KesornSama

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะคะ : )

Episode 15. ปากไปไวกว่าใจเสียทุกที

ชื่อตอน : Episode 15. ปากไปไวกว่าใจเสียทุกที

คำค้น : Omega's Destiny ชะตาลิขิต Episode 15. ปากไปไวกว่าใจเสียทุกที

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.9k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ธ.ค. 2560 00:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Episode 15. ปากไปไวกว่าใจเสียทุกที
แบบอักษร

Episode 15

( ปากไปไวกว่าใจเสียทุกที )

                อาเธอร์ลิสตื่นขึ้นมาก็ต้องตกใจ  เพราะตนเองนอนอยู่บนเตียงของหลวงภาคิน  ซึ่งจำได้ว่าก่อนหน้านี้ยังเถียงกันอยู่เลย  พอตื่นขึ้นมาก็ไม่เห็นอีกฝ่ายแล้ว  เด็กหนุ่มจึงเดินออกจากห้องนอนของข้าราชการหนุ่มเพื่อออกไปตามหาผู้เป็นเจ้าของห้อง ๆ นี้ว่าไปอยู่ที่ไหนกัน

            ตาคู่สวยเหลือบไปเห็นคุณหญิงเพ็ญนั่งกินหมากอยู่ตรงศาลาที่เป็นลานกว้างบนเรือน  ซึ่งบริเวณนั้นก็เป็นที่ที่คุณหญิงท่านชอบมานั่งประจำอยู่แล้ว  เด็กหนุ่มจึงเดินเข้าไปหา  พลางนั่งลงตรงพื้นที่ต่ำกว่าผู้อาวุโสนั่งอยู่

            “ มีอะไรหรือพ่ออลิส? ”  ถามออกไป  เมื่อเห็นอีกฝ่ายนั่งลงจนได้ที่

            “ คือผมมีเรื่องอยากจะเรียนถามคุณหญิงน่ะครับ ”  ว่าออกไปอย่างนั้น

            “ อะไรรึ? ”  ถามออกไปเพียงแค่นั้น

            “ คือผม...อยากจะเรียนถามคุณหญิงว่า...คุณหญิงพอจะทราบหรือไม่ว่าคุณหลวงอยู่ที่ไหนครับ?! ”  ว่าพลางก้มหน้าอย่างเอียงอาย

            “ อ๋อ!  ก็นึกว่าเรื่องกระไร  มีอะไรจะคุยกับพ่อภาคินอย่างนั้นรึ? ”  ว่าพลางส่งยิ้มให้คนที่นั่งหน้าแดงอยู่

            “ ผมคิดว่า...ผมต้องทำอะไรให้คุณหลวงโกรธเป็นแน่เลยครับ  เพราะผมตื่นมาก็ไม่เห็นท่านอยู่ภายในห้องแล้ว  มิหนำซ้ำยังนอนอยู่บนเตียงท่านอีก! ”  พูดออกไปพลางหน้าก็แดงขึ้นเรื่อย ๆ

            “ อ๋อ! อย่างนี้นี่เอง  แม่เห็นพี่เขาเดินไปทางสวนน่ะจ้ะ!  พ่ออลิส ลองไปเดินหาดู ”  ว่าออกมาพลางยิ้มกรุ้มกริ่ม

            “ ขอบคุณครับ ”  ว่าแล้วก็ยันตัวลุกขึ้นและรีบวิ่งลงจากเรือนไป

อาเธอร์ลิสเดินมาจนถึงสวนที่มีต้นไม้นานาพันธุ์ยืนต้นเรียงรายกันอยู่  ทั้งพวกไม้ดอก  ไม้ผลก็มีปะปนกันไป  มองไปทางไหนก็ไม่เห็นหลวงภาคินเลย  จึงตัดสินใจเดินตรงไปข้างหน้าเรื่อย ๆ  และในที่สุดก็เห็น      ขุนนางหนุ่มในชุดลำลอง  ที่นุ่งผ้าขากล้วยสีกรม  สวมเสื้อม่อฮ่อมสีขาวบาง  ยืนกอดอกอยู่ใต้ต้นลีลาวดี  อาเธอร์ลิสจึงสาวเท้าเข้าไปหา

            “ คุณหลวง!  อยู่ตรงนี้เองหรือครับ!  ผมตามหากว่าจะเจอ ”  ว่าพลางส่งยิ้มให้คนที่ยืนกอดอกอยู่

