไง”

                ไทกะเดินเข้ามาใกล้วายุอย่างไม่รีบเร่ง  แต่ทุกก้าวที่เดินเข้ามา วายุรับรู้ถึงรังสีแห่งความหงุดหงิดและอารมณ์ไม่ดี

                “แล้วนายสอนเจ้านั่นยังไงล่ะ   ถึงได้เดินออกมายิ้มไม่หยุดขนาดนี้”

                ประโยคที่ถามเหมือนกำลังจะสื่อว่าเขาทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม  วายุหายใจแรงทันที  จากตอนแรกที่อารมณ์ดีๆ ตอนนี้เริ่มจะโมโหขึ้นมา

                “ฉันจะสอนยังไง แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนาย  ในเมื่อคนที่ฉันสอนคือโทระ  ไม่ใช่นาย”

                แววตาคมกริบฉายแววขุ่นเคืองเพียงครู่ แต่ก็หายไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  ไทกะกระตุกยิ้มหยัน

                “มันจะไม่เกี่ยวได้ยังไง  ในเมื่อโทระเป็นน้องชายฉัน  แล้วตอนบ่ายนายก็ต้องมาสอนฉันต่อ”

                “นายนี่มัน”

                วายุไม่คิดจะตอบคำถามไทกะ เขาเลือกที่จะเดินลงไปด้านล่างแทน  แม้ไม่อยากจะทานมื้อเที่ยงที่นี่เพราะไม่อยากจะเจอหน้าลูกศิษย์ที่จะต้องสอนในตอนบ่าย แต่วายุก็ไม่มีทางเลือก ถ้าออกไปข้างนอกก็จะเสียเวลาในการเดินทางกลับมาอีก  สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจทานอาหารที่บ้านของไทกะ 

                แม้จะแปลกใจที่ไทกะไม่คิดจะถามคำถามเหล่านั้นอีกในขณะที่กำลังเรียนหนังสือ  แต่วายุก็สบายใจที่ไม่ต้องมาผิดใจกับเด็กที่เขากำลังสอนอยู่

                “มีอะไรหรือเปล่า”

                เมื่อรับรู้ถึงสายตาที่มักจะมองเขาในเวลาที่เขากำลังก้มอธิบาย  วายุจึงถามออกไป เพราะรู้สึกว่าสายตานั้นมันไม่ใช่สายตาปกติ

                “สอนฉันมันน่าเบื่อนักหรือไง”

                อยู่ๆไทกะก็พูดขึ้นมา ทั้งๆที่ตอนแรกวายุคิดว่าทุกอย่างอยู่ในสภาวะปกติ ไม่ได้เกิดปัญหาอะไร แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้จะไม่ใช่แบบนั้นเสียแล้ว

                “เปล่าสักหน่อย”

                ที่จริงวายุก็ไม่ได้รู้สึกเบื่อสักเท่าไหร่นัก  เพียงแค่พยายามตั้งใจสอน เพราะ

ไทกะเป็นเด็กเรียนเก่งและช่างสังเกต  เขาจึงต้องเตรียมตัวมาให้พร้อมเพื่อมาสอนเจ้าตัว แต่ดูเหมือนว่าประเด็นในการเรียนในวันนี้จะไม่ใช่เรื่องเนื้อหา แต่เป็นสิ่งแวดล้อมอย่างอื่นเสียมากกว่า

                “ถ้าไม่อยากสอนฉันขนาดนั้น   นายจะไปสอนโทระก็ได้”

                วายุถึงกลับอึ้งไป  ไม่คิดว่าไทกะจะทำตัวแบบนี้  เขาคิดว่าโทระอาจจะทำตัวเด็ก แต่กลายเป็นว่าตอนนี้ไทกะทำตัวเด็กเสียยิ่งกว่า เหมือนเด็กที่กำลังไม่พอใจเพราะเห็นคนอื่นได้สิ่งที่ตัวเองไม่ได้