            “ เอ็งมีอะไร?  อย่ามาวุ่นวายกับฉัน!  ฉันอยากอยู่คนเดียว! ”  ออกปากไล่ไปอย่างนั้น

            “ ผมไม่รู้ว่าทำอะไรให้คุณหลวงไม่พอใจหรือเปล่า!?  ผมเลยอยากจะขอโทษน่ะครับ ”  บอกออกไปพลางทำสีหน้าเศร้าสร้อย

            “ ไม่ได้ยินที่ฉันพูดหรืออย่างไร! ฉันยังไม่อยากคุยกับเอ็งตอนนี้! ”  ว่าทั้งไม่ได้มองหน้าคนตัวเล็ก

            “ คุณหลวงไม่พอใจอะไรผมอยู่จริง ๆ ใช่ไหมครับ?  ผมขอโทษกับสิ่งที่ผมได้สร้างความลำบากใจให้คุณหลวงไป  แต่จะกรุณาให้อภัยกับความผิดเหล่านั้นของผมได้ไหมครับ... ”  ร่ายยาวออกมาด้วยความรู้สึกผิดพลางแสดงสีหน้าเศร้าสร้อยออกมาตลอด

            ยิ่งเห็นสีหน้าไม่รู้เรื่องรู้ราวของอาเธอร์ลิสยิ่งทำให้หลวงภาคินรู้สึกโมโหกับสิ่งที่ตนเองได้กระทำลงไป

            “ เอ็งฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องรึอย่างไร!  ฉันบอกให้ไสหัวไปอย่างไรเล่า! ”  แผดเสียงใส่ออกไปแล้ว

            อาเธอร์ลิสตกใจจนมือไม้เริ่มสั่น  จึงกดบีบมือตัวเองไว้จนแน่น เพื่อควบคุมไม่ให้ร่างกายสั่นไหว  และเก็บซ่อนความหวาดกลัวนี้เอาไว้

            “ แต่คุณหลวงครับ! ผม...”  พูดยังไม่ทันจบก็ถูกตะหวาดใส่

            “ ฉันบอกให้ไปไกล ๆ อย่างไรเล่า!  รำคาญ! ”  ตะเบ็งเสียงออกไป

            ยิ่งเห็นหน้าเอ็ง!  ก็ยิ่งละอายใจ!  เข้าใจไว้ซะ!

            “ คะ...คุณหลวง...”  เสียงเริ่มสั่น

            ยิ่งเห็นริมฝีปากบางนั่น  ก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดเข้าไปใหญ่  ทำการล่วงเกินเด็กที่ไม่ได้สติ  เป็นสิ่งที่น่าอัปยศต่อตำแหน่งขุนนางเสียจริง ๆ   หลวงภาคินคิดอย่างนั้น

            “ อย่ามาสำออยใส่ฉัน!  ถ้าอยากได้คนพูดจาหวานหูก็ให้ไปหาหลวงเทพโน่น!  อย่ามายุ่มย่ามกับฉัน! ”  ว่าออกมาแค่ต้องการให้อีกฝ่ายกลับขึ้นเรือนไปเฉย ๆ

            เมื่อหูทั้งสองข้างได้ยินเช่นนั้น  น้ำตาที่คลออยู่ดวงตาคู่สวยตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้  ก็รินไหลลงมาอาบแก้มใสทั้งสองข้าง

            “ ฮึก!  ผมเข้าใจแล้วครับ!  ที่คุณหลวงไล่ผม  เพราะไม่อยากให้ผมอยู่ที่นี่!  ผมขอโทษที่ทำให้ท่านไม่สบายใจ  ผมจะรีบไปจากเรือนนี้ให้เร็วที่สุด  คุณหลวงจะได้ไม่ต้องเห็นหน้าผม!  ฮึก! ”  พูดพลางสะอื้นไป

            สองมือเล็กยกปาดน้ำตาที่ไหลเปื้อนอยู่บนหน้า พลิกตัวหันหลังให้ขุนนางหนุ่ม  แล้วจึงวิ่งออกไปจากที่ตรงนั้น

            “ อาเธอร์ลิส!  เดี๋ยวก่อน! ”  ร้องเรียกตาม

         โธ่เว้ย!

          สบถออกมาอย่างนั้น  แล้วจึงสาวเท้าตามคนตัวเล็กไป

            “ วิ่งไปไกลถึงไหนแล้ว!  ไอ้เด็กบ้านี่! ”  พูดออกมาอย่างนั้น  เพราะไม่เห็นคนที่วิ่งหนีมา

            “ โอ๊ย! ”

            เสียงของใครบางคนที่คุ้นหูดังมาจากทางข้างหน้า  พอจับต้นเสียงได้แล้ว  ขุนนางหนุ่มก็รีบวิ่งตามไปทันที  ไม่ผิดแน่  นั่นคือเสียงของคนที่เขากำลังตามหาอยู่

เมื่อมาถึงยังจุดกำเนิดเสียง  หลวงภาคินก็ต้องเบิกตากว้างกับสิ่งที่เห็น  งูจงอางขนาดใหญ่ยกคอชูชันกำลังแผ่แม่เบี้ยข่มขู่สิ่งมีชีวิตที่อยู่เบื้องหน้าด้วยความดุดัน  พร้อมจะฉกกัดปลิดชีวิตศัตรูที่อยู่ตรงนี้ได้ทุกเมื่อ  อาเธอร์ลิสที่ลงไปนั่งกองอยู่กับพื้นไม่กล้าแม้แต่จะขยับ  เพราะขยับเมื่อไร  สองเขี้ยวแหลมคมนั่นก็คงจะฝังลงบนตัวของเด็กหนุ่มเมื่อนั้นเป็นแน่  หลวงภาคินเห็นเช่นนั้นก็ค่อย ๆ  ขยับเข้าไปทางด้านหลังของ อาเธอร์ลิส  แต่ก็ไม่กล้าที่จะทำอะไรบุ่มบ่าม  เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะเป็นอันตราย  เนื่องจากงูอยู่ใกล้อาเธอร์ลิสเพียงแค่เอื้อมมือ

            หลวงภาคินมาหยุดอยู่ข้างหลังของอาเธอร์ลิส  แต่ก็เว้นระยะห่างไว้พอสมควร  เพื่อไม่ให้อาเธอร์ลิสและอสรพิษตัวใหญ่รู้ตัว  แต่มันก็ไม่ได้เป็นไปอย่างนั้น  เพราะดูเหมือนว่า  พญาอสรพิษได้เห็นชายหนุ่มเข้าเสียแล้ว  ขุนนางหนุ่มเองก็ตกใจที่มันกลายเป็นเช่นนี้  ทั้งยังกลัวว่าคนตรงหน้าจะเป็นอันตราย  จึงข่มใจให้สงบนิ่งลง  พลางเพ่งสายตาเหยี่ยวไปที่ตาของสัตว์ที่ได้ชื่อว่าพญาอสรพิษ  ดวงตาคมถ่ายทอดออกมาถึงความเกรี้ยวโกรธและหวงแหน  ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าพญางูใหญ่จะเข้าใจสิ่งที่อยู่ในแววตาของขุนนางหนุ่มหรือไม่  เพราะจู่ ๆ  ลำตัวยาวใหญ่ก็หมอบตัวลงกับพื้นแล้วก็เลื้อยหายเข้าพงหญ้าไป  ก็อย่างว่า  ถึงจะเป็นพญาอสรพิษที่มีพิษร้ายแรงสักแค่ไหนก็ย่อมพ่ายแพ้ให้แก่พญาเหยี่ยวที่มีดวงตามจุราชอยู่วันยังค่ำ

            เมื่อรู้ว่าตนเองหลุดรอดจากการถูกช่วงชิงชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด  อาเธอร์ลิสก็ร้องไห้โฮออกมาสุดเสียงอย่างที่ไม่อาจจะสะกดกลั้นเอาไว้ได้  หลวงภาคินเห็นคนตรงหน้าสะอื้นหนักจนร่างเล็ก ๆ  สั่นเทาไปหมดก็ไม่อาจที่หยุดมองอยู่เฉย ๆ ได้  ร่างใหญ่เดินมาคุกเข่าอยู่ด้านหลังร่างบาง  พลางยื่นมือทั้งสองข้างไปโอบไหล่ของคนตัวเล็กเอาไว้

            “ ไม่เป็นอะไรแล้ว  มันไปแล้ว...”  ว่าพลางลูบหัวไหล่คนตรงหน้าเบา ๆ

            เมื่อได้ยินเช่นนั้น  อาเธอร์ลิสก็หันไปมองยังปลายเสียงที่พูด

            “ ฮึก!  คุณหลวง...”  ว่าพลางยื่นมือไปกอดลำตัวหนา  พลางซุกหน้าลงตรงอกแกร่ง

            “ อือ!  ฉันเอง! ”  ว่าพลางกระชับกอดคนตัวบางอย่างอ่อนโยน

            “ ผมกลัว...ฮึก! ”  ว่าทั้งสะอื้น

            “ ไม่เป็นอะไรแล้ว  ฉันอยู่นี่! ”  ว่าพลางยื่นมือมาลูบศีรษะคนขวัญเสียเบา ๆ  เป็นเชิงปลอบ