                “ฉันไม่เคยพูดว่าไม่อยากสอนนาย อีกอย่างนายเองก็ตั้งใจเรียน และฉันก็พยายามเต็มที่ในการสอนนาย แต่ดูเหมือนนายต่างหากที่ไม่พอใจฉันน่ะ”

                พอโดยสวนกลับ ไทกะก็นิ่งไป เขาพรูลมหายใจออกมาเบาๆ

                “นายคิดมากไปแล้ว  ไม่มีเหตุผลอะไรที่ฉันจะไม่พอใจนาย”

                ชายหนุ่มเลือกที่จะมองเอกสารการเรียน  ในขณะที่วายุเริ่มจะไม่พอใจขึ้นมา

                “พูดกันให้รู้เรื่องก่อนสิ  นายทำแบบนี้ ฉันไม่โอเค”

                “ฉันไม่มีอะไรจะพูด”

                ไทกะเลือกที่จะไม่เคลียร์ แต่วายุทนไม่ได้  เขายันกายลุกขึ้น

                “ก็ได้…งั้นวันนี้ก็เรียนแค่นี้ล่ะกัน เพราะดูเหมือนว่านายไม่พร้อมจะเรียนสักเท่าไหร่”

                ว่าพลางเก็บอุปกรณ์การเรียนบนโต๊ะ  วายุคิดว่าไทกะคงจะไม่สนใจกับสิ่งที่เขาทำ แต่ทว่าในขณะเขากำลังลุกยืนจะหมุนกายเดินหนี  ไทกะกลับกระชากตัววายุให้หันกลับมา  จนหนังสือในมือเขาร่วงลงพื้น  ดวงตาทั้งสองนั้นเบิกกว้าง เมื่อใบหน้าของเขาโดนรั้งเข้าไปใกล้  ก่อนที่ริมฝีปากร้อนจะทาบทับลงมาอย่างรวดเร็วโดยที่วายุไม่ทันได้ตั้งตัว

                เหมือนสมองของวายุไม่ได้รับการประมวลผลไปสักระยะหนึ่ง  จนกระทั่งไทกะถอนใบหน้าออกห่างไปชั่วครู่  วายุจึงเริ่มได้สติ  เขาถอยตัวห่าง กลืนน้ำลายลงคออย่างทำตัวไม่ถูก  ในขณะที่ไทกะมีท่าทางนิ่งเฉยไม่ได้แสดงอาการแปลกๆ แต่อย่างใด  วายุถอยกายไปเรื่อยๆ แล้วรีบผลักประตูหมุนกายออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับสายตาคมกริบที่มองตาม แต่ร่างสูงใหญ่ไม่ได้เคลื่อนกายตามไป

                ไทกะก้มลงเก็บหนังสือที่พื้น เขาก้มมอง เปิดปกเข้ามา เห็นชื่อเจ้าของหนังสือ แล้วจึงกระตุกยิ้มที่มุมปาก

                ทางด้านวายุ เขาออกมาจากห้องของนักเรียนที่เขาสอนแล้ว แต่สมองของเขายังคงมึนงง แผ่นหลังพิงกับประตูห้อง ดวงตาเหม่อลอย ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันรวดเร็วมาก  จนเขาเองก็ยังไม่สามารถหาเหตุผลใดๆมาอธิบายสิ่งเหล่านั้นได้

                …จูบ…

                แม้ไม่อยากจะคิดว่าเป็นความจริง แต่วายุก็แน่ใจว่า มันคงไม่ใช่ความบังเอิญที่ปากของเขาและไทกะจะมาสัมผัสกัน

                …เขาถูกไทกะจูบ…

                ยิ่งคิด วายุก็ยิ่งสับสน  มันจะเป็นไปได้ยังไง ในเมื่อเขาและไทกะไม่ได้เป็นอะไรกัน และท่าทีของชายหนุ่มก็ไม่ได้ออกอาการรักหรือชอบเขาสักนิด  หรือว่า…เขากำลังโดนแกล้ง