            นานกว่าที่อาเธอร์ลิสจะหยุดร้องไห้  ก็เข้าใจอยู่หรอกว่าเพิ่งผ่านเหตุการณ์ที่หน้าหวาดกลัวมา  แต่การนั่งปลอบเด็กขี้แยนานขนาดนี้  ก็ทำเอาขุนนางหนุ่มเป็นตะคริวไปทั้งขา  มิหนำซ้ำยังชาไปทั้งตัว  เพราะเด็กหนุ่มกอดรัดลำตัวหลวงภาคินแน่นเสียขนาดนั้น  ซ้ำยังอยู่ในท่านี้เป็นเวลานานอีก  แต่ขุนนางหนุ่มก็มิได้ว่าอะไรออกไปเสียแต่อย่างใด

            “ ถ้าดีขึ้นแล้ว  ก็กลับขึ้นเรือนกันเสียเถอะ!  ปานนี้คุณแม่คงจะเป็นห่วงแล้วกระมัง! ”  ว่าออกไปเช่นนั้น

            “...”  ไม่ได้พูดอะไร  เพียงแต่พยักหน้ารับ

            “ ถ้าอย่างนั้นก็ลุกขึ้น! ”  ว่าพลางลุกขึ้นยืน

            ได้ยินหลวงภาคินพูดเช่นนั้น  อาเธอร์ลิสก็ยันตัวลุกขึ้น

            “ โอ๊ย! ”  ร้องออกมาพลางล้มลงไปนั่งที่เดิม

            หลวงภาคินเห็นเช่นนั้นก็รีบพรวดพราดเข้ามาดู

            “ เอ็งเป็นอะไร?  หรือว่าจะถูกกัดเข้า! ”  โพล่งออกไปด้วยความตกใจ

            “ เปล่าครับ!  ผมสะดุดล้มตอนที่เห็น...งูตัวนั้นพอดีครับ ”  บอกออกไปอย่างนั้น

            “ ไหน!  ฉันดูซิ!  เอ็งนี่มันซุ่มซ่ามได้ตลอดเวลาเสียจริง! ”  ว่าพลางยื่นมือไปจับข้อเท้าเล็ก

            “...”  ไม่พูดอะไรออกไป  แต่สีหน้าแสดงออกถึงความเจ็บปวด  เมื่อถูกจับเข้าที่เท้า

            “ เอ็งไปสะดุดล้มอีท่าไหน!  ถึงได้เขียวปี๋ขนาดนี้  แล้วยังจะมีเลือดไหนออกมาอีก! ”  ว่าออกไปเช่นนั้น

            “ ขอโทษครับ ”  ว่าพลางทำหน้าหงอย

            “ นี่เอ็งพูดคำอื่นไม่เป็นแล้วหรืออย่างไร!? ”  ว่าพลางพยุงคนตัวเล็กขึ้น

            “ ก็ผมทำให้คุณหลวงลำบากนี่...อ๊ะ! ”  พูดยังไม่ทันจบ  ตัวก็ลอยขึ้นจากพื้น

            “ ให้ตายเถอะเอ็ง!  ขยันทำให้ฉันรำคาญเสียจริง ๆ แล้วก็ไม่ต้องพูดอะไรออกมาด้วย  ฉันขี้เกียจฟัง ”  ว่าพลางกระชับคนในอ้อมแขนให้ถนัดมือ  แล้วจึงเริ่มเดิน

            ให้ตายเถอะ!  ขยันทำให้เป็นห่วงจริง ๆ ต้องแบบนี้สิ! ถึงจะถูก!  ก็ปากมันไปไวกว่าที่ใจจะคิดเสียทุกทีนี่!  ทำอย่างไรได้...

​>>>>>>>>>>>>>>

              มาต่อให้แล้วนะคะ^^  แหมม  คุณหลวงเจ้าคะ  พูดจาดี ๆ กับน้องบ้างมันจะเป็นอะไรหรอคะ  ปากหนักจริงพ่อคุ๊ณณ  ใครยังไม่ได้อ่านตอนที่แล้ว  สามารถใช้กุญแจไขเข้าไปอ่านได้แล้วนะคะ  ไปอ่านด้วยน้าา  เดี๋ยวไม่ต่อเนื่อง ^^  ขอบคุณทุกกำลังใจนะคะ  ทั้งนักอ่านที่ปรากฏตัวและนักอ่านเงา  คุณคือกำลังใจของเรา  เจอกันตอนหน้าเน้ออ

...บ๊าย  บาย...

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น