                ก็พอรู้อยู่ว่าในสมัยนี้ การที่ผู้ชายมีความสัมพันธ์กันนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ว่าสำหรับวายุ ก็ยังถือว่าแปลกอยู่ดี แต่พอชายหนุ่มคิดไปคิดมาก็เริ่มจะคิดไปว่าอาจจะเป็นเพราะครอบครัวของไทกะมีบิดาที่คบผู้ชายเป็นแฟนหรือเปล่า เจ้าตัวเลยเลียนแบบพฤติกรรมนั้นมา 

                “นี่มันเรื่องบ้าอะไร”

                เขาเอ่ยกับตัวเอง หลับตาลงช้าๆ  พยายามสงบสติอารมณ์ ชายหนุ่มก้มมองนาฬิกาข้อมือ พบว่ามันยังไม่ถึงเวลาเลิกเรียนด้วยซ้ำ แต่วันนี้เขาคงไม่มีสติไปสอนไทกะต่ออีกแล้ว ทำได้แค่รีบกลับไปตั้งสติเท่านั้น

                วายุรีบออกไปเรียกแท็กซี่ จุดมุ่งหมายของเขาไม่ได้มุ่งไปที่บ้านของคิน แต่มุ่งไปยังห้องสมุดสาธารณะแทน

                “นี่ครับ”

                หลังจากจ่ายเงินค่าโดยสาร  วายุก็เดินเข้าไปในห้องสมุด เขาเลือกมุมเงียบๆ นั่งทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้น

                ร่างสูงโปร่งที่เดินผ่านสร้างความรู้สึกหนาวๆร้อนให้กับร่างกายของเขา  วายุหันขวับไปมองเจ้าของร่าง สติทุกอย่างกลับมาอย่างไม่มีสาเหตุ  เขาเห็นเพียงผมสีทองที่ยาวถึงกลางหลัง  มองไม่ออกด้วยซ้ำว่าคนที่เดินผ่านไปนั้นคือชายหรือหญิง  แต่วายุก็นึกขอบคุณคนคนนั้นทำให้เขาหลุดออกมาจากความคิดที่สับสนเหล่านี้

                …คงเป็นเพียงแค่การเล่นสนุกของเด็กวัยรุ่นเท่านั้น…

                                                                --------+++++------

                วันที่นัดไปดูหนังมาถึง  โทระรีบอาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อย  เขาเช็คตัวเองอยู่หน้ากระจก  จัดปกเสื้อให้เข้าที่  ก่อนจะหยิบโทรศัพท์และกระเป๋าเงินก่อนจากห้อง

                “จะไปไหน”

                คำถามแรกเปิดประเด็นมาจากปากของแฝดคนพี่ โทระหายใจแรง ตวัดสายตามองไทกะ

                “นายจะรู้ไปทำไม”

                “เผื่อทุกคนในบ้านถามนาย แล้วถ้าเกิดนายกลับบ้านช้า  ฉันจะได้ตามไปหานายได้”

                “ก็ได้ๆ ฉันจะไปดูหนังกับวายุ  พอใจหรือยัง”

                บอกจบก็หมุนกายเดินลงจากบันไดทันที  ทิ้งให้คิ้วทั้งสองของไทกะเริ่มเคลื่อนเข้าหากัน ด้วยความรู้สึกไม่ค่อยพอใจกับคำตอบนั้นของน้องชายสักเท่าไหร่นัก

                ทางด้านโทระ เขารีบเดินทางไปรอคนที่นัดเอาไว้ที่หน้าโรงภาพยนตร์  ชายหนุ่มยกนาฬิกาขึ้นดูเวลา แล้วก็พบว่าใกล้เวลานัดมากขึ้นทุกที แต่ยังไม่มีวี่แววของวายุที่จะมาถึง

                “ทำไมไม่รับ”

                โทรหาแต่ก็ไม่มีคนรับสาย ชายหนุ่มเริ่มหัวเสีย เพราะเขาโทรหาวายุอยู่หลายครั้ง  ถึงจะโทรติดแต่ก็ไม่มีคนรับ  ยิ่งพาลให้โทระหงุดหงิดมากขึ้นไปอีก

                Rrrr

                เสียงโทรศัพท์นั้นทำให้โทระคิดว่าคนที่โทรมาน่าจะเป็นวายุ  เขารีบหยิบขึ้นมาเพื่อจะรับสาย แต่พอเห็นชื่อคนที่โทรมา ใบหน้าที่ตอนแรกจะคลี่ยิ้มมีอันต้องหุบยิ้มอย่างอัตโนมัติ

                “โทรมามีอะไร”

                รับสายด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยดีนัก ราวกับรู้สึกรำคาญคนที่โทรมาเสียเหลือเกิน  แต่ทางปลายสายกลับไม่ได้สะทกสะท้าน

                [ฉันมีเรื่องจะบอกนาย]

                อีกฝ่ายบอกด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย  โทระกรอกตามองบนอย่างเบื่อๆ ไม่ได้อยากจะตั้งใจฟังสักเท่าไหร่

                “มีอะไรล่ะ”

                แต่ถึงจะไม่อยากฟังแค่ไหน ก็อดไม่ได้ที่จะถามออกไปอยู่ดี

                [วันนี้คนที่นายนัดไปดูหนังด้วย คงไปกับนายไม่ได้แล้ว]

                แม้คำพูดจะดูธรรมดา แต่โทระก็รับรู้ได้ถึงความพอใจของคนพูด  แต่ตอนนี้

โทระไม่มีเวลามาใส่ใจเรื่องนั้นแล้ว

                “นายหมายความว่าไง  นายจะบอกว่าวายุจะไม่มาดูหนังกับฉันเหรอ”

                [ใช่]

                ไทกะตอบกลับมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ   โทระจะอ้าปากถามต่อ

                “ทำไมล่ะ  ทำไมหมอนั่นถึงไม่มาดูหนังกับฉัน  เฮ้!!!”

                แต่ดูเหมือนว่าไทกะจะตัดสายไปเสียแล้ว  เล่นเอาโทระฉุนจนต้องกระหน่ำโทรหาอีกฝ่าย แต่ดูเหมือนไทกะจะไม่คิดรับสายเขาอีก  จนกระทั่งติดต่อไม่ได้

                “บ้าเอ้ย!”

                เขายกมือขยี้ผมตัวเองอย่างหงุดหงิด เดินงุ่นง่านไปมากับความคิดของตัวเอง  ตอนนี้ไทกะโทรมาบอกว่าวายุมาดูหนังกับเขาไม่ได้ และในเวลานี้ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าอีกฝ่ายอาจจะไม่มาจริงๆ

                โทระรู้ว่าไทกะคงไม่ได้โกหก เพราะนิสัยของไทกะ มักจะเป็นคนพูดจริงทำจริง  นั่นแสดงว่าวายุอาจจะมีปัญหา หรือติดธุระจนไม่สามารถมาหาเขาได้  ชายหนุ่มก้มมองตั๋วหนังในมือที่มีถึงสองที่นั่ง  เขาออกมาจากบ้านทั้งที  เขาไม่อยากดูหนังคนเดียว

                “เอาไงดี”

                บ่นพึมพำกับตัวเอง  ไม่นานเจ้าตัวก็กระตุกยิ้มออกมา เมื่อนึกถึงใครบางคน  เขารีบกดโทรหาอีกฝ่ายทันที

                [สวัสดีครับ]

                ปลายสายตอบรับอย่างมีมารยาท เพราะรู้ว่าคนที่โทรมาคือใคร

                “ว่างใช่ไหม  ออกมาหาฉันหน่อย”

                [มีอะไรหรือเปล่าครับรุ่นพี่]

                ทางปลายสายที่กำลังนั่งพับผ้าเก็บเข้าตู้มีอันต้องขมวดคิ้ว  แต่ดูเหมือนคนเอาแต่ใจจะไม่สนใจอะไรเลย

                “จะถามให้มันมากทำไม ออกมาหาฉันที่….”

                น้ำรับฟังความต้องการของโทระ  สถานที่ที่เจ้าตัวเรียกเขาไปนั้นเป็นห้างสรรพสินค้าที่อยู่ไม่ไกลจากอพาร์ทเม้นของเขามากนัก

                “รีบๆมา  ฉันให้เวลานายไม่เกิน 15 นาที ถ้านายมาช้า  เจอดีแน่”

                คำขู่ของอีกฝ่ายเหมือนเป็นผล  เพราะทำให้เจ้าเด็กตัวเล็กกลืนน้ำลายลงคอฝืดๆ หลังจากที่วางสาย  เขารีบวางงานทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า แล้วลุกไปเปลี่ยนชุดอย่างรวดเร็ว  ไม่นานน้ำก็ออกจากห้องพักเพื่อเดินทางไปหาโทระด้วยวินมอเตอร์ไซต์ที่อยู่ใกล้อพาร์ทเม้น  เจ้าตัวเดินกึ่งวิ่งเพื่อไปหาคนที่เรียกเขามา

                “แฮกๆๆๆ”

                กว่าจะหาโทระเจอ ก็เล่นเอาหอบ น้ำยกมือปาดเหงื่อบนหน้า เขาคิดว่าโทระคงจะมีธุระสำคัญถึงได้เรียกเขาออกมาแบบนี้

                “ช้าจริงๆเลยนะนาย”

                แม้ความจริงน้ำจะมาถึงเร็วกว่า 15 นาที แต่สำหรับคนใจร้อนอย่างโทระ  เขาก็ยังมองว่ามันช้าอยู่ดี  ชายหนุ่มไม่คิดจะปล่อยให้น้ำได้ถามถึงเหตุผลที่เรียกเด็กหนุ่มออกมา  โทระก็ลากน้ำเดินเข้าไปในในส่วนทางเข้าโรงภาพยนตร์ทันที น้ำมองโทระที่ยื่นตั๋วหนังให้คนตรวจ จากนั้นคนตัวเล็กก็โดนเจ้าตัวลากไปซื้อเช็ตป๊อบครอน

                “เอาเซ็ตนั้นเลยครับ”

                “จะมีคนมาอีกเหรอครับ”

                เนื่องจากเห็นโทระสั่งเซ็ตใหญ่สุด   น้ำเลยคิดว่าคนที่มาดูน่าจะมีเพิ่มอีกสักสองสามคน  โทระเหล่ตามองรุ่นน้องช่างสงสัย

                “มีแค่ฉันกับนายนี่ล่ะ”

                “อะไรนะครับ  แล้วสั่งมาขนาดนี้จะทานหมดเหรอครับ”น้ำตกใจเพราะเขาไม่อยากให้ของที่ซื้อมามันเหลือ

                “เงียบๆเถอะน่า พูดมากจริง”

                โทระยื่นถังป๊อบครอนให้น้ำถือ แล้วตัวเองก็ถือแก้วน้ำ เดินเข้าไปในโรงภาพยนตร์ทันที

                “รุ่นพี่ครับ เดี๋ยวสิครับ ขอผมอ่านโปสเตอร์หนังก่อน”

                เพราะโทระแทบจะลากเขาเข้าไป ทำให้น้ำไม่ทันได้อ่านโปสเตอร์หนังด้วยซ้ำ  ตอนนี้เจ้าตัวก็ยังมีสภาวะงงๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่  เนื่องจากเกิดขึ้นรวดเร็วมากจนตามแทบไม่ทัน

                เพียงครู่โทระก็็็หันมา  เล่นเอาหัวใจน้ำแทบร่วงลงไปที่ตาตุ่ม  เพราะใบหน้าหล่อนั้นกำลังแสยะยิ้มอย่างร้ายกาจให้กับความสนุกที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า


100%


ติดตามการอัพได้ที่เพจค่ะ

ใครที่รอนิยายเรื่องนี้รวมเล่ม อากิจะมาแจ้งว่าจะรวมเล่มในช่วงปีหน้า  ประมาณ ม.ค. หรือ ก.พ.

ติดตามข่าวสารการรวมเล่มได้ที่เพจ Akikoneko17 ค่ะ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